- ๒. แม้แต่
ฌานลาภีบุคคลที่ได้ฌานสมาบัติทั้ง ๙ แล้ว จะมีอภิญญาโดยทั่วหน้าก็หาไม่ จะมีอภิญญาได้ก็ต่อ
เมื่อได้ฝึกฝนอบรมกันเป็นพิเศษอีกถึง ๑๔ นัยก่อน ดังต่อไปนี้
- (๑) กสิณานุโลมโต เข้าฌานตามลำดับกสิณ
ชั้นแรกเข้าฌานใดฌานหนึ่งด้วยปฐวีกสิณ ออกแล้วเข้าฌาน
นั้นด้วยอาโปกสิณ แล้วเตโช วาโย ต่อ ๆ ไปตามลำดับ จนกระทั่งถึงโอทาตกสิณ ฝึกอย่างนี้ตั้ง
๑๐๐ ครั้ง ๑๐๐๐ ครั้ง จนกว่าจะเป็น วสี (ดิน น้ำ ไฟ ลม สีเขียว สีเหลือง สีแดง
สีขาว)
- (๒) กสิณปฏิโลมโต เข้าฌานย้อนกสิณ
เริ่มต้นเข้าฌานใดฌานหนึ่งด้วย โอทาตกสิณ ออกแล้ว ย้อนมาเข้า
ด้วยโลหิตกสิณ ย้อนมาปีตกสิณ ย้อนมานีลกสิณ ย้อนมาต้นเรื่อยไปจนถึงปฐวีกสิณ ฝึกจนให้ชำนิชำนาญเป็นอย่างดียิ่ง
- (๓) กสิณานุโลมปฏิโลมโต
เข้าฌานใดฌานหนึ่งตามลำดับกสิณและย้อนกสิณ คือ ทำอย่าง (๑) หนึ่งเที่ยว
แล้วทำอย่าง (๒) หนึ่งเที่ยว แล้วทำ (๑), (๒), (๑), (๒), สลับกันเช่นนี้ไปจนกว่าจะเป็นวสี
- (๔) ฌานานุโลมโต เข้าตามลำดับฌาน
โดยเริ่มแต่ปฐมฌาน แล้วทุติยฌาน ตติยฌาน เรื่อยไปจนถึง
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ฝึกอย่างนี้จนเป็นวสี
- (๕) ฌานปฏิโลมโต เข้าย้อนลำดับของฌาน
ตั้งต้นที่เนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้วย้อนทวนมา
อากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน ทวนมาถึงต้นจนถึง ปฐมฌาน จนกว่าจะเป็นวสี
- (๖) ฌานานุโลมปฏิโลมโต
เข้าตามลำดับฌาน และย้อนลำดับฌาน คือ ทำอย่าง (๔) หนึ่งเที่ยว
จบแล้วทำอย่าง (๕) หนึ่งเที่ยว แล้วทำ (๔), (๕), (๔), (๕), อย่างละเที่ยวสลับกันไป
จนกว่าจะเป็นวสี
- (๗) ฌานุกฺกนฺติกโต เข้าฌานโดยข้ามลำดับของฌาน
คือ
- เข้าปฐมฌาน โดยเพ่งปฐวีกสิณ
- ข้ามทุติยฌานไปเข้า ตติยฌาน โดยเพ่งปฐวีกสิณ
- ข้ามจตุตถฌานไปเข้า ปัญจมฌาน โดยเพ่งปฐวีกสิณ
- ข้ามอากาสานัญจายตนฌานไปเข้า วิญญาณัญจายตนฌาน
โดยเพ่ง วิญฺญาณํ อนนฺตํ
- ข้ามอากิญจัญญายตนฌานไปเข้า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
โดยเพ่ง เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ
- ต้องฝึกอบรมอย่างนี้จนกว่าจะเป็นวสี
- (๘) กสิณุกฺกนฺติกโต เข้าฌานโดยข้ามลำดับกสิณ
คือ
- เพ่งปฐวีกสิณ เข้าปฐมฌาน
- ข้ามอาโปกสิณ เลยไปเพ่งเตโชกสิณ
เข้าปฐมฌาน
- ข้ามวาโยกสิณ เลยไปเพ่ง นีลกสิณ
เข้าปฐมฌาน
- ข้ามปีตกสิณ เลยไปเพ่ง โลหิตกสิณ
เข้าปฐมฌาน ฝึกอย่างนี้จนเป็นวสี
- (๙) ฌานกสิณุกฺกนฺติกโต
ข้ามทั้งกสิณและข้ามทั้งฌานด้วย คือ
- เพ่ง ปฐวีกสิณ เข้า ปฐมฌาน
- เพ่ง เตโชกสิณ เข้า ตติยฌาน
- เพ่ง นีลกสิณ เข้า ปัญจมฌาน
- เพ่ง วิญฺญาณํ อนฺนตํ เข้า
วิญญาณัญจายตนฌาน
- เพ่ง เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ
เข้า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อบรมจนเป็นวสี
- (๑๐) องฺคสงฺกนฺติโต เข้ารูปฌาน
