หน้า ๖๑

ภวจักร

         ภวจักร เขียนแบบบาลีเป็น ภวจกฺก แปลว่าหมุนวนไปในภพต่าง ๆ ซึ่งเป็น ความหมายเดียวกับ ปฏิจจสมุปปาท ที่ว่าวนเวียนในสังสารวัฏฏ
         ปฏิจจสมุปปาทธรรมนี้ เมื่อกล่าวตามนัยที่เรียกว่า ภวจักร ก็จำแนกได้เป็น ๒ คือ
         ๑. ปุพฺพนฺตภวจกฺก เป็นภวจักรแรก นับแต่อดีตเหตุ จนถึงปัจจุบันผล ซึ่ง ได้แก่ ปฏิจจสมุปปาท ๗ องค์ คือ
อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และ เวทนา ใน ๗ องค์นี้ อวิชชาเป็นต้นเหตุหรือเป็นที่ตั้งนำให้ถึงเวทนา
         ๒. อปรนฺตภวจกฺก เป็นภวจักรหลัง นับแต่ปัจจุบันเหตุถึงอนาคตผล ซึ่ง ได้แก่ ปฏิจจสมุปปาท ๕ องค์ คือ
ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และชรามรณะ ใน ๕ องค์นี้ ตัณหา เป็นต้นเหตุ หรือเป็นที่ตั้ง นำให้ถึง ชรามรณะ
         บุพพันตภวจักร ที่กล่าวว่าได้แก่ปฏิจจสมุปปาท ๗ องค์นั้น หมายเฉพาะ องค์ที่ปรากฏออกหน้า ซึ่งในขณะที่ ๗
องค์ คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และ เวทนา นี้หมุนวนอยู่นั้น ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ
ชรา มรณะ อีก ๕ องค์ก็หมุนตามไปด้วยเหมือนกัน
         อปรันตภวจักร ที่กล่าวว่าได้แก่ปฏิจจสมุปปาท ๕ องค์นั้น ก็ทำนองเดียวกัน คือมุ่งหมายแสดงเฉพาะองค์
ที่ปรากฏออกหน้า ซึ่งในขณะที่ ๕ องค์ คือ ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และชรามรณะ นี้หมุนวนอยู่นั้น อวิชชา สังขาร
วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และ เวทนา อีก ๗ องค์นี้ก็หมุนตามไปด้วย
         เมื่อพิจารณาองค์ปฏิจจสมุปปาทตามนัยแห่ง บุพพันตภวจักร และ อปรันต ภวจักร ที่กล่าวมาแล้วนี้ ก็จะ
เห็นได้ว่า
         ก. อวิชชา สังขาร และตัณหา อุปาทาน กัมมภพ ที่เกิดมีปรากฏขึ้นในภพ ก่อนนั้น สงเคราะห์เป็น
บุพพันตภวจักร
         ข. ตัณหา อุปาทาน กัมมภพ และ อวิชชา สังขาร ที่เกิดมีปรากฏอยู่ในภพนี้ นั้น สงเคราะห์เป็นอปรันตภวจักร
         ค. วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา และ ชาติ ชรามรณะ อัน ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายตั้งแต่เริ่มเกิด
จนกระทั่งตายในภพนี้นั้น สงเคราะห์เป็น บุพพันตภวจักร
         ง. ชาติ ชรามรณะ และวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ที่จะเกิด ปรากฏขึ้นใหม่ในภพข้างหน้า
อันได้แก่ สัตว์ทั้งหลายที่จะเกิดในภพใหม่ชาติใหม่ ต่อไปข้างหน้านั้น สงเคราะห์เป็น อปรันตภวจักร
         ทั้งนี้ก็มีความหมายว่า เป็นการหมุนวนเกิดขึ้นสืบเนื่องกันระหว่างภพก่อนกับ ภพนี้ และภพนี้กับภพหน้า อันเป็นการหมุนวนอยู่ในวัฏฏสงสาร วัฏฏทุกข์นั่นเอง


หน้า ๖๒

         เท่าที่กล่าวมาแล้วนี้ ก็พอจะทำให้เห็นได้แล้วว่า การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน สังสารวัฏฏ ไม่ใช่เป็นการเกิดขึ้น
ของสัตว์บุคคลใด แต่เป็นการเกิดขึ้นติดต่อกัน ของขันธ์ ธาตุ อายตนะ อันได้แก่ ปฏิจจสมุปปาทธรรมนั่นเอง ใน
อัฏฐสาลินี อรรถกถา แสดงไว้ว่า
          "การเกิดขึ้นและเป็นไปโดยติดต่อกันอย่างไม่ขาดสายแห่ง ขันธ์ ธาตุ อายตนะ เหล่านี้แหละ
เรียกว่า สังสาระ"

การสะดุดหยุดลงแห่งวัฏฏะ และ สมุฏฐานของอวิชชา

         การหมุนวนแห่ง สังสารวัฏฏะจะสะดุดหยุดลง และความเจริญอยู่ของอวิชชา นั้น มีคาถาที่ ๙ แสดงว่า

         ๙. เตสเมว จ มูลานํ                        นิโรเธน นิรุชฺฌติ
             ชรามรณมุจฺฉาย                         ปีฬิตานมภิณฺหโส
             อาสวานํ สมุปฺปาทา                     อวิชฺชา จ ปวตฺตติ ฯ

         แปลความว่า วัฏฏะจะหยุดการหมุนวนก็เพราะความดับแห่งมูลทั้ง ๒ นั้น
         อนึ่ง อวิชชา จะเจริญอยู่ได้ ก็เพราะความบังเกิดขึ้นแห่ง อาสวะทั้งหลายของ เหล่าสัตว์ ผู้สยบด้วยชรามรณะ
บีบคั้นอยู่เป็นนิจ
         มีอธิบายด้วยการอุปมาว่า ต้นไม้ทั้งหลายที่เจริญงอกงามอยู่ได้ ก็ด้วยอาศัยราก แก้ว ถ้าทำลายรากแก้วเสียแล้ว ต้นไม้นั้นจะเหี่ยวแห้งลง และในที่สุดก็ตายไปอย่าง แน่นอน สัตว์ทั้งหลาย คือ รูปนามนี้ที่เจริญอยู่ในสังสารวัฏฏโดยไม่มี
ที่สิ้นสุดนั้น ก็ เพราะอำนาจแห่งอวิชชา และตัณหา ต่อเมื่อใดอวิชชา และตัณหา อันเป็นมูลทั้ง ๒ นี้ถูกทำลายให้สูญไปได้
อย่างสิ้นเชิงแล้ว ความเจริญของรูปนามอันได้แก่ ความเวียน ว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ก็เป็นอันสิ้นสุดลงเมื่อนั้น
         เมื่อกล่าวถึง สมุฏฐานของอวิชชา อวิชชาจะเจริญอยู่ได้ก็เพราะความบังเกิด ขึ้นแห่งอาสวะทั้งหลาย ซึ่งมี
ความหมายชัดอยู่แล้วว่า สมุฏฐานของอวิชชา ก็คือ อาสวะทั้ง ๔ อันได้แก่ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ และ
อวิชชาสวะ นั่นเอง
         ก็เมื่อ อาสวะ เป็นปัจจัยให้เกิด อวิชชาแล้ว ธรรมใดเล่าที่เป็นสาเหตุให้เกิด อาสวะ
         มีคำแก้ว่า อาสวะนั้นย่อมมีอยู่ใน ตัณหา อุปาทาน กัมมภพ เป็นประจำ ตาม ควรแก่ที่จะมีได้อยู่แล้ว ดังนั้น
จึงกล่าวได้ว่า ธรรมที่เป็นเหตุให้ ตัณหา อุปาทาน กุสล อกุสล กัมมภพ ที่เกิดขึ้นนั่นแหละ เป็นสาเหตุแห่ง อาสวะ


หน้า ๖๓

         การที่อวิชชาเกิดขึ้นหรือปรากฏขึ้น ก็เพราะอาศัยการเกิดขึ้นแห่งอาสวะนั้น เป็นปัจจัยเช่นนี้แล้ว เหตุใดจึงยกเอา
อวิชชาขึ้นกล่าวไว้เป็นเหตุแรกในปฏิจจสมุปปาทนี้
         ปฏิจจสมุปปาทนี้เป็นตัววัฏฏะติดต่อกันเป็นวงกลม อันว่าวงกลมนั้นจะกล่าว อ้าง ว่าตรงไหนเป็นต้นเป็นปลาย
ไม่ได้ แต่ที่ยกเอาอวิชชาขึ้นกล่าวก่อนธรรมองค์ อื่นนั้น ไม่ใช่อวิชชาเป็นต้นของวัฏฏะ หรือเป็นองค์ที่เกิดก่อน หากเป็น
เพราะ อวิชชานี้เป็นตัวประธาน เป็นตัวสำคัญ เป็นรากเง้าเค้ามูลที่ก่อให้เกิดมี วัฏฏะ คือ การหมุนวนเป็นวงกลมขึ้น ถ้าไม่มีอวิชชา อันเป็นตัวสำคัญนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ปฏิจจสมุปปาทอีก ๑๑ องค์ ก็จะไม่ปรากฏเกิดขึ้นได้เลย ดังนั้น จึงได้มีคาถาที่ ๑0 ซึ่งเป็นคาถาสุดท้ายแห่งปฏิจจสมุปปาทนัยว่า

         ๑0. วฏฺฏมาพนฺธมิจฺเจว                   เตภูมกมนาทิกํ
              ปฏิจฺจสมุปฺปาโทติ                     ปฏฺฐเปสิ มหามุนิ ฯ

         แปลความว่า สมเด็จพระมหามุนี ทรงแสดงว่า วัฏฏะอันหาเบื้องต้นมิได้ ซึ่งเป็นไปในภูมิ ทั้ง ๓ มีอาการเกี่ยว
พันกันอย่างไม่ขาดสาย ดังที่บรรยายมาฉะนี้ว่า ปฏิจจสมุปปาท

------------------------------

จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปฏิกงฺขา      เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคคติย่อมหวังได้
จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปฏิกงฺขา          เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติย่อมหวังได้

รู้อะไรก็ไม่สู้เท่ารู้ตัว ไม่พันพัวอกุสลพ้นอบาย


หน้า ๖๔

ปัฏฐานนัย

         ปัฏฐานนัย คือ ปัจจัย ๒๔ เป็นนัยที่ ๒ แห่งปัจจยสังคหวิภาค ดังมีคาถาที่ ๑๑ แสดงว่า

         ๑๑. ทุติเย ปน นยสฺมึ                    เหตุอารมฺมณาทโย
              วิคตาวิคโตสานา                    จตุวีสติ ปจฺจยา ฯ

         แปลความว่า ส่วนในทุติยนัย (ปัฏฐาน นัยที่ ๒) นั้นแสดงปัจจัย ๒๔ มีเหตุมีปัจจัย และ อารัมมณปัจจัย
เป็นต้น มีวิคตปัจจัย และอวิคตปัจจัย เป็นปริโยสาน
         หมายความว่า นัยที่ ๒ คือ ปัฏฐาน หรือ มหาปัฏฐาน ได้แก่ ฐานะที่เป็นไป ทั่วไปในปัจจุบันธรรม ตลอดทั้ง
๓๑ ภูมิอันยิ่งใหญ่ เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและ กันไม่มีที่สิ้นสุด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็น
ปัจจัย ๒๔ คือ
         ๑. เหตุปจฺจโย คือ เหตุปัจจัย หมายถึงว่า เหตุ ๖ เป็นปัจจัยให้เกิดจิตและ เจตสิก
         ๒. อารมฺมณปจฺจโย คือ อารัมมณปัจจัย หมายถึงอารมณ์ ๖ เป็นปัจจัยให้ เกิดจิตและเจตสิก
         ๓. อธิปติปจฺจโย คือ อธิปติปัจจัย หมายถึงความเป็นอธิบดี เป็นปัจจัยให้ เกิดจิตและเจตสิก
         ๔. อนนฺตรปจฺจโย คือ อนันตรปัจจัย หมายถึงความเกิดติดต่อกันของจิต โดยไม่มีระหว่างคั่น
         ๕. สมนนฺตรปจฺจโย คือ สมนันตรปัจจัย หมายถึง ความเกิดติดต่อกันตาม ลำดับแห่งจิตโดยไม่มีระหว่างคั่น
         ๖. สหชาตปจฺจโย คือ สหชาตปัจจัย หมายถึงความที่เกิดพร้อมกัน เกิดร่วม กัน
         ๗. อญฺญมญฺญปจฺจโย คือ อัญญมัญญปัจจัย หมายถึงความอุปการะซึ่งกัน และกัน
         ๘. นิสฺสยปจฺจโย คือ นิสสยปัจจัย หมายถึงความเป็นที่อาศัยให้เกิดขึ้น
         ๙. อุปนิสฺสยปจฺจโย คือ อุปนิสสยปัจจัย หมายถึง ความเป็นที่อาศัยที่มี กำลังมาก
         ๑๐. ปุเรชาตปจฺจโย คือ ปุเรชาตปัจจัย หมายถึง ความที่เกิดก่อนนั้นช่วย อุปการะแก่ธรรมที่เกิดทีหลัง
         ๑๑. ปจฺฉาชาตปจฺจโย ปัจฉาชาตปัจจัย หมายถึง ความที่เกิดที่หลังช่วย อุปการะแก่ธรรมที่เกิดก่อน


หน้า ๖๕

         ๑๒. อาเสวนปจฺจโย คือ อาเสวนปัจจัย หมายถึง ความเสพบ่อย ๆ โดยการเกิดหลายครั้ง
         ๑๓. กมฺมปจฺจโย คือ กัมมปัจจัย หมายถึง ความจงใจกระทำเพื่อให้กิจ ต่าง ๆ สำเร็จลง
         ๑๔. วิปากปจฺจโย คือ วิปากปัจจัย หมายถึง ผลของกรรม
         ๑๕. อาหารปจฺจโย คือ อาหารปัจจัย หมายถึงอาหารทั้ง ๔ เป็นปัจจัยให้เกิด นามและรูป
         ๑๖. อินฺทริยปจฺจโย คือ อินทรียปัจจัย หมายถึง ความเป็นใหญ่ เป็นผู้ครอง เป็นปัจจัยให้เกิดนามและรูป
         ๑๗. ฌานปจฺจโย คือ ฌานปัจจัย หมายถึง ความเพ่งอารมณ์หรือการเผา ปฏิปักษ์ธรรม
         ๑๘. มคฺคปจฺจโย คือ มัคคปัจจัย หมายถึง หนทางทั้งทางชั่วและทางชอบ เป็นปัจจัยให้สู่ ทุคคติ สุคติ
และนิพพาน
         ๑๙. สมฺปยุตฺตปจฺจโย คือ สัมปยุตตปัจจัย หมายถึง ธรรมที่ประกอบเข้ากัน ได้ อันได้แก่ จิตกับเจตสิก
         ๒๐. วิปฺปยุตฺตปจฺจโย คือ วิปปยุตตปัจจัย หมายถึงธรรมที่ประกอบเข้ากัน ไม่ได้ อันได้แก่ รูป กับนาม
         ๒๑. อตฺถิปจฺจโย คือ อัตถิปัจจัย หมายถึง ความที่ยังมีอยู่ จึงเป็นปัจจัยให้ เกิดนามและรูปได้
         ๒๒. นตฺถิปจฺจโย คือ นัตถิปัจจัย หมายถึง ความที่ไม่มีแล้ว จึงจะเป็นปัจจัย ให้เกิดนามได้
         ๒๓. วิคตปจฺจโย คือ วิคตปัจจัย หมายถึง ความที่ปราศจากไปแล้วนั้น จึงเป็นปัจจัยให้เกิดนามได้
         ๒๔. อวิคตปจฺจโย คือ อวิคตปัจจัย หมายถึง ความที่ยังไม่ปราศจากไป จึง เป็นปัจจัยให้เกิดนามและรูปได้

ปัจจัย ๒๔ จัดได้เป็น ๖ หมวด

         ปัจจัยธรรม ๒๔ นี่แหละเป็น ปัฏฐานนัย คือนัยที่ ๒ แห่งปัจจยสังคหวิภาค และปัจจัย ๒๔ นี้ยังจัดเข้ากัน
เป็นพวก ๆ เป็นหมวด ๆ ได้ ๖ พวกหรือ ๖ หมวด ดังมีคาถาที่ ๑๒ และ ๑๓ แสดงว่า


หน้า ๖๖

         ๑๒. ฉธา นามนฺตุ นามสฺส                    ปญฺจธา นามรูปินํ
               เอกธา ปุน รูปสฺส                       รูปํ นามสฺส เจกธา ฯ

         แปลความว่า นามย่อมเป็นปัจจัยแก่นาม ๖ ปัจจัย นามเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๕ ปัจจัย นาม เป็นปัจจัยแก่รูป
๑ ปัจจัย รูปย่อมเป็นปัจจัยแก่นาม ๑ ปัจจัย

         ๑๓. ปญฺญตฺตินามรูปานิ                      นามสฺส ทุวิธา ทฺวยํ
              ทฺวยสฺส นวธา เจติ                       ฉพฺพิธา ปจฺจยา กถํ ฯ

         แปลความว่า บัญญัติและนามรูป ย่อมเป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย และนามรูปทั้ง ๒ เป็น ปัจจัยแก่นามรูปทั้ง
๒ นั้น ๙ ปัจจัย ปัจจัย ๖ หมวด ตั้งอยู่แล้วด้วยอาการดังได้ บรรยายมาฉะนี้
         มีความหมายว่า ปัจจัย ๒๔ นี้ จัดได้เป็นหมวดใหญ่ ๆ ได้ ๖ หมวด คือ

ข้อกำหนดแห่งปัจจัยแต่ละปัจจัย

         ปัจจัย ๒๔ ซึ่งแบ่งเป็น ๖ หมวดนั้น แต่ละหมวดแต่ละปัจจัย มีความหมาย ดังต่อไปนี้

หมวดที่ ๑ นามเป็นปัจจัยแก่นาม ๖ ปัจจัย

         ๑๔. จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา               นิรุจฺธาหิ อนนฺตรํ
              ปจฺจุปนฺนาน นามานํ              จตุธา โหนฺติ ปจฺจยา
              ทฺวานนฺตร นตฺถิ ตาย              อโถ วิคตตาย จ ฯ

         แปลความตามคาถานี้ ก็ได้เป็นหลักเกณฑ์ เป็นข้อกำหนด เป็นข้อจำกัดความ หมายแห่งปัจจัย คือ


หน้า ๖๗

         ข้อกำหนดข้อที่ ๑ ธรรม คือจิตและเจตสิกทั้งหลายที่ดับไปแล้ว โดยไม่มี ระหว่างคั่น เป็นปัจจัยช่วยอุปการะ
แก่นามธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นใหม่ติดต่อกัน อัน เป็นปัจจุบัน ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ๔ คือ อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย นัตถิปัจจัย และ วิคตปัจจัย

         ๑๕. ปุริมา ชวนานิ                 อาเสวนเสน ตุ
              ปจฺฉิมานํ ชวนานํ              อญฺโญญฺญํ สหชาตกา ฯ

         ข้อกำหนดข้อที่ ๒ ส่วนชวนจิตในขณะก่อน ย่อมเป็นปัจจัยช่วยอุปการะ แก่ชวนจิตในขณะหลัง ด้วยอำนาจแห่ง อาเสวนปัจจัย

         ๑๖. จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา              สมฺปยุตฺเตน ปจฺจยา
              อิตินามํ นามสฺสเสว              ฉธา ภวติ ปจฺจโย

         ข้อกำหนดข้อที่ ๓ ธรรม คือจิตและเจตสิกทั้งหลายที่ประกอบร่วมกัน ย่อม เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กันและกันด้วยสามารถแห่ง สัมปยุตตปัจจัย
          นามธรรมย่อมเป็นปัจจัยแก่นามธรรมอย่างเดียวโดย ๖ ปัจจัย ดังที่กล่าวมา แล้วนี้

สัมปยุตต กับ วิปปยุตต

         ธรรมที่จะเรียกว่าเป็น สัมปยุตต นั้น จะต้องประกอบกันด้วยลักษณะ ๔ ประการ คือ เอกุปปาทะ เอกนิโรธะ
เอกาลัมพนะ และเอกวัตถุกะ มิฉะนั้นแล้วจะ เรียกว่าเป็นสัมปยุตต ไม่ได้
         ๑. นามขันธ์ ๔ อันได้แก่ จิต เจตสิก นั้นเป็นสัมปยุตต เพราะประกอบกัน ด้วยอาการครบลักษณะทั้ง ๔
         ๒. นามขันธ์ ๔ กับนิพพาน นามขันธ์ ๔ กับรูป เป็นวิปปยุตตอย่างเดียว
         ๓. รูปกับรูป รูปกับนิพพาน ไม่เรียกว่าเป็น สัมปยุตตหรือวิปปยุตต
         ๔. ระหว่าง กุสลธรรม อกุสลธรรม อพยากตธรรม ที่เป็นจิต เจตสิก ซึ่งกัน และกัน เป็นวิปปยุตต ชื่อว่า
ชาติวิปปยุตต
         ๕. ระหว่าง นามขันธ์ ๔ ที่เกิดในกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ซึ่งกันและกันเป็น วิปปยุตต ชื่อว่า ภูมิวิปปยุตต


หน้า ๖๘

         ๖. ระหว่าง นามขันธ์ ๔ ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ซึ่งกันและกันเป็น วิปปยุตต ชื่อว่า กาลวิปปยุตต
         ๗. ระหว่าง นามขันธ์ ๔ ที่เกิดอยู่ภายในตัวเรา และภายนอกตัวเรา ซึ่งกัน และกัน เป็นวิปปยุตต ชื่อว่า สันตานวิปปยุตต

หมวดที่ ๒ นามเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๕ ปัจจัย

         ๑๗. เหตุชฺฌานงฺคมคฺคงฺค                 เหตฺวาทิ ปจฺจเยน ตุ
              สเหตนามรูปานํ                      สหชาตาตุ เจตนา ฯ

         ข้อกำหนดที่ ๔ ส่วน เหตุ (๖) องค์ฌาน (๕) และองค์มัคค (๙) ทั้งหลาย นี้ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่นามและ
รูป ที่เกิดพร้อมกับตน ด้วยอำนาจแห่งเหตุ ปัจจัย เป็นต้น (คือ เหตุปัจจัย ฌานปัจจัย และมัคคปัจจัย ตามลำดับ)

          ๑๘. สเหตนามรูปานํ                       นานากฺขณิก เจตนา
               กมฺเมนา ภินิพฺพตฺตานํ                 กมฺมโต เยว ปจฺจโย ฯ

         ข้อกำหนดข้อที่ ๕ ก. เจตนาที่เกิดร่วมพร้อมกัน เป็นปัจจัยช่วยอุปการะ แก่นามรูปที่เกิดพร้อมกันอย่างหนึ่ง (ซึ่งเรียกว่าสหชาตกัมมปัจจัย) และ
         ข. เจตนาที่เกิดต่างขณะกัน (คือ เจตนาที่ดับไปแล้วนั้น) เป็นปัจจัยช่วย อุปการะแก่นามรูป (ที่เกิดขึ้นโดยอาศัย
กรรม หรือ เจตนาที่ดับไปแล้วนั้น) อีกอย่าง หนึ่ง (ซึ่งเรียกว่า นานักขณิกกัมมปัจจัย)
         ทั้ง ๒ อย่างนี้ด้วยอำนาจแห่ง กัมมปัจจัย

          ๑๙. วิปากขนฺธา อญฺญมญฺญ                  สเหต นาม รูปินํ
               วิปากปจฺจเยนาติ                         นามรูปสฺส ปญฺจธา ฯ

         ข้อกำหนดที่ ๖ วิบากขันธ์ทั้งหลาย (วิบากนามขันธ์ ๔) เป็นปัจจัยช่วย อุปการะแก่กันและกัน และช่วยอุปการะ
แก่รูปที่เกิดพร้อมกันกับตน ด้วยอำนาจ แห่ง วิปากปัจจัย
         นามย่อมเป็นปัจจัยแก่นามรูป โดยปัจจัย ๕ ปัจจัย ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้


หน้า ๖๙

หมวดที่ ๓ นามเป็นปัจจัยแก่รูป ๑ ปัจจัย

         ๒0. จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา                 ปุเรชาตสฺสิ มสฺส ตุ
              กายสฺส ปจฺฉาชาเตน                อิติ รูปสฺส เอกธา ฯ

         ข้อกำหนดข้อที่ ๗ ธรรม คือ จิตเจตสิกทั้งหลาย ที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ รูปกายที่
เกิดก่อน ด้วยอำนาจแห่ง ปัจฉาชาตปัจจัย
         นามธรรมเป็นปัจจัยแก่รูปธรรม ปัจจัยเดียวเท่านี้เอง

หมวดที่ ๔ รูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๑ ปัจจัย

         ๒๑. สตฺต วิญฺญาณ ธาตูนํ                 ฉวตฺถูนิ ปวตฺติยํ
              ปญฺจ วิญฺญาณ วีถิยา                 ปญฺเจวาลมฺพนานิ จ
              ปุเรชาต วเสเนติ                      รูปํ นามสฺส เอกธา ฯ

         ข้อกำหนดที่ ๘ ก. วัตถุ ๖ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ วิญญาณธาตุ ๗ ใน ปวัตติกาล อย่างหนึ่ง
(วัตถุปุเรชาตปัจจัย)
         ข. อารมณ์ ๕ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ ปัญจวิญญาณวิถี อีกอย่างหนึ่ง (อารัมมณปุเรชาตปัจจัย)
         ทั้ง ๒ อย่างนี้ด้วยอำนาจแห่ง ปุเรชาตปัจจัย
         รูปธรรม เป็นปัจจัยแก่นามธรรมเพียงปัจจัยเดียวเท่านั้น

หมวดที่ ๕ บัญญัติ นาม รูป เป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย

         ๒๒. ฉฬาลมฺพน วเสนุ                      ปนิสฺสย วเสน จ
              ปญฺญตฺติ นาม รูปานิ                   ทฺวิธา นามสฺส ปจฺจยา ฯ

         ข้อกำหนดที่ ๙ บัญญัติ นาม รูป เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่นาม โดยปัจจัย ๒ ปัจจัย คือ
         ก. ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์ ๖ เรียกว่า อารัมมณปัจจัย


หน้า ๗0

         ข. ด้วยอำนาจแห่งความเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า เรียกว่า อุปนิสสยปัจจัย
         บัญญัติธรรม นามธรรม รูปธรรม ทั้ง ๓ นี้ เป็นปัจจัยแก่นามธรรม ๒ ปัจจัยเท่านี้เอง
         ข.๑ ถ้าอารมณ์ ๖ อย่างใดอย่างหนึ่งนั้นกระทำให้เอาใจใส่เป็นพิเศษ ก็เรียก ว่า อารัมมณูปนิสสยปัจจัย
         ข.๒ จิต เจตสิก ที่เกิดขึ้นและดับไป เป็นปัจจัยช่วยอุปการะ โดยเป็นที่อาศัย อย่างแรงกล้า ให้เกิดจิตเจตสิกที่
เกิดขึ้นใหม่ โดยไม่มีระหว่างคั่นนั่นแหละ ได้ชื่อว่า อนันตรูปนิสสยปัจจัย
         ข.๓ อกุสลธรรม มีราคะ เป็นต้น กุสลธรรม มีสัทธา เป็นต้น ความสุขกาย ความทุกข์กาย บุคคล อาหาร อากาศ
(อุตุ) เสนาสนะ เหล่านี้เป็นปัจจัยช่วย อุปการะแก่ธรรมทั้งหลาย มีกุสลธรรม เป็นต้น ซึ่งเกิดอยู่ทั้งภายในและภายนอก พอสมควรก็ดี และกรรมซึ่งมีกำลังอย่างแรงกล้า เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่วิบาก นามขันธ์ก็ดี ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย
         ทั้ง ๓ นี้ด้วยอำนาจแห่ง อุปนิสสยปัจจัย

หมวดที่ ๖ นามรูปเป็นปัจจัยแก่ นามรูป ๙ ปัจจัย

         ๒๓. นวธา นามรูปานิ                   เตสํ โหนฺติ ยถารหํ
              อาธิปจฺจ สหชาต                   อญฺโญญฺญ นิสฺสเย หิ จ
              อาหารินฺทฺริยวิปฺป                   ยุตฺตตฺถยาวิคเต หิ จ ฯ

         แปลความว่า นามรูปย่อมเป็นปัจจัยแก่นามรูป โดยปัจจัย ๙ ตามสมควร คือ อธิปติปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย อาหารปัจจัย อินทรีย ปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย และ อวิคตปัจจัย
         มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
         ข้อกำหนดที่ ๑๐ ก. อารมณ์ ๖ อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่พึงกระทำให้เอาใจใส่ เป็นพิเศษ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะ
แก่นามนั้น ชื่อว่า อารัมมณาธิปติปัจจัย อย่างหนึ่ง
         ข. อธิบดีทั้ง ๔ มี ฉันทาธิปติเป็นต้น ที่เกิดพร้อมกัน เป็นปัจจัยช่วยอุปการะ แก่นามรูปที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้น
ชื่อว่า สหชาตาธิปติปัจจัย อีกอย่างหนึ่ง
         ทั้ง ๒ อย่างนี้ด้วยอำนาจแห่ง อธิปติปัจจัย