ทิฏฐิวิสุทธิ
- ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นวิสุทธิมัคคลำดับที่
๓ ถ้ากล่าวโดยโสฬสญาณแล้ว ทิฏฐิ วิสุทธิ ก็ได้แก่ ญาณต้น ที่มีชื่อว่า นามรูปปริจเฉทญาณ
เป็นญาณที่ ๑ ในจำนวนญาณทั้งหมดซึ่งมี ๑๖ ญาณ มีคาถาที่ ๒๑ แสดงว่า
- ๒๑. ปญฺญาย ภาวนาโยคํ กุรุมาโน
ตทุตฺตริ
สมฺมเทว นามรูปํ ปริคฺคหํ ลกฺขณาทิโต
สงฺขารมตฺตโต ทิสฺวา ฐิโต ทิฏฺฐิวิสุทฺธิยํ
ฯ
- ประกอบความพากเพียร ในการเจริญปัญญาให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น
(ยิ่งไปกว่า สีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ) กำหนดจนเห็นขึ้นมาเองแห่งลักษณะเป็นต้น
ของรูปนามทั้งสองโดยชอบ คือเห็นสักแต่ว่าเป็นสังขารธรรมดังนี้ ได้ชื่อว่าตั้งอยู่แล้วในทิฏฐิวิสุทธิ
- มีความหมายว่า
- ๑. พระโยคีที่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน
จนถึง สีลวิสุทธิ และจิตตวิสุทธิแล้ว ต่อจากนั้น ก็เป็นกำลังที่จะให้ถึง
ทิฏฐิวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งทิฏฐิ ซึ่งเป็นลำดับที่ ๓ แห่งวิสุทธิมัคค
และเป็นกำลังที่จะส่งให้ถึง
นามรูปปริจเฉทญาณ คือ เห็นแจ้งในรูปและนาม ซึ่งเป็นญาณที่ ๑ แห่ง โสฬสญาณ
- ๒. ที่ว่าเห็นแจ้งในรูปและนามนั้น
มีบาลีว่า ลกฺขณ รส ปจฺจุปฏฺฐาน ปทฏฺฐาน วเสน นามรูปปริคฺคโห ทิฏฺฐิวิสุทฺธินาม
การกำหนดรู้รูปนามด้วยสามารถ แห่งลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน ปทัฏฐาน นั้นชื่อว่า
ทิฏฐิวิสุทธิ คือจะต้องเห็นแจ้งในลักขณาทิจตุกะแห่งรูปนาม จึงจะได้ชื่อว่า เห็นแจ้งในรูปนาม
- ลักขณาทิจตุกะ ของรูป (ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปปาท)
- (๑) รุปฺปนลกฺขณํ มีการสลาย
แปรปรวน เป็นลักษณะ
- (๒) วิกิรณรสํ มีการแยกออกจากกันได้
(กับจิต) เป็นกิจ
- (๓) อพฺยากตปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นอพยากตธรรม
เป็นอาการปรากฏ
- (๔) วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณ
เป็นเหตุใกล้
- ลักขณาทิจตุกะของนามจิต (ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปปาท)
- (๑) วิชฺชานนลกฺขณํ มีการรู้อารมณ์
เป็นลักษณะ
- (๒) ปุพฺพงฺคมรสํ เป็นประธานแก่เจตสิกและรูป
เป็นกิจ
- (๓) ปฏิสนฺธิปจฺจุปฏฺฐานํ มีการสืบต่อระหว่างภพเก่ากับภพใหม่
เป็นอาการปรากฏ
- (๔) สงฺขารปทฏฺฐานํ มีสังขาร
๓ เป็นเหตุใกล้
- (วา) วตฺถารมฺมณํ ปทฏฺฐานํ
หรือ มีวัตถุกับอารมณ์ เป็นเหตุใกล้
- ลักขณาทิจตุกะของนามเจตสิก
(ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปปาท)
- (๑) นมนลกฺขณํ มีการน้อมไปสู่อารมณ์
เป็นลักษณะ
- (๒) สมฺปโยครสํ มีการประกอบกับจิต
และประกอบกันเองโดยอาการ เอกุปฺปาท เป็นต้น เป็นกิจ
- (๓) อวินิพฺโภคปจฺจุปฏฺฐานํ
มีการไม่แยกออกจากจิต เป็นอาการปรากฏ
- (๔) วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณ
เป็นเหตุใกล้
- ๓. ที่ว่ากำหนดรู้รูปนามด้วยสามารถแห่งลักขณาทิจตุกะนั้น
แม้จะรู้ไม่ครบหมดทั้ง ๔ ประการก็ตาม เพียง
แต่รู้อย่างใดใน ๔ ประการนั้นสักอย่างเดียว ก็ได้ชื่อว่า รู้แล้ว
- แต่ว่าในลักขณาทิจตุกะนี้ ปัจจุปัฏฐาน
คือ อาการปรากฏ หรือผลปรากฏ เป็นการที่สำคัญกว่าเพื่อน จึงเป็นประการที่ควรจักต้องรู้โดยแท้
- ๔. ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจไว้อย่างแน่นอนว่า
การเจริญวิปัสสนาภาวนา นั้นต้องมี ปรมัตถอารมณ์
เป็นกัมมัฏฐาน จะมีอารมณ์เป็นบัญญัติหรือเอาบัญญัติมาเป็นอารมณ์ในการเจริญวิปัสสนา
หาได้ไม่
- ปรมัตถอารมณ์ ที่จะต้องพิจารณาให้เห็นแจ้งเป็นประเดิมเริ่มแรกก็คือ
รูปนาม การที่จะให้เห็นแจ้งใน
รูปนาม ก็ต้องดำเนินการตามนัยแห่ง สติปัฏฐาน วิธีเดียว จะดำเนินการอย่างอื่นใดให้ปรากฏรูปนาม
ตามสภาพแห่งความเป็นจริงนั้น หาได้ไม่
- สติปัฏฐานนั้นก็ได้จำแนกพิจารณาไว้เป็น
๔ ประการ คือ
- ก. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นในการพิจารณาเนือง
ๆ ซึ่งกาย อันหมายถึงที่ประชุมแห่งรูป
คือ รูปขันธ์ แจกแจงได้เป็น ๑๔ บัพพะ
- ข. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นในการพิจารณาเนือง
ๆ ซึ่งเวทนา อันหมายถึง ความรู้สึกเป็น
ทุกข์เป็นสุข คือ เวทนาขันธ์ แจกแจงได้เป็น ๙ บัพพะ
- ค. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นในการพิจารณาเนือง
ๆ ซึ่งจิต อันหมายเฉพาะความรับรู้อารมณ์
ที่เป็นโลกีย คือ วิญญาณขันธ์ แจกแจงได้เป็น ๑๖ บัพพะ
- ง. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นในการพิจารณาเนือง
ๆ ซึ่งธรรม อันหมายรวมทั้งรูปทั้งนาม
แจกแจงได้เป็น ๕ บัพพะ คือ ขันธ์ ๕ , นิวรณ์ ๕, อายตนะ ๑๒, โพชฌงค์ ๗, อริยสัจจ
๔
- มีรายละเอียดพอประมาณ แจ้งอยู่แล้วในคู่มือการศึกษา
ปริจเฉทที่ ๗ ตอน สติปัฏฐาน ขอให้ทบทวน
ดูที่นั่นด้วย
- ๕. ในชั้นต้นต้องพิจารณา กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
คือ ให้มีสติตั้งมั่นในการพิจารณารูปก่อน กำหนด
ดูทั้งรูปที่เกิดจากอิริยาบถใหญ่ อันได้แก่ เดิน ยืน นั่ง นอน และอิริยาบถย่อย
อันได้แก่ การเคลื่อนไหวกาย
ทำการงานต่าง ๆ ทุกอย่างที่ให้ดูรูปเหล่านี้ก่อน ก็เพราะรูปเหล่านี้เป็นของหยาบ
เห็นได้ง่ายกว่ารูปอื่น ๆ
- การดูก็จะต้องดูด้วยความมีสติสัมปชัญญะ
คือ ให้รู้ตัวอยู่ทุกขณะจิตว่า ขณะนี้กำลังดูรูปอะไร อย่าให้เผลอไปนึกคิดอะไรอื่นเสีย
- อิริยาบถใหญ่ คือ อิริยาบถบัพพะ
อิริยาบถย่อย คือ สัมปชัญญบัพพะ เหล่านี้เป็นรูปทั้งนั้น จิตที่รู้อาการ
ต่าง ๆ แห่งอิริยาบถเหล่านี้เป็นนาม
- ๖. ในขณะที่กำลังกำหนด กำลังพิจารณาอิริยาบถต่าง
ๆ เหล่านี้อยู่ อาจเกิด เวทนา ปรากฏขึ้นมา เช่น นั่งนานไปหน่อยก็เมื่อย หรือมีตัวแมลงมากัดต่อยเจ็บปวด
ทำให้เกิดทุกขเวทนา ก็ให้มากำหนดในเวทนาที่กำลัง
ปรากฏอยู่ อันเป็นการพิจารณาเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
- เวทนาที่กำลังปรากฏอยู่นั้นเป็นนาม(นามเจตสิก),
จิตที่รู้เวทนานั้นก็เป็นนาม (นามจิต), หทยวัตถุอัน
เป็นที่อาศัยให้จิตเจตสิกเกิดนั้นเป็นรูป ถ้าเวทนานั้นปรากฏเกิดที่กาย กายที่เวทนาเกิดนั้นก็เป็นรูป
- ๗. ในขณะที่กำหนดอิริยาบถต่าง
ๆ อยู่นั้น อาจมีรูปารมณ์มาปรากฏเฉพาะหน้า ก็ให้มากำหนดในการเห็น อันเป็นการพิจารณา
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
- การกำหนดการเห็นนั้น ให้รู้แค่เห็น
อันเป็นปรมัตถเท่านั้น ไม่ให้คิดเลยไปว่า รูปที่เห็นนั้นเป็นอะไร อันจะ
เป็นบัญญัติไป เพราะการเจริญวิปัสสนาภาวนาเพื่อให้เห็นแจ้งรูปนามอันเป็นปรมัตถ
ไม่ได้มีความประสงค์จะ
ให้รู้บัญญัติ ดังที่ได้กล่าวแล้วในข้อ ๔ ข้างต้นนี้
- สิ่งที่เห็นนั้นเป็นรูปและเป็นธรรมภายนอก
มากระทบประสาทตาอันเป็นรูปเหมือนกัน แต่เป็นธรรมภายใน จึงทำให้เกิดการเห็นขึ้น
การเห็น คือ จักขุวิญญาณนี้เป็นนาม จิตที่รู้ว่าเห็นก็เป็นนาม
- ๘. ถ้ามีเสียงมาปรากฏเฉพาะหน้า
ก็ให้กำหนดในการได้ยิน และให้รู้แค่ได้ยินเสียงเท่านั้น ไม่ให้คิดรู้เลยไปว่า
เสียงนั้นเป็นเสียงอะไร พูดเรื่องอะไร ทั้งนี้เพื่อจะได้เกิดปัญญาให้รู้ว่า เสียงเป็นรูปภายนอกมากระทบประสาทหู
อันเป็นรูปภายใน จึงทำให้ได้ยิน คือ เกิดโสตวิญญาณ อันเป็นนาม จิตที่รู้ว่าได้ยินก็เป็นนาม
- ๙. ถ้ามี คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์
มาปรากฏเฉพาะหน้า ก็ให้กำหนด ฆานวิญญาณ
ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ ตามควรแก่กรณี ทำนองเดียวกับ รูปารมณ์ สัททารมณ์ ที่กล่าวมาแล้วนั้น
- ๑๐. มีข้อที่ควรกล่าวตรงนี้ เช่น
การกำหนดทางกายทวารนั้น ถ้ากำหนด พิจารณา กายวิญญาณก็เป็น
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน กายวิญญาณเป็นนาม กายปสาท ที่เป็นที่ตั้งเป็นที่เกิดแห่งกายวิญญาณนั้นเป็นรูป
- ถ้ากำหนดพิจารณาทุกข์สุขที่เกิดพร้อมกับกายวิญญาณนั้น
ก็เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนาเป็นนาม กายปสาทอันเป็นที่อาศัยเกิดแห่งเวทนานี้
ก็เป็นรูป
- ถ้ากำหนดพิจารณาสิ่งที่มากระทบ
