จันทร์เจ้าขา ภาค ๒๑๓ ปณ.ของฉัน…
จันทร์เจ้าขา ภาค ๒๑๓ ปณ.ของฉัน…


    วันนี้อากาศยามเช้าสดใส ที่ด้านนอก ยวดยานบนถนน
    อโศกดินแดงคับคั่งเช่นทุกวัน เสร็จภาระกิจ ผมนำเจ้าจักร
    ยานออกจากที่พักมุ่งหน้าสู่ที่ทำงาน ก่อนจะเดินทาง ภาพ
    โบสถ์ฟาติมา กับรถราบนท้องถนนเป็นภาพแรกสำหรับวันนี้
    
    	


    ผมมุ่งตรงสู่ตลาดขวัญพัฒนา ซึ่งเป็นทางผ่านไปที่ทำงาน 
    ทักทายกับแม่ค้าข้าวแกง และคุณลุงที่ผมคุ้นเคย บรรยากาศ
    ยามเช้ากับอาหารจานแรก มื้อนี้มีไข่พะโล้กับแกง
    เขียวหวานไก่ใส่มะเขือ เพียงจานละสิบห้าบาท น้ำแข็ง
    เปล่าฟรี ก็ดูดี เรียบง่ายและประหยัด
    
    	


    คลีโอพัตรา แหล่งบันเทิง ยามราตรีเปิดไฟประดับประดา
    อย่างวิจิตรพิสดาร มีนักท่องเที่ยวและคนชอบเที่ยวดึกมาใช้
    บริการอย่างไม่ขาดสาย การออกแบบคล้ายรูปปิรามิดที่โด่ง
    ดังในต่างประเทศ ด้านบนสุดมองจากทางด่วนจะมีตัว
    สฟิงค์ สัตว์ที่คอยปกปักษ์รักษาปิรามิด ความแปลกเป็นจุด
    เด่นของเจ้าสถานบริการแห่งนี้
    
    
    	


    ตึกถูกทิ้งร้างด้วยพิษภัยของเศรษฐกิจ ผลพวงแห่งความ
    ฟุ่มเฟือย ราเกรส สักเสนา หนีไปอยู่แคนนาดา ธนาคาร
    หลายแห่งที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องพลอยล้มตายไปด้วย 
    เงินหลายหมื่นล้านมาจมกองที่นี่ มันตั้งตระหง่านอยู่ติดกับ
    ที่ทำงานของผมเอง บริเวณกว้างขวาง ทางขึ้นทางลงออก
    แบบไว้ดีเยี่ยม หากแต่ขาดการบำรุงรักษา จึงดูเงียบเหงา 
    ศาลพระภูมิองค์สีดำ มีประชาชนมาสักการะอยู่เรื่อย ๆ ผม
    เองยกมือไว้ท่านประจำ ขอพรท่านให้โชคดีและแคล้วคลาด
    
    
    	


    ที่ทำงานของผมเป็นอาคาร สองคูหา สูงสี่ชั้น มีชั้นลอยและ
    ดาดฟ้ารับลมเย็นสบาย ผมมักใช้ที่นี่เป็นที่ผ่อนคลาย บางที
    ก็มานั่งสมาธิที่นี่ มันโปร่งโล่งใจดี 
    
    	


    มองไกลออกไป เห็นภาพของกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจนใน
    หลายระดับ ตึกน้อยใหญ่กลาดเกลื่อนเรียงรายมากมาย จน
    เหลือคณานับ 
    
    	


    ทางด่วน ทางล่าง ทางเล็ก ทางน้อย ยั้วเยี้ยเป็นเส้นเลือด
    ใหญ่น้อย หล่อเลี้ยงเมืองหลวงให้ดำรงอยู่ได้ 
    
    
    	


    เศรษฐกิจเป็นเรืองของการติดต่อซื้อขาย พบปะพูดคุยกัน 
    โดยมีผลกำไรมาเป็นแรงจูงใจ เป็นระบบการค้า การลงทุน 
    มุ่งแสวงหา และกอบโกย 
    
    	


    ยามใดที่มีข่าวว่า ที่นั่นดี บริษัทนั้นดัง หุ้นก็จะขึ้น แมงเม่า
    ทั้งหลายก็จะหลงบินไปชนกองไฟ ให้ตายตกไปตามกัน 
    อย่างมากมาย
    
    	


    ผมเฝ้ามองกรุงเทพฯด้วยความประหลาดใจ ทิศทางของ
    เมืองใหญ่นี้ แผ่วงกว้างออกไป จนสุดลูกหูลูกตา แต่ทว่าศีล
    ธรรม จรรยากลับเสื่อมค่า ถอยหลัง จนน่าใจหาย
    
    
    	


    ที่บ้านนอกของผมแม้จะไม่ยิ่งใหญ่ แต่ก็กว้างขวางไปด้วย
    ท้องทุ่งนา ภายในจิตใจก็ยิ่งใหญ่กว้างขวาง เอื้ออารี มีน้ำใจ
    ให้แด่กัน ผมว่าเมืองฟ้านี้นับวันยิ่งใหญ่ออกไป แต่จิตใจ
    ของคนยิ่งแคบลง เมืองยิ่งเจริญ ปัญหาต่าง ๆ ก็ตามมามากมาย 
    
    	


    นึกถึงควายที่บ้านนอก หากใครเอาเสื้อผ้าไปให้มันสวมใส่ 
    มันคงจะอาย จนไม่กล้าเดินไปไถเลยแหละครับ คุณผู้อ่าน..
    
    	
โดยคุณ : โก๋ 2000 ปี [วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน 2544 - 09:28:40 น.]

กลับหน้าหลักครับ back to memu