Ugly duckling
bishonen
- 9 -
ไม่ได้การ... ต้องออกจากบ้าน อยู่ไม่ได้แล้วบ้านหลังนี้
ดีล่ะหลังจากพิธีจบการศึกษา เราจะออกจากที่นี่ ไปหาที่อยู่ที่ใกล้มหาลัย
เราจะต้องตีตัวออกห่างจากหมอนั่นให้ได้มากที่สุด ถ้าเราได้ออกไปอยู่คนเดียว...
ตอนเช้าก็ไม่ต้องไปมหาลัยกับมัน เจอกันแค่ในห้องเรียน พอเรียนเสร็จผมก็จะเผ่นอ้าวไปทำงานพิเศษ
หรือไปชมรม จริงสิ ถ้าได้อยู่ชมรมบาสด้วยเจ้ามิยาบิมันต้องไม่เข้าไปตอแยแน่ๆ
เพราะมันไม่ชอบรุ่นพี่ซากาอิ
ผมเริ่มฝันหวาน ทั้งที่ยังไม่ได้วางแผนอะไรซักอย่าง พลันสายตาเหลือบไปที่ปฏิทิน...
พิธีจบการศึกษา... พรุ่งนี้แล้วนี่นา แย่ล่ะผมต้องขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์นี่นา
ยังไม่ได้เริ่มเขียนเลย โอย... ตั้งแต่เจ้านั่นกลับมา ผมดวงซวยจริงๆ
วันๆ เอาแต่ระแวงว่าจะโดนแกล้งเมื่อไหร่ ไหนจะต้องคอยระวังยัยยุกิโกะอยู่แล้ว
แล้วนี่มันก็ 2 ทุ่มแล้วด้วย ผมจะเขียนสุนทรพจน์ที่จับใจบรรดาแฟนคลับของผมได้ยังไงกัน
ไม่ได้ๆ... มีสมาธิหน่อย
กว่าสุนทรพจน์จะเสร็จก็ตี 1 พรุ่งนี้ตื่นตี 5 วิ่งจ๊อกกิ้ง โธ่...เวลานอนอันน้อยนิดของผม
หน้าร้อนเมื่อ 12 ปีก่อน
"ชี่---- เบาๆ ระวังตื่น" เสียงกระซิบกระซาบเหมือนเสียงยุงบินทำให้ผมรู้สึกรำคาญ
ผมทำหน้ายู่ ความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่นกับหน้าร้อนนี่...ช่างทรมานเหลือเกิน
ทว่าจู่ๆ ก็รู้สึกเย็นขึ้นมา... จากฟูกที่นอน
เป้งๆๆๆๆๆๆ
"ยูจัง.... ตื่นได้แล้ว... ไปเล่นข้างนอกกัน" ยุกิโกะเคาะหม้อเสียงดังพลางตะโกน
"ตื่นได้แล้วเจ้าเด็กขี้เซา" มิยาบิเข้ามาเขย่าตัวอย่างแรงพลางตะโกนใส่หูเสียงดังไม่แพ้ยัยน้องสาวเสียงแป๋นเลย
"อ้าวๆ... เด็กๆ เอะอะโวยวายอะไรกันจ๊ะ ยุกิโกะ... แม่บอกให้หนูมาปลุกพี่เขาไงลูก"
แม่เปิดประตูเข้ามามืออุดหูแน่นด้วยความรำคาญเสียงเคาะหม้อ
"ก็หนูปลุกอยู่ไงคะ" ยุกิโกะทำตาแป๋ว "ยูจังนอนขี้เซา
นี่ก็จะเที่ยงอยู่แล้วยังไม่ยอมตื่น"
"เมื่อคืนผมไม่น่าชวนเขาเล่นเกมเลยครับ" มิยาบิทำหน้ารู้สึกผิดสุดฤทธิ์
จริงสิ... เมื่อคืนมันมาค้างที่บ้านนี่นา แถมหอบเกมมาเล่นด้วย แต่จำไม่เห็นได้เลยว่าเราได้เล่น
ก็เห็นมันเล่นอยู่คนเดียว แต่คอยปลุกเรามานั่งเป็นเพื่อนมันตลอด
ไม่ได้นอนเลย
"ไม่ใช่ความผิดของมิยาบิคุงหรอกจ้ะ ต่อให้ไม่ได้เล่นเกมยูคุงก็นอนตื่นสายอย่างนี้ประจำ"
น่าน... ผมกะแล้วเชียวว่าแม่จะต้องพูดแบบนี้ ทั้งคู่ออกไปจากห้อง
แต่ผมรู้สึกเหมือนมีเสียงหัวเราะเบาๆ หลังจากที่ประตูห้องปิดลง
"ยู...." แม่ทำเสียงเหี้ยมจนผมรู้สึกว่าต้องมีอะไรผิดปกติแหงๆ
"อะไรอีกล่ะครับ... ผมตื่นแล้วไงล่ะ" ผมลุกขึ้นอย่างสุดโทรม
พลางขยี้ตา เห็นแม่ยืนเท้าเอวดั่งนางพญาอยู่ข้างๆ เตียง
"นี่เราอายุกี่ขวบแล้ว นอนขี้เซาไม่ว่า แต่ฉี่รดที่นอนนี่ไม่น่าจะมีแล้วใช่มั้ย"
แม่เสียงแหลมเปี๊ยวจนผมต้องอุดหู ตามด้วยบทเทศนาอีกเป็นชุด ฉี่รดที่นอนงั้นเหรอ...
ไม่... ผมไม่ได้ทำนะ ถึงว่าสิ... เมื่อกี้พวกนั้น...
ใช่แล้ว... ต้องเป็นฝีมือพวกนั้นแหงๆ
ผมตื่นขึ้นในสภาพโทรมสุดๆ ฝันร้ายอีกแล้วเหรอเนี่ย
เวลานอนก็ไม่ค่อยจะมียังจะฝันร้ายอีก แย่ล่ะ... ผมมองนาฬิกา 6 โมงแล้ว
วันนี้อดจ้อกกิ้งอีกแล้ว ผมรีบแต่งตัว โบ๊ะเครื่องสำอางฉบับเร่งด่วนทั้งๆ
ที่ไม่อยากจะทำเล้ย... ทำไมน่ะเหรอ ก็วันนี้วันสำคัญของผมน่ะสิ ผมต้องออกไปยืนต่อหน้าคนเป็นร้อยนะครับ
กะจะโบ๊ะฉบับพิสดารซักหน่อย
ผมหยิบใบร่างสุนทรพจน์ แล้วกินอาหารเช้าออกจากบ้านไป อ้อ... ไม่ลืมอ่านทวนอีกรอบด้วยความระแวงว่ายัยยุกิโกะอาจแกล้งอะไรอีก
ไม่ได้สิครับ... เกิดยัยนั่นเอาที่ตัวเองเขียนอะไรก็ไม่รู้มาสลับกับที่ผมร่างไว้
ทุกอย่างในวันนี้ก็เป็นอันจบ
ในเมื่อใบร่างพร้อม คอนแทคต์เลนส์พร้อม ทาลิปมันพร้อม ทุกอย่างก็พร้อม
ผมสำรวจตัวเองอีกครั้งบนกระจกของรถไฟ
"นั่น... รุ่นพี่ยามากุจินี่..." เสียงกระซิบกระซาบบนจากใครบางคนบนรถ
"จริงสิเธอ... วันนี้พี่เขาจบการศึกษาแล้วนี่นา"
"อ้าว... ลืมสนิทเลย งั้นไปโรงเรียนกันเถอะ..."
"ไปทำไมล่ะ"
"ก็ไปขอกระดุมเม็ดที่สองของพี่เขาไงล่ะ" หึๆๆ ใครๆ ก็อยากได้กระดุมเม็ดที่สองของผมกันทั้งนั้น
ผมยืนฟังสองคนนั้นคุยกันเพลิน เช้าวันนี้ช่างอากาศสดใสเสียจริง
ผมขึ้นไปยืนบนเวที เสียงกรี๊ดกร๊าดราวกับเปิดคอนเสิร์ตเมื่อครู่ซาลง
ทุกคนพากันอยู่ในความสงบ จนกระทั่งผมก้มลงอ่านร่างสุนทรพจน์จึงเริ่มมีเสียงซุบซิบกันดังขึ้นมา
มั่นใจหน่อย... มั่นใจหน่อยสิยู วันนี้นายหล่อที่สุดในที่ประชุมเลยนะเฟ้ย
สายตาทุกคู่ของนักเรียนหญิงกำลังจ้องมองมาที่...ผมชะงัก หน้าซีดไปครู่หนึ่ง...
