ยุคบุกเบิกงานPCU
>> เกริ่นนำ
:: ขอเล่าบ้าง ::การจัดตั้ง::
นโยบายท.8::การประชุม1::ประชุมย่อย::ประชุมสสจู
:: ดูงานด่านซ้าย
วันนี้เข้าประชุมเกี่ยวกับหน่วยบริการปฐมภูมิ
หรือ Primary Care Unit โดยพี่มานิตเป็นประธาน
ในการประชุม
ผู้เข้าร่วมประชุมก็คือ
ผู้ที่สมัครจะออกไปอยู่ที่หน่วยบริการปฐมภูมิ...ฉันนั่งอมยิ้มนิดๆ
ฟังพี่อรรถาอธิบายด้วยความเคารพนับถือ
ฉันถือเป็นอาจารย์คนหนึ่งทีเดียว...และเมื่อฉันอยู่ในสถานที่
อันมั่นคงตามปกติ
ก็เริ่มสอดส่ายสายตาไปรอบห้อง...รู้สึกงงๆที่เห็นพี่ๆหลายท่านที่มีอาวุโสแล้วนั่งอยู่เต็ม
ไปหมด นี่แหละ ผู้บุกเบิก (PONEER)ของพวกเราชาวโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี...ฉันเคยอ่านหนังสือเรื่อง
Pioneer go home
ซึ่งลงท้ายเขาก็มีความสุขในชีวิตบุกเบิกของเขา
จนประสบความสำเร็จ และสบายใจ
แต่พวกเราจะเป็น Pioneer
back home(
เหมือนภาษาคอมพิวเตอร์)หรือเปล่าก็ไม่รู้...
หน่วยบริการปฐมภูมิอะไรนี่
เป็นอะไรที่ยังใหม่อยู่ในประเทศไทย
มีมาพร้อมกับโครงการ
30 บาท
ของพรรคไทยรักไทย
โดยสรุปก็คือ เขาจะกระจายแพทย์ให้ไปอยู่สถานีอนามัย
ฉันสะบัดหน้าหนึ่งครั้ง
อย่างฉุนๆ ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชกรรมและแพทย์GPแห่งโรงพยาบาลสมเด็พระยุพราช
บ้านดุง แต่ฉันเห็นหมอหลายคนสะบัดหน้าคนละ4-5ครั้ง
เพราะประสบการณ์ในการออกไปอยู่หน่วยปฐมภูมิ
นั้นยังไม่เท่าฉันเป็นแน่
อันที่จริงว่าไปแล้ว ฉันก็ไปดักดานอยู่ศูนย์ธารณสุขเขตเมืองซึ่งก็คืออนามัยจังหวัด
นั่นเอง
อยู่มาตั้งสามปีแล้วมั้ง (ที่พูดว่า
ดักดาน
เป็นคำพูดที่หมอธรรมดาทั่วๆไปควรพูด
ถ้าไม่พูดก็บ้าแล้ว)
บนชื่ออันสวยหรูว่า ศุนย์แพทย์ชุมชน
สิ่งที่ฉันมีก็คือ
สเต็ทโตสโคป 2 อัน
เด็กอันผู้ใหญ่อัน
ไฟฉายที่ถ่านหมด
เป็นประจำและฉันต้องเรียกขอถ่านมาเติมเองเสียบ่อยไม้กดลิ้น
เครื่องวัดความดันโลหิตและโอโตสโคป(ส่องหู)
ดูชีวิตหรูหราเสียนี่กระไร
ตรวจคนไข้เฉพาะภาคเช้าให้บริการแบบปฐมภูมิจริงๆ
มียาอยู่ไม่กี่ตัวแต่ก็เพียงพอ
สำหรับหน่วยอย่างนั้น
คนไข้มากพอดูโดยเฉพาะไข้หวัด
ตอนนั้นยังไม่ออกเยี่ยมบ้าน
แค่นี้ก็อยากตายเต็มทนแล้ว
และสิ่งที่ต้องทำคือพูดและพูดกับพูด
เพื่อให้ความรู้
การป้องกันโรคหรือควบคุมโรคไม่ให้ระบาดต่อไป
วันจันทร์
คนไข้เยอะหน่อย
ตรวจไปแทบจะไม่ได้หยุดคิดอะไรเลย
และมีอาการขาดน้ำข้าขั้นรุนแรงทั้งๆที่มีแก้วน้ำอยู่ข้างมือ
ยังไร้อารมณ์จะหยิบขึ้นมาดื่ม....คอแห้งและออกจะอ่อนระโหยโรยแรง...คิดถึงโรงพยาบาลบ้านดุงขึ้นมาจับใจจนร้องไห้
บ่อยมากถึงงานที่นั่นจะหนักวิ่งพล่านกันทั้งเช้าทั้งบ่ายก็ยังได้โชว์ความสามารถเต็มที่บ้าง
เพราะอันที่จริงฉันไม่ใช่คน
ขี้เกียจแต่ก็น่าเสียดายจริงๆ...เพราะที่จริงแล้วโลกจะสุขสบายนั่นเป็นได้หลายทาง(ยิ้มสู้)..แทนที่จะมาครุ่นคิดเรื่องอาชีพ
เฉิ่มๆพวกนี้...จนเป็นไมเกรน...ไม่น่าเล้ย...โชคดีที่ฉันไม่เคยมีปัญหากับบุคลากรผู้ร่วมทีม
เรื่องนี้จึงไม่กวนใจฉันนัก
สบายใจดี...แต่งานไม่เบานักหรอกถ้าเรายังอยากเชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคมอยู่
เพราะมันไม่พอ ปฏิบัติจิตน่ะยากที่สุด
เป็นการปูพื้นที่หนักหนาเหมือนกันสำหรับงานปฐมภูมิในสายตาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญฉันคิดว่าไม่มีใครอยากลงไป
ทำงานตรงนั้นเต็มตัวคงจะต้องยืนสองขาไปก่อน(ไม่นับตัวฉันที่ขาด้วนไปแล้ว..แล้วแต่เขาจะจับวางไว้ที่ใดก็ได้นะ)
พ.ญ.จอมฤทัย อินทรพาณิช ขอเล่าก่อน
เป็นอันว่า
ฉันจะเล่าสรุปชีวิตคร่าวๆให้ฟังดูก่อนมีช่วงก่อนหน้านี้ที่ฉันเริ่มเกลียดเวชกรรมสังคมเสียแล้วล่ะและเริ่ม
ไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของสายงานด้วยความเหน็ดเหนื่อยทั้งใจและกายจากช่วงเช้า
ช่วงบ่ายฉันเลยนอนมันซะเลย
อีตอนที่ฉันมีไฟอยากทำอะไรต่อมิอะไรในงานของเวชกรรมสังคมดันไม่ใช้งานฉัน
ถูกกีดกันโดยปริยายเพราะเป็น
โรคประสาทที่จริงฉันจะเป็นโรคประสาทเพราะไม่มีอะไรจะทำและไม่ได้ให้ความสำคัญกับฉันเลยแม้แต่น้อยซะมากกว่า
ฉันจำได้ว่าเดินถ่ายรูปไปทั่วบ้านทั่วเมืองเพื่อเก็บผลงานที่เป็นรูปธรรมของตนเองเอาไว้เป็นกำลังใจฉันมันก็หมอธรรมดา
คนหนึ่งที่ยังไม่ถึงกับสติแตกจนต้องจับมาขังไว้ในคุกพรรค์นี้เสียหน่อยแต่พอไม่มีงานทำนานๆเข้าฉันก็ออกไปเล่นเรื่องอื่น
นอกโรงพยาบาลและฉวยโอกาสเป็นโรคBIPOLARไปเลยฉันถึงคิดว่าเป็นการกระทำจากภายนอกหรือสิ่งแวดล้อมจริงๆ
ที่ทำให้ฉันเป็นไปได้ถึงเพียงนั้นแต่บอกตามตรงแล้วมันก็สนุกไปอีกแบบ....แต่ถ้าเห็นผลงานส่วนตัวของฉันในช่วงนั้นแล้ว
คงต้องน้ำตาตกกันเป็นแถวเลย
ถ้าฉันไม่ฝึกจิตมาจนเข้มแข็งและอ่อนโยนพอ
คงจะได้รู้จักคนบ้าแบบคลาสสิคจริงๆไปแล้ว
กระมัง (...และฉันหมายถึงสาเหตุภายในจากสมองอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดจากเบื้องนอกเช่นกันแหละค่ะ...)
ในช่วงแรกๆที่มาอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์
รู้สึกเหมือนเขาจะให้ฉันเป็นโรคประสาทที่สมบูรณ์แบบเสียนี่กระไร
ฉันแอบยิ้มย่องผ่องใสเพราะไม่มีอะไรที่ฉันจะชอบเกินวิชาจิตเวชหรอก
และฉันใช้ความรู้ความสามารถตรงนี้มาก
พอสมควรเพื่อผลประโยชน์ชั่วร้ายเล็กๆน้อยๆแล้วใครจะไปทำดีๆให้โง่ล่ะ
อีตอนที่เหนื่อยใจและรู้สึกน้อยใจในโชคชะตา
กลับทำเป็นอยากจะเรียกใช้อีกแน่ะฉันคิดจะลาออกตั้งหลายครั้งแล้ว
แต่มันยุ่งยากมากกับการต่อสู้กับสังคมทั้งหลายแหล่
ที่ต้องคิดในแง่ดีว่าเขากำลังพยายามช่วยฉันอยู่
ฉันถอนใจอย่างเซ็งๆเมื่อคิดมาถึงตอนนี้...พี่ไพโรจน์มาเปิดเผยว่าเซ็งที่
ฉันไม่ยอมช่วยในฝ่ายเลย...หนูก็เซ็งเหมือนกันแหละ..มากด้วย...ทุกๆคนในนั้นแหละ...น่าเบื่อเสียนี่กระไรที่ต้องมาตกอยู่
ในกลุ่มพวกมีปัญหาทางจิตเหล่านี้ฉันถอนใจอีกรอบและกำหนดจิตให้อยู่ตรงที่ผ่องใสและเที่ยงตรง
แล้วก็ผ่านพวกนั้นมาได้
น่าสงสารจริงๆ
ไม่รู้ว่าป่านนี้จะรู้ตัวกันบ้างหรือเปล่า...แต่จริงๆฉันก็เล่นบทเป็นหนี้บุญคุณของพวกท่านอยู่ไม่น้อยจนถึง
วันนี้นี่นา
ยังไงก็ไม่ลืมหรอก...รวมทั้งจะลองช่วยรักษาพี่ไพโรจน์ดูบ้างเพราะท่านก็ดูเป็นห่วงเป็นใยฉันจริงๆจังๆ..เฮ้อ..
ถ้าไม่ถูกเคี่ยวเข็ญฝึกปฏิบัติจิตอย่างเข้มข้นจริงๆฉันคงสติแตกจริงๆไปนานแล้วอยู่ที่นี่ยังกับเมืองคนบ้าแน่ะเห็นแล้ว
ปลงอนิจจังแกมเวทนา..มนุษย์หนอมนุษย์...
ไม่รู้โครงการอะไรมันจะมากมายขนาดนั้น...วุ่นวายจริงหนอ
แต่ฉันก็ยัง
งงๆอยู่ดีว่า
เหตุไฉนต้องมาอยู่แบบนี้ด้วยนะ...ฉันคิดถึงหนังเรื่องหนึ่งที่มีโรงพยาบาลที่ทั้งโรงพยาบาลเป็นบ้าหมด
ยกเว้นหมอ
(ซึ่งหมอคนนั้นอาจจะเป็นผู้อำนวยการพี่เจริญก็ได้)....หมอเลยถูกตัดสินโดยคนบ้าเหล่านั้นว่าเป็นบ้าแทนซะเลย...
สร้างสรรค์ดีเหมือนกันนะ...แต่บทสติแตกของฉันไม่พลาดเป้าหรอก
ระดับนักแสดงมืออาชีพทีเดียว
ตีบทกระจุยกระจาย
ฉันแอบหัวเราะปลงๆอยู่ในใจ...คิดอยู่ว่าทำไมต้องเป็นฉันนะ...แต่ในที่สุดก็กลับเข้าที่ฐานทัพเมื่อเสร็จ"งาน"บ้าเหล่านั้นแล้ว...
แต่ที่ฉันสังเกตอยู่เงียบๆคือ
ระดับคะแนนความเมตตากรุณา,ความเข้าใจและยอมรับ
แต่ก็ไม่มีใครตกหรอกค่ะ....
อันที่จริงกลุ่มงานเวชกรรมสังคมกับฉันนั้น
เป็นที่ที่มีความผูกพันฉันมิตรแท้อยู่ไม่น้อย
ฉันจำได้ดีว่า
ตอนที่ซมซาน
มาจากบ้านดุง
ในสภาพยับเยินพอดูนั้น
เพื่อนร่วมงานของฉันดีแค่ไหน
รองจากทีมงานที่บ้านดุงก็มีที่นี่แหละที่ฉันว่า
น่ารักมาก
เขาอยากให้ฉันมีความสุขทั้งนั้น
ไม่อยากเห็นฉันต้องเคร่งเครียด
และให้ฉันทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ
และเฝ้ามองดูอย่างห่วงใยจากใจจริง
เป็นที่ที่ดีมากสำหรับคนไข้อย่างฉันในตอนนั้น
เป็นบุญคุณที่ไม่อาจลืมได้
เวลามาทำงานฉันจะรู้สึกสบายใจอยู่เสมอจนกระทั่งเวลาที่ผ่านผันไปฉันมีเรื่องใหม่ๆให้ยุ่งเหยิงและประสาทเสีย
ที่ไม่เกี่ยวกับการงาน
จึงได้เหินห่างจากพวกเขาไปด้วยตัวเองต่างหาก
และโดยความจงใจของฉันเองด้วย...
ในใจของฉันยังรักและระลึกถึงความดีมีน้ำใจของพวกเขาทั้งหมดด้วยความซาบซึ้งจริงๆ
พวกเขาคงรู้โดยปริยายว่าฉันจับตาสังเกตอยู่ทุกคนตามหน้าที่แหละ
ว่าใครมีปัญหาบ้าง
แต่ดูๆแต่ละคนก็ดูจิตผ่องใสดี
ฉันว่าในที่ทำงานของฉัน อย่างน้อยกระแสเมตตาก็ยังคงเปี่ยมล้น
ที่นี่มีแต่คนดีทั้งนั้น
แต่ถ้าไม่ฝึกจิตให้เข้มแข็งโดย
ถ้วนหน้าคนที่ดีที่สุดอาจจะบ้าได้มากที่สุดอย่างที่เขาเรียกว่าดีเกินไปบังเอิญฉันถูกเคี่ยวเข็ญมามากจากพระอาจารย์ระดับ
เกจิและเป็นพระจริงๆ
รวมทั้งเป็นศิษย์เทพยดาด้วย (ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร
ยังไงก็ดูบ้าๆอยู่แล้ว)แต่ฉันต้องยอมรับว่า
การทำงานกับคน
เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยพลังจิตชั้นสูงจริง
เช่นงานที่ฉันต้องทำอยู่ทุกวันนี้
อันนี้ไม่ได้ยกตนข่มท่านหรอก
อุตสาหะทำงานนี้มาได้ก็บุญญาบารมีล้นเหลือแล้วมั้ง...ทำไงได้..ทางเดินชีวิตเป็นเช่นนี้จะทำอย่างไรกับคนที่ฝึกมาน้อยกว่า
และไม่ค่อยรู้เรื่องไม่ค่อยมีธรรมะเท่าไหร่ไม่มีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติและหยาบคายต้องอดทนจนเลิกไปแล้วและที่จำเป็นคือ
กำหนดความดีมีเมตตาเป็นที่ตั้ง
ความเก่งเป็นฐานรองรับ งานของฉันเป็นงานที่สำคัญที่สุดของมนุษย์
คือ การฝึกตนเอง
ส่วนคนอื่นๆก็เป็นเพื่อนธรรมหรือเพื่อนร่วมทุกข์กันไปตามประสาสัตว์ผู้ยาก
เช่นนั้นเอง(ตถตา)
ในที่สุดฉันก็ได้ย้ายงานจากกลุ่มงานเวชกรรมสังคม
มาเป็นแพทย์ประจำศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขปฐมภูมิ
เขตเมืองเทศบาล 8หรือท.8 (PCU ท.8)
ในยุครัฐบาลคุณทักษิณ
ชินวัตรนี่เอง
ทันสมัยจริงๆนะนี่
นี่ก็สรุปประวัติการทำงานคร่าวๆ
ก่อนที่เราจะเข้าเนื้อเรื่องจริงๆจังๆของงานเวชปฏิบัติครอบครัวและแพทย์ประจำ
ครอบครัวรวมทั้งหน่วยบริการปฐมภูมิที่ฮือฮากันอยู่ในขณะนี้โดยเฉพาะในวงการสาธารณสุขเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริหารเครียด
และพวกหมอๆอย่างเราไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี....ฉันอาสาสมัครมาคุยให้ฟังในฐานะหมอคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานจริง
ตั้งแต่เริ่มต้นและเรื่องราวจะดำเนินไปเรื่อยๆจนกว่าจะเกิดเหตุอื่นขึ้นที่ทำให้บันทึกนี้หมดอายุไป...ถือเป็นบทเริ่มต้น
แห่งการเปลี่ยนแปลงวงการสาธารณสุขประเทศไทยยุคใหม่ล่าสุด
ซึ่งสิ่งที่ฉันจะเขียน
จะไม่เครียดนักไม่ให้เป็นวิชาการ
มากนัก
แต่ใช้ข้อมูลจริงโดยระมัดระวังไม่ให้กระทบกระเทือนต่อสิ่งใดๆ
คงเน้นที่ศูนย์แพทย์ที่ตนรับผิดชอบอยู่เป็นหลัก
......แล้วเราจะเริ่มเดินทางไปด้วยกันนะคะ....แต่ฉันก็ไม่ต้องการพิสูจน์ตนเองหรอกค่ะ
ว่าจะอยู่ รก
ศูนย์แพทย์ได้จริงๆ
ดังที่ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดไว้กับคุณหมอไพโรจน์
ว่า จะเอาจอมฤทัยไปรกPCUท.8ทำไม....ไม่ยักทราบว่าจะเด่นดัง
อลังการขนาดนั้น...ท่านคงพูดด้วยความหวังดีเมื่อได้รู้เห็นความสามารถในการตรวจมาราธอนของฉันมากกว่า
..ค่ะ..
เราต้องคิดในแง่ดีไว้ก่อน...
แล้วท่านผู้อ่านจะได้รับรู้รายละเอียดต่อไป...
ฉันเริ่มต้นเรื่องด้วยการประชุมชนิดฉิวเฉียดของการจัดตั้งหน่วยปฐมภูมิของโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี
เพราะรู้
กันอยู่ว่า วันที่ 1 ตุลาคม 2544
คือวันที่เราจะเริ่มใช้โครงการ
30 บาท วันที่ประชุมคือ วันที่ 28
กันยายน 2544
วันศุกร์ มีผู้บุกเบิกเข้าร่วมประชุมมากพอสำหรับการจัดตั้งหน่วยบริการปฐมภูมิ
แต่จะได้เต็มตามรูปแบบหรือไม่ยัง
ไม่ทราบ
คงจะต้องดูคำจำกัดความต่างๆก่อน
เท่าที่ฉันจะเข้าใจเอาเองส่วนใหญ่โดยไม่ได้ลอกจากต้นฉบับใดๆ
อาจจะได้ปล่อยไก่ตัวโตๆเต็มเล้าก็ได้
ใครมีเมตตากรุณาก็ช่วยCOMMENTในกระดานสนทนาได้นะคะ...
การสร้างหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า
เป็นคำที่อยากให้แนะนำตัวก่อนเพื่อนเพราะเจ้าตัวนี้แหละที่บันดาลให้เกิดอะไรต่อมิอะไรมากมายตามมา...
หมายถึง
การสร้างหลักประกันให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ตามความจำเป็น
ระบบประกันสุขภาพให้ความสำคัญกับการมีและใช้หน่วยบริการเบื้องต้น(Primary
care) เป็นจุดบริการด่านแรก
ที่ให้บริการแบบผสมผสาน(ทั้งการรักษาพยาบาล
การส่งเสริมสุขภาพ
การควบคุมป้องกันโรค
และการฟื้นฟูสภาพ)
เมื่อเกินขีดความสามารถจึงส่งต่อ
(นี่ฉันคัดมาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรงของฉันเท่านั้นนะคะ)
หน่วยบริการปฐมภูมิ
(Primary care unit)หรือ PCU
คือศูนย์ที่ให้บริการแบบผสมผสานโดยมีแพทย์ประจำและมีทีมงานที่เรียกว่าทีมPCUช่วยกันทำงาน
มีการรักษาพยาบาลเบื้องต้นและเน้นการป้องกันส่งเสริมสุขภาพแก่ประชาชนในท้องที่รับผิดชอบ
เพื่อให้ประชาชน
ที่ไม่จำเป็นต้องเข้ามารับบริการถึงโรงพยาบาลได้ใช้บริการที่นั่นให้เสร็จสิ้นไปเลยสะดวกรวดเร็วและถ้าการส่งเสริม
ป้องกันหรือให้สุขศึกษาของทีมงานPCUได้ผลดี
เป็นที่แน่นอนว่าในอนาคตผู้ป่วยต้องลดลงเรื่อยๆ
คือเจ็บป่วยน้อยลง
งานของหน่วยบริการปฐมภูมิ(แบบผสมผสาน)
1.ให้การรักษาพยาบาลโรคทั่วไป
โรคเรื้อรังและให้ความรู้แก่ประชาชน
ที่นี่จึงจำเป็นต้องมีแพทย์(นั่งหาวหวอดๆ)
ในระยะแรกๆอย่างแน่นอน
สำคัญว่า
ไอ้ที่ว่าแรกๆน่ะมันกินเวลากี่วัน
กี่เดือน กี่ปี ก็มิทราบ
แล้วแต่ชุมชนมั้ง...
2.ติดตามเยี่ยมบ้านให้รู้จักประชาชนในความรับผิดชอบทุกครอบครัว
และรู้ปัญหาสุขภาพหรือรู้ทุกอย่างได้ยิ่งดี
เพราะเราเตรียมพร้อมจะให้คำปรึกษาแนะนำครอบจักรวาลอยู่แล้ว
ด้วยความอบอุ่นเสมือนเพื่อนประจำครอบครัว
ซึ่งแพทย์ก็คล้ายๆซูเปอร์แมนนั่นแหละนะ....รู้ไปหมดทุกอย่างอีกตามเคย...
3.มีการฟื้นฟูสภาพทั้งทางกายและใจ
ให้มีสุขภาพที่ดีได้
ไม่ว่าท่านจะเป็นอะไรมาก็ตาม
เราช่วยได้เสมอ...
4.มีการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
รวมทั้งให้สุขศึกษาทั้งแนวเก่าแนวใหม่
ดีใจที่เดี๋ยวนี้สื่อสารมวลชนต่างๆ
ช่วยกันดีมาก
จึงเป็นผลให้งานของเราง่ายขึ้น
และยินดีปรีดาที่ประชาชนเริ่มมีปัญหายากๆเพิ่มขึ้น
ไม่รู้น้อยเหมือน
เมื่อก่อน
แต่แพทย์ก็ต้องทำงานหนักขึ้นในการติดตามวิทยาการแปลกๆใหม่ๆให้รู้ทันชาวบ้านเขา...
งานของหน่วยบริการปฐมภูมิ(
การให้บริการเชิงรุก)
1.สนับสนุนการพึ่งพาตนเองของชาวบ้าน
เช่นรู้จักทำน้ำเกลือกินเอง
เป็นต้น นี่สำคัญนะจ๊ะ
2.ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในปัญหาที่พบบ่อย
เท่าที่สังเกตมาชาวบ้านหรือคนไข้จะชอบคุณหมอพูดมาก
มากกว่าคุณหมอพูดน้อย
เขายินดีที่จะรับคำแนะนำเป็นอย่างดี
3.ให้ความรู้แก่ประชาชนให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่ดี...อันนี้ตัวใครตัวมัน
ขึ้นกับวาสนาบารมีของทั้งแพทย์และคนไข้
เช่นบอกให้เลิกกินเหล้าหรืองดสูบบุหรี่
แบบนี้มันต้องอาศัยหลายอย่าง...นี่เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย..ยากชะมัด...
4.ดูแลความครอบคลุมของงานต่างๆในด้านการส่งเสริมป้องกันและฟื้นฟูสภาพชุมชน...
(ฮ่วย...ข้อยนึกว่าจะพ้นเวชกรรมสังคมมาแล้วซะอีก...นี่แหละงานเวชกรรมสังคมชัดๆ...ตกทุกข์ได้ยากอีกตามเค้ย)
แต่เพื่อทักษิณ...เอ๊ย...เพื่อประชาชนเราก็หยวนๆช่วยกันไปเท่าที่จะทำได้นั่นแหละ....เราต้องทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว
แต่ก็..แหมถ้าเขาไม่เก็ทเราล่ะ..คำตอบสุดท้าย..
เราก็ต้องตกก็เป็นฝ่ายผิดตลอดศกนั่นแหละน่า...อย่าซีเรียสๆ...
5.ประเมินสภาพปัญหา
สุขภาพของบุคคล ครอบครัว
ชุมชน....(ช่วยจ้างปัวโรท์ทีเหอะ
แม่จะเป็นลมอยู่แล้วลูก)
6.ร่วมมือกับหน่วยชุมชนอื่นๆในการวิเคราะห์วางแผนงาน
ดำเนินการแก้ปัญหาสุขภาพ..(ดีจริง
จะได้เปิดหูเปิดตามั่ง)
แพทย์เวชปฏิบัติครอบครัว
ก็คือแพทย์ที่ทำงานทุกอย่างดังที่กล่าวมาแล้ว
เป็นชื่อเรียกของหมอ (FAMILY DOCTOR)
ซึ่งความจริง
ในเมืองนอกที่ประสบความสำเร็จในการทำงานทำนองนี้
คือ อังกฤษ
เขาก็ใช้หมอแพทย์ศาสตร์บัณฑิตธรรมดา
นี่แหละ
แต่เมืองไทยหายากเพราะต้องตะเกียกตะกายไป"เทรน"อะไรสักอย่างจนได้เพื่อผลสุดท้ายจะได้ไปนั่งอยู่ที่
ศูนย์แพทย์ชุมชนเขตเมืองและลืมความหลังเก่าๆจนหมดสิ้น
แต่ฉันก็สิ้นกรรมไปตั้งแต่อยู่เวชกรรมสังคมแล้วล่ะ
ถึงจัดว่าเป็นหมอที่โชคดี
ที่เจอเรื่องแบบต้องสละชีพเพื่อชาติตั้งแต่ปี
2540ไปแล้ว (ก็กุมารแพทย์เต็มตัวนั่นไงล่ะ)
แบบที่ฉันกล่าวอ้างถึงในสรุปประวัติศาสตร์การแพทย์ยุคออกศูนย์แพทย์ชุมชนที่เทศบาล
เป็นแพทย์ชุดแรกที่ต้องไป
ทำงานเช่นนั้น
ตอนนี้จึงมีความสุขสบายใจเป็นอันดี
ขณะที่เพื่อนๆหมอกำลังสับสน
อีกไม่นานก็ชินน่า..
เก่งๆกันอยู่แล้วนะคะ
แต่ละคนไฟแรงทั้งนั้น ทำดีกว่าไม่ทำค่ะ
ในกรณีนี้ เพราะผลระยะยาวมันน่าจะดี
ดังนั้น
แพทย์เวชปฏิบัติครอบครัวของประเทศไทยในช่วงปีแรกๆคือยุค2544นี้
คงเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
แต่ละสาขาไปนั่งทำงานทั้งนั้น...ทำเป็นเล่นไป
บางศูนย์แพทย์สถานีอนามัยเขาเรียก
ศูนย์แพทย์ c27
ก็เพราะแพทย์C 9ไปปฏิบัติงานร่วมกัน
3 คนอย่างไรล่ะคะ ถึงบอกว่า...ไม่เชื่อ..แต่อย่าลบหลู่(น้ำใจ)..
ประชาชนที่รับผิดชอบและเขตรับผิดชอบ
ตามเกณฑ์เขาให้แพทย์1คนต่อประชาชน10,000คน
แต่ประเทศไทยคงต้องมากกว่านั้นเป็นแน่
ยกเว้นศูนย์แพทย์
ของฉัน
เดี๋ยวเราจะลงในรายละเอียดกันอีกที
ขึ้นกับการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบด้วย
แต่ละPCUในจ.อุดรธานีจะแตกต่าง
กันไปอาศัยแนวถนนเป็นเกณฑ์
ซึ่งทำให้เกิดปัญหามากมาย
เพราะบางทีอยู่ใกล้ศูนย์หนึ่ง
แต่ต้องไปตรวจกับอีก
ศูนย์หนึ่ง
เพราะจัดแบ่งพื้นที่กำหนดเช่นนั้น
ไม่เช่นนั้นท่านก็ต้องเสียเงินเอง
ใช้บัตรทองไม่ได้...
คนไข้โวยวายกันถ้วนหน้าทีเดียวล่ะ...โดยเฉพาะในวันแรกๆ
...ปัญหาเรื่องนี้มีมากอยู่แล้ว
ปวดหัวโดยทั่วถึงกัน...
สิทธิบัตร
เป็นอะไรที่ยุ่งยากมากสำหรับฉัน
คนไข้จะถามทุกวัน
จนต้องมีคู่มืออ้างอิง
ใครจะไปจำได้หมด
ฉันเคยแนะนำโดยใช้สามัญสำนึกบ่อยอยู่เหมือนกัน(ด้วยความที่ท่องแล้วจำไม่ค่อยได้)แต่เฉพาะในกรณีที่
ค่อนข้างแน่ใจว่าลูกน้องร่วมทีมหล่อๆสวยๆที่ยืนอยู่ข้างเคียงกายนั้นย่อมท่องได้แน่ๆเป็นการทดสอบความ
เข้าใจถึงผู้สร้างกฎระเบียบเหล่านี้ขึ้นมาว่า
จะมีหัวคิดเหมือนเขาไหม
ก็ปรากฏว่าสอบผ่านอยู่เช่นกัน
เรื่องแบบนี้ผิดไม่ได้เสียด้วย
ไม่งั้นโดนฟ้องแหลกแถมมันยังยุ่งยากทั้งทะเบียนบ้านเอย
การข้ามเขตเอย
การใช้สิทธิทางอื่นๆที่เป็นข้อยกเว้นและรายละเอียดต่างๆสารพัดจิปาถะที่ฉันคิดในใจว่าเรื่องนี้...อีกนาน...
งบประมาณ
เป็นการนำเงินที่ประเมินไว้ในการให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยเอาไปเข้าสมการอะไรสักอย่างแล้วออกมาเป็นเงิน
เฉลี่ยรายศีรษะของประชาชน เอาจำนวนเงินคูณด้วยจำนวนประชาชนเข้าไปก็ออกมาเป็นเงินก้อนโตก้อนหนึ่ง
หลังจากแบ่งเงินเดือนผู้ปฏิบัติงานไปแล้ว
ส่วนที่เหลือก็เอาไปบริหารจัดการกันเองให้ได้ตามนั้น
นี่มาจากรัฐช่วย
เรื่องนี้เป็นเรื่องชวนปวดศีรษะของผู้บริหารที่ทำให้ต้องคิดวิธีหาเงินและวิธีไม่ยอมจ่ายเงินให้ออกให้ได้
ซึ่งเรื่องนี้จะมีรายละเอียดในการปฏิบัติจริงอีกทีหนึ่ง
ในที่สุด
เราก็คงจะพอรับทราบแนวคิดกว้างๆหรือเข้าใจนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขกันบ้างแล้ว
ฉันอยากจะเล่า
ให้ฟังว่า โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี
โดยเฉพาะศูนย์แพทย์ที่ฉันรับผิดชอบอยู่
พวกเราได้วางแผนจะทำอะไรกันบ้างอย่างไร
มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้างก็เข้ามาสนทนากันสำหรับคนที่เล่นอินเตอร์เน็ตส่วนคนอื่นๆที่ไม่ใช่ข้าราชการกระทรวงนี้
ก็มีสิทธิถามไถ่ได้นะคะ
ฉันคิดว่า
งานนี้ดีที่เราได้ลงมือทำทุกอย่างด้วยตนเองแต่ต้น
ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรค่อยว่า
กันใหม่
ฉันจะทำบันทึกเป็นระยะๆรายงานไปเรื่อยๆก็แล้วกันค่ะ
ศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขปฐมภูมิ เทศบาล 8
workshopศูนย์แพทย์
ท.8 โดย น.พ.ไพโรจน์ สงวนดีกุล
เมื่อ 1-5 ตุลาคม 2544
ทีมPCUศูนย์แพทย์ท.8
|
1.น.พ.ไพโรจน์ สงวนดีกุล(หัวหน้าทีมPCU) 2.พ.ญ.จอมฤทัย อินทรพาณิช 3.นางเสาวณีย์ ศรีวรกุล 4.นางกนกพร(พยาบาลจากเทศบาล หัวหน้าศูนย์แพทย์) 5.นายศรชัย ใยสิงสอน 6.น.ส.มยุรี(ลูกจ้างประจำ) 7.น.ส.สุกัญญา(ลูกจ้างชั่วคราว) 8.ทพ.วรางคณา หลักคำ(มาเป็นบางวัน) 9.เภสัชกร วินัดดา (มาวันพุธบ่าย)
|
เขตชุมชนที่รับผิดชอบ
|
1.ศรีชมชื่น(ท.8) |
จำนวนประชากรในความรับผิดชอบ
ประมาณ 15,000 คน
การดำเนินงาน
จุดมุ่งหมาย "ชนะใจประชาชน
ถ้าเราไม่ให้ใจใคร
แล้วใครจะให้ใจเรา"
"ทำเพื่อเอาบุญ จริงจัง
จริงใจ เจตนาดี"
พันธกิจ
1.สำรวจคน
1.1ประชาชนทั้งหมด
15,000 คน
1.2คนไข้ที่มารับบริการในศูนย์
เฉลี่ย 40-50คน
1.3บรรดาผู้นำชุมชนต่างๆที่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ
เช่นผู้นำชุมชน,อสม.,กลุ่มสตรี,กลุ่มเยาวชน,กรรมการหมู่บ้าน
ลูกเสือชาวบ้าน,อบต.
2.งบประมาณ
หลังจากหักแบ่งเงินเดือนแล้ว
เหลือประมาณ 670บาทต่อหัว
คาดว่านะคะเพราะตัวเลขต่างๆมันเยอะมากเลย
ยังยุ่งๆอยู่ว่าจะตกลงกับเทศบาลอย่างไร
งบ30บาทจะเป็นของใคร
เป็นต้น แต่ผ.อ.รพศ.บอกแล้วว่า
ให้30บาทเทศบาลไปเลย
รถออกหน่วยเยี่ยมบ้าน
ใช้รถส่วนตัว
เบิกค่าน้ำมันหลวงได้
3.สถานที่
อยู่ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขที่เทศบาลสร้างไว้
และน.พ.ธนพล
เคยดูแลมาสถานที่ค่อนข้างโอ่โถง
เย็นสบาย มีต้นไม้ใหญ่เป็น
ป่าอยู่ด้านหลังบางวันมีเสียงจั๊กจั่นร้องบรรเลงเพลงให้ฟัง
ตอนสิบโมงเช้าเป็นประจำ
วางแผนจะจัดการปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในและภายนอกดังนี้
ภูมิทัศน์ภายใน
มีป้ายคำขวัญประจำPCUเพื่อเตือนใจเรา
"รักษากาย
พลิกฟื้นใจ สร้างสุขให้
ได้คนดี"
ช่วยเหลือประชาชนและทำSocial health
มีพิธีสงฆ์ในการเปิดป้ายและเจิมศูนย์แพทย์
โดยประชาชนท.8และผู้นำชุมชนมาช่วย
มีเทศบาลออกงบประมาณให้ด้วย
มีหิ้งพระสำหรับเป็นที่เคารพบูชาและเป็น
ศิริมงคลแก่เจ้าหน้าที่และคนไข้
พระพุทธรูปพี่ไพโรจน์จะอัญเชิญมาให้
มีพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระราชบิดา
สมเด็จพระราชชนนี,พระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี
ประจำศูนย์ เพื่อเป็นศิริมงคล
เช่นกัน
มีบอร์ดให้สุขศึกษาภายในศูนย์เน้นการป้องกัน
และส่งเสริม
นอกจากตัวโรคเองแล้ว
มีการติดแอร์ให้ห้องอื่นๆ
มีพัดลม มีแฟกซ์
คอมพิวเตอร์ประจำศูนย์มีอยู่แล้ว
ให้ทำความสะอาด8.00-8.30น.
ภูมิทัศน์ภายนอก
ด้านหลังป่าไม้ เทศบาล
จะทำเป็นสวนรุกขชาติอยู่แล้ว
เห็นเขาเอาบัวพันธุ์ต่างๆมาเลี้ยงไว้รอสระที่กำลังจะขุด
คงสวยงามน่าดูมาก
ด้านหน้าที่เป็นที่ว่าง
จะช่วยเสริมอาชีพชาวบ้านโดย
การให้ปลูกผักปลอดสารพิษ
ซึ่งได้คุยกับผู้นำชุมชนแล้ว
ด้านล่างจะจัดให้มีบอร์ดให้สุขศึกษาและส่วนหนึ่งเป็นของ
กลุ่มอาชีพทำไม้กวาดอยู่แต่เดิมแล้ว
ด้านล่างอาจจะทำเป็นสถานที่ออกกำลังกาย
เช่น มี
โต๊ะปิงปอง ให้เยาวชนเล่น
ห่างไกลยาเสพติด
4.ด้านวัตถุ
ประกอบด้วยพัสดุครุภัณฑ์
ที่เทศบาลจะจัดการ
เวชภัณฑ์
จะมีหน่วยบริหารยาจากฝ่ายเภสัชกรรม
และมียา2ITEMSให้แพทย์กับพยาบาลที่ตรวจ
รายการยาจะเซ็๖ร่วมกันระหว่างแพทย์กับเภสัชกร
และตกลงให้เทศบาลเป็นผู้จัดการเรื่องจัดซื้อยาแต่
จะไม่ยอมให้มีการขาดยา
ต้องจัดซื้อเอายามาใช้
ให้ทันท่วงที จากโรงพยาบาล
เภสัชกรเข้ามาดูPCUแล้วจะแนะนำเรื่อง
-การทำสต็อคยา
-การคุมสต็อค
-การจัดเก็บยา
-บริการความรู้คุ้มครองผู้บริโภค
5.ด้านการบริการ
| จันทร์-ศุกร์
8.30-16.30 ตรวจโรค พุธ 8.30-12.00 ตรวจเบาหวาน พฤหัส 8.30-16.30 ฝากครรภ์ ศุกร์ 8.30-16.30 คลินิคเด็กดี , ฉีดวัคซีน |
ส่วนการออกเยี่ยมบ้านกะไว้ 3
ครั้งต่อสัปดาห์
เริ่มเดือนหน้า
เพื่อให้ทุกสิ่งลงตัวพอสมควรก่อน
โดยจะเริ่มเยี่ยมบ้านผู้นำชุมชนก่อน
เพื่อสร้าง
สัมพันธภาพอันดีงามต่อกัน
โดยกะประมาณว่า
ภายในปีแรกนี้
จะออกเยี่ยมบ้าน 4500 บ้าน
ตามที่กำหนดมา
ปีแรกเขาให้ทำรายชื่อรู้จัก
ผู้เป็นประชาชนในเขตรับผิดชอบก่อน
แฟ้มหรือโฟลเดอร์
ประจำครอบครัว
สสจ.จะออกแบบให้
จึงรออยู่อยากรู้ว่าเป็นแบบไหน
แต่พี่ไพโรจน์ไม่ให้เอาแฟ้มออกเยี่ยมบ้านโดยตรง
ถ้าจะไปเยี่ยมบ้านต้องคัดลอกข้อมูลไป
ไม่ให้เสียหาย
ขอเซ็ทเครื่องมือผ่าตัดเล็ก
บริการผ่าตัดเล็กๆน้อยๆ
ขอLAB โดยส่งทางด่วน
เจาะส่งโรงพยาบาลและให้
FAXข้อมูลกลับมาให้ด่วน
โดยเฉพาะCBC,UA
ส่วนการตรวจอื่นๆอาจนัดมาฟังผลวันหลังได้
สิ่งที่ตรวจได้ในศูนย์มี BS,URINE
STRIPT,
PREG TEST,BLOOD GROUP
มีการให้สุขศึกษาโดยใช้บอร์ดทั้งภายในอาคารและเสาใต้ถุน
ทำให้สวยงามน่าอ่านเป็นพิเศษ
เน้นการป้องกันและทำอย่างไรจะไม่เกิดโรค
จัดทำเทปโรคที่พบบ่อยและป้องกันได้
แจกจ่ายไปตามศูนย์
กระจายข่าวและให้แก่คนไข้
เช่นโรคNCDทั้งหลาย
6.งานบริหารทั่วไป
1.การพิจารณาความดีความชอบ
แยกหน่วยกันระหว่าง
เทศบาลกับโรงพยาบาล
2.ค่าIncentive
จะต้องรอดูนโยบายใหญ่ที่จะจัดการมา
ส่วนเทศบาลจะได้อย่างไรยังไม่ทราบ
3.ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมอบสิทธิอำนาจแก่
น.พ.ไพโรจน์ในการพูดคุยติดต่อประสานงานกับ
เทศมนตรีหรือฝ่ายเทศบาลได้
แทนผู้อำนวยการร.พ.
4.หัวหน้าศูนย์แพทย์จะเป็นกรรมการบริหารโรงพยาบาลด้วย
5.น.พ.ไพโรจน์ สงวนดีกุล
มีความตั้งใจจะบริหารศูนย์ท.8
ให้เป็นตัวอย่างและเป็นที่ดูงานในอนาคต
เพราะที่นี่มี
ความพร้อมหลายด้านมากกว่าศูนย์อื่นๆ
ที่ไปเริ่มต้นใหม่
6.ทีมงานรักใคร่สามัคคีกันดีอยู่แล้ว
ทำงานง่ายขึ้นมาก
บ่ายสองโมง
เริ่มประชุมงานPCU
โดยมีผู้อำนวยการเป็นประธาน
ประชุมที่ห้องประชุมชั้น 6ตึกใหม่
มีผู้มาประชุมครบทีม
ทั้งแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์
เภสัชกร
เป็นการประชุมครั้งแรก
หลังจากทำงานได้
5 วันหรือ1สัปดาห์
ฉันสังเกตเห็นบรรยากาศค่อนข้างจอแจและทุกคนดูมีความกระตือรือร้น
ดูเตรียมพร้อม
กันเป็นอย่างดี
แต่ละคนคงอยากจะพูดทั้งนั้น
เป็นธรรมดาของงานใหม่ที่ต้องเผชิญปัญหาการทำงานอย่าง
แน่นอน PCUที่จ.อุดรธานี
ขณะนี้มี 8 แห่ง
มีแพทย์รับผิดชอบดังนี้
| 1.PCUนิคมสงเคราะห์ | พี่บรรจง,จิรวัฒน์ |
| 2.PCUนาข่า | ภราดร,พี่อนุชา,พี่รุ่งโรจน์ |
| 3.PCUหนองบัว | พี่บุญช่วย,ชัชวาลย์ |
| 4.PCUบ้านเลื่อม | พี่ฤทัย,พี่ชนาธิป,พี่สัมพันธ์ |
| 5.PCUโนนสูง | พี่รัชนัย |
| 6.PCUเทศบาล 8 | พี่ไพโรจน์และฉัน(จอมฤทัย) |
| 7.PCUเทศบาลใหญ่ | พี่สมนึก |
| 8.PCUโรงพยาบาล | อาภาพรรณ,พี่รุ่งเรือง |
การประชุมตอนแรกเป็นการชี้แจงเรื่องหลักประกันสุขภาพและงบประมาณต่างๆ
ตกลงรายละเอียดในการ
ปฏิบัติงาน
ให้เป็นรูปแบบเดียวกัน เช่น
การใช้รถ
การเบิกจ่ายเวชภัณฑ์
การให้ทันตแพทย์ไปอยู่ที่ศูนย์บริการ
การให้เภสัชกรไปช่วยเหลือด้านสต็อคยา
ซึ่งจะมียา 2 ITEMSและจะตกลงกับแพทย์อีกครั้งหนึ่ง
ฉันยังรู้สึก
ตาสว่างอยู่ แต่ไม่ยักนึกหิวอะไรทั้งสิ้น
แต่เมื่อตอนพูดเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆและการคำนวณต่างๆ
ตาก็ชักจะ
เลื่อนลอย ซึมลงเล็กน้อย
แต่หายใจปกติ
หัวใจไม่เต้นผิดจังหวะแต่อย่างใด
ภาคต่อมาซึ่งเป็นภาคสำคัญ
คือ
การบอกเล่าปัญหาของศูนย์แต่ละแห่ง
ซึ่งน่าสนใจมาก
เพราะบางอย่าง
ฉันไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นจริงๆ
ทุกPