เรื่องสั้นของกิ่งฉัตร

สำนักพิมพ์ ตุ๋ย ในเครือเพื่อนป่วน

(นายตะวัน + wowaey + be + nidcha)   ภูมิใจเสนอ...

กินเจที่ภูเก็ต

"ทองหลางลาย"

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสารสตรีสาร  ฉบับที่ 43   ปีที่ 41  วันที่ 15 ม.ค. 32   ในคอลัมน์สาวหนุ่ม


ชายผู้นั้นร่างกายสั่นเทาเหมือนกับจับไข้อย่างหนักจนไม่รู้สึกตัว แต่นานๆครั้งเขาก็ จะขยับ อ้าปากส่งเสียงหัวเราะดังก้องออกมา เสียงของเขาแหบห้าวน่าเกรงขาม     คนกลุ่มหนึ่ง แต่งขาวทั้งชุดคอยห้อมล้อม หน้าล้อมหลัง    หนึ่งในกลุ่มนั้นใช้มือคลึงไปมาบริเวณแก้มซีก ขวาของร่างที่สั่นระริก เหล็กปลายแหลมยาวกว่า ๔ ฟุต ด้ามถือใหญ่เกือบเท่าลำแขน ถูกนำมารอท่า ผิวเนื้อเหล็กแวววาวมันระยับเมื่อต้องแสงแดด ยามเช้า ปลายแหลมค่อยๆ กดลงบนผิวแก้มของชายคนนั้น แรงกดทวีขึ้นทุกทีจนปลายเหล็กที่แหลมคมเริ่มทะลุผ่าน เนื้อบางๆของกระพุ้ง แก้มด้านหนึ่ง แทรกผ่านผิวด้านในของซีกแก้มอีกข้าง ก่อนจะโผล่ พ้นจากผิวเนื้อออกมาช้าๆ     เหล็กแหลมถูกดึงออก เลือดสีแดงสดค่อยไหลย้อย หยดลงบน พื้นดิน แล้วซึมหายไปอย่างรวดเร็ว สับปะรดลูกใหญ่ถูกนำมาเสียบต่อเรียงกัน แล้วจึงสอดเหล็กสีเงินเข้าไป ชายเจ้าของร่างเริ่มหัวเราะเสียงดังห้าวติดต่อกันอย่างน่ากลัว

ฉันทนดูต่อไปไม่ไหว ต้องเบือนหน้าหนีจากภาพตรงหน้า ยกมือปิดหูเพื่อไม่ให้ได้ยินเสียง หัวเราะนั่น แต่จมูกก็ยังได้กลิ่นกำยานหอมเอียนชวนคลื่นไส้และแรงจนฉุน    ที่นี่คือภูเก็ต และขณะนี้เขากำลังเริ่มทำพิธีกิ้วเอิ้ง หรือแห่พระของศาลเจ้ากะทู้   ซึ่งเป็นศาลเจ้าแรก ในภูเก็ตที่ริเริ่มพิธีกินเจ ฉันและเพื่อนๆอีกหลายคนได้เดินทางมาที่นี่เพื่อฝึกงานเกี่ยวกับ ด้านโทรทัศน์ ของสถานีท้องถิ่น จึงโชคดีได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสพิธีกินเจได้ใกล้ชิด

พิธีกินเจจะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือน๙ของทุกปี เริ่มตั้งแต่วันขึ้น๑ค่ำไปจนถึงวันขึ้น ๙ ค่ำ รวม ๙ วัน ๙ คืน แต่กำหนดเวลานี้ไม่แน่นอน ใครจะกินเจกี่วันก็ได้ ในวันที่ฉันและเพื่อนๆมาถึงนั้น พิธีได้เริ่มไป ๖ วันแล้ว แต่ถึงกระนั้นเวลาอีก๓วันที่เหลือของพิธีก็คุ้มค่าเพียงพอแล้ว สำหรับการที่เราลงมาฝึกงานที่ภูเก็ต