กระดุมเม็ดที่ 2 ... ไม่มี.. หายไปไหน?
ผมกลั้นใจ รวบรวมความหน้าด้านของผมตลอด 6 ปีที่ผ่านมา กล่าวสุนทรพจน์จนจบอย่างสวยงาม
แล้วรีบลงจากเวทีโดยมือบังเสื้อไว้ตลอด
แย่ล่ะสิ... กระดุมเม็ดสำคัญหายไปอย่างนี้ เดี๋ยวเป็นเรื่องยุ่งแน่ๆ
ไม่ทันขาดคำก็มีเสียงนักเรียนหญิงโวยวายขึ้นมา
"ยามากุจิคุง... กระดุมเม็ดที่สองหายไปไหน" ห้องประชุมที่เงียบกริบก็กลับเต็มไปด้วยเสียงระงมหึ่งๆ
ราวกับเสียงผึ้ง
"แอบให้ใครไปแล้วรึเปล่าเนี่ย..."
"มีแฟนแล้วเหรอเนี่ย... ใครกันน่ะ"
"งั้น... ข่าวที่ว่าคบกับเด็กปี 2 คนนั้นก็จริงน่ะสิ"
"ไม่หรอกน่า... เขาอาจจะเก็บไว้ให้ฉันก็ได้"
"ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันนะ"
"อาจเป็นผู้ชายก็ได้" กึ๋ย! ผมกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอเหลือเกิน
กระดุมจู่ๆ ก็หายไปแบบนี้... จะเป็นฝีมือใครไปไม่ได้นอกจากยัยยุกิโกะ...หนอย...
บังอาจมาทำให้แฟนคลับของผมต้องเกิดความระแวงแบบนี้... แถมเป็นวันสำคัญแบบนี้
ทั้งๆ ที่คิดว่าทุกอย่างต้องออกมาสมบูรณ์แบบแท้ๆ
"ยามากุจิคุง... ขอกระดุมได้มั้ยคะ"
"ไม่ได้หรอกครับ... กระดุมเม็ดนี้มีอยู่เม็ดเดียว และทุกคนก็สำคัญสำหรับผม
ทุกคนจะเป็นความทรงจำที่ดีของผมตลอดไป"
"ยามากุจิคุง.... พวกเราก็จะไม่มีวันลืมคุณเลย... ฮือๆๆๆ"
ตามด้วยเสียงร้องไห้ของเหล่าสาวๆ ใช่แล้ว... ในฐานะไอดอลของโรงเรียน
จะมาประวัติด่างพร้อยเพราะกระดุมเม็ดเดียวไม่ได้
ผมต้องทำอะไรซักอย่าง... หลังจบพิธีมอบใบประกาศนียบัตร ต้องกลายเป็นเรื่องวุ่นวายแน่ๆ
โอย... คิดๆๆๆ คิดจนหัวจะระเบิดอยู่แล้ว นี่ถ้าคนๆ นั้นที่ว่ามีตัวตนอยู่จริงๆ
ก็ว่าไปอย่าง โธ่... นี่ผมทำลายความฝันและความศรัทธาของเหล่าซากุระของโรงเรียนไปโดยไม่ได้ตั้งใจหรือนี่
และมันก็เป็นเรื่องจริงๆ สายตาทุกคู่มองมาทางผมราวกับจะขอคำอธิบายหลังจากอาจารย์ใหญ่กล่าวปิดงาน
แล้วจะให้ผมอธิบายอะไรล่ะเนี่ย บอกว่าลืมติดมางั้นเหรอ... จะว่าไปเมื่อเช้าก็สะลึมสะลือแต่งตัวนี่นา
ไม่ได้... ผมจะตอบแบบไร้ความรับผิดชอบเหมือนนักการเมืองบางคนได้ยังไงล่ะ
บรรยากาศเริ่มเครียดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทุกคนถูกปล่อยออกจากห้องประชุม
ก็แทนที่จะออกไปถ่ายรูปกันข้างนอก ดันเข้ามารุมล้อมผม และถามเกี่ยวกับกระดุมเม็ดนั้นกันยกใหญ่
เสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ และผมก็ไม่มีคำตอบให้ กระทั่ง...
อา...เจิดจ้าเหลือเกิน ลำแสงนี้อีกแล้ว
หอประชุมเงียบกริบราวกับทุกคนพากันหยุดหายใจ มีเพียงเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นยางดัง
ตึก... ตึก... ค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ บรรดาแฟนคลับของผมพากันหันไปมอง
อ้าปากค้าง ส่วนผม... เอามือมาบังลำแสงที่สว่างจ้าด้วยความแสบตา
พวกที่รุมล้อมผมพากันหลีกทางให้เจ้าลำแสงนั่นเดินตรงมาทางผม... ไม่จริง...
นี่มันเดินมาทางผมหรือนี่
"ไขข้อข้องใจ... กรณีกระดุมเม็ดที่ 2 ของยามากุจิคุง"
ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงเจิดจ้านั่นหายไปแล้ว มีแต่ประกายระยิบระยับของความหล่อดุจเทวดาของเจ้ามิยาบิในชุดสูทดูเป็นทางการ
"ใครน่ะ หล่อจังเลย..." ผมได้ยินเสียงซุบซิบเบาๆ
"จ... เจ้ามิยาบิ... ทำไม..."
มิยาบิเดินเข้ามากอดผมจากข้างหลัง ทำไม... ไม่มีใครเข้ามาห้ามอะไรมันเลย
ทุกคนเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่
"ต้องขอโทษสาวๆ ทุกท่านในที่นี้ด้วยนะครับ ที่จะต้องประกาศว่าต่อจากนี้ไป
ยามากุจิ ยูไม่สามารถดำรงตำแหน่งไอดอลของโรงเรียนได้อีกต่อไปแล้ว"
เฮ้ย... เดี๋ยวก่อน แกมีสิทธิอะไรมาพูดแบบนี้
"เพราะว่าผมจะเป็นผู้มีสิทธิ์ผูกขาดเขาไว้คนเดียว" ผมอึ้ง....
สมองปั่นป่วน เพราะไม่คิดว่าเจ้ามิยาบิจะมาปั่นหัวผมถึงถิ่นแบบนี้
"หมายความว่า..."
"หมายความว่า..."
"หมายความว่า..." เสียงบรรดานักเรียนหญิงอุทานราวกับเสียงสะท้อน
"พวกเรา 2 คนมีด้ายแดงเชื่อมกันไว้ที่นิ้วก้อย" พ...พูดอะไรของมันน่ะ
"อย่าไปเชื่อนะครับ อย่าไปเชื่อ..." ผมพยายามเรียกสติของบรรดาแฟนคลับผม
ทว่าทุกคนไม่มีใครฟังผมเลย สายตาจดจ้องใบหน้าอันหล่อเหลาของเจ้ามิยาบิกันหมด
"เพราะฉะนั้น... ผมขอรับยูไปล่ะนะครับ" พูดจบมันก็คว้าข้อมือผม
วิ่งออกจากห้องประชุม ผ่านสองข้างทางที่เรียงรายด้วยต้นซากุระซึ่งออกดอกสีชมพูอ่อนๆ
บานเต็มต้น ยามลมพัดมากลีบดอกปลิดปลิวไปตามสายลม แล้วร่วงกระจายเต็มพื้นถนนราวกับพรม
(โอย... ไม่เอาฉากที่ยิ่งทำให้คนอื่นเข้าใจแบบนี้ได้มั้ย)
"หมายความว่า... รุ่นพี่ยามากุจิมีแฟนเป็นผู้ชาย..."
"หล่อด้วย"
"ไม่จริง... นี่ต้องเป็นความฝันแน่ๆ"
"คนหล่อลักพาตัวรุ่นพี่ยามากุจิไปแล้ว"
"แฟนหนุ่มของรุ่นพี่ยามากุจิเป็นชาวต่างชาติด้วยล่ะ"
"มิน่า... เรื่องถึงได้เงียบ"
"โธ่...รุ่นพี่ครับ ชอบผู้ชายทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้"
พังยับเยินครับ พังยับเยิน... ต่อไปนี้ผมจะเอาหน้าไปไว้ไหนล่ะเนี่ย
เจ้ามิยาบิ... ทำแสบนัก แล้วนี่ผมจะเอาหน้าไปลารุ่นน้องในชมรมได้ยังไงล่ะ
แก๊งๆๆๆ ... ผมไม่ทันได้ตั้งหลักจึงทักท้วงมันไม่ทัน ได้แต่ปล่อยให้มันฉุดกระชากลากไถ
เอ๊ย ถู ไปง่ายๆ หมอนี่... วิ่งเร็วชะมัด หวังว่าผมคงไม่สะดุดขาตัวเองล้มลงกลางทางให้ขายหน้าประชาชีหรอกนะ
แต่...เอ๊ะ... คุณได้ยินเสียงอะไรป่ะ เหมือนมีอะไรตามมาข้างหลังตลอดทาง
"เอาล่ะ... สาวๆ ทั้งหลาย" คราวนี้อะไรอีกล่ะ เสียงแหลมๆ
คุ้นหูที่ดังผ่านไมค์ออกมาข้างนอกเนี่ย "ต่อไปก็เป็นการประมูลกระดุมเม็ดที่สองของยามากุจิ
ยู" ไม่ทันขาดคำ เหล่านักเรียนที่ยังยืนนิ่งมองตามหลังพวกเราอย่างเหม่อลอย
ก็กลับมากรี๊ดกร๊าดวิ่งกรูกันไปหน้าเวทีอย่างรวดเร็ว โอย... ถ้าทำได้ตอนนี้ผมขอกุมขมับตัวเองล่ะครับ
ทำไมพิธีจบการศึกษาของผมมันถึงได้เลวร้ายอย่างนี้...
"เฮ้ย... มิยาบิ..." ผมได้สติ ตะโกนเรียกมันเสียงดัง นี่เราวิ่งพ้นรั้วโรงเรียนกันมาแล้วเหรอเนี่ย
ผมสำรวจข้างหลัง รู้สึกอารมณ์เริ่มเดือดปุดๆ ขึ้นมา กระป๋องเปล่า
3-4 ใบถูกผูกไว้ด้วยเชือกยาวลากพื้น ที่แย่กว่านั้นคือ มันติดอยู่ที่กางเกงด้านหลังด้วยพวงกุญแจแบบที่ห้อยรูใส่เข็มขัดกางเกง
มิน่าล่ะถึงได้ไม่รู้สึกตัวเลยว่ามันเอามาติดไว้ ที่แย่กว่านั้น...
ที่หลังผม กระดาษที่เขียนว่า "Just Married" เนี่ย...
ทั้งหมดนี้... ต่อหน้าบรรดาแฟนคลับของผม... ในวันนี้...
ผมรีบดึงกระดาษและเชือกที่ร้อยกระป๋องออกแล้วโยนใส่มิยาบิ
"สาแก่ใจพวกนายแล้วสินะ" ผมรู้สึกเนื้อตัวสั่นไปหมด ครั้งนี้มัน...
เกินอภัยจริงๆ ไม่ว่าใครจะเข้าข้างมันยังไงผมไม่สนแล้ว
- 10 -
"ผมจะออกจากบ้าน" ผมประกาศอย่างหนักแน่นกลางโต๊ะอาหารมื้อเย็น
"จะไปรอดเร้อ.." แม่พูดอย่างไม่ใส่ใจพลางคีบอาหารเข้าปาก
"นั่นสิ อาหารก็ทำไม่เป็น ขี้เกียจทำความสะอาดห้อง แล้วไหนจะ..."
