| มีคำถามว่า |
จะมีแผนสื่อโฆษณาที่ช่วยให้การโฆษณาสินค้านี้ประสพความสำเร็จในการสื่อสารและในขณะเดียวกัน
คุ้มค่า ไม่สิ้นเปลือง หรือศูนย์เสียเปล่า ทั้งเงินและเวลา |
|
| คำตอบ |
มีแน่นอนเพราะแผนที่คิดขึ้นมา เสมือนหนึ่งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาของสินค้านั้นๆ
ในสภาพการแข่งขันในช่วงเวลานั้นๆ เท่านั้น ซึ่งไม่มีอะไรที่แน่นอน หรือแผนสำเร็จรูป
ที่ใครๆ เห็นว่าเขาใช้แล้วดี คิดจะนำไปใช้บ้าง แล้วจะได้ผลอย่างเดียวกัน เพราะอะไร
หรือครับ เพราะสินค้าแต่ละตัว มีตัวตนและวิญญาณที่ไม่เหมือนกัน แตกต่างกันตามสภาพขององค์ประกอบอื่นๆ
ที่ก่อร่างเป็นสินค้า ไม่ว่าจะเป็นตัวตนของสินค้า ผู้บริโภค หรือแม้แต่ขายของในแต่ละพื้นที่ก็ยังต้องใช้วิธีไม่เหมือนกันปรับตามสภาพตลาด |
|
| |
เทคนิดของการวางแผนสื่อโฆษณา นั้น พอจะแบ่งได้เป็น
3 แบบ คือ |
|
| |
1. Continuous Scheduling:เป็นการวางแผนเพื่อให้มีการโฆษณาตลอดทั้งปี |
|
| |
|
|
| |
2. Pulsing Scheduling เป็นแผนที่มีการใช้เงินเพิ่มขึ้นมาเป็นจังหวะ
(ช่วงหนึ่ง) จากแผนปกติของ Continuous |
|
| |
|
|
| |
3. Flighting Schedulig เป็นแค่ช่วงหนึ่ง ข่วงเดียว และที่เหลือก็ไม่มีการโฆษณา
เป็นแผนที่มุ่งเน้นไปที่น้ำหนักของการโฆษณา ของจำนวนครั้งที่เห็นโฆษณา (frequency)
ต่อกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง เช่นในช่วงที่ทำการส่งเสริมการขาย
หรือต้องการสร้างการรับรู้ |
|
| |
|
|
| |
ระหว่าง Flighting และ Pulsing ที่คิดว่าน่าจะใช้แล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด |
|
| |
แนะนำสินค้าใหม่ (New Product) |
|
| |
- ช่วงสำคัญที่จะทำให้เกิดการรับรู้ และเห็นแจ้งถึงความแตกต่างกับสินค้าคนอื่นอย่างไร
รวมทั้งสถานที่ที่จะซื้อหาสินค้ามาใช้ได้ที่ไหน ที่ต้องการโฆษณาอย่างมากมาย
- ช่วงเวลาที่ ขายสินค้านี้มากที่สุด เช่น รองเท้านักเรียน ก็ต้องก่อนเปิดเทอมใหญ่
ขายครีมผิวแตกผิวแห้ง ต้องหน้าหนาว
- โฆษณาเพื่อแนะนำ สาระใหม่ คุณค่าใหม่ ส่วนผสมใหม่ ที่จำเป็นต้องการน้ำหนักของการย้ำเตือนโฆษณา
ไปยังกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด
- สินค้าที่มีคู่แข่งมาก และแข่งขันสูงมีการใช้เงินโฆษณาของสินค้าค่อนข้างมาก
- และสินค้าที่มีเงินโฆษณาไม่มากเท่าคู่แข่งแล้ว แผนการอัดเงินเข้าไปในช่วงใด
หรือเพียงช่วงหนึ่ง (ทุ้มหมดตัวแค่ช่วงเดือนเดียว หรือ สิบวัน หรือ เจ็ดวัน
ส่งผลให้โฆษณาสินค้าที่มากกว่าคู่แข่ง จนเกิดกระแส การหลั่งไหล ของจำนวนครั้งที่มากกว่าคู่แข่งได้
แม้ว่าจะเป็นแค่ช่วงหนึ่ง แต่ก็ทำให้มีโอกาสที่จะแย่งชิงส่วนแบ่งก็มีสูง
- หรือแม้เป็นสินค้าที่ตลาดมีคู่แข่งน้อย ซึ่งจะใช้แผนนี้ก็ได้ แทนที่จะใช้แผนโฆษณาอย่างต่อเนื่องได้
ก็เพราะแผนนี้เป็นการบริหารเงินโฆษณา ตามจังหวะและช่วงเวลาที่สอดคล้องกับการขายสินค้า
ว่าช่วงไหนน่าจะต้องใช้เงินมาก หรือน้อย หรืองดบางเดือนก็ยังทำได้ หรือในกรณีที่สินค้าที่มีเงินไม่ค่อนมาก
แต่ก็ต้องยอมรับกันก่อนว่า การทำอย่างนี้อาจจะส่งกิจกรรมตลาดอื่น ที่อาจจะต้องตัดทิ้งเพื่อนำเงินมาใช้แทน
- สินค้าที่มีความแตกต่างน้อย หรือเหมือนๆ กัน การโหมโฆษณาในลักษณะของแผนนี้
จัวหวะที่โหมโฆษณา ส่งผลให้เกิดความโดดเด่นของตัวสินค้าเกิดขึ้นได้ทันที
(โฆษณาถี่ จนกลืนโฆษณาของคู่แข่ง คนดูจำสินค้าของเราแทนที่จะจำของคนอื่น)
- เป็นสินค้าที่มีคนรู้จักค่อนข้างน้อย และต้องการสร้างการรับรู้ และผลต่อการโฆษณาทันที
- หากเป็นแผน ส่งเสริมการขาย แข่งกับคู่แข่งที่เน้นภาพลักษณ์ หรือ หนังที่ให้ความบันเทิง
ตลก แข่งกับสินค้าที่เน้นเรื่องของอารมณ์ หรืออื่นๆ เป็นในลักษณะของกระชาก
เปลี่ยนทันที แผนสื่อโฆษณาแบบนี้จะดูเข้าและเหมาะสมกว่า
|
|
| ระวัง ๆ |
ข้อควรระวังของการใช้แผน Flighting และ Pulsing |
|
| Flighting |
- เมื่อจำเป็นต้องใช้แผนนี้แล้ว จะมัวกล้าๆ กลัวๆ แบบ ไม่กล้าทำ หรือเจอครึ่งทาง
แผนนี้จะไม่ประสพความสำเร็จ หรือเรียกว่าอย่าทำจะดีกว่า
- สินค้าที่มีการซื้อใช้ซ้ำของผู้บริโภคเร็ว น่าจะทำได้ดีกว่า เช่น เครื่องดื่มน้ำอัดลม
มะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนม ลูกอม เป็นต้น
- ผลของการใช้แผน Flighting นี้มีผลโดยตรงต่อกลุ่มเป้าหมายหน้าใหม่ มากกว่ากลุ่มอื่นๆ
ยิ่งโดยเฉพาะกลุ่มที่จงรักภักดีต่อยี่ห้อสูง หรือคนมีอายุ (ต้องใช้จำนวนครั้ง
เพื่อให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง)
|
|
| Pulsing |
- ผลต่อการใช้แผนนี้ ส่งผลโดยตรงต่อเงินโฆษณาระดับหนึ่ง คือต้องมีมาก
- ส่งผลต่อกลุ่มเป้าหมายที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายเดิมและกลุ่มใหม่
- ส่งผลดีต่อตราสินค้า ที่ส่งผลต่อเนื่องกับสินค้าตัวอื่นๆ เช่น ยี่ห้อ
ลักซ์ โฆษณาสบู่ ส่งผลต่อสินค้าตัวอื่นๆ ด้วยเช่น ยาสระผม
|
|
| ข้อได้เปรียบ |
Flighting และ Pulsing |
|
| |
- เป็นการทะลุ ทะล่วง ด้วยการใช้เงินโฆษณาเหนือสินค้าคู่แข่งได้
- สร้างหรือปลุกกระแสในช่วงที่ออกโฆษณาได้ ส่งผลต่อเนื่องต่อ กลุ่มเป้าหมายอื่นๆ
เช่น ร้านค้า ตัวแทนเพื่อให้เกิดการซื้อหรือความร่วมมือได้
- ภาพของเจ้าบุญทุ่ม แม้จะเป็นแค่ช่วงสั้นๆ ว่าเราใช้มากกว่าคู่แข่ง หรือมีมากกว่าปกติ
- เป็นแผนที่ดีสำหรับการนำเสนอโฆษณาแบบ Series มีหลายเรื่อง และต้องการออกโฆษณาต่อเนื่อง
- โดยเฉพาะสินค้าภายใต้ผู้ผลิต เช่น ยูนิลิเวอร์ นอกจากได้ผลจากการโฆษณาของสินค้าแล้วยัง
จะส่งผลต่อ หรือสินค้าอื่นภายใต้ชื่อผู้ผลิตเดียวกันได้รับอนิสงฆ์นี้ด้วย
|
|
| ข้อเสีย |
เปิดจังหวะ หรือช่วงเวลา ที่ไม่มีโฆษณาของสินค้า ให้คู่แข่งได้เข้ามาแย่งชิงตลาดได้
หากคำนึงผลประสิทธิ์ภาพต่อการใช้เงิน อาจจะไม่ดี เพราะเป็นการสร้างแผนที่มุ่งเน้นจำนวนครั้ง
ความถี่ เมื่อเทียบหาค่าประเมินผลการใช้เงิน ผลออกมาจากมีค่าสูง หากคนไม่เข้าใจ
จะหาว่าไม่มีประสิทธิ์ภาพของการใช้เงิน
จำนวนครั้งที่โฆษณา ที่คนเห็น จัดว่าต้องค่อนข้างมาก ส่งผลต่อภาวะของการเบื่อโฆษณา
(Ad. Wearout) ได้เร็วกว่าปกติ
|
|
| |
แผน Continuity ที่ทำได้ผลดีที่สุดต่อการโฆษณา
|
|
| ข้อดี |
- ในจำนวนเงินที่มากพอเพียง ที่จะจัดน้ำหนังของการโฆษณาได้อย่างต่อเนื่อง
ที่ดูไม่น้อยหรือมากเกินไป ต่อการสร้างผลในการโฆษณาไม่ว่าจะเป็นเข้าถึง
(Reach) คนเห็นโฆษณาและจำนวนครั้ง (effective frequency.)
- เหมาะมากกับสินค้าที่มีขบวนการตัดสินใจซื้อสินค้าที่ยุงยาก หรือมีขั้นตอนมาก
เช่น รถยนต์ บ้าน (high product category purchase involvement ) จำเป็นต้องให้ข้อมูลและย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลา
- เหมาะกับสินค้าที่ซื้อครั้งเดียว กว่าจะซื้อใช้ใหม่ ต้องใช้เวลานาน (Long
Product Life Cycle)
- เหมาะสินค้าที่มีคู่แข่งน้อย หรือยังไม่มีสินค้าคู่แข่งในตลาด
- เหมาะมากกับสินค้าที่เป็นอันดับหนึ่ง(ผู้นำตลาดมีส่วนแบ่งมากเป็นที่หนึ่ง)
หรือเป็นสินค้าที่มีตราสินค้าติดตลาด เป็นที่หนึ่งในดวงใจ คนจดจำได้ ไม่จำเป็นต้องโฆษณากันหลายครั้ง
แค่ครั้งสองครั้งก็พอ
- เหมาะกับสินค้าที่ไม่มีฤดูการขาย คือขายได้ตลอดทั้งปี
|
|
| ข้อเสีย |
เงินที่ถูกเฉลี่ย เพื่อให้มีเงินโฆษณาได้ตลอดทั้งปี
ซึ่งตรงนี้หากน้อยเกินกว่าที่น่าจะเป็น ก็ส่งผลที่ไม่ดีต่อการโฆษณาสินค้า หรือไม่ส่งผลต่อการรับรู้
หรือ สร้างความแตกต่างของตราสินค้าได้เพื่อให้เร่งให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจซื้อสินค้า
|
|
| สรุป การวางแผนสื่อโฆษณา |
- เป็นเรื่องของการตัดสินใจว่า แผนสื่อโฆษณาในครั้งเพื่อโหมหนักโฆษณาในช่วงเวลาหนึ่ง
โดยต้องจัดสรรเงินโฆษณาทั้งหมดหรือส่วนใหญ่มาใช้ในเวลานั้น และยอมให้เวลาอื่นที่เหลือน้อยหรือไม่มีโฆษณา
หรือว่าต้องการสร้างความสม่ำเสมอ เป็นการย้ำเตือนต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาทั้งปี
เพื่อให้ยังคงเห็นและจดจำสินค้าได้ตลอดไป (Trade-off between intensity
of effects and durable)
- ในสถาพการณ์ของสินค้า ณ เวลาหนึ่ง เมื่อเปลี่ยนไป แผนที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ได้ดี
อาจจะใช้ไม่ได้ผลอีกครั้งก็เป็นไปได้
- การเลือกทางเลือกที่ใช้ในการแก้ปัญหาของสินค้า ขนาดของพื้นที่ที่ต้องการว่าจะมากหรือน้อยเพียงไร
มีผลต่อการทำแผนสื่อโฆษณาว่าควรจะเลือกใช้แผนไหนจึงจะเหมาะสมทั้งสิน
|
|
| |
หากสมมุติสภาพการตลาดของสินค้า ภายใต้สถานะการณ์เหล่านี้ ทำให้ได้เรา
ควรจะใช้แผนสื่อในแผน Flighting หรือแผน Continuity ว่าแผนไหนจะเหมาะสมกว่ากัน
ตามเงื่อนไข |
|
| |
| สภาพการตลาด |
แผนที่ควรจะใช้ Flighting |
แผนที่ควรจะใช้ Continuity |
| เงิน (Budget) |
น้อย (Low) |
มาก(High) |
| Brand awareness |
ไม่มีใครรู้จัก(น้อย) |
มีคนรู้จัก(มาก) |
| Ad. Awareness |
เห็นหรือมีโฆษณาน้อย |
เห็นหรือมีโฆษณามาก |
| Product Position |
สินค้าใหม่ |
สินค้าที่ติดตลาด(Established) |
| |
ส่วนแบ่งตลาดต่ำ (Low SOM) |
ส่วนแบ่งตลาดมาก (Dominant) |
| รอบการซื้อใหม่ Purchase Cycle |
สั้น (Short, Regular) |
ยาว (Long, Regular) |
| Seasonality |
สินค้ามีฤดูกาล น่าขาย |
ขายตลอดทั้งปี (Non-Seasonal) |
|
|