๕ โดยก้าวล่วงองค์ฌานไปตามลำดับ คือ
- เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ เข้าปฐมฌาน
ซึ่งมีองค์ฌาน ๕
- เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ เข้าทุติยฌาน
ซึ่งมีองค์ฌาน ๔ โดยก้าวล่วงวิตก
- เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ เข้าตติยฌาน
ซึ่งมีองค์ฌาน ๓ โดยก้าวล่วงวิจาร ได้อีก
- เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ เข้าจตุตถฌาน
ซึ่งมีองค์ฌาน ๒ โดยก้าวล่วงปีติ ได้อีก
- เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ เข้าปัญจมฌาน
ซึ่งมีองค์ฌาน ๒ โดยก้าวล่วงสุข ได้อีก
- ฝึกจนเป็นวสี
- (๑๑) อารมฺมณสงฺกนฺติโต
เข้าฌานโดยเปลี่ยนอารมณ์กัมมัฏฐาน คือ เพ่ง ปฐวีกสิณเป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน
เข้าปฐมฌาน
- แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง อาโปกสิณ
เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
- แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง เตโชกสิณ
เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
- แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง วาโยกสิณ
เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
- แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง นีลกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน
เข้าปฐมฌาน
- แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง ปีตกสิณ เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน
เข้าปฐมฌาน
- แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง โลหิตกสิณ
เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
- แล้วเปลี่ยนเป็นเพ่ง โอทาตกสิณ
เป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน เข้าปฐมฌาน
- ฝึกจนเป็นวสี
- (๑๒) องฺคารมฺมณสงฺกนฺติโต
เข้าตามลำดับฌานและตามลำดับกสิณด้วยคือ
- เพ่ง ปฐวีกสิณ เข้า ปฐมฌาน
- เพ่ง อาโปกสิณ เข้า ทุติยฌาน
- เพ่ง เตโชกสิณ เข้า ตติยฌาน
- เพ่ง วาโยกสิณ เข้า จตุตถฌาน
- เพ่ง นีลกสิณ เข้า ปัญจมฌาน
- เพ่ง ปีตกสิณ เพิกปีตกสิณ มีอากาสที่ว่างเปล่า
ที่ชื่อว่า อากาสบัญญัติ เพ่งอากาสบัญญัตินี้จนเป็น
อากาสานัญจายตนฌาน
- เพ่ง โลหิตกสิณ เพิกโลหิตกสิณ
มีอากาสที่ว่างเปล่า แต่ไม่สนใจในอากาสบัญญัตินี้ กลับไปสนใจใน
อากาสานัญจายตนฌานที่เกิดในสันดานของตน ด้วยการพิจารณาว่า วิญฺญาณํ อนนฺตํ
จนเป็น
วิญญาณัญจายตนฌาน
- เพ่ง โอทาตกสิณ เพิกโอทาตกสิณ
คงมีแต่อากาสบัญญัติ แต่ไม่สนใจในอากาสบัญญัติกลับไปสนใจ
ในนัตถิภาวบัญญัติด้วยการพิจารณาว่า นตฺถิ กิญฺจิ จนเป็นอากิญจัญญายตนฌาน
- เพ่ง อาโลกกสิณ เพิกอาโลกกสิณ
คงมีแต่อากาสบัญญัติ แต่ไม่สนใจในอากาสบัญญัติ กลับไปสนใจใน
อากิญจัญญายตนฌานที่เกิดในสันดานของตน ด้วยการพิจารณาว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ
ปณีตํ จนเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
- ฝึกอบรมจนเป็นวสี
- หมายเหตุ มีข้อสังเกตที่ควรกล่าวตรงนี้ว่า
ในการอบรมสมาธินี้ ตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๑๑ ได้กล่าวถึง
องค์กสิณแต่เพียง ๘ มี ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ
โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ
ครั้นถึงข้อ ๑๒ นี้กล่าวเลยไปถึง อาโลกกสิณด้วย ทั้งนี้เพราะ
- ก. กสิณทั้ง ๑๐ นั้น อาโลกกสิณนี้สงเคราะห์เข้าใน
โอทาตกสิณอยู่แล้ว และอากาสกสิณก็ไม่สามารถที่จะช่วย
อุดหนุนแก่การเข้าอรูปฌานได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องกล่าวถึงกสิณทั้ง ๒ คือ อากาสกสิณ
และอาโลกกสิณนี้ด้วย
- ข. ในข้อ ๑๒ นี้ แสดงรูปฌานโดยปัญจกนัย
จึงมี ๕ ฌาน อรูปฌานอีก ๔ ฌาน รวมเป็น ๙ ฌานด้วยกัน
กสิณเพียง ๘ จึงไม่พอ ก็ต้องยกอาโลกกสิณ มา กล่าวด้วย เพื่อให้มีจำนวนพอดีกัน
แต่ถ้าจะแสดงรูปฌานโดย
จตุกนัย ก็ไม่ต้องกล่าวถึงอาโลกกสิณด้วย
- ค. แม้ว่าอากาสกสิณ ไม่สามารถที่จะอุดหนุนแก่การเข้าอรูปฌาน
แต่ก็เป็นกัมมัฏฐานให้เกิดรูปฌานได้ทั้ง ๕ ฌาน และใช้เพ่งเพื่อประโยชน์ในอันที่จะเนรมิตอากาศให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน
หรือในน้ำ จนสามารถดำดินและอยู่ในน้ำได้
- (๑๓) องฺคววฏฺฐาปนโต กำหนดรู้องค์ฌานไปตามลำดับ
คือ
- พิจารณารู้ว่า ปฐมฌาน มีองค์ฌาน
๕ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
- พิจารณารู้ว่า ทุติยฌาน มีองค์ฌาน
๔ ได้แก่ วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
- พิจารณารู้ว่า ตติยฌาน มีองค์ฌาน
๓ ได้แก่ ปีติ สุข เอกัคคตา
- พิจารณารู้ว่า จตุตถฌาน มีองค์ฌาน
๒ ได้แก่ สุข เอกัคคตา
- พิจารณารู้ว่า ปัญจมฌาน มีองค์ฌาน
๒ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา
- พิจารณารู้ว่า อากาสานัญจายตนฌาน
มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา
- พิจารณารู้ว่า วิญญาณัญจายตนฌาน
มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา
- พิจารณารู้ว่า อากิญจัญญายตนฌาน
มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา
- พิจารณารู้ว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌานมีองค์ฌาน
๒ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา
- ทั้งนี้จนกว่าจะเป็นวสี
- (๑๔) อารมฺมณววฏฺฐาปนโต
กำหนดรู้อารมณ์กัมมัฏฐาน คือ
- เมื่อเข้าปฐมฌาน โดยมีปฐวีกสิณเป็นกัมมัฏฐาน
ก็พิจารณารู้ว่า ปฐวีกสิณ นี่แหละเป็นอารมณ์ของปฐมฌาน
- เมื่อเข้าปฐมฌาน โดยมีอาโปกสิณ
เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ หรือ โอทาตกสิณ
เป็นกัมมัฏฐาน ก็พิจารณารู้ว่า กสิณนั้น ๆ แหละเป็นอารมณ์ของปฐมฌาน
- เมื่อเข้า ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน
หรือ ปัญจมฌาน โดยมีกสิณใดเป็นกัมมัฏฐาน ก็พิจารณาว่า
กสิณนั้น ๆ เป็นอารมณ์ของฌานนั้น ๆ ตามนัยที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นนี้
- เมื่ออากาสานัญจายตนฌานเกิดขึ้น
ก็พิจารณารู้ว่ามีอากาสบัญญัติเป็นอารมณ์
- เมื่อวิญญาณัญจายตนฌานเกิดขึ้น
ก็พิจารณารู้ว่ามี อากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์
- เมื่ออากิญจัญญายตนฌานเกิดขึ้น
ก็พิจารณารู้ว่ามีนัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์
- เมื่อเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเกิดขึ้น
ก็พิจารณารู้ว่ามีอากิญจัญญายตนฌาน เป็นอารมณ์
- ทั้งนี้ต้องฝึกฝนอบรมจนเป็นวสี
- สรุปความว่า การอบรมสมาธิเพื่อให้สามารถทำอภิญญาได้ดังที่กล่าวมาแล้วรวม
๑๔ นัยนี้ ก็ประสงค์จะ
ให้ฌานลาภีบุคคลนั้น มีความชำนิชำนาญในกระบวนการเพ่งอารมณ์กัมมัฏฐาน ให้เข้าฌานได้แคล่วคล่อง
ว่องไว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะก่อให้จิตมีสมาธิเข้มแข็งเป็นพิเศษ เป็นเหตุให้มีอำนาจจนสามารถให้
รูปาวจรปัญจมฌานอภิญญาเกิดขึ้นตามความปรารถนา การฝึกฝนอบรมสมาธิให้กล้าแข็งนี้
ฌานลาภีบุคคล
จะมีวิธีอื่นใดเพิ่มขึ้นอีกก็ได้
กสิณใดแสดงฤทธิอะไรได้
- เมื่อได้ฝึกฝนอบรมตามนัยทั้ง ๑๔
นั้น จนเป็นวสีภาวะ คือ มีความชำนิชำนาญยิ่ง พอควรแก่การที่จะ
สำแดงอิทธิฤทธิ์ได้แล้ว ก็ยังจะต้องเลือกกสิณที่จะใช้เป็นอารมณ์สำหรับเข้ารูปาวจรปัญจมฌานที่เป็นบาทให้
เกิดอภิญญานั้น ให้ถูกต้องเหมาะสมกับฤทธิที่จะแสดงนั้น ๆ ด้วย คือ
- ๑. ปฐวีกสิณ สามารถที่จะให้เกิดความแข็งในอากาศหรือในน้ำ
จน เดิน ยืน นั่ง นอน ในอากาศ ในน้ำได้ ทำทางที่ยาวไกลให้สั้นและใกล้ ทำทางที่สั้นใกล้ให้ยาวให้ไกล
เนรมิตให้เป็นวัตถุต่าง ๆ เช่น ภูเขา ป่าไม้ บ้านเรือน ตลอดจนเนรมิตคน ๆ เดียวให้เป็นหลายคนได้
- ๒. อาโปกสิณ สามารถทำให้ดินเหลว
จนดำดินและโผล่ขึ้นมาจากดินได้ ทำให้ฝนตก ทำให้เป็นคลอง หนอง
บึง แม่น้ำ ทะเล ตลอดจนทำให้เป็นน้ำพวยพุ่งออกจากร่างกายได้
- ๓. เตโชกสิณ สามารถทำให้เกิดควัน
เกิดไฟไหม้อะไร ๆ ก็ได้ ทำให้เกิดแสงสว่างเห็นอะไร ๆ ได้
ทำให้ผู้อื่นร้อน เมื่อตายก็ทำให้เกิดไฟเผาศพตนเองได้ ตลอดจนทำให้เป็นไฟพุ่งพ่นออกจากร่างกายได้
- ๔. วาโยกสิณ สามารถทำให้เกิดความหวั่นไหว
เช่น แผ่นดินไหว ทำให้เกิดลม เกิดพายุ ทำให้ลมหยุด
ทำให้ตัวเบา เหาะลอยไปได้ ทำให้เร็วเหมือนลม ตลอดจนทำให้ของหนักเป็นของเบา และของเบาทำให้หนักก็ได้
- ๕. นีลกสิณ สามารถทำให้รัศมีสีเขียว
ออกจากกายได้ ทำให้เกิดมืดคลุ้มเหมือนเวลากลางคืน เนรมิต
วัตถุต่าง ๆ ให้เป็นสีเขียว สีมรกตได้
- ๖. ปีตกสิณ สามารถทำให้รัศมีสีเหลืองออกจากกายดุจทองคำ
ทำให้วัตถุ ุต่าง ๆ เป็นสีเหลือง ตลอดจน
เนรมิตให้เป็นทองคำก็ได้
- ๗. โลหิตกสิณ สามารถทำให้รัศมีสีแดงออกจากกาย
ทำวัตถุต่าง ๆ ให้เป็นสีแดง เป็นแก้วมณีสีแดงได้
- ๘. โอทาตกสิณ สามารถทำให้รัศมีสีขาวออกจากกาย
ทำให้วัตถุต่าง ๆ เป็นสีขาว ทำให้เกิดเป็นเงิน ทำให้
เกิดแสงสว่าง กำจัดความมืดได้
- อนึ่ง ขอกล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า
การเจริญโอทาตกสิณนี้ย่อมห้ามเสียซึ่งถีนมิทธะ ที่จะมาทำให้เกิดความ
หดหู่ท้อถอยต่ออารมณ์ที่เพ่งนั้นได้ด้วย
- ๙. อากาสกสิณ สามารถทำให้เกิดเป็นช่องว่าง
เช่น ในน้ำ ในดิน ในภูเขา ในกำแพง เป็นต้น จนสามารถ
เดินผ่านไป หรือ ยืน นั่ง นอน ในที่นั้น ๆ ได้ โดยไม่ติดขัดอย่างใด ๆ เลย
- ๑๐. อาโลกกสิณ สามารถทำให้เกิดความสว่างในที่ที่ต้องการได้
ทำให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ในที่ที่มีสิ่งปกปิด
เช่น ในภูเขา ใต้ดิน ในห้อง ในหีบ เหมือนกับตาทิพย์
- เมื่อมีวสีภาวะและเลือกกสิณได้ถูกต้องแล้ว
ก็สามาถให้เกิดอภิญญาสำแดง ฤทธิได้สมตามความปรารถนา
อภิญญา ๕
- อภิญญา ที่ต้องอาศัยรูปาวจรปัญจมฌานเป็นบาทให้เกิด
นั้นมี ๕ ประการ ดังปรากฏในคาถาสังคหะ
คาถาที่ ๑๐ ว่า
- ๑๐. อิทฺธิวิธํ ทิพฺพโสตํ ปรจิตฺตวิชฺชานนา
ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติ ทิพฺพจกฺขูติ
ปญฺจธา ฯ
- อภิญญา ๕ คือ อิทธิวิธ ทิพพโสต
ปรจิตตวิชชานน ปุพเพนิวาสานุสสติ ทิพพจักขุ
อธิบาย
- อภิญญา แปลว่า รู้ยิ่ง
รู้พิเศษ ซึ่งมีความหมายในที่นี้ว่า เป็นญาณที่ประกอบด้วยรูปาวจรปัญจมฌาน สามารถให้เกิดความรู้อันยิ่งใหญ่
เกิดความรู้พิเศษ ถึงกับบันดาลให้เกิดสิ่งที่ตนปรารถนาได้
- อภิญญา มี ๒ ประเภท คือ
- โลกุตตรอภิญญา และ โลกียอภิญญา
โลกุตตรอภิญญา มีอย่างเดียว คือ อาสวักขยญาณ รู้วิชาที่ทำ
ให้สิ้นกิเลส อาสวะ องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิกที่ในอรหัตตมัคคจิตโดยเฉพาะเท่านั้น
เป็นอภิญญาที่ไม่
ต้องอาศัยรูปาวจรปัญจมฌานเป็นบาท
- ส่วน โลกียอภิญญา เป็นอภิญญาที่
ต้องอาศัย โลกียจิตคือ รูปาวจรปัญจมฌานเป็นบาท มี
๕ อย่าง มีชื่อว่า อิทธิวิธะ ทิพพโสต ปรจิตตวิชชานน ปุพเพนิวาสานุสสติ ทิพพจักขุ
และมีรายละเอียด
แต่ละอย่าง คือ
- ๑. อิทธิวิธอภิญญา หรือ อิทธิวิธญาณ
เป็นความรู้ที่แสดงฤทธิได้ (ฤทธิ=ความสำเร็จ)
ซึ่งจำแนกออกได้เป็น ๑๐ คือ
- (๑) อธิฏฐานอิทธิ ความสำเร็จที่เกิดจากการอธิฏฐาน
การตั้งความปรารถนาอย่างแรงกล้า เช่น คนเดียวเนรมิตให้เป็นหลายคน ตัวอย่าง พระจุฬปัณถกเถระเจ้า
อธิฏฐานให้เป็นพระหลายรูปจนเต็มไปทั้งวัด
- (๒) วิกัพพนอิทธิ ความสำเร็จด้วยการจำแลงกายให้เป็นคนแก่
ให้เป็นเด็ก ให้เป็นเสือ เป็นช้าง
เช่น พระโมคคัลลาน์ แปลงกายเข้าไปทางปากไปเดินอยู่ในท้องของ นันโทปนันทพยานาค
แม้พยานาคนั้นจะ
มีฤทธิและมีพิษมากเพียงใด ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้
- (๓) มโนมยอิทธิ ความสำเร็จด้วยอำนาจกำลังใจที่ยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ
เช่น พระพุทธองค์ทรงบันดาลให้พระ
สรีระใหญ่โตมาก เป็นการสำแดงให้อสุรินทรยักษ์ผู้ตำหนิพระองค์ว่าทรงมีรูปร่างเล็ก
เพราะเป็นมนุษย์นั้นได้เห็น ที่พระพุทธองค์ทรงกระทำได้ดังนี้ ก็เพราะทรงมีอิทธิทางมโนสูงยิ่ง
- อิทธิทั้ง ๓ ข้อนี้เป็นอิทธิวิธญาณโดยตรง
อันจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยอำนาจแห่งอภิญญา ที่มี
รูปาวจรปัญจมฌานเป็นบาท
- (๔) ญาณวิปผารอิทธิ ความสำเร็จที่ป้องกันอันตรายต่าง
ๆ ได้ เช่น พวกโจรจับสามเณรสังกิจจะไป เพื่อจะฆ่าทำเครื่องเซ่นสังเวย ขณะที่โจรจะฆ่า
สังกิจจะสามเณรได้เข้านิโรธสมาบัติ โจรจึงฆ่าไม่ตาย ทั้งไม่
เป็นอันตรายอย่างใด ๆ ด้วย พวกโจรเลยยอมเป็นศิษย์
- (๕) สมาธิวิปผารอิทธิ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจสมาธิ
เช่น นันท ยักษ์ตีพระสารีบุตรด้วย
กระบองเพ็ชร แต่พระสารีบุตรไม่เป็นอันตราย แม้แต่จะรู้สึกเจ็บก็ไม่มี ส่วนนันทยักษ์เมื่อตีแล้วก็ถูกธรณีสูบไปเลย
- (๖) อริยอิทธิ ความสำเร็จที่เกิดจากความไม่หวั่นไหวต่อกิเลส
เช่น พระอริย บุคคลที่สามารถวางเฉย
ต่ออิฏฐารมณ์ อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจและอนิฏฐารมณ์ อารมณ์อันไม่เป็นที่ชอบใจ
- (๗) กัมมชอิทธิ บ้างก็เรียกว่า
กัมมวิปากชอิทธิ ความสำเร็จที่เกิดจากกรรม เช่น เทวดาวินิปาติกบาง
พวก และนก ไปมาในอากาศได้โดยไม่ต้องมีฌานมีอภิญญา เป็นความสำเร็จด้วยอำนาจกรรมในปฏิสนธิ
- (๘) บุญญวโตอิทธิ บ้างก็เรียกว่า
บุญญอิทธิ ความสำเร็จที่เกิดจากบุญของเขา เช่นการเป็น
พระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น เป็นความสำเร็จด้วยอำนาจกรรมในปวัตติ
- (๙) วิชชามยอิทธิ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นด้วยวิชา
มีคาถาอาคมต่าง ๆ ตลอดจนมีเข้าเจ้าทรง
- (๑๐) ตัตถตัตถสมาปโยคปัจจยอิทธิ
บ้างก็เรียกว่า อิชฌนัฏเฐนอิทธิ ความสำเร็จที่เกิดจากความ
พากเพียรอย่างจริงจัง เป็นความสำเร็จที่เกิดจากการ กระทำ เช่น พากเพียรเจริญสมถภาวนา
ก็สำเร็จถึงฌาน เมื่อถึงฌานแล้วก็ให้สำเร็จไปเกิดเป็นพรหม
- ได้กล่าวแล้วว่า อิทธิข้อ (๑)
ถึงข้อ (๓) รวม ๓ ข้อ เป็น อิทธิวิธญาณโดยตรง คือ เป็นอิทธิฤทธิที่
เกิดขึ้นเพราะอภิญญา เป็นอานิสงส์ของสมาธิ ส่วนอิทธิ ข้อ (๔) ถึงข้อ (๑๐) รวม
๗ ข้อนั้น สำเร็จด้วยการ
กระทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ฌาน ไม่ใช่อภิญญา ไม่ใช่อิทธิวิธญาณอันเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งอภิญญาที่มี
รูปาวจรปัญจมฌานเป็นบาท แต่ที่นำมากล่าวไว้ด้วยก็เพื่อจะได้ทราบครบจำนวนของอิทธิ
- ๒. ทิพพโสตญาณ คือ หูทิพย์
ที่สามารถได้ยินเสียงที่ไกลมาก หรือเสียงที่เบาที่สุดได้ ซึ่งตามปกติแล้ว หูอย่างธรรมดาสามัญไม่สามารถที่จะได้ยินเสียงเช่นนั้นได้เลย
- หูทิพย์จำแนกได้เป็น ๒ จำพวก คือ
เป็นทิพย์โดยกำเนิดด้วยอำนาจของสุจริตกรรม เช่น เป็นเทวดา
เป็นพรหม นั้นเป็นผู้ที่มีหูทิพย์ ได้ยินเสียงที่ไกลมากนั้นได้นี่พวกหนึ่ง อีกพวกหนึ่งเป็นทิพย์ด้วยอำนาจ
แห่งภาวนาที่กำลังกล่าวถึงอยู่นี้
- วิธีบำเพ็ญให้เกิดทิพพโสตญาณนี้
ชั้นต้นให้นึกถึงเสียงที่ไกล ๆ หยาบ ๆ เช่น เสียงฆ้อง กลอง ระฆัง
เหล่านี้เป็นต้นก่อน ต่อไปก็ให้ใส่ใจในเสียงทั้งที่หยาบและที่ละเอียด ไกลมากขึ้น
ละเอียดยิ่งขึ้นทุกที จนทิพพโสตเกิดขึ้นทางมโนทวาร คือได้ยินเสียงนั้นทางใจชัดเจน
เหมือนหนึ่งว่าได้ยินกับหู ได้ยินทั้งเสียงที่ใกล้ เสียงที่เบาจนกระซิบ เสียงที่ไกล
ทั้งเสียงธรรมดา และเสียงทิพย์ทุกอย่างที่ปรารถนาจะได้ยิน
- ๓. ปรจิตตวิชานนญาณ หรือ เจโตปริยญาณ
ญาณที่รู้จิตใจผู้อื่น ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยอาศัย
ทิพพจักขุอีกต่อหนึ่ง และทิพพจักขุก็เกิดขึ้นจากการเจริญเตโชกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ
หรือ
อาโลกกสิณ กสิณใดกสิณหนึ่งใน ๔ กสิณนี้เป็นบาทมาก่อน เมื่อมีทิพพจักขุแล้วจึงจะทำให้เกิด
เจโตปริยญาณได้
- วิธีบำเพ็ญให้เกิด เจโตปริยญาณ
ต้องอาศัยเช่น อาโลกกสิณ เป็นต้น เป็นบาท ก็จะเกิดทิพพจักขุ
เห็นสีของน้ำ คือ หทยวัตถุอันเป็นที่อาศัยให้เกิดจิต ถ้าเห็นน้ำนั้นเป็นสีแดงขณะนั้นจิตใจของผู้นั้นเป็นโสมนัส
น้ำเป็นสีดำจิตเป็นโทมนัส น้ำเป็นสีน้ำมันงาจิตเป็นอุเบกขา เมื่อรู้สมุฏฐานดังนี้แล้ว
ก็พึงกระทำเพื่อให้รู้แจ้ง
โดยเจโตปริยญาณ ในอาการของจิต ๑๖ อย่าง มีจิตที่มีราคะ จิตที่ไม่มีราคะ จิตที่มีโทสะ
จิตที่ไม่มีโทสะ
เหล่านี้เป็นต้น เช่นเดียวกับใน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดังที่กล่าวไว้ในคู่มือ
ปริจเฉทที่ ๗ นั้นแล้ว
- (จิต ๑๖ อย่าง มี ๑.จิตที่มีราคะ
๒.จิตที่ไม่มีราคะ ๓.จิตที่มีโทสะ ๔.จิตที่ไม่มีโทสะ ๕.จิตที่มีโมหะ
๖.จิตที่ไม่มีโมหะ ๗.จิตที่มีถีนมิทธะ ๘.จิตที่ฟุ้งซ่าน ๙.จิตที่เป็นรูปาวจร
อรูปาวจร ๑๐.จิตที่ไม่ใช่รูปาวจร
อรูปาวจร (หมายถึง กามาวจร) ๑๑.จิตที่เป็นกามาวจร ๑๒.จิตที่ไม่ใช่โลกุตตร(หมายถึง
รูปาวจร และอรูปาวจร) ๑๓.จิตที่เป็นสมาธิ ๑๔.จิตที่ไม่เป็นสมาธิ ๑๕.จิตที่ประหารกิเลส
พ้นกิเลส ๑๖.จิตที่ไม่ได้ประหารกิเลส ไม่พ้นกิเลส)
- ๔. บุพเพนิวาสานุสสติญาณ
การระลึกชาติแต่ปางก่อนได้ ว่าชาตินั้น ๆ ได้เกิดเป็นอะไรมาแล้ว มีการจำแนกตามความสามารถในการระลึกชาติได้นั้น
ไว้เป็น ๖ อย่างได้แก่
- พวกเดียรถีย์ คือ นักบวชภายนอกพระพุทธศาสนา
ระลึกชาติได้ ๔๐ กัปป์
- ปกติสาวก คือ พระอริยบุคคลสามัญทั่วๆไประลึกชาติได้
๑๐๐ถึง๑๐๐๐ กัปป์
- มหาสาวก คือ พระอรหันต์ที่มีวุฒิเป็นเลิศในทางใดทางหนึ่ง
(ซึ่งมีรวมจำนวน ๘๐ องค์) ระลึกชาติได้ ๑ แสนกัปป์
- อัครสาวก คือ พระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตร
อัครสาวกซ้ายขวา ระลึกชาติได้ ๑ อสงขัยกับ ๑ แสนกัปป์
- พระปัจเจกพุทธเจ้า ระลึกชาติได้
๒ อสงขัยกับ ๑ แสนกัปป์
- สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระลึกชาติได้
โดยไม่มีกำหนดขีดขั้น
- การระลึกชาติได้ของพวกเดียรถีย์นั้น
ระลึกได้ตามลำดับของขันธ์ติดกันไป ข้ามลำดับไม่ได้คือระลึกได้ตาม
ลำดับชาติ จะระลึกข้ามไปชาติโน้นชาตินี้ตามชอบใจ ที่ไม่เรียงตามลำดับนั้นไม่ได้
- วิธีบำเพ็ญให้เกิดบุพเพนิวาสานุสสติญาณ
ในขั้นแรกให้นึกถึงอิริยาบถนั่งครั้งสุดท้ายในวันนั้นก่อน ต่อจากนั้น
ก็ให้นึกถึงการงานที่ได้กระทำไปแล้วนั้นย้อนถอยหลังไป ตั้งแต่วันหนึ่ง สัปดาห์หนึ่ง
เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ต่อ ๆ ขึ้นไป จนกระทั่งถึงปฏิสนธิ ต่อไปอีกถึงรูปนามที่เป็นไปในขณะจุติในภพก่อน
ดังนี้ ตลอดจนร้อยชาติพันชาติ ถ้าหาก
ตอนไหนระลึกไม่ได้หรือไม่ชัด ก็ต้องเข้าฌานบ่อย ๆ ออกจากฌานแล้วก็ระลึกอีก จนกว่าจะชัดแจ้งตลอดไปตาม
กำลังของปัญญา
- ๕. ทิพพจักขุญาณ ตาเป็นทิพย์
สามารถเห็นสิ่งที่อยู่ไกลมากหรืออยู่ในที่กำบังต่าง ๆ นั้นได้ ซึ่งตามปกติแล้วนัยน์ตาอย่างธรรมดาสามัญไม่สามารถที่จะเห็นเช่นนั้นได้เลย
เป็นการเห็นทาง
มโนทวารโดยชัดเจนเหมือนกับว่าเห็นด้วยนัยน์ตาจริง ๆ (อย่างฝันก็ไม่ได้เห็นด้วยนัยน์ตา
แต่ก็ชัดเจน
แจ่มแจ้งเหมือนกัน) ทิพพจักขุจะเกิดได้ด้วยกสิณ ๔ คือ เตโชกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ
อาโลกกสิณ
อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
- จุตูปปาตญาณ เป็นอภิญญาที่สามารถรู้จุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายใน
๓๑ ภูมิ อภิญญานี้เกิด
ขึ้นโดยทิพพจักขุเป็นบาท และไม่ต้องมีการบริกรรมเป็นพิเศษอีกต่างหากแต่อย่างใดเลย
เมื่อทิพพจักขุ
เกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นแต่เพียงตั้งอธิฏฐานน้อมใจไปในการจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายนั้น
ๆ ก็จะรู้ได้
- ด้วยเหตุนี้ จึงถือว่า ทิพพจักขุญาณและจุตูปปาตญาณนี้เป็นอภิญญาเดียวกัน
จะเรียกชื่อใดชื่อ
เดียวก็พึงเข้าใจว่ามีความหมายทั้ง ๒ อย่าง คือ ตาทิพย์ และรู้จุติปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายด้วย
- อนึ่ง ทิพพจักขุญาณ หรือจุตูปปาตญาณ
นี้ยังมีญาณอื่นที่อาศัยเป็นบาทให้เกิดอีก ๒ ญาณ คือ
- ก. ยถากัมมุปคญาณ เป็นญาณที่รู้ว่าสัตว์ที่เข้าถึงความสุขและความทุกข์นั้น
เพราะได้ทำกรรมอะไรมา
- ข. อนาคตังสญาณ เป็นญาณที่รู้ในกาลต่อไปทั้งของตนเองและของผู้อื่นว่า
จะเป็นไปอย่างนั้น ๆ
นับตั้งแต่ล่วงหน้าไปอีก ๗ วัน จนถึงไม่มีที่สุด แล้วแต่กำลังของสมาธิว่าจะมีความสามารถเพียงใด