"เงียบไปเลยนะ ยุกิโกะ สาเหตุก็เพราะเธอด้วยนั่นแหละ"
"อ้าว... ทำไมไปว่าน้องอย่างนั้นล่ะ เดี๋ยวนี้นิสัยแย่ลงนะยูคุง"
นั่นไงล่ะ... ก็เข้าข้างกันอย่างเนี่ยทุกที
"เอาล่ะ ยู..." พ่อซึ่งปกติไม่มีปากไม่มีเสียงพูดขึ้นบ้าง
"ถ้าแยกออกไปค่าใช้จ่ายมันสูงนะลูก ไหนจะค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส
ค่าโทรศัพท์ ค่าอาหาร แล้วใครจะรับผิดชอบ พ่อส่งไม่ไหวหรอกนะ"
"ผมจะทำงานพิเศษหาเงินเลี้ยงตัวเอง"
"แล้วค่าเสื้อผ้ากับค่าเครื่องสำอาง..." ยุกิโกะต่อทันควัน
เล่นเอาผมแทบหงายหลัง พูดไม่ออก
"จริงสิคะ... บ้านข้างๆ เราลูกชายเขาก็สอบได้มหาวิทยาลัย T
เหมือนกัน" แม่พูดขึ้นมา ผมรู้สึกเสียววาบ... สังหรณ์ไม่ดียังไงก็ไม่รู้
"งั้นเหรอ... แต่บ้านนั้นเขาเก่งทั้งบ้านอยู่แล้วนี่นา"
พ่อพูดเหมือนไม่แปลกใจ
"นั่นสินะคะ ถ้าลูกชายบ้านเราได้ซักครึ่งนึงของเขาก็คงดี"
เอาเข้าไป... เอาเข้าไป... ไม่มีใครสนใจผมแล้วใช่มั้ย พ่อกับแม่ก็เริ่มคุยกันเองอีก
"ทำไมยูจังไม่ชวนมิตจังไปอยู่ด้วยล่ะ จะได้ประหยัดค่าห้อง"
อ๊า-----ก หยุดเดี๋ยวนี้นะ ยัยน้องตัวแสบ นั่นมันไอเดียต้องห้ามเชียวนะ
"จริงสิ... ไหนๆ ก็อยู่คณะเดียวกัน น่าจะได้เรียนด้วยกันบ่อยๆ
ใช่มั้ย ถ้าเป็นมิยาบิคุงล่ะก็ แม่จะได้อุ่นใจ"
โอ.... จบ จบแค่นี้ล่ะครับ พับเก็บทันที ผมไม่อยากแยกไปอยู่คนเดียวแล้ว
"จริงด้วย ไปอยู่กับเขาจะได้ไปเอานิสัยดีๆ ของเขามาซะบ้าง"
โอย... แม้กระทั่งพ่อยังพูดแบบนี้... ผมอยากจะร้องไห้ ถ้าต้องไปอยู่กับเจ้านั่นจริงๆ
ไม่ต่างอะไรกับเอาชีวิตไปทิ้งหรอกครับ นอกจากผมอาจจะโดนมันแกล้งแล้ว...
อาจจะโดนมันลักหลับซักวัน น่ากลัวที่สุด...
วันเปิดเทอมใกล้เข้ามาแล้ว ดูเหมือนเจ้ามิยาบิจะพยายามง้อผมอยู่
ฮึ ให้มันรู้ซะบ้างว่าผมน่ะ ไม่เหมือนตอนเด็กๆ อีกต่อไปแล้ว มันสงบปากสงบคำมากขึ้น
โดยเฉพาะตอนที่ออกไปนอกบ้านกับผม คงกลัวผมทิ้งแบบวันนั้นอีกล่ะสิ
ฮ่าๆๆ
แม่ผมมักจะใช้ให้ผมพามิยาบิไปเที่ยวข้างนอกบ่อยๆ เพราะจะได้รู้จักทาง
ผมตั้งเงื่อนไขอย่างเด็ดขาดกับแม่ว่า ต้องไม่มียัยยุกิโกะไปด้วย
เพราะแค่มันคนเดียวผมก็แทบจะรับมือไม่ไหวอยู่แล้ว นี่ถ้ามียุกิโกะความยุ่งยากก็เท่ากับคูณสอง
แม้ผมจะไม่งอนใส่มันอย่างหลังจากวันจบการศึกษาอีกแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมหายโกรธมันนะ
คิดดูสิครับ โตจนป่านนี้แล้วยังมาแกล้งอะไรเหมือนเด็กๆ อีก ที่สำคัญ...
ต่อหน้าบรรดาแฟนๆ ของผม ป่านนี้ทุกคนคงหัวเราะเยาะผมกันทั้งโรงเรียน
และผมก็จะกลายเป็นตำนานตัวตลกที่เล่าสืบทอดกันไปถึงรุ่นต่อๆ ไป โอ...พระเจ้า...
ผมไม่เข้าใจจริงๆ เลยว่ายัยยุกิโกะยังจะอยู่ในโรงเรียนนั้นอีกได้ยังไง
ก่อนที่จะทำน่าจะนึกอายบ้างว่าอีกหน่อยจะโดนประนามว่าเป็นน้องสาวของตัวตลกประจำโรงเรียน
อ้อ... จริงสิ ผมไม่น่าจะมานั่งสงสัยเล้ย ยัยนั่นไม่น่าจะสะทกสะท้านอะไรในเมื่อไม่เคยเห็นว่าผมเป็นพี่ชายอยู่แล้ว
ผมมักจะพลัดหลงกับมิยาบิบ่อยๆ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม พอหันมาอีกทีมันก็หายไปแล้ว
ตามหาจนทั่วกว่าจะเจอเดินจนแทบอาเจียน เดี๋ยวนี้ในเมืองมีชาวต่างชาติมาเที่ยวเยอะมาก
บ้างก็มาอยู่ หนำซ้ำ คนญี่ปุ่นด้วยกันเองย้อมผมหัวทองหัวแดงกันเกลื่อน
แบบนี้ต่อให้เจ้ามิยาบิจะเด่นแค่ไหน ผมก็ตาลายซะก่อนจะหารัศมีความหล่อของมันเจอ
โอย...
ดังนั้นเวลาเราไปย่านร้านค้าหรือแหล่งวัยรุ่นที่แออัดด้วยกันทีไร
มิยาบิจะคว้ามือผมไปจับทุกที แต่มันไม่ตลกเลยนะ... ผู้ชายจับมือกับผู้ชายเดินเนี่ยนะ
แหวะ... แค่คิดก็รับไม่ได้แล้ว อีกอย่างที่มันจับมือผมเนี่ยมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงรึเปล่าก็ไม่รู้
(มีแหงๆ) ดังนั้นก็เลยเปลี่ยนเป็นจับชายผ้าเช็ดหน้าแทน ถึงจะดูแปลกๆ
แต่ก็เอาน่า... ก็ยังดีกว่ามาแตะเนื้อต้องตัวกันง่ายๆ ก็แล้วกัน
ผมขี้เกียจเดินเข้าป้อมตำรวจแจ้งคนหายบ่อยๆ
"ยู... อยากกินเค้ก..." มิยาบิทำเสียงจ๋อยๆ อ้อน ฮึ...
