- ๒. พิจารณารูปนาม โดยความเป็น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดย อัทธาสัมมสนนัย เป็นการกำหนดรู้รูปนาม
ที่เกิดขึ้นในภพก่อนว่า รูปนามที่เคยเกิดในภพก่อนนั้น เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้ว ล้วนเป็นอนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา
- รูปนามที่กำลังเกิดอยู่ในภพนี้
ก็ไม่ไปเกิดในภพหน้า ย่อมดับไปในภพนี้เท่านั้น ล้วนแต่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
- รูปนามที่จะเกิดในภพหน้า ก็ย่อมดับอยู่ในภพหน้านั้น
ไม่ได้ติดตามไปในภพต่อ ๆ ไปอีก ล้วนแต่เป็นอนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา เช่นเดียวกันทั้งสิ้น
- ปัญญาของพระโยคีที่เกิดขึ้นในขณะพิจารณาอยู่ใน
อัทธาสัมมสนนัยนี้ ชื่อว่า สัมมสนญาณ การพิจารณาแบบนี้ เป็นวิธีที่ละเอียดกว่าแบบ
กลาปสัมมสนนัย
- ๓. พิจารณารูปนามโดยความเป็น อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา โดย สันตติสัมมสนนัย เป็นการกำหนดรูปนาม
ที่เกิดติดต่อกันเป็นระยะ ๆ เช่น
- รูปที่เกิดอยู่ในขณะนอน เมื่อลุกขึ้นนั่ง
รูปเหล่านั้นก็หาได้ติดตามมาด้วยไม่ ย่อมดับไปในขณะที่นอนนั้นเอง
- รูปที่เกิดอยู่ในขณะนั่ง เมื่อยืนขึ้นแล้ว
รูปนั้นก็ไม่ได้ตามมา คงดับไปในขณะนั่งนั้นเอง
- รูปที่เกิดอยู่ในขณะยืน เมื่อเดินแล้ว
รูปนั้นก็ไม่ได้ตามมา คงดับไปในขณะยืนนั่นเอง ซึ่งล้วนแต่เป็น อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น
- ฝ่ายเวทนา ในขณะที่กำลังสบายอยู่
แล้วความไม่สบายเกิดขึ้น ความรู้สึกสบายนั้นก็ดับไป ไม่ได้ตามมา เมื่อมีความรู้สึกว่าไม่สบายอยู่
ครั้นเปลี่ยนเป็นสบายขึ้นมาอีก ความรู้สึกไม่สบายก็ดับไปในขณะนั้นเอง ไม่ได้
ตามมาล้วนแต่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้ เป็นต้น
- ฝ่ายสัญญา ความจำในขณะที่เห็นรูปารมณ์อยู่
ครั้นได้ยินเกิดขึ้น ก็มาจำในเสียงนั้น ความจำในรูปารมณ์
ก็ดับไป และเมื่อมีการได้กลิ่นเกิดขึ้น ความจำในสัททารมณ์ก็ดับไป มาจำกลิ่นนั้นเสีย
ล้วนแต่เป็นอนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา
- ฝ่ายสังขาร ในขณะที่พอใจชอบใจอยู่
เมื่อมีความไม่พอใจเกิดขึ้น ความชอบใจพอใจนั้นก็ดับไป หรือกำลังมี
ความไม่ชอบใจอยู่ กลับมีความเมตตากรุณาขึ้น ความไม่ชอบใจนั้นก็ดับไป ซึ่งล้วนแต่เป็น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
- ฝ่ายวิญญาณ ในขณะที่รู้รูปารมณ์อยู่
มีความรู้ในสัททารมณ์เกิดขึ้น ความรู้ในรูปารมณ์นั้นก็ดับไป และขณะ
ที่รู้สัททารมณ์อยู่นั้น หากว่ามีความรู้ในคันธารมณ์เกิดขึ้น ความรู้ในสัททารมณ์นั้นก็ดับไป
ล้วนแต่เป็น อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา
- ปัญญาของพระโยคีที่เกิดขึ้นในขณะพิจารณาอยู่ใน
สันตติสัมมสนนัยนี้ ชื่อว่า สัมมสนญาณ การพิจารณาแบบนี้เป็นวิธีที่ละเอียดกว่า
อัทธาสัมมสนนัยขึ้นไปอีก
- ๔. พิจารณารูปนามโดยความเป็น อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา โดย ขณะสัมมสนนัย เป็นการพิจารณาความ
เกิดขึ้นและดับไปของรูปหนึ่งต่ออีกรูปหนึ่ง การเกิดขึ้นและดับไปของจิตดวงหนึ่งต่อจิตอีกดวงหนึ่ง
อย่างไม่ขาดสาย ซึ่งล้วนแต่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยกันทั้งสิ้น
- ปัญญาของพระโยคีที่เกิดขึ้นในขณะพิจารณาอยู่ใน
ขณะสัมมสนนัยนี้ ชื่อว่า สัมมสนญาณ เช่นเดียวกัน การพิจารณาแบบนี้เป็นวิธีที่ละเอียดที่สุดแล้ว
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่พระองค์เดียวเท่านั้น จึงสามารถ
พิจารณาได้
- การเห็นไตรลักษณ์นั้น ย่อมประจักษ์ในขณะที่
รูปนามดับ เพราะว่าดับไป จึงเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง ถ้า
เที่ยงอยู่ก็ไม่ดับ เพราะว่าดับไปจึงเป็นทุกข์ ทนอยู่ไม่ได้ ถ้าทนอยู่ได้ก็ไม่ดับ
และเพราะว่าดับไปจึงเป็นอนัตตา บังคับบัญชาให้คงอยู่ก็ไม่ได้ ถ้าบังคับบัญชาได้
ก็ไม่ให้ดับไปได้ แต่ว่า สัมมสนญาณนี้ เห็นความเกิดของรูปนามที่
เกิดใหม่ ขึ้นมาแทนแล้ว จึงได้รู้ว่ารูปนามเก่านั้นดับไปแล้ว เป็นการรู้ได้โดยอนุโลมด้วยอาศัยจินตามยปัญญา
เข้ามาช่วย ไม่ได้ประจักษ์ในขณะที่ดับ ดังนั้นจึงกล่าวว่า สัมมสนญาณ เป็นญาณ
ที่ยกรูปนามขึ้นสู่ไตรลักษณ์
- สัมมสนญาณนี้ สามารถละ สมูหัคคาหะ
การยึดเรายึดเขาเสียได้
- ตั้งแต่ นามรูปปริจเฉทญาณ ญาณที่
๑ ปัจจยปริคคหญาณ ญาณที่ ๒, จนถึงสัมมสนญาณ ญาณที่ ๓, นี้ ล้วนแต่ยังเป็นญาณที่
ต้องอาศัย จินตามยปัญญา เข้าช่วยอยู่ทั้ง ๓ ญาณ และนับแต่ อุทยัพพยญาณ
เป็นต่อไป
ไม่ต้องอาศัย จินตามยปัญญา เข้ามาช่วยอีกเลย
- เมื่อพระโยคี กำหนดพิจารณาจนถึง
สัมมสนญาณ ที่สงเคราะห์ใน มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ อันเป็น
วิสุทธิมัคคลำดับที่ ๕ แล้ว และตั้งมั่นในการพิจารณาเห็นรูปนามที่เกิดใหม่ ซึ่งทำให้เกิดปัญญา
รู้เห็นว่ารูปนามเก่า
นั้นดับไปแล้ว ที่เรียกว่า สันตติยังไม่ขาด นั้นต่อไปโดยไม่ท้อถอยด้วยอำนาจแห่งอินทรียและพละก็จะเป็นปัจจัย
ให้เห็นชัดขึ้น จนเห็นใน ขณะที่ดับ โดยรูปนามใหม่ยังไม่ทันเกิดขึ้นมาแทน
และเห็นใน ขณะที่เกิด ของรูปนาม
ใหม่นั้นด้วย อันเป็นการเห็นทั้งความดับของรูปนามเก่า และเห็นความเกิดของรูปนามใหม่
จึงเรียกว่า เห็นทั้ง
ความเกิดและความดับ เห็นอย่างนี้เรียกว่าเห็นอย่าง สันตติขาด ได้ชื่อว่าเป็น
อุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่
ประจักษ์แจ้งไตรลักษณ์โดยชัดเจน
- อุทยัพพยญาณ ญาณที่เห็นไตรลักษณ์
คือเห็นทั้งการเกิดการดับนั้น ยังจำแนกได้เป็น ๒ มีชื่อว่า
ตรุณอุทยัพพยญาณ เป็นอุทยัพพยญาณ ที่ยังอ่อนอยู่ และ พลวอุทยัพพยญาณ
เป็นอุทยัพพยญาณที่แก่กล้า มีสติระลึกรู้เฉพาะรูปธรรมนามธรรม ไม่เลยถึงบัญญัติ
รู้แต่ปรมัตถล้วน ๆ อุทยัพพยญาณที่ยังอ่อนอยู่ นี่แหละที่
ถึงคราวที่บังเกิด วิปัสสนูปกิเลส
วิปัสสนูปกิเลส
- วิปัสสนูปกิเลส เป็นเครื่องเศร้าหมองของวิปัสสนา
และเป็นสหชาตธรรมของวิปัสสนาด้วย เพราะผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนเกิดญาณแก่กล้าถึงตรุณอุทยัพพยญาณแล้ว
เป็นที่แน่นอนที่ต้อง
เกิดวิปัสสนูปกิเลส อันเป็น อมัคค ไม่ใช่ทางที่ให้ถึงความบริสุทธิหมดจด
วิปัสสนูปกิเลสนั้นมี ๑๐ อย่าง
ดังมีคาถาที่ ๒๔ แสดงว่า
- ๒๔. โอภาโส ปีติ ปสฺสทฺธิ อธิโมกโข
จ ปคฺคโห
สุขํ ญาณนุปฏฺฐาน มุเปกฺขา จ นิกนฺติ
จ ฯ
- โอภาส ปีติ ปัสสัทธิ อธิโมกข ปัคคหะ
สุข ญาณ อุปัฏฐาน อุเบกขา นิกันติ
- มีความหมายว่า เครื่องเศร้าหมองของวิปัสสนา
ที่ชื่อว่า วิปัสสนูปกิเลส ซึ่งมีจำนวน ๑๐ ประการ ได้แก่
- ๑. โอภาส มีแสงสว่างรุ่งโรจน์แรงกล้า
สว่างกว่าแต่กาลก่อน
- ๒. ปีติ อิ่มใจเป็นอย่างยิ่งกว่าที่ได้เคยพบเห็นมา
- ๓. ปัสสัทธิ จิตสงบเยือกเย็นมาก
- ๔. อธิโมกข น้อมใจเชื่อ
อย่างเลื่อมใสเด็ดขาด ปัญญาก็เกิดได้ยาก
- ๕. ปัคคหะ พากเพียรอย่างแรงกล้า
- ๖. สุข มีความสุขสบายเหลือเกิน
ชวนให้ติดสุขเสีย
- ๗. ญาณ มีปัญญามากไป จะทำให้เสียปัจจุบัน
- ๘. อุปัฏฐาน ตั้งมั่นในอารมณ์รูปนามจนเกินไป
ทำให้ปรากฏนิมิตต่าง ๆ
- ๙. อุเบกขา วางเฉยมาก เป็นเหตุให้หย่อนความเพียร
- ๑๐. นิกันติ ชอบใจติดใจในกิเลส
๙ อย่างข้างบนนั้น
- วิปัสสนูปกิเลส ๙ ประการ ตั้งแต่
โอภาส ถึง อุเบกขานั้น แม้ว่าจะเกิดปรากฏขึ้นมาแล้ว ถ้านิกันติยัง
ไม่เข้าร่วมด้วย คือ ไม่ชอบใจ ติดใจ เพลิดเพลินไปด้วย ก็ไม่เป็นอุปกิเลสของวิปัสสนา
ต่อเมื่อใด
- มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ โอภาส
ก็ดี
- มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ ปีติ
ก็ดี
- มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ ปัสสัทธิ
ก็ดี
- มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ อธิโมกข
ก็ดี
- มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ ปัคคหะ
ก็ดี
- มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ สุข
ก็ดี
- มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ ญาณ
ก็ดี
- มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ อุปัฏฐาน
ก็ดี
- มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ อุเบกขา
ก็ดี
- เมื่อนั้นจึงนับว่าองค์ประกอบทั้ง
๙ นี้เป็น วิปัสสนูปกิเลส ทำให้วิปัสสนาเศร้าหมอง ยินดีพอใจอยู่เพียงแค่นี้ โดยเข้าใจเสียว่าตนเองสำเร็จมัคคผลแล้ว
เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลส เป็นที่อาศัยแห่งคาหธรรม คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ และเป็นช่องให้อกุสลธรรมเหล่าอื่นเกิดขึ้นอีกมากมาย
ผู้มีปัญญาย่อมพิจารณาองค์ประกอบของวิปัสสนูปกิเลสทั้ง ๙ และองค์วิปัสสนูปกิเลสแท้
ๆ อีก ๑ คือ นิกันติว่าสักแต่เกิดขึ้นแล้วดับไป เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่นนี้แล้ว
วิปัสสนาก็ไม่เศร้าหมอง แต่จะเจริญขึ้นตามลำดับ
- ๒๕. อิจฺเจวํ ทสุปเกฺลสา ปริปนฺถ
ปริคฺคหา
อมคฺคา ว อิเมธมฺมา ธมฺมสฺส ปริปนฺติกา
ฯ
- อุปกิเลส ๑๐ ประการ ดังบรรยายมาฉะนี้
กำหนดถือว่า เป็นอันตราย ธรรมเหล่านี้เป็นอันตรายแห่ง
วิปัสสนาธรรม เป็นอมัคค มิใช่ทางเลย
- มีความหมายว่า วิปัสสนูปกิเลส
ที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เป็นอันตรายของวิปัสสนาโดยแท้ แต่จะบังคับบัญชามิให้
เกิดขึ้นก็ไม่ได้ เมื่อเจริญถึงตรุณอุทยัพพยญาณ วิปัสสนูปกิเลสย่อมเกิดขึ้นตามธรรมชาติคู่กับวิปัสสนา
จะเรียกว่าเป็นสหายของวิปัสสนาก็ได้ แต่ว่า วิปัสสนูปกิเลสจะไม่เกิดแก่บุคคล
๓ จำพวก คือ
- ๑. พระอริยบุคคล เพราะได้เคยดำเนินในทางที่ถูกแล้ว
- ๒. ผู้ปฏิบัติผิดจากทางวิปัสสนา
- ๓. ผู้มีความเพียรอ่อน เพราะความเพียรที่แรงกล้าเท่านั้นจึงจะเป็น
วิปัสสนูปกิเลส
- เมื่อวิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้น พระโยคีผู้ที่ไม่ประกอบด้วยสปาย
๗ (โดยเฉพาะในที่นี้หมายถึง กัลยาณมิตร คืออาจารย์ผู้อุปถัมภ์) แล้ว ก็ยากที่จะล่วงพ้นไปได้
เพราะชอบใจ ติดใจ เพลิดเพลินในวิปัสสนูปกิเลสนี้เสีย อุปมาเหมือนการเดินทางไกลและกันดาร
เมื่อเดินไปพบศาลาพักร้อนข้างทาง ก็แวะเข้าไปพักผ่อนหลับนอนเสีย
ไม่เดินทางต่อไป ก็ไม่บรรลุถึงจุดหมายปลายทาง ด้วยเหตุนี้วิปัสสนูปกิเลสจึงเป็นเครื่องเศร้าหมอง
เป็นอันตราย
เป็นอมัคค คือ มิใช่ทางแห่งวิปัสสนา ส่วนทางของวิปัสสนานั้นคือ การเห็นแจ้งในรูปธรรมกับนามธรรมโดย
ลักษณะทั้ง ๓ คือ ไตรลักษณ์ เห็นแต่เกิดขึ้นแล้วดับไปในอุทยัพพยญาณนั้น จึงจะพ้นอำนาจของวิปัสสนูปกิเลส
- ๒๖. สมฺมวีถิ ปฏิปนฺนํ ตตโต
ญาณทสฺสนํ
มคฺโค ธมฺมา ธิกมาย มคฺคามคฺค วินิจฺฉยํ
ฯ
- ความรู้ความเห็นโดยปัญญาอันกว้างขวาง
ดำเนินขึ้นสู่วิถีโดยชอบเป็นทางเพื่อบรรลุธรรม ชื่อว่าการ
วินิจฉัยว่า ทางหรือมิใช่ทาง (คือมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ)
- มีความหมายว่า เมื่อพระโยคีผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานจนเกิดญาณแก่กล้า
เป็นพลววิปัสสนาใน
อุทยัพพยญาณแล้ว พ้นจากอำนาจของวิปัสสนูปกิเลส ไม่ติดไม่ข้องอยู่เลย เพราะมาวินิจฉัยดูว่ามิใช่ทางเลย
เป็นสังขารธรรมที่เกิดขึ้น แทรกแซงให้วิปัสสนาเศร้าหมองเท่านั้น เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดาดังนี้
เป็น
อันว่าถึง มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นความบริสุทธิในข้อที่รู้ว่าทางหรือมิใช่ทาง
อุปมาเหมือนผู้เดินทาง
มาถึงทาง ๒ แพร่ง วินิจฉัยแล้วรู้ว่า ทางนี้เป็นทางที่ถูก ปลอดภัย ควรเดิน ทางนั้นเป็นทางที่ผิด
มีอันตราย
ไม่ควรเดิน จึงมุ่งหน้าไปตามทางที่ถูกต้อง คือ พิจารณาไตรลักษณ์แห่งรูปนาม โดยการกำหนดเพ่งความเกิด
ดับด้วยความพาก เพียรต่อไป
- สรุป ในอุทยัพพยญาณนี้ คงได้ความว่า
จำแนกอุทยัพพยญาณได้เป็น ๒ คือ ตรุณอุทยัพพยญาณ และ
พลวอุทยัพพยญาณ ตรุณอุทยัพพยญาณนี้แหละที่วิปัสสนูปกิเลสเกิด ตรุณอุทยัพพยญาณ
ที่ยังมีวิปัสสนูปกิเลส
เกิดปะปนอยู่ด้วยนั้น เรียกว่า มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือ กำลังอยู่ในระหว่างวินิจฉัยว่า
ทางหรือมิใช่ทาง
กันแน่ กล่าวอย่างสามัญก็ว่ายังอยู่ในระหว่างลูกผีลูกคน ต่อเมื่อวินิจฉัยได้เด็ดขาดแล้วว่า
วิปัสสนูปกิเลสเป็น อมัคค
หาใช่ทางไม่ ก็เจริญอุทยัพพยญาณต่อไป อุทยัพพยญาณที่ไม่มีวิปัสสนูปกิเลสเกิดปะปนด้วยนั้น
ชื่อว่า
พลวอุทยัพพยญาณ เป็นอุทยัพพยญาณที่พ้นจากอำนาจแห่งวิปัสสนูปกิเลสแล้วเช่นนี้
จึงเป็น
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
- ตรุณอุทยัพพยญาณ บ้างก็เรียกว่า
มัคคามัคคววัตถานญาณ นี้สามารถละ อมัคเคมัคคสัญญา สัญญาที่
เข้าใจผิดนั้นได้
- พลวอุทยัพพยญาณ บ้างก็เรียกว่า
อุทยญาณ คือ ญาณที่เจริญขึ้น ญาณนี้สามารถละ อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นผิดว่าตายแล้วสูญนั้นเสียได้
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ
- ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นวิสุทธิมัคคลำดับที่
๖ ซึ่งตรงกับโสฬสญาณถึง ๙ ญาณ คือตั้งแต่
พลวอุทยัพพยญาณ ที่ปราศจากวิปัสสนูปกิเลสรบกวนแล้ว ไปจนถึง อนุโลมญาณ
มีคาถาที่ ๒๗ แสดงว่า
- ๒๗. ปริปนฺถ วิมุตฺโต ว อุทยพฺพยญาณโต
ปฏฺฐาย ยาวานุโลมา นวญาณานิ ภาวิย
ฐิโต ปฏิปทาญาณ ทสฺสนสฺมิ วิสุทฺธิยํ
ฯ
- การกะบุคคล พ้นแล้วจากอันตราย
เจริญวิปัสสนาญาณทั้ง ๙ จำเดิมแต่อุทยัพพยญาณไปตลอดถึงอนุโลมญาณ ชื่อว่าตั้งอยู่แล้วใน
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ
- มีความหมายว่า บุคคลผู้กระทำความเพียรเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานโดยไม่ท้อถอย
ไม่ยึดถือนิมิตต่าง ๆ พ้นแล้วจากนิวรณ์ทั้ง ๕ และปราศจากวิปัสสนูปกิเลสทั้ง ๑๐
ประการ อันเป็นอันตรายของวิปัสสนานั้นมารบกวน เมื่อนั้นวิปัสสนาญาณ ก็จะเจริญแก่กล้าขึ้นในวิปัสสนาญาณทั้ง
๙ อันได้แก่ อุทยัพพยญาณ ภังคญาณ ภยญาณ
อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ มุญจิตุกมยตาญาณ ปฏิสังขาญาณ สังขารุเบกขาญาณ และอนุโลมญาณ
ตามลำดับ
ซึ่งญาณทั้ง ๙ นี้ เมื่อกล่าวโดยวิสุทธิทั้ง ๗ แล้ว เรียกว่า ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ
อันเป็นวิสุทธิลำดับที่ ๖ เป็นความบริสุทธิหมดจดโดยมีปัญญารู้ว่า การปฏิบัติดังนี้เป็นทางที่จะดำเนินไปให้บรรลุถึง
ญาณทัสสน วิสุทธิแล้ว ความหมายของแต่ละญาณแห่งวิปัสสนาญาณทั้ง ๙ นั้น มีดังนี้
อุทยัพพยญาณ
- อุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่
๔ แห่งโสฬสญาณ และเมื่อนับว่า วิปัสสนาญาณ มี ๙ ตามนัยแห่งคาถาที่ ๒๗
ข้างบนนี้แล้ว ก็เป็นญาณที่ ๑ แห่งวิปัสสนาญาณ ๙ อันเป็นญาณที่แจ้งไตรลักษณ์
ด้วยการพิจารณาจนเห็นความ
เกิดดับของรูปนาม
- เมื่อเห็นอนิจจัง เพราะรูปนามนี้ดับไป
ๆ สันตติก็ไม่สามารถที่จะปิดบังไว้ให้คงเห็นเป็นนิจจังไปได้ ดังนั้นจึงประหาณมานะเสียได้
- เมื่อเห็นทุกขัง เพราะรูปนามนี้ดับไป
ๆ อิริยาบถก็ไม่สามารถที่จะปิดบังไว้ให้คงเห็นเป็นสุขไปได้ ดังนั้นจึงประหาณตัณหาเสียได้
- เมื่อเห็นอนัตตา เพราะรูปนามนี้ดับไป
ๆ ฆนสัญญาก็ไม่สามารถที่จะปิดบังไว้ให้คงเห็นเป็นอัตตาไปได้ ดังนั้นจึงประหาณทิฏฐิเสียได้
- อุทยัพพยญาณ นี้เท่ากับอารมณ์
๓ ญาณข้างต้นรวมกันมาเป็นปัจจัย ให้เกิด อุทยัพพยญาณ กล่าวคือ
- นามรูปปริจเฉทญาณ เป็นญาณที่ให้เกิดปัญญาเห็นรูปและนาม
ว่าเป็นคนละสิ่งคนละส่วน
- ปัจจยปริคคหญาณ เป็นญาณที่ให้เกิดปัญญาเห็นปัจจัยที่ให้เกิดรูปและเกิดนาม
- สัมมสนญาณ เป็นญาณที่เห็นการเกิดของรูปนาม
จึงได้เกิดปัญญารู้ขึ้นมาว่ารูปนามก่อนนี้นั้นได้ดับไปแล้ว
- ครั้นถึง อุทยัพพยญาณนี้ จึงทำให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งทั้งความเกิดและความดับ
ของรูปนาม
- และต่อไปก็จะเป็นภังคญาณ เป็นญาณที่เห็นแต่ความดับของรูปนามแต่ถ่าย
เดียว
ภังคญาณ
- ภังคญาณ เป็นญาณที่ ๕ แห่งโสฬสญาณ
เป็นญาณที่ ๒ แห่งวิปัสสนาญาณ ๙ และเป็น
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ อันเป็นวิสุทธิลำดับที่ ๖ ในวิสุทธิทั้ง ๗
- ภังคญาณนี้เห็นแต่ความดับถ่ายเดียว
ความดับแห่งรูปนาม เป็นที่น่าหวาดกลัวและสะเทือนใจซึ่งผิด
กับความเกิด เพราะความเกิดนั้นนอกจากไม่เป็นที่น่าหวาดกลัวแล้ว ยังก่อให้เกิดกิเลส
เช่น ตัณหา เป็นต้น
ด้วยซ้ำไป
- การเห็น ก็เห็นความดับของรูปธรรมนามธรรม
ทั้งที่เป็นภายในทั้งที่เป็นภายนอกด้วยกล่าวคือ รูปที่เป็น
อารมณ์ซึ่งเป็นธรรมภายนอกนั้นก็ดับไป ๆ รูปที่รับอารมณ์ที่มากระทบ มีจักขุปสาท
เป็นต้น ซึ่งเป็นธรรมภายใน
นั้นก็ดับไป ๆ นามคือ จิตเจตสิกที่ธรรมภายในอันเป็นตัวรู้ก็ดับไป ๆ เช่นเดียวกัน
ล้วนแต่เป็น อนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา ด้วยกันทั้งนั้น
- ความดับเป็นสิ่งสะเทือนใจ จึงทำให้จิตใจจดจ่อเห็นแต่ความดับชัดขึ้นเด่นขึ้นทุกที
จนเกิดปัญญารู้เห็น
ว่ารูปนามนี้ไม่เป็นแก่นสาร หาสาระมิได้ ทำให้คลายความกำหนัด คลายความยึดมั่น
ดังที่ในวิสุทธิมัคค
ได้แสดงอานิสงส์แห่งภังคญาณนี้ไว้ถึง ๘ ประการ คือ
- ๑. ภวทิฏฺฐิปฺปหานํ สละละเสียได้ซึ่งสัสสตทิฏฐิ
คลายความใคร่ในภพ คือ ขันธ์
- ๒. ชีวิตนิกนฺติปริจฺจาโค
สละละเสียได้ซึ่งความยินดีในชีวิต คลายความใคร่ในชีวิต
- ๓. สทา ยุตตฺปยุตฺตตา มีความเพียรบำเพ็ญกัมมัฏฐาน
สิ้นกาลเป็นนิจ
- ๔. วิสุทฺธาชีวิตา ประพฤติเลี้ยงชีวิตด้วยความบริสุทธิ
ปราศจากโทษ
- ๕. อุสฺสุกฺกปฺปหานํ สละละเสียซึ่งความขวนขวายในการแสวงหาเครื่อง
อุปโภค บริโภค และ
บริขารต่าง ๆ โดยตั้งอยู่ในความมักน้อย
- ๖. วิคตภยตา ปราศจากความหวาดกลัว
บมิได้สะดุ้งตกใจกลัวต่อภยันตรายต่าง ๆ
- ๗. ขนฺติโสรจฺจปฏิลาโภ
มีความอดทน อดกลั้น และว่าง่ายสอนง่าย บมิได้กระด้างกระเดื่อง
- ๘. อรติรติสหนตา อดกลั้นได้ซึ่งความกระสันและความยินดี
บมิได้ลุอำนาจแห่งความกระสันและ
ความยินดี
- ภังคญาณ ที่เห็นแต่ความดับของรูปนามนี้
สามารถละ สัสสตทิฏฐิ ที่มีความเห็นผิดว่า สัตว์บุคคล
ทั้งหลาย มีความเที่ยงไม่ผันแปรเป็นอย่างอื่นเลย
ภยตูปัฏฐานญาณ
- ภยตูปัฏฐานญาณ นี้มักจะเรียกสั้น
ๆ ว่า ภยญาณ เป็นญาณที่ ๖ แห่งโสฬสญาณ เป็นญาณที่ ๓ แห่ง
วิปัสสนาญาณ ๙ และเป็นวิสุทธิมัคค ลำดับที่ ๖ ที่ชื่อว่า ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ
แห่งวิสุทธิทั้ง ๗
- ภยญาณ เป็นญาณที่ได้รับอารมณ์
สืบเนื่องมาจากภังคญาณ ที่เห็นรูปนามดับไป ๆ ไม่เป็นแก่นสาร หาสาระ
มิได้ ก็เลยเกิดมีความรู้สึกขึ้นมาว่า สังขารรูปนามนี้เป็นภัยอย่างแน่นอน เพราะสิ่งใดที่น่ากลัว
น่าหวาดเสียว สิ่งนั้นย่อมเป็นอันตราย เป็นทุกข์ เป็นภัย เมื่อมีความรู้สึกเช่นนี้จับจิตจับใจโดยอำนาจแห่งภาวนา
ก็ทำให้มองเห็นภัย
ในความเกิดขึ้นของสังขารร่างกาย อันมีรูปมีนามนี้ ที่เป็นไปในกำเนิด ๔, ในคติ
๕, ในวิญญาณฐีติ ๗ และในสัตตาวาส ๙ เหล่านั้นว่าล้วนแต่น่ากลัว น่าหวาดเสียว
เต็มไปด้วยอันตรายและภัยพิบัติ สังขารทั้งหลายที่เป็นมาแล้วในอดีต ที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน
แม้แต่ที่จะเป็นไปในอนาคต ก็ต้องมีความย่อยยับดับไปอย่างนี้เหมือนกัน ที่รู้ดังนี้เป็นการรู้
ตามความเป็นจริงแห่งสภาวธรรม ด้วยภาวนามยปัญญา ขณะที่รู้ดังนี้อยู่ตราบใด ตัณหา
คือตัว สมุทัย ก็จะเกิดร่วม
ด้วยไม่ได้ เป็นการทำให้ตัณหานั้นหยุดชะงักอยู่ ไม่กำเริบขึ้นมาได้ตราบนั้น แต่ว่าความยินร้าย
ความกลัว คือ โทสะ อาจอาศัยแอบแฝงเกิดขึ้นได้
- ภยญาณ หรือภยตูปัฏฐานญาณ ซึ่งเป็นญาณที่เห็นว่ารูปนามนี้เป็นภัย
จึงละ สภเยอภยสัญญา สัญญาที่ไม่
แจ้งในภัยนั้นได้
อาทีนวญาณ
- อาทีนวญาณ เป็นญาณที่ ๗
แห่งโสฬสญาณ เป็นญาณที่ ๔ แห่งวิปัสสนาญาณ ๙ และอยู่ ใน
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ อันเป็นวิสุทธิมัคคลำดับที่ ๖ แห่ง วิสุทธิ ๗
- ญาณนี้ได้อารมณ์ต่อเนื่องมาจาก
ภยญาณ ที่เห็นรูปนามเป็นภัย จึงเกิดปัญญาเห็นว่า รูปนาม คือ
สังขารนี้เป็นโทษ ซึ่งสิ่งใดที่เป็นภัยสิ่งนั้นย่อมเป็นโทษ นี่เป็นไปอย่างธรรมดาตามธรรมชาติ
การเห็นโทษใน
ที่นี้เห็นถึง ๕ ประการ คือ
- ๑. เห็นความเกิดขึ้นของสังขารที่ตนปฏิสนธิมา
ว่าเป็นโทษ
- ๒. เห็นความเป็นไปของสังขารในระหว่างที่ตั้งอยู่ในภพ
และคติที่ตนได้นั้น ว่าล้วนแต่เป็นโทษ
- ๓. เห็นกรรมที่เป็นปัจจัยให้เกิดขึ้นมานั้นเป็นโทษ
มิใช่คุณ
- ๔. เห็นความเสื่อมความสิ้นไปของสังขาร
ว่าเป็นโทษ
- ๕. เห็นว่าการที่จะต้องไปเกิดอีกนั้น
เป็นโทษ
- ด้วยอำนาจของปัญญาที่ค่อย ๆ แก่กล้าขึ้นมาเป็นลำดับ
จึงทำให้เห็นว่า รูปนามสังขารนี้เป็นโทษ เป็นสิ่งที่
ร้ายที่ชั่ว ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมยินดีเลย แม้แต่ สติ และปัญญา ที่ทำให้เห็นเช่นว่านี้
ก็ยังถือว่า ญาณคือปัญญา ก็เพียงสักแต่ว่ารู้ สติที่ระลึกก็เพียงแต่อาศัยระลึก
ไม่อิงอาศัย ตัณหา ความอยาก ไม่อิงอาศัย ทิฏฐิ ความเห็นผิด มาปรุงแต่งให้เกิดความยินดีในสติปัญญาที่ทำให้รู้แจ้งถึงปานนี้
ไม่ถือว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งในสังขารนี้เป็นคุณเลย ล้วนแต่
เป็นโทษทั้งนั้น
- เมื่อเห็นโทษของสังขาร ก็ทำให้เกิดปัญญาขึ้นมาว่า
ถ้าไม่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีขันธ์ อายตนะ ธาตุ
ไม่มีรูปนาม ไม่มีสังขารเลย ก็จะปลอดภัย ไม่มีโทษ ปัญญาที่คิดจะให้พ้นจากทุกข์โทษภัยทั้งหลายนี้แหละ
คือ
อาทีนวญาณ เป็นปัญญาที่ริเริ่มจะให้พ้นทุกข์ บ่ายหน้าไปหาสันติสุข น้อมใจไปสู่พระนิพพาน
ซึ่งจะไม่ต้องกลับ
มาวนเวียนในสังสารวัฏฏอีก
- อารมณ์ของอาทีนวญาณนี้ จึงแยกได้เป็น
๒ นัย นัยหนึ่งเห็นโทษของสังขาร อันเป็นธรรมในสังสารวัฏฏ อีกนัยหนึ่งเห็นคุณของพระนิพพาน
อันเป็นธรรมที่พ้นจากสังสารวัฏฏ อารมณ์ทั้ง ๒ นี้จะว่าต่างกันเป็นข้าศึกกันก็ได้
เพราะเมื่อเห็นโทษของสังขารมากเท่าใด ก็พอใจในการที่จะพ้นโทษมากเท่านั้น หรือเห็นคุณในการพ้นโทษมากเท่าใด
ก็ยิ่งมีความอยากที่จะจากสังขารที่มีโทษมากเท่านั้น แต่จะว่าอารมณ์ทั้ง ๒ นี้เหมือนกันและช่วยอุปการะแก่กันก็ได้
เพราะความมุ่งหมายของอารมณ์ทั้ง ๒ นี้ มุ่งไปสู่ความพ้นจากสังสารวัฏฏเหมือนกัน
และต่างก็เป็นปัจจัยอุปการะ
ให้เกิดปัญญาแก่กล้า จนนำออกจากสังสารวัฏฏได้เช่นเดียวกัน
- ที่คิดจะพ้นทุกข์ ก็เพราะเห็นทุกข์เห็นโทษของสังขาร
ถ้าหากว่ายังเห็นสังขารรูปนามทั้งหลายเป็นของดี เป็น
ของสวยงาม เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตนอยู่ ก็จะติดอยู่ในตัณหา ติดอยู่ในกองทุกข์
ซึ่งจะนำไปสู่สังสารทุกข์
อีกไม่มีที่สิ้นสุด จะพ้นทุกข์ได้ก็ต่อเมื่อใช้ปัญญาพิจารณาทุกข์ให้เห็นทุกข์
แล้วอาศัยทุกข์นั้นแหละไต่ไปตามความทุกข์ ไม่ใช่เพ่งสุข อาศัยสุข ดำเนินไปตามทางที่สุขสบาย
ซึ่งกลับจะติดแน่นอยู่ในสุข ไม่มีวันที่จะพ้นทุกข์ไปได้เลย
- อาทีนวญาณ ปัญญาที่เห็นว่ารูปนามนี้ล้วนแต่เป็นโทษนั้น
สามารถละ อัสสาทสัญญา สัญญาที่ชื่นชมยินดีนั้นได้