คือ โผฏฐัพพารมณ์ อันได้แก่ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ซึ่งเป็นรูปขันธ์ ก็เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
โผฏฐัพพารมณ์ที่มา กระทบก็ดี กายปสาทที่รับกระทบก็ดี เป็นรูป จิตที่รู้กระทบ
นั้นเป็นนาม
- ถ้ากำหนดพิจารณาการกระทบถูกต้อง
คือ ผัสสะ ก็เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ผัสสก็ดี จิตที่เกิดพร้อม
กับผัสสะก็ดี เป็นนาม กายปสาทที่เป็นที่อาศัยที่เกิดแห่งกายวิญญาณและเจตสิกนี้เป็นรูป
- ๑๑. บางทีในเวลาที่กำหนดพิจารณาอิริยาบถอยู่
จิตอาจเลื่อนลอยไปคิดอะไรอื่นที่ไม่ใช่อิริยาบถที่กำหนด ซึ่งเรียกว่าฟุ้งไปก็ดี
หรือว่าเกิดท้อใจน้อยใจ ที่ได้พยายามกำหนดมาเป็นหนักหนา ก็ยังไม่ได้เห็นธรรมอะไรสักอย่าง
อันเป็นการเกิดโทสะขึ้นมาก็ดี หรืออยากรู้อยากเห็นธรรมอย่างนั้นอย่างนี้ อันเป็นโลภะก็ดี
- ถ้ากำหนด จิตที่ฟุ้ง จิตที่เป็นโทสะ
จิตที่มีโลภะ ก็เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถ้ากำหนดดู ความฟุ้ง
ความไม่พอใจ ความอยากได้ ก็เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
- จิตฟุ้ง โทสจิต โลภจิต เป็นนาม
(นามจิต) ความฟุ้ง ความไม่พอใจ ความอยากได้เป็นนาม (นามเจตสิก) หทยวัตถุอันเป็นที่อาศัยให้เกิด
จิตเจตสิก เหล่านี้นั้น เป็นรูป
- ๑๒. อาจกล่าวได้ว่า อันการกำหนดพิจารณากาย
พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต ก็ได้ชื่อว่าพิจารณา
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ไปด้วยในตัว เพราะกายหมายถึงรูป รูปก็เป็นธรรม เวทนาก็เป็นธรรม
จิตก็เป็นธรรม ล้วนแต่เป็นธรรมทั้งนั้น ไม่พ้นไปจากธรรมเลย
- ๑๓. การที่ให้รู้ตัวทุกขณะจิตว่าขณะนี้กำลังดูรูปอะไรอยู่
ดูนามอะไรอยู่ ก็เพื่อให้จิตใจจดจ่อตั้งสติอย่างมั่นคง
ในการพิจารณารูปนามเหล่านั้น จะได้ไม่แส่ไปคิดเรื่อง โลภ โกรธ หลง อันรวมเรียกสั้น
ๆ ว่าจะได้ไม่เกิดอภิชฌา
และโทมนัส เพราะการเจริญสติปัฏฐาน ก็เพื่อปิดกั้น หรือทำลาย อภิชฌา และโทมนัส
นี่เอง ดังนั้นการกำหนด
ดูรูปนามก็จะต้องดูด้วยความ ไม่ยินดี และไม่ยินร้ายด้วย ถ้าเกิดความยินดีมีความปรารถนาว่าคงเกิดผลอย่าง
นั้นอย่างนี้มาให้เห็นก็ดี เกิดความยินดีติดใจในรูปนามนั้นก็ดี ก็เป็นอภิชฌา
แต่ถ้าเกิดความน้อยใจขึ้นมา ว่าได้กำหนดดูอยู่นานแล้ว ก็ไม่ปรากฏธรรมอะไรขึ้นมาให้เห็นเสียบ้างเลยก็ดี
เกิดความไม่ชอบใจในรูปในนาม
นั้นก็ดี ก็เป็นโทมนัส อันไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการเจริญสติปัฏฐาน
- ๑๔. ครั้นสติตั้งมั่นในการพิจารณารูปนามดังกล่าวแล้ว
ก็จะเกิดปัญญาขึ้นมาเองว่า รูปเป็นอย่างไร
มีลักษณะอย่างใด และนามที่น้อมไปรู้รูปนั้นเป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างใด เป็นการเห็นอย่างถูกต้องตรงตาม