ชายผู้ที่ทิ่มแทงตนเองด้วยเหล็กแหลมหรือทำร้ายตนเองด้วยวิธีอื่นตรงหน้าฉันนี้ เป็นคนทรง หรือม้าทรงที่ได้มีพิธีอัญเชิญเจ้าองค์ต่างๆมาประทับในร่าง เพื่อให้เจ้ามาช่วยขจัดทุกข์ภัย และเพื่อความเป็นสิริมงคล คนที่จะเป็นม้าทรงได้มีเหตุ๒กรณีคือเป็นบุคคลชะตาขาด การที่เจ้าเข้าร่างประทับทรงจะช่วยต่ออายุให้ และอีกกรณีคือ เป็นผู้ที่เหมาะจะเป็นม้าทรง ได้ จุดประสงค์ที่เขาทำร้ายร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ นอกจากจะเพื่อแสดงอิทธฤทธิ์ของ เจ้าแล้ว ยังทำเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้แก่ผู้ถือศีลกินผัก โดยพระเป็นผู้รับเคราะห์เสีย เอง

ม้าทรงไม่ใช่จะเป็นได้เฉพาะชายฉกรรจ์ ชาวภูเก็ตทุกเพศทุกวัยเป็นม้าทรงๆได้ทั้งนั้น เท่าที่ฉันเห็นม้าทรงอายุน้อยที่สุดเป็นเด็กหญิงเล็กๆอายุคงไม่เกิน๖ขวบ   เมื่อเจ้าประทับทรงแล้ว ม้าทรงจะสนทนากับม้าทรงร่างอื่นตลอดจนบุคคลอื่นเป็นภาษาจีน ตลอด   

เมื่อม้าทรงแสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆเสร็จสิ้น พี่เลี้ยงจะเข้ามาช่วยแต่งกายโดยให้สวมเสื้อผ่า หลังที่มีลักษณะคล้ายเอี๊ยมเด็ก ตัวยาว สีสด ปักลวดลายต่างๆสวยงาม ถ้าม้าทรงเป็น ผู้หญิงก็จะสวมชุดเสื้อคลุมยาว ม้าทรงเจ้าแม่กวนอิมก็มักจะแต่งกายด้วยชุดสีขาว หรือ สีชมพู บรรดาอาวุธคู่มือของเจ้า เช่น ขวาน ดาบ เลื่อย ก็จะตกแต่งให้สวยงาม เหล็กแหลม จะประดับประดาด้วยธงประจำศาลหลายสีหลายขนาด ผลเล็กๆ เช่นส้ม แอปเปิ้ล จนถึงผลไม้ ขนาดใหญ่จำพวกสับปะรด กล้วยหอมทั้งหวี เสียบปลายเหล็กแหลมทั้งสองข้าง น้ำหนัก ของเครื่องประดับประดานี้จะมีมาก จนต้องใช้พี่เลี้ยงคอยช่วยแบกประคองไปด้วยเวลาเดิน

ขบวนแห่ได้เริ่มขึ้นแล้ว ม้าทรงเดินเท้าเปล่านำหน้าบรรดาพี่เลี้ยงที่คอย อำนวยความ สะดวกต่างๆ ชาวบ้านร้านค้าตั้งโต๊ะบูชาหน้าบ้านหรือร้านตน เป็นโต๊ะตัวใหญ่ ปูผ้าสีแดง บางบ้านผ้าปูปักลวดลายมังกร ลายหงส์สวยงาม บนโต๊ะมีเทียนคู่ซึ่งจุดขึ้นแต่เช้า กระถางธูปซึ่งจะจุดธูปติดต่อกันไว้ไม่ให้ดับ ของถวายบนโต๊ะส่วนใหญ่เท่าที่ฉันเห็นว่า แทบทุกบ้านจะมีคือสับปะรด ๒ลูก พานใส่ขนมซึ่งเป็นพวกลูกอมหรือขนมหวาน แต่บางบ้าน ก็จะใช้ผลไม้ขนาดเล็กเช่น องุ่น กล้วยน้ำว้า ถ้วยน้ำชาจะตั้งเรียงกันเป็นแถวยาว เบื้องหลัง โต๊ะก็คือเจ้าของบ้านซึ่งมายืนคอยชมขบวนแห่ และคอยรับพรจากร่างทรง

เมื่อขบวนผ่านหน้าบ้านตน เจ้าของบ้านจะเชิญม้าทรงเข้ามารับน้ำชา ม้าทรงจะจิบน้ำชา และหยิบขนมขึ้นมาจากพาน แจกจ่ายให้เจ้าของบ้านหรือคนรอบข้างกินเพื่อเป็นสิริมงคล
ขบวนแห่จะเดินรอบเมืองก่อนจะกลับศาล เจ้าจะออกที่ศาลหรืออาจจะออกที่สะพานหิน ซึ่งเป็นจุดที่เรือจากเมืองจีนนำธูปอัญเชิญเทพเจ้าจากเมืองจีน เข้ามาเทียบเท่าที่ภูเก็ต เมื่อประมาณ ๑๖๐ ปีก่อน

พวกเราได้ชมขบวนแห่ ๒วันเป็นขบวนแห่ของศาลเจ้าจุ๊ยตุ่ย และศาลเจ้ากะทู้ ม้าทรงของ ทั้งสองศาลนี้ นอกจากจะใช้เหล็กแหลมเสียบแก้มแล้ว บางองค์ก็ใช้เข็มกลัดอันใหญ่ กลัดตามร่างกาย ใบหู แก้ม เปลือกตา แล้วร้อยโซ่เส้นโต บางองค์ก็พันตัวด้วยลวดหนาม หรือใช้ลวดหนามมัดเป็นตุ้มเหล็กจุดไฟเผา แล้วฟาดตามเนื้อตามตัว    แต่องค์ที่ฉัน และ เพื่อนๆทุกคนลงความเห็นว่าน่าจะประทับใจที่สุด เป็นม้าทรงที่ใช้คานจักรยานบีเอ็มเอ๊กซ์ สอดทะลุผ่านแก้ม แล้วประกอบเป็นตัวจักรยาน มีพี่เลี้ยงขนาบคอยพยุงล้อทั้ง ๒ข้าง รองลงมาสำหรับฉันคงจะเป็นองค์ที่ใช้ใบเลื่อยเหล็กขนาดเล็กยาว๖ใบ เสียบผ่านแก้มให้ ทะลุ ออกมาไขว้กันทางปาก

บางองค์ไขว้ปากกระบอกปืมเอ็ม๑๖ของเด็กเล่นเข้าด้วยกันแล้วแทงทะลุแก้มสองข้าง
องค์ที่ฉันทนดูไม่ได้เลยจริงๆ คือองค์ที่ควงขวานคู่กระทบกัน เสียงดังกริ๊ก กริ๊ก ก่อนจะใช้ สันขวานทุบตามเนื้อตามตัว แล้วเหวี่ยงด้วยคมของขวานลงบนหน้าผากตนเองบริเวณ ระหว่างคิ้ว ทำให้เลือดไหลย้อยลงมาเลอะทั่วใบหน้า อีกองค์ที่ใช้ใบมีดสลับกับ ใบเลื่อย ขนาดใหญ่ตั้งตรงหน้า แลบลิ้นออกมา แล้วกดใบเลื่อยลงไป ใบเลื่อย ไม่ได้ขยับแม้แต่น้อย แต่ลิ้นของม้าทรงเคลื่อนไหวไปมาตลอดเวลา จนคมมีดบาดลึกในเนื้อ เลือดสีแดงสด ทะลักออกกบปาก

เขาว่ากันว่า (ซึ่งเรื่องนี้ฉันก็ไม่ได้พิสูจน์) เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจที่เมื่อเจ้าออก จากร่างม้า ทรงแล้ว ตามเนื้อตามตัวม้าทรงจะเกิดริ้วรอยเพียงเล็กน้อย และแผลที่เกิดจากคม เหล็กแหลมจะประสานดีหายสนิทภายในอาทิตย์เดียว

วันสุดท้ายของเทศกาลกินเจ ไม่มีการแห่พระ แต่เพื่อนชาวภูเก็ตคนหนึ่งของเราเรียกวันนี้ว่า วันประทัด เพราะวันนี้เป็นวันส่งพระ หรือส่งเจ้ากลับขึ้นสวรรค์ที่สะพานหิน ขบวนม้า ทรงจะออกจากศาลเจ้าไปรวมกันที่สะพานหิน โดยขบวนแห่จะเดินเท้าเปล่าผ่านถนนสาย ใหญ่ ในตัวเมือง ในเวลาประมาณเที่ยงคืน ชาวบ้านจะเตรียมประทัดสายยาวนับหมื่นๆ แสนๆ ดอก คอยจุดโยนใส่องค์พระ      ทำให้เกิดแสงเป็นประกายวูบวาบและเสียงดังสนั่น หวั่นไหว ประทัดสายที่ยาวที่สุดเท่าที่ฉันเห็นในคืนนั้น ผูกโยงลงมาจากดาดฟ้า โรงแรม แห่งหนึ่งในตัวเมือง มีความยาวเท่ากับความสูงของตึก๑๒ ชั้น มีคนคอยสาวประทัดให้ลงมา ใกล้กับองค์พระ      ก่อนเวลาเที่ยงคืนเล็กน้อย ขบวนพระก็ผ่านหน้าพวกเรา     เสียงประทัด ดังนำมาแต่ไกลก่อนจะเห็นขบวนแห่เสียอีก มีคนจุดประทัดสายยาวที่ผูกติดกับลำไม้ ไผ่อยู่ ข้างๆหู เสียงดังสนั่นรัวเป็นตับ จนทำให้หูอื้อไปหมด

เพื่อนของฉันบางคนช่างเปรียบเปรย ว่าเหมือนกับว่า ตอนนี้เรากำลังอยู่ใน สงครามที่มีการสู้รบกันอย่างดุเดือดประกายไฟจาก ประทัดทำให้พวกเราต้องผวาหลบ เป็นครั้งคราว แต่ชาวภูเก็ตที่กินเจมาตลอด๙วัน นับว่าตนเอง’เช้ง’ คือเป็นผู้บริสุทธิ์อย่าง แท้จริง จะเดินฝ่าประทัดได้อย่างไม่กลัวความร้อนของสะเก็ดไฟและแรงอัดของประทัดเลย
สิ่งที่ตามหลังเสียงประทัดมาก็คือ หมอกที่เกิดจากควันดินปืนดินประสิว เป็นควันที่มีความ หนาแน่นจนเหมือนกับว่าภูเก็ตเป็นเมืองในหมอก ละอองสีขาวขุ่นบดบังทุกสิ่งทุกอย่าง จะไม่สามารถมองเห็นแสงจันทร์ กลิ่นควันดินปืนทำให้พวกเราแสบจมูกและหายใจขัด ตาก็เริ่มแสบเคือง บางคนเริ่มสำลักควันและไอออกมาติดๆกัน พวกเราเลย ตัดสินใจกลับที่พัก ทั้งๆที่ยังตื่นตาตื่นใจไม่หาย และชมขบวนแห่ส่งพระได้เพียงศาล เจ้าเดียว    พิธีกินเจได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ในอนาคตพวกเราอาจจะไม่มี โอกาสได้มาชม พิธี ที่นี่อีก แต่ประสบการณ์ที่ได้พบเห็นในพิธีกินเจที่ภูเก็ตปีนี้ จะตรึงอยู่ในความทรงจำ ของพวกเราไปอีกนาน

ตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ ตุ๋ย ในเครือเพื่อนป่วน (นายตะวัน + wowaey + be + nidcha)

รู้สึกอย่างไรกับบทความนี้ ติดต่อเวปมาสเตอร์

[ หน้าบ้าน ] [ ประวัติ ] [ ผลงาน ] [ เรื่องย่อ ] [ สัมภาษณ์ ] [ สมุดเยี่ยม ] [ หลังบ้าน ]


"บ้านกิ่งฉัตร" เป็นโฮมเพจกิ่งฉัตรอย่างไม่เป็นทางการ    มิได้จัดทำขึ้นเพื่อผลประโยชน์ใดๆแก่ผู้จัดทำ    "กิ่งฉัตร" และผลงานที่อ้างอิงบนโฮมเพจนี้   ยังคงเป็นสิทธิ์ของผู้เขียนและผู้พิมพ์ทุกประการ

"บ้านกิ่งฉัตร" จัดทำโดย กมลวรรณ อ่อนละมัย   7 ก.พ. 2544   โดยได้รับการเอื้อเฟื้อข้อมูลจากแฟนกิ่งฉัตรบนบอร์ด Chulabook