ผมไม่หลงกลมันหรอก ผมนิ่งไม่ตอบ ผมจะไม่พูดกับมันเด็ดขาดถ้าไม่จำเป็น
พอถึงร้านเค้กก็เลี้ยวเข้า มิยาบิชอบกินขนมหวานมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่รู้ว่าสาเหตุที่มันชอบเพราะจะได้แย่งส่วนของผมด้วยรึเปล่า
จริงๆ แล้วผมก็ชอบไม่แพ้มันหรอกครับ แต่เมื่อโดนแย่งไปบ่อยๆ ความอยากกินก็เลยพาลหายไปด้วย
เอาสิ... อยากกินก็กิน หลายครั้งผมตัดสินใจยกให้มันก่อนที่มันจะมาแย่งด้วยซ้ำ
ทั้งที่ใจนึกเสียดายแทบแย่ บางครั้งยกให้มันเสร็จก็แอบหนีไปร้องไห้คนเดียว
"ไม่สั่งอะไรเหรอยู" มิยาบิถามขึ้นหลังจากสั่งของตัวเองเสร็จ
"เอาคาปูชิโน่ที่นึง" ผมหันไปบอกพนักงาน
"กินแต่กาแฟ มิน่าล่ะถึงไม่สูง"
ผมแกล้งทำไม่สน อยากพูดอะไรก็พูดไป แต่จริงๆ ก็อดเถียงในใจไม่ได้
... ไม่เกี่ยวกันเฟ้ย ถึงฉันจะเตี้ยที่สุดในทีมบาส แต่ฉันก็สูงกว่ามาตรฐานผู้ชายญี่ปุ่นนะเฟ้ย
ส่วนนายน่ะ มันสูงเพราะยีน ไม่เกี่ยวกับกาแฟ ซักพักพนักงานก็เอาขนมมาเสิร์ฟ
"ตะกละจัง สั่งทีละชิ้นก็ได้" ผมขมวดคิ้วจ้องเค้ก 2 ชิ้นที่วางหน้ามิยาบิ
"เอ้า... ฉันสั่งมาเผื่อนายชิ้นนึง" ว่าแล้วก็เลื่อนเค้กมาข้างหน้าผม
หนอย... ไม่ต้องแกล้งมาทำดีหรอก ผมรู้นะว่าอยากให้ผมหายโกรธล่ะสิ
ผมไม่พูดอะไรหยิบส้อมกำลังจะตัก แต่แล้วก็นึกขึ้นได้
ไม่ได้... จะให้มันรู้ไม่ได้ว่าเราชอบกินเค้ก ไม่งั้นมันจะกินอย่างมีความสุขทุกครั้งทีได้แย่งเรา
"เอาไปเถอะ ฉันไม่กินหรอก" ผมเลื่อนคืนให้มัน แล้วแอบกลืนน้ำลาย
ด้วยความเสียดาย
"ไม่เอาหรอก... ฉันอยากให้นายกินด้วยนี่ ฉันจำได้ว่านายชอบ
อีกอย่าง นายผอมลงไปตั้งเยอะ..." ผมรู้สึกเลือดขึ้นหน้ายังไงพิกล
อย่ามาจี้จุดนักได้มั้ย เรื่องอ้วนๆ ผอมๆ เนี่ย คงผิดหวังล่ะสิที่ผมไม่อ้วนพอให้ล้อได้เหมือนอย่างเมื่อก่อน
"ช่างฉันเถอะน่า บอกว่าไม่กินก็ไม่กินสิ นายอยากกินก็เอาไป
ถ้าจะกินฉันจะสั่งเอง" ผมพูดอย่างหงุดหงิด แต่ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับมัน
เดี๋ยวเสียความตั้งใจของตัวเองหมด
"ยกให้ฉันแน่นะ" มิยาบิตาเป็นประกายเพราะไม่ถึงนาทีเค้กตรงหน้าของมันก็อันตรธานหายไปเรียบร้อยแล้ว
(นี่ถ้ากินแผ่นฟอยล์กับพลาสติกเข้าไปได้คงกินไปด้วยแล้ว)
โอย... รำคาญ จะกินก็รีบกินๆ ไปสิฟะ มาตั้งยั่วกันอยู่ได้ ผมพยักหน้าหงึกแบบขอไปที
"รู้มั้ย ทำไมฉันถึงชอบกินเค้ก..." จู่ๆ มันก็พูดขึ้นมา
ผมจะไปรู้มันเหรอ... ถ้าเอาเหตุผลของตัวเองล่ะก็เพราะมันอร่อยน่ะสิ
"เพราะว่าเวลากินเค้กทีไร ยูจะใจดีกับฉันเสมอ" พูดพลางยิ้มเหมือนเด็ก
ผมขนลุกซู่... ไอ้บ้า อย่ามาพูดเลี่ยนๆ พล่อยๆ ในร้านเค้กแบบนี้นะเฟ้ย
แล้วที่ฉันยกให้นายอยู่เรื่อยไม่ใช่เพราะอยากให้หรือใจดีอะไรซักหน่อย
แล้ว... ทำไมจู่ๆ ผมถึงได้หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างนี้ล่ะเนี่ย ถึงได้มารู้ทีหลังเมื่อมันกินเสร็จแล้วยื่นใบเสร็จให้ผมพลางพูดว่า
"ขอบใจนะที่เลี้ยง"