ความเป็นจริงแห่งสภาพของรูปธรรมนามธรรม ว่าเป็นคนละสิ่งคนละส่วน หาใช่เป็นสิ่งเดียวกันไม่
โดยไม่ได้
คิดเอา เดาเอา อนุมานเอาเอง แต่เป็นการเห็นอย่างแจ้งประจักษ์
- ๑๕. เมื่อเห็นประจักษ์ในรูปนาม
ก็ทำให้คลายความเห็นผิดอันติดสันดานมาสิ้นเอนกอนันตชาติในสังสารวัฏฏ ว่าเป็นตัวเป็นตนเป็นเราเป็นเขาลงได้
เห็นเช่นนี้ได้ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นความเห็นอันบริสุทธิถูกต้อง จัดเป็น
ญาณต้น คือ นามรูปปริจเฉทญาณ แห่งโสฬสญาณ
- ๑๖. ที่เห็นได้ถึงเช่นนี้ไม่ใช่ง่ายเลย
เพราะจิตใจที่ยังไม่ได้ฝึกอบรมนั้น มักจะมีอาการ ๓ อย่าง คือ
- ก. ประเปรียว ชอบเที่ยว ไม่อยู่นิ่ง
- ข. เบื่ออารมณ์ง่าย ใคร่แต่อารมณ์ใหม่
ๆ เสมอ
- ค. บังคับไม่ได้ ยิ่งบังคับยิ่งฝ่าฝืน
- แต่ก็ไม่เหลือวิสัย ถ้าได้ตั้งใจฝึกฝนอบรมจริง
ขนาดเนื้อจะเหือด เลือดจะแห้ง เหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก
ก็ไม่ยอมท้อถอย
- อนึ่ง ทิฏฐิวิสุทธิ องค์ธรรมได้แก่
ปัญญา ที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา เพราะเป็นปัญญาที่เกิดจาก
วิปัสสนาภาวนา ซึ่งสามารถละ สักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดว่าเป็นตัวเป็นตนเสียได้
ปัญญา
- ปัญญา มีลักษณะรู้ชัดรู้แจ้ง
ซึ่งสภาวแห่งรูปธรรมนามธรรม มีอรรถาธิบายกว้างขวางมาก แจกแจงได้เป็น
หลายนัยหลายกระบวน ในวิสุทธิมัคคอรรถกถา ก็จำแนกเป็น ๖ หมวด รวม ๓๑ อย่าง ที่เรียกว่า
ปัญญา ๓๑ ทัส แต่ในที่นี้จะแสดงแต่นัยเดียวที่เกี่ยวแก่เรื่องนี้ว่า ปัญญามีอยู่
๓ อย่าง คือ สุตามยปัญญา จินตามยปัญญา และ
ภาวนามยปัญญา เท่านั้น
- สุตามยปัญญา เป็นความรู้ที่เกิดจากการเรียน
บ้างก็เรียกว่า อุคคหโกสัลลญาณ แปลว่า ความรู้ที่ฉลาด
จากการเรียน ซึ่งต้องอาศัยธรรม ๕ ประการ คือ สัทธา ความเชื่อ, อโรคิกะ
ความไม่มีโรค, อสาเฐยยะ
ความไม่โอ้อวด, วิริยรัมภะ ความเพียร และ ปัญญา ความรู้
- จินตามยปัญญา เป็นความรู้ที่เกิดจากความตรึกนึกคิด
ความพินิจ ไตร่ตรอง
- ภาวนามยปัญญา เป็นความรู้ที่เกิดจากการอบรมให้มีขึ้นและให้เจริญขึ้นด้วย
ได้แก่ ปัญญาที่เกิดจาก
สมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา
กังขาวิตรณวิสุทธิ
- กังขาวิตรณวิสุทธิ เป็นวิสุทธิมัคค
ลำดับที่ ๔ และเป็นญาณที่ ๒ แห่งโสฬสญาณ มีชื่อว่า
ปัจจยปริคคหญาณ มีคาถาที่ ๒๒ แสดงว่า
- ๒๒. เตสํ ว นามรูปานํ ปจฺจยํ
ปริคฺคญฺหิยํ
ปจฺจยํ สมฺปสฺสิตฺวาน นามรูปสฺส ตตโต
นามรูปสฺสิตํ กงฺขํ วิตริตฺวา ติกาลิกํ
ฯ
- เมื่อกำหนดจับปัจจัยแห่งนามและรูปเหล่านั้น
และพิจารณาเห็นปัจจัยแห่งนามและรูปโดยกว้าง ชอบแล้ว จึงข้ามพ้นความสงสัย อันอาศัยนามและรูปที่เป็นไปในกาลทั้ง
๓
- มีความหมายว่า เมื่อพระโยคีได้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานถึง
ทิฏฐิวิสุทธิ คือถึง นามรูปปริจเฉทญาณ เห็นแจ้งในรูปธรรมนามธรรมตามความเป็นจริง
แล้วตั้งอยู่ในวิสุทธินั้น โดยไม่เสื่อมถอย อันตรายต่าง ๆ มี นิวรณ์ และนิมิตร้ายทั้งหลายไม่อาจกล้ำกรายได้
เพราะอำนาจที่มีอินทรียและพละแก่กล้า คือ
- สัทธา เชื่อต่อการปฏิบัติแน่นอน
- วิริยะ พากเพียรปฏิบัติวิปัสสนายิ่งขึ้น
- สติ ระลึกทันต่อปัจจุบันแห่งรูปนามทุกขณะ
- สมาธิ มั่นคง ไม่เผลอจากรูปนาม
- ปัญญา รู้เห็นรูปนามแจ่มชัดยิ่งขึ้น
- ด้วยกำลังอันยิ่งใหญ่แห่งธรรม
๕ ประการนี้ จึงยังให้พระโยคีแจ้งในปัจจัยที่เกิดรูปนาม คือแจ้งว่า
- ปัจจัยที่ให้เกิดรูปนั้นได้แก่
กรรม จิต อุตุ อาหาร
- ปัจจัยที่ให้เกิดนามนั้นได้แก่
อารมณ์ วัตถุ มนสิการ
- อีกนัยหนึ่งแสดงโดยละเอียดออกไปตามนัยแห่งปฏิจจสมุปปาทว่า
- ปัจจัยให้เกิดรูปนั้นได้แก่ อวิชชา
ตัณหา กรรม และ อาหาร ปัจจัยที่ให้เกิดจิตนั้นได้แก่ อวิชชา ตัณหา กรรม
และนามรูป (นามรูปในที่นี้ หมายถึงเจตสิกกับกัมมชรูป เท่านั้น)
- ปัจจัยที่ให้เกิดเจตสิก นั้นได้แก่
อวิชชา ตัณหา กรรม และ ผัสสะ
- เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็หมดสิ้นความสงสัยในกาลทั้ง
๓ คือ รู้ว่ารูปนามปัจจุบันนี้ มีความหมายเป็นอยู่อย่างนี้
อดีตที่ล่วงมาแล้ว กี่ภพกี่ชาติก็เป็นมาอย่างนี้ ต่อไปในอนาคตอีกกี่ภพกี่ชาติ
ก็จักต้องเป็นไปอย่างนี้อีก
รวมหมดความสงสัย ๑๖ ประการ คือ
- ก. ความสงสัยในอดีตกาล ๕ ได้แก่
- ๑. อโหสิ นุโข อหํ อตีตมทฺธานํ
เราได้เคยเกิดหรือ
- ๒. น นุโข อโหสิ อตีตมทฺธานํ
เราไม่เคยเกิดหรือ
- ๓. กิ นุโข อโหสิ อตีตมทฺธานํ
เราได้เกิดเป็นชาติใด
- ๔. กถํ นุโข อโหสิ อตีตมทฺธานํ
เราได้เกิดเป็นประการใด
- ๕. กิ หุตฺวา กิ อโหสิ อตีตมทฺธานํ
เราได้เกิดเป็นใคร แล้วเกิดต่อเป็นใคร
- ข. ความสงสัยในอนาคตกาล ๕ ได้แก่
- ๑. อโหสิ นุโข อหํ อนาคตมทฺธานํ
เราจะได้เกิดหรือ
- ๒. น นุโข อโหสิ อนาคตมทฺธานํ
เราจะไม่ได้เกิดหรือ
- ๓. กิ นุโข อโหสิ อนาคตมทฺธานํ
เราจะได้เกิดชาติใด
- ๔. กถํ นุโข อโหสิ อนาคตมทฺธานํ
เราจะได้เกิดด้วยประการใด
- ๕. กิ หุตฺวา กิ อโหสิ อนาคตมทฺธานํ
เราจะเกิดเป็นใคร แล้วเกิดต่อใครเป็นใครอีก
- ค. ความสงสัยในปัจจุบันกาล ๖ ได้แก่
- ๑. อหํ นุโข อสฺสมิ เรานี้เป็นตัวเราหรือ
- ๒. โน นุโขสฺมิ เรานี้ไม่ใช่ตัวเราหรือ
- ๓. กิ นุโขสฺมิ เรานี้เป็นอย่างไรเล่า
- ๔. กถํ นุโขสฺมิ เรานี้เป็นประการใด
- ๕. อยํ นุโข สตฺโต กุโต อาคโต
เรานี้เป็นสัตว์หรือ
- ๖. โส กุหิ คามี ภวิสฺสติ เรามาจากไหน
แล้วจะไปไหนอีกเล่า
- ความสงสัย ๑๖ ประการนี้ เป็นการแสดงตามนัยแห่งพระสูตร
ส่วนตามนัยแห่งพระอภิธรรมนั้นแสดงว่า
พระโยคีผู้ที่ถึงแล้ว ซึ่งกังขาวิตรณวิสุทธิ คือ ปัจจยปริคคหญาณ ย่อมพ้นจากความสงสัย
๘ ประการ คือ
- ๑. ความสงสัยในพระพุทธเจ้า คือ
สงสัยในพระพุทธคุณ ๙ ประการ มีรายละเอียดแจ้งอยู่แล้วที่
พุทธานุสสติ ข้างต้นนี้
- ๒. ความสงสัยในพระธรรมเจ้า คือ
สงสัยในพระธรรมคุณ ๖ ประการ มีรายละเอียดแจ้งอยู่แล้วที่
ธัมมานุสสติ ข้างต้นนี้
- ๓. ความสงสัยในพระสงฆ์เจ้า คือ
สงสัยในพระสังฆคุณ ๙ ประการ มีรายละเอียดแจ้งอยู่แล้วที่
สังฆานุสสติ ข้างต้นนี้
- ๔. ความสงสัยในการศึกษา ในข้อปฏิบัติแห่งพระพุทธศาสนา
คือ สีล สมาธิ ปัญญา
- ๕. ความสงสัยในอดีตกาลแต่ชาติปางก่อน
- ๖. ความสงสัยในอนาคตกาล ที่จะมีมาในชาติหน้า
- ๗. ความสงสัยในปัจจุบันกาลในชาตินี้
- ๘. ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาท คือ
ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดผลต่อเนื่องกันโดยไม่ขาดสาย ซึ่งทำให้ต้อง
วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏ
- สรุปความแล้ว แม้จะมีความสงสัยเอนกประการก็ตาม
แต่เมื่อถึงกังขาวิตรณวิสุทธิแล้ว แจ้งใน
ปัจจยปริคคหญาณแล้ว ก็พ้นจากการสงสัย ๒ ประการ คือ สงสัยในพระพุทธศาสนา และสงสัยในปัจจัยแห่งรูปนาม
- ปัจจยปริคคหญาณ สามารถละ อเหตุกทิฏฐิ
ความเห็นผิดว่าไม่มีเหตุ ละ วิสมเหตุกทิฏฐิ เห็นผิดโดยยึด
ถือเหตุที่ไม่เหมาะ ไม่สมควรและละ กังขามลทิฏฐิ มลทิน หรือความหม่นหมองอันเกิดจากความสงสัยเหล่านี้เสียได้
- ผู้ที่ข้ามพ้นความสงสัย คือได้ปฏิบัติจนได้แจ้ง
กังขาวิตรณวิสุทธิ เป็นวิสุทธิ ที่ ๔ ในวิสุทธิทั้ง ๗ ซึ่งตรงกับ ปัจจยปริคคหญาณ
อันเป็นญาณ ที่ ๒ แห่งโสฬสญาณนี้แล้ว ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็น จูฬโสดาบัน ดังที่
วิสุทธิมัคค
ภาค ๓ หน้า ๒๒๙ บรรทัดที่ ๑๗ แสดงไว้ว่า
- อิมินา ปน ญาเณน สมนฺนาคโต
วิปสฺสโก พุทฺธสาสเน ลทฺธสฺสาโส ลทฺธปติฏโฐ นิยตคติโก
จูฬโสตาปนฺโน นาม โหติ ฯ
- ผู้เจริญวิปัสสนาถึงญาณที่ ๒ นี้แล้ว
ได้ความเบาใจ ได้ที่พึ่งที่อาศัยในพระพุทธศาสนา มีคติอันเที่ยง
ชื่อว่า จูฬโสดาบัน
มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
- มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นวิสุทธิมัคค
อันดับที่ ๕ ตรงกับ โสฬสญาณที่ ๓ และที่ ๔ ที่ชื่อว่า
สัมมสนญาณและอุทยัพพยญาณ ดังมีคาถาที่ ๒๓ แสดงว่า
- ๒๓. ตโต เตเสฺวว ธมฺเมสุ สมฺมสํ
ลกฺขณตฺตยํ
เตสุ ปจฺจย วเสน เจว ขณวเสน จ
อุทยพฺพย ญาเณน สมฺปสฺสํ อุทยพฺพยํ
ฯ
- แต่นั้นพิจารณาอยู่ซึ่งพระไตรลักษณ์ในธรรมทั้งหลายเหล่านั้นแหละ
แต่คำนึงเห็นทั้งความเกิดทั้งความดับใน
ธรรมเหล่านั้นด้วยอุทยัพพยญาณ ด้วยสามารถแห่งปัจจัย และด้วยสามารถแห่งขณะจิต
- มีความหมายว่า เมื่อพระโยคีผู้ประกอบความเพียร
เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนถึงปัจจยปริคคหญาณ เห็นปัจจัยแห่งรูปนามดังกล่าวแล้ว
โดยไม่เสื่อมถอย ต่อจากนั้นด้วยอำนาจแห่งอินทรียและพละเป็นปัจจัยส่งให้
ก้าวขึ้นสู่ สัมมสนญาณ เห็นรูปนามโดยความเป็นไตรลักษณ์ คือ เป็นอนิจจัง เพราะอรรถว่าไม่เที่ยง
ตั้งอยู่ไม่ได้
ต้องสิ้นไป ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง, เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า ทนอยู่ไม่ได้ ต้องแตกดับไป,
เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า ไม่เป็นไปตามอำนาจผู้ใด บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่เป็นแก่นสาร
- แม้สัมมสนญาณ จะเห็นไตรลักษณ์ก็ดี
แต่การเห็นในญาณนี้ยังนับว่าหยาบอยู่ ยังไม่แน่ชัดทีเดียว เพราะต่อ
เมื่อเห็นรูปนามใหม่เกิดขึ้นมาแล้ว จึงได้เกิดปัญญารู้ขึ้นมาว่ารูปนามเก่านั้นดับไปแล้ว
เรียกว่า สันตติยังไม่ขาด คือในขณะที่รูปนามดับไป ก็ไม่ทันได้เห็นในขณะที่ดับไปในทันทีที่ดับนั้น
ต่อเมื่อมีรูปนามเกิดมาสืบต่ออีกใหม่นั้น
ปราฏแล้ว จึงจะรู้ว่ารูปนามเก่าดับไปแล้ว อันเป็นความรู้ที่ยังอิงอาศัย จินตามยปัญญาอยู่
- สัมมสนญาณนี้สงเคราะห์ลงใน มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
ซึ่งเป็น วิสุทธิมัคค ลำดับที่ ๕
- อนึ่ง ในการพิจารณาไตรลักษณ์นี้
มีวิธีพิจารณาอยู่ ๔ แบบ ชื่อ กลาปสัมมสนนัย อัทธาสัมมสนนัย
สันตติสัมมสนนัย และ ขณะสัมมสนนัย
- ๑. พิจารณารูปนามโดยความเป็นอนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา โดย กลาปสัมมสนนัย นั้นเป็นการพิจารณาทั้ง
กลุ่มทั้งก้อน จับเอาโดยส่วนรวม เช่นถ้าพิจารณาเป็นขันธ์ ก็กำหนดให้รู้ในขันธ์
๕ ไปจนไตรลักษณ์ปรากฏ
- ถ้าพิจารณา อายตนะ ก็กำหนดรู้ใน
อายตนะ ๑๒
- ถ้าพิจารณา ธาตุ ก็กำหนดรู้ใน
ธาตุ ๑๘
- ถ้าพิจารณา ทวาร ก็กำหนดรู้ใน
ทวารทั้ง ๖
- หรือ พิจารณาอารมณ์ ๖ วิญญาณ ๖
ผัสสะ ๖ เวทนา ๖ สัญญา ๖ เจตนา ๖ ตัณหา ๖ วิตก ๖ วิจาร ๖
หรือ ๓๒ โกฏฐาส หรือ โลกียอินทรีย ๑๙ หรือ ธาตุทั้ง ๓ คือ กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ
หรือภพทั้ง ๙ อย่างใดอย่างหนึ่งจนไตรลักษณ์ปรากฏ
- ปัญญาของพระโยคีที่เกิดขึ้นในขณะที่พิจารณาอยู่ในกลาปสัมมสนนัย
นี่แหละ ชื่อว่า สัมมสนญาณ
การพิจารณาแบบนี้ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด