กลับหน้าแรก


มิราเคิล(ต้นไม้มหัศจรรย์ ที่เปลี่ยนความเปรี้ยวให้เป็นความหวานได้)

ผลไม้ชนิดนี้มีชื่อทางพฤกศาสตร์ว่า Synsepalum dulcificum เป็นพืชพื้นเมืองของแอฟริกาตะวันตกเขตร้อน มีผลขนาดเล็ก (เท่าเมล็ดถั่วลิสง) สีแดง เนื้อในสีขาว มีรสหวานจัด แต่ปราศจากน้ำตาลจึงไม่มีแคลอรี่แต่อย่างใด สามารถแทนน้ำตาลสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน และผู้ที่ต้องการลดความอ้วนได้เป็นอย่างดี ไม่มีผลร้ายแทรกอื่น ๆ ติดตามมาในภายหลังเหมือนกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้แทนน้ำตาลชนิดอื่นเช่น cyclamate, ที่ได้ถูกห้ามใช้อย่างเป็นทางการในหลายประเทศ saccharine (ขันฑสกร) ก็มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็ง อีกทั้งยังมีรสชาติไม่เหมือนกับน้ำตาลที่แท้จริง ในปัจจุบัน ผลไม้มหัศจรรย์นี้ กำลังได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในเรื่องของความมีพิษที่อาจแฝงอยู่โดยสถานปฏิบัติการของกองทัพบกสหรัฐ ที่เมือง Natick รัฐ Massachusetts บริษัท Meditron แห่งเมือง Wayland, รัฐ Massachusetts ก็กำลังรีบพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผลไม้มหัศจรรย์ในทางการค้าอย่างไรก็ตาม เป็นที่เชื่อว่าผลิตภัณฑ์นี้จะยังไม่ออกสู่ตลาดจนถึงปี 2517 แม้ว่าชาวกาน่า (ในแอฟริกา) ได้ใช้ประโยชน์ของผลไม้ชนิดนี้มานับร้อย ๆ ปี และองค์การอาหารและเกษตร แห่งสหประชาชาติจะได้เห็นชอบด้วยกับการใช้ประโยชน์นี้แล้ว
ผู้ที่ค้นพบคุณค่าของผลไม้มหัศจรรย์นี้ไม่ใช่นักโภชนาศาสตร์ แต่เป็นศาสตราจารย์ทางจิตวิทยาแห่งคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยลในสหรัฐอเมริกา ชื่อ Mrs. Limda Summerfield เธอสนใจงานเรื่องจิตวิทยาของการลิ้มรส เมื่อได้ไปพบและลองชิมผลไม้นี้ในปี 2509 ในเมืองไมอามี่ รัฐฟลอริดา จึงเริ่มงานทดลองเกี่ยวกับผลไม้มหัศจรรย์อย่างกว้างขวาง พืชมหัศจรรย์ นักชีวเคมีแห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐฟลอริดา ได้พบว่า ตัวการที่ทำให้เกิดความหวานในผลไม้ชนิดนี้คือ glyedprotein อันเป็นโปรตีนที่มีน้ำตาลติดอยู่ด้วย สารนี้จะไปเคลือบลิ้นชั้นบาง ๆ ติดอยู่นานประมาณ 1 ชม. ซึ่งอยู่ในระหว่างนั้น การลิ้มรสจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เช่น มะนาว จะมีรสคล้าย Lemomade (น้ำมะนาวที่มีน้ำตาลผสมอยู่ด้วย) ผลสตอเบอรี่ที่ดิบจะมีรสเหมือนผลที่สุกคล้ายกับว่าถูกเคลือบด้วยน้ำตาลที่มีรสหวานอยู่มาก
บริษัท Meditron ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากผลไม้มหัศจรรย์ และได้ชื่อทางการค้าของน้ำคั้นผลนั้นว่า Mirlin, แล้วยังได้ทดลองผลิตด้วยยาในรูปของเม็ดที่มีตัวยาประมาณ 1/4 ของผลด้วย ขณะนี้บริษัท Medilin, ได้ทดลองปลูกต้นไม้ชนิดนี้ในเรือนกระจก ในเมือง Sudbry เป็นจำนวนถึง 1 แสนต้น และหวังว่าจะขยายการปลูกให้ได้ประมาณ 1 ล้านต้น ในเมือง Sudbry และในที่อื่น ๆ เช่น ที่เปอร์โตริโก บราซิล เวเนซุเอลา และ ปานามา ซึ่งมีภูมิอากาศเหมือนถิ่นเดิมของผลไม้ประหลาดนี้ นาย Robert Haivoy ประธานกรรมการบริษัท Meditron เคยเป็นศิษย์ของ Mrs.Sumrmerfield, มีแผนการนี้จะสร้างผลิตภัณฑ์นี้เป็นการใหญ่โตในขณะเดียวกันก็ได้ทดลองเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์นี้ในเมนูอาหารต่างๆ เขาได้ทำนายว่าในอนาคตเม็ดผล Mirlin จะมีราคาเพียงเท่าเทียมกับเม็ดไวตามิน

ต้นมหัศจรรย์ (Miracle)
ต้นมหัศจรรย์ (Mircle) ต้นไม้มหัศจรรย์จัดได้ว่าเป็นต้นไม้ที่แปลกประหลาดและหายากชนิดหนึ่ง มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันตก ขนาดทรงพุ่มกระทัดรัด ผลมีสีแดงสดใสออกผลเกือบตลอดปี มีคุณสมบัติเด่นคือ เมื่อออกดอกจะมีกลิ่นหอมเย็น ส่วนผลเมื่อทานแม้เพียงเล็กน้อยภายในเวลาเพียง 1 นาที แล้วไปกินผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว มะม่วง มะขาม มะดัน ระกำ ฯลฯ จะทำให้รสเปรี้ยวนั้นเปลี่ยนเป็นหวานทันที ถ้าเป็นผลไม้ที่หวานอยู่แล้วจะหวานเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า อยู่ได้นานประมาณ 1 ชม. ประโยชน์ ใช้แทนน้ำตาลสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องการลดความอ้วน
การปลูกเลี้ยง ต้นไม้มหัศจรรย์มีนิสัยที่ชอบความชื้นสูง ไม่ชอบแดดจัด ถิ่นดั้งเดิมคงจะขึ้นในป่าภายใต้ต้นไม้ใหญ่ การปลูกเลี้ยง จึงควรพลางแสงให้บ้าง ประมาณ 50% ดินปลูก ควรเป็นดินที่มีอินทรียวัตถุสูง ร่วนโปร่ง เช่น ดินขุยไผ่ หรือ ดินหมักจากใบก้ามปูร่วมกับเปลือกมะพร้าว สับเป็นชิ้นในอัตรา 2:1 เพื่อให้กาบมะพร้าวสามารถดูดซึมน้ำให้มีความชุ่มชื้นนั้นเอง โดยควรรดน้ำทุกวัน การดูแลรักษา ในระยะเล็กนั้นจะโตช้ามาก ควรใส่ปุ๋ยสูตร 27-5-5 ละลายน้ำประมาณ 2-3 ช้อนต่อน้ำ 10 ลิตร รดให้ทุก 10 วัน หลังจากมีอายุ 1 ปีแล้ว ควรเปลี่ยนสูตรปุ๋ยเป็น 16-16-16 หรือ 15-30-15 อัตรา 2-3 ช้อน ต่อน้ำ 10 ลิตร รดให้ทุกเดือนหรือปุ๋ยมูลค้างคาว 1 ช้อนโต๊ะทุก ๆ เดือน การให้ผล ถ้าได้รับการดูแลดีพอสมควรจะออกดอกภายใน 2 ปี และจะทะยอยออกดอกเรื่อยๆ แต่จะติดผลมากในช่วงฤดูหนาว คาดว่าในอนาคต วงการแพทย์แผนไทย จะได้พัฒนาใช้ประโยชน์จากผลของต้นไม้มหัศจรรย์นี้บ้างแล้ว เหมือนกับที่ชาวกาน่าในแอฟริกาที่ได้ใช้ประโยชน์จากผลไม้นี้มานับร้อยปีแล้ว

    

พืชเศรษฐกิจอนาคตสดใส

ต้น มิราเคิล (Miracle Fruit) ไม่ใช่ผลไม้พื้นเมืองของไทย เป็นไม้ผลพื้นเมืองของประเทศกานา ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศคล้ายคลึงกับภาคใต้ของประเทศไทย คุณสมบัติพิเศษของต้นมิราเคิล หรือที่หลายคนเรียกว่า "พืชมหัศจรรย์" คือ ผลสุกแก่จะมีสีแดงสดใส เมื่อรับประทานผลสุกแก่เข้าไปแล้ว ในผลมีสารไกโคโปรตีน ซึ่งสารนี้จะไปเคลือบผิวของลิ้นอยู่นานประมาณ 1-2 ชั่วโมง เมื่อรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว มะยม ระกำ ตามเข้าไปจะไม่รู้สึกเปรี้ยว ในทางตรงกันข้ามกลับกลายเป็นรสชาติหวานคล้ายน้ำตาล
ขณะนี้ มีคนไทยหลายราย ได้นำเอาเมล็ดของผลไม้มหัศจรรย์นี้มาปลูก เก็บเมล็ดและเพาะต้นขาย (ยังไม่พบว่ามีคนขยายพันธุ์เพื่อปลูกเพื่อเก็บผลจำหน่าย ในปัจจุบัน) คนที่ขายต้นตอนนี้มีอยู่ไม่กี่เจ้า การขยายพันธุ์ไม้ชนิดนี้ในปัจจุบันใช้วิธีการเพาะเมล็ด ส่วนการตอนก็ทำได้ แต่ข้อมูล พบว่า ออกรากช้ามาก มิราเคิล เป็นต้นไม้ที่มีขนาดทรงพุ่มเล็ก มีการเจริญเติบโตช้ามาก ชอบความชื้น สูง ไม่ชอบแดดจัด (สภาพเดิมเกิดในป่า ร้อนชื้น เจริญเติบโตอยู่ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ ) มีการออกดอกติดผลตลอดทั้งปี หลังจากปลูกไปได้ 2 ปี และจะทยอยออกดอกไปเรื่อย ๆ แต่จะพบการติดผลมากในช่วงฤดูหนาวไม่นานมานี้ ได้ติดตามรายการโทรทัศน์ รายการหนึ่ง ได้มีคุณหมอ 2 ท่าน มีการกล่าวถึง โอกาสของการนำผลไม้ชนิดนี้ ไปใช้ประโยชน์ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และมีการเล่าให้ฟังว่า คนที่เป็นเบาหวาน ถึงจะรู้สึกร้อนและกระหายอย่างไร ก็จะไม่มีโอกาสดื่มน้ำมะนาวแช่เย็นชื่นใจให้อร่อยได้ เพราะต้องงดน้ำตาล แต่ถ้ากินผลไม้ชนิดนี้ก่อน แล้วทำน้ำมะนาวดื่มโดยไม่ใส่น้ำตาลก็อร่อยได้เหมือนกับน้ำมะนาวปกติ มันก็เป็นสิ่งที่แปลกดี และยังมีการยกตัวอย่างอีกเรื่อง เช่น มะม่วงมัน ที่มีรสเปรี้ยวมากไปนิด หรือมะม่วงที่เก็บอ่อนไป ถ้ากินมิราเคิลไปก่อนกินมะม่วง จะรู้สึกว่าหวานอร่อย อย่างนี้คนเป็นเบาหวานก็เก็บมะม่วงที่อ่อนสักนิด น้ำตาลไม่มาก เอามาบ่มให้สุก ก็น่าจะอร่อยได้เหมือนกัน ล่าสุด วันนี้เอง 28 กพ.46 ในหนังสือพิมพ์มติชน ก็ยังมีคนหัวใสเป็นผู้ใหญ่บ้านแถวๆสมุทรสาคร ประชาสัมพันธ์ผลไม้ชนิดใหม่ ชื่อ เทพสาคร อ่านไปอ่านมาก็เจ้า มิราเคิล ของกานานี่เอง

"มิราเคิล" ไม้มหัศจรรย์ เปรี้ยวเป็นหวาน ญี่ปุ่นสั่งอื้อ

"มิราเคิล" หรือต้นมหัศจรรย์ ผลไม้แปลกประหลาด กินแล้วสามารถเปลี่ยนรสชาติ เปรี้ยวให้เป็นหวานได้ มีฤทธิ์นาน ครึ่ง - 1 ชม. มีชื่อในทางพฤกษศาสตร์ว่า Synsepalum dulcificum ญี่ปุ่นสั่งนำเข้าเพื่อสกัดเป็นสารแทนน้ำตาล ใช้ลดความอ้วน และกินกับไวน์ทำให้รสชาติดีมาก และนอกจากนี้ยังมีประเทศมาเลเซีย และไต้หวัน สั่งซื้อตามอีกเพียบ ไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดจากแอฟริกาตะวันตก สามารถเพาะพันธุ์และเติบโตออกผลได้ดีมากในประเทศไทย ซึ่งสวนที่เพาะพันธุ์มากในเขตมีนบุรี ตั้งแต่ปี 2528 และเชื่อว่า วงการแพทย์แผนไทย น่าจะได้พัฒนาประโยชน์จากผลไม้ของต้นมหัศจรรย์นี้ในอนาคต ท้าพิสูจน์ผลไม้มหัศจรรย์ "มิราเคิล" ผลไม้หายากและแปลกประหลาด กินเพียงเล็กน้อย เปลี่ยนรสชาติเป็นหวาน มีฤทธิ์นานครึ่ง-1 ชั่วโมง กระทั่งกินมะนาวตาม ยังเปลี่ยนรสชาติเป็นหวานทันที
เผยญี่ปุ่นสั่งนำเข้าเพียบ สกัดเป็นสารแทนน้ำตาล ใช้ลดความอ้วน แถมกินกับไวน์ ได้รสชาติเยี่ยม มาเลเซีย ไต้หวัน แห่สั่งซื้อตาม ชาวสวนแนะแพทย์แผนไทยนำไปใช้ประโยชน์ แม้คนไทยจะยังไม่รู้จักแพร่หลายนัก แต่ผลไม้ที่ได้จากต้นมหัศจรรย์ หรือมิราเคิล ชื่อในทางพฤกษศาสตร์ว่า Synsepalum dulcificum กำลัง ฮือฮากลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญจากประเทศไทยไปขายยังประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้สกัดเป็นสารแทนน้ำตาล ใช้ลดความอ้วน และส่งเสริมการขาย "ไวน์" ในหมู่วัยรุ่นชาวญี่ปุ่น จนได้รับความนิยมใช้กินก่อนดื่มไวน์ได้ทุกยี่ห้อ ทำให้มีรสชาติอร่อยที่สุด
นายบรรจง สุขดี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตมีนบุรี เปิดเผยว่า ต้นไม้มหัศจรรย์นี้ ได้รับการส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ในสินค้าของดีเมืองมีนบุรี ตามโครงการหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน เป็นอาชีพเสริมที่จะกลายเป็นอาชีพหลักในอนาคตได้ คุณสมบัติของต้นมหัศจรรย์ คือมีพุ่มกะทัดรัด ผลมีสีแดงสดใส ออกผลเกือบตลอดปี มีกลิ่นหอมยามดอกบาน ที่สำคัญคือผลของต้นมหัศจรรย์ เมื่อกินผลเข้าไปเพียงเล็กน้อย ภายในเวลาเพียง 2 นาที จากนั้นเมื่อกินผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว มะม่วง มะขาม หรือมะดัน จะส่งผลทำให้ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวดังกล่าวมีรสชาติกลายเป็นหวานทันที ซึ่งผลดังกล่าวจะกินเวลานาน ครึ่ง-1 ชั่วโมงเลยทีเดียว "ต้นมหัศจรรย์ นี้ มีถิ่นกำเนิดจากแอฟริกาตะวันตก สามารถเพาะพันธุ์และเติบโตออกผลได้ดีมากในประเทศไทย ซึ่งสวนที่เพาะพันธุ์มากในเขตมีนบุรี คือสวนของนายประยูร หวังโสม ขณะนี้ ได้ตั้งเป้าที่จะเพิ่มปริมาณการเพาะพันธุ์ให้ได้ 10,000 ต้น เพื่อสนองความต้องการของตลาดส่งออก ทั้งในประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย และไต้หวัน กำลังให้ความสนใจมาก" นายบรรจง กล่าว
ขณะที่เจ้าของสวนต้นมหัศจรรย์ นายประยูร เปิดเผยกับ "คม ชัด ลึก" ว่าได้เริ่ม ปลูกมาตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา โดยเริ่มต้นได้ส่งออกไปขายที่ประเทศญี่ปุ่น ในลักษณะของการส่งเป็น "กล้าไม้" แต่สภาพอากาศที่นั่นไม่เหมาะสม ผลผลิตไม่ได้มากเพียงพอ ทางญี่ปุ่นจึงหันมาสั่งเป็นผลของต้นมหัศจรรย์ "ที่ญี่ปุ่น เขาใช้ผลไม้สดๆ จัดวางไว้บนโต๊ะดื่มไวน์ของร้านอาหาร หรือร้านกาแฟ ทำให้เพิ่มรสชาติ และไม่ต้องใส่น้ำตาลในกาแฟมาก จนกลายเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นอย่างแพร่หลาย และนักวิชาการญี่ปุ่นยังได้นำผลไม้ไปวิเคราะห์ และสกัดทำเป็นน้ำตาลก้อนลดความอ้วน ทำให้กลายเป็นธุรกิจที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ขณะนี้กำลังเร่งขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่า เพื่อให้ได้ปริมาณเพียงพอสำหรับการส่งออกไปยังต่างประเทศ นายประยูร กล่าวด้วยว่าขณะนี้ความมหัศจรรย์ของผลไม้ดังกล่าว ได้แพร่หลาย กระทั่งมีนักธุรกิจจากมาเลเซียและไต้หวัน เข้ามาติดต่อเพื่อสั่งซื้อด้วย ซึ่งคาดว่าในประเทศไทยเอง โดยเฉพาะวงการแพทย์แผนไทย น่าจะได้พัฒนาใช้ประโยชน์จากผลของต้นไม้มหัศจรรย์นี้ในอนาคต
มิราเคิล กลับมาได้รับความสนใจในวงการสมุนไพรไทย

ผล "มิราเคิล" (MIRACLE FRUIT) หรือ ผล "มหัศจรรย์" กลับมาได้รับความสนใจจากคนไทยในวงกว้างอีกครั้งหนึ่งแต่เดิมจะรู้จักในหมู่คนที่รักต้นไม้และจัดเป็นผลไม้แปลกที่หายากและมีความมหัศจรรย์ตรงที่ เมื่อใครได้รับประทานผลมิราเคิลไปแล้ว รับประทานผลไม้ที่รสชาติเปรี้ยว เช่น มะนาว,มะยม ฯลฯ รสชาติจะเปลี่ยนจากเปรี้ยวเป็นหวาน ผลมิราเคิลได้รับความสนใจในเรื่องของการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์ มีการตั้งข้อสังเกตว่าคนของประเทศกานาได้รับประทานผลมิราเคิลมานานนับร้อยปีน่าจะเป็นผลไม้ที่มีความปลอดภัย
ประโยชน์ที่คาดว่าน่าจะได้ในวงการแพทย์มีอยู่ 2 ประการ คือ ช่วยให้ผู้ป่วยที่เบื่ออาหารรับประทานอาหารได้ดียิ่งขึ้นและนำมาใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานที่มีความต้องการรสหวานแต่ไม่ต้องการใช้น้ำตาล ในวงการวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิเคราะห์พบว่าในผลมิราเคิลนั้นมีสารจำพวก "ไกลโคโปรตีน" ที่มีชื่อว่า "มิราคูลิน" และมิราคูลินนี้สามารถเปลี่ยนรสของรสเปรี้ยวได้ดีแต่เปลี่ยนรสขมได้บ้างแต่น้อย ถึงแม้ต้นมิราเคิลจะเป้นผลไม้ท้องถิ่นของประเทศกานา ทวีปแอฟริกาตะวันตก มีสภาพภุมิอากาศคล้ายคลึงกับภาคใต้ของประเทศไทย

เคล็ดลับของการปลูกไม้ผลชนิดนี้
มิราเคิลเป็นต้นไม้ที่มีความต้องการสภาพดินปลูกมีอินทรียวัตถุสูงและร่วนโปร่ง เช่น ดินขุยไผ่ หรือ ดินหมักจากใบก้ามปูร่วมกับกาบมะพร้าวที่สับเป็นชิ้นใน อัตราส่วน 2:1 เป็นที่ทราบกันดีว่าระยะต้นเล็กต้นมิราเคิลจะเจริญเติบโตช้ามาก (การขยายพันธุ์ต้นมิราเคิลในปัจจุบันแทบทั้งหมดจะใช้วิธีการเพาะเมล็ด) จึงแนะนำให้ใส่ปุ๋ยเกร็ดเคมีสูตร 25-5-5 ละลายน้ำในอัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร รดทุก 1 0วัน เมื่อต้นมิราเคิลมีอายุได้ 1 ปีขึ้นไปควรจะเปลี่ยนสูตรปุ๋ยมาใช้สูตร 15-30-15 อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร ลดได้เดือนละ 1 ครั้งต้นมิราเคิลที่ได้รับการดูแลรักษาดีพอประมาณ เมื่อต้นมีอายุได้ 2 ปีขึ้นไปก็จะเริ่มออกดอกมากในช่วงปลายฤดูหนาว,อย่างไรก็ตามต้นมิราเคิลเป็นไม้ผลที่ชอบความชื้นสูง ไม่ชอบสภาพแดดจัดแต่ต้นจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพกลางแจ้งจึงควรพรางแสงด้วยตาข่ายพรางแสงประมาณ 50 % (การปลูกมิราเคิลในประเทศกานาจะนิยมปลูกใต้ต้นไม้ใหญ่)
เนื่องจากต้นมิราเคิลจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กมีความสูงเต็มที่ไม่เกิน 2 เมตร ปัญหาที่จะตามมาเมื่อต้นให้ผลผลิตมากอาจจะมีแมลงวันทองมาเจาะทำลายได้สามารถแก้ปัญหาด้วยการทำมุ้งครอบต้นซึ่งลงทุนไม่มากและแก้ปัญหาได้อีกทั้งไม่จำเป็นจะต้องฉีดพ่นสารฆ่าแมลงเลยทำให้เป็นผลไม้ปลอดสารพิษ ขณะนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทางสถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข ได้เริ่มต้นศึกษาการนำผลมิราเคิลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางด้านสมุนไพรอย่างจริงจัง ถึงแม้ต้นมิราเคิลจะไม่ใช่ผลไม้พื้นเมืองของไทยก็ตาม แต่มีข้อมูลทางการเกษตรที่ยืนยันได้ว่าสามารถปลูกให้ออกดอกติดผลได้ในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

มะนาวหวานความมหัศจรรย์ของ Miracle Fruit

ต้นไม้ใหญ่จะมีรากเพื่อหยั่งลงสู่ดินเป็นหลักยึดให้เติบโต กวาดตามองไปในเมืองใหญ่ บางทีรากของคนเมืองอาจจะไม่มีหรือมีก็ไม่แข็งแรงเหมือนต้นไม้เลย เมืองเติบใหญ่ขึ้นทุกวัน ตึกสูง ๆ ผุดขึ้นราวดอกเห็ด แต่คนกลับขังตัวเองไว้ในห้องเล็ก ๆ พูดคุยกันน้อยลง ไม่เพียงเท่านั้น คนเมืองยังพานกมาไว้ในกรง เก็บปลามาไว้ในตู้ แถมยังนำต้นไม้มาไว้ในกระถางอีก นี่คืองานอดิเรกสำหรับคนเมืองที่มีเนื้อที่ส่วนตัวที่จำกัด ถึงการเลี้ยงไม้กระถางอาจจะไม่เพลิดเพลินเท่ากับการเลี้ยงปลา แต่งานอดิเรกแบบนี้ก็สามารถสร้างวันเวลาให้เป็นส่วนตัว หลีกหนีไปจากโลกที่วุ่นวายในแต่ละวันได้ผล  ไม้มหัศจรรย์ (Miracle Fruit) หรือที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า "Synsepalum Bultificum" เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับงานอดิเรกอย่างการปลูกต้นไม้ ด้วยธรรมชาติที่เป็นต้นไม้โตช้า (แต่ออกผลทุกปี) จึงสามารถปลูกลงดินก็ได้หรือจะปลูกในกระถางสำหรับคนที่มีบริเวณบ้านไม่มากนักอย่างคอนโดก็ได้
"ดูจากหนังสือ Tropica เค้าบอกไว้ว่า เจ้าต้นไม้นี้มาจากทวีปแอฟริกา" คุณอรสา ฟองเจริญ แห่งบริษัท Green Thumb บริษัทที่ขอบข่ายงานครอบคลุมทั้ง Landscape, Architectural, Engineering และ Contractor กล่าวถึงที่มาของต้นไม้มหัศจรรย์ต้นนี้ผู้เขียนเจอเธอที่งานสวนและภูมิทัศน์ไทยที่สวนลุม ซึ่งเพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ 2546 เธออยู่ท่ามกลางผู้คนที่มาเดินในงานนี้และกำลังพิสูจน์ความ "มหัศจรรย์" ของเจ้าผลไม้ลูกเล็ก ๆ สีแดงอร่าม โดยการเคี้ยวผลไม้นี้จากนั้นก็บีบมะนาวตาม "มะนาวเธอหวานหรือเปล่านี่?" อาม่าคนหนึ่งถามเธอใช่แล้วครับเจ้าผลไม้เม็ดเล็ก ๆ สีแดง ๆ นี่แหละที่ถ้าเคี้ยวในปากแล้ว จากนั้นลองทานผลไม้รสเปรี้ยว (ไม่จำเป็นต้องเป็นมะนาว) มันสามารถเปลี่ยนจากรสเปรี้ยวให้เป็นรสชาติกลมกล่อมออกไปในทางหวานได้ภายในพริบลิ้น! ผมต้องรอให้ลูกค้าน้อยลงก่อนจึงจะได้คุยกับหญิงสาวที่นำผลไม้มหัศจรรย์นี้มาสร้างสีสันในงาน
"เมื่อวานมีคน ๆ นึงที่เคยไปอยู่แอฟริกามา 17 ปี ไปทำงานเกี่ยวกับการสื่อสาร ตั้งเสาดาวเทียมที่อูกันดามาพูดคุยเรื่องต้นไม้นี้ให้ฟัง น่าสนใจมาก เค้าบอกว่ามันเป็นไม้พื้นเมือง ที่ปลูกอยู่ตามสาธารณะ กลางทุ่ง กลางแจ้ง แล้วต้นก็สูงใหญ่ เหมือนไม้ยืนต้นทั่ว ๆ ไปค่ะ" คุณอรสาเริ่มเล่าเธอบรรยายต่อไปว่าเมื่อถึงฤดูกาลที่ต้นไม้นี้ออกผล ลูกแดง ๆ ของมันจะหล่นอยู่ตามโคนต้น ซึ่งเป็นเรื่องสนุกสนานของชาวพื้นเมืองที่จะพากันมาเก็บมาตำกับเครื่องเทศ (ของท้องถิ่น) กินแทนน้ำตาล ส่วนผู้ที่เล่าให้คุณอรสาฟังนั้น เมื่อเห็นครั้งแรกก็เกิดอยากลอง แต่ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร จึงนำมาผสมทำสลัดกินสำหรับเมืองไทย เจ้าผลไม้ลูกเล็กกะจิดริดชนิดนี้เริ่มเป็นที่สนใจ โดยมีการนำไปวิจัยว่าอาจจะใช้รับประทานหรือนำมาเป็นส่วนผสมแทนน้ำตาลเพื่อใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ "ถ้าผลวิจัยออกมาประสบผลสำเร็จก็จะเป็นประโยชน์มาก" คุณอรสาเสริม
ขนาดของต้นไม้ Miracle Fruit ในเมืองไทยยังไม่พบเห็นที่ใหญ่โตมากนัก คุณอรสาบอกว่าต้นที่สูงเกือบเท่าหน้าอกก็ถือว่าเป็นต้นที่ใหญ่โตมากแล้ว ลักษณะของพันธุ์ไม้นี้ ต้นจะแน่น ใบของมันจะชิดโคนต้น รูปร่างจะเป็นพุ่มแบบต้นมะนาวถึงจะเพิ่งเป็นที่ฮือฮา แต่แท้จริงแล้ว พันธุ์ไม้ชนิดนี้มีในเมืองไทยมานานแล้ว อย่างของคุณอรสาถ้านับนิ้วไปมาก็เป็นเวลา 20-30 ปีทีเดียว เธอเล่าให้ฟังว่าตอนที่บริษัท Green Thumb เริ่มเปิดใหม่ ๆ งานจะเน้นไปในเรื่องการจัดสวนเป็นหลัก ซึ่งทางบริษัทก็มี Nursery สำหรับขยายพันธุ์ไม้ เลี้ยงต้นไม้เป็นของตนเองด้วยอยู่ที่จ.ชลบุรี"ตอนไปซื้อที่มาทำ Nursery เมื่อ 20 ปีก่อน เจ้าชองเดิมท่านมีต้น Miracle Fruit อยู่ในสวน และท่านก็เลี้ยงมะนาวด้วย เป็นพันธุ์ไม่มีเมล็ด ลูกใหญ่ ท่านสาธิตคุณสมบัติของ Miracle Fruit ให้ดู ตอนนั้นท่านก็ไม่ได้ขยายพันธุ์อะไร ถ้ามีคนมาขอ ท่านก็ให้ไป พอเรามาทำ Nursery เราก็ไม่ทิ้งเจ้าต้นนี้"
คุณอรสาเล่าให้ฟังการดูแลไม้พุ่มพันธุ์นี้ คุณอรสาบอกว่า "ไม่ยาก" โดยให้น้ำตามปรกติวันละครั้งไม่ให้มันแห้งหรือขาดน้ำ ถ้าไม่ว่างอาจจะเป็น 2 วัน/ครั้งก้ได้ สามารถนำไปเลี้ยงไว้ในแดดจัดได้ ซึ่งการเติบโตอาจจะช้ากว่าเลี้ยงในที่ร่มรำไร แต่ผลของต้นที่เลี้ยงในที่ร่มจะไม่ดกเท่ากับเลี้ยงกลางแจ้ง พุ่มของมันก็จะไม่แน่นเท่า ส่วนเรื่องของอาหาร เพียงแต่ให้ปุ๋ยตามปรกติ ถ้าใช้ปุ๋ยออกฤทธิ์ช้าอาจจะให้ 2-3 เดือน/ครั้ง แต่ถ้าใช้ปุ๋ย 16 ก็สามารถให้ 2-3 อาทิตย์/ครั้งได้ ถ้าดูแลเจ้าผลไม้มหัศจรรย์ได้ขนาดนี้ มันก็สามารถติดดอกติดผลได้ทุกปีทีเดียว แค่นี้ก็มีผลไม้ลูกสีแดง ๆ สำหรับเอาไปหลอกคนเล่น ๆ ให้ชิมว่ามะนาวของคุณหวาน"เราก็อาศัยว่ามันเป็นที่แปลกใจแก่ผู้พบเห็น ไม่ได้กะทำเป็นธุรกิจให้มันแพร่หลาย ใครมาเยี่ยมชมกิจการของเรา เราก็จะถือโอกาสให้เป็นที่ระลึก ให้เค้าได้เห็นความมหัศจรรย์ของมัน ได้ลองชิมเพื่อลิ้มรสมะนาวหวาน คิดว่าใครได้ต้นไม้นี้ไปก็จะเป็นเสน่ห์กับบ้านด้วย ใครไปใครมาก็จะถามหา ขอเก็บลูกไปบ้าง
" คุณอรสาปิดท้ายที่บอกว่าคนเมืองพูดคุยกันน้อยลง บางทีอาจจะเป็นเพราะความจริงใจที่หายากขึ้นก็ได้ แต่ถ้ามีอะไรที่ทำให้ความสัมพันธ์ของคนหมดความระแวงลง เปลี่ยนจากเปรี้ยวให้กลายเป็นหวานได้เหมือนเจ้า Miracle Fruit นี้ คนเมืองอาจจะเปิดใจ พูดคุยกันได้มากขึ้นก็ได้ ไม่แน่นี่แหละที่เรียกว่า "ราก" ของคนเมืองที่ขาดหายไป

(ข้อมูลทั้งหมดนำมาจากนิตยสาร และอินเตอร์เน็ตรวบรวมเท่าที่หาได้ ขออภัยครับ !!! หากไม่ได้ เอ่ยถึงเจ้าของข้อมูล)

สนใจต้นพันธ์ มิราเคิล ติดต่อได้ที่สวนกัลปพฤกษ์ มีจำหน่ายตั้งแต่ราคา 50 - 400 บาท   โทร.01-4369795, 038-978269 หรือ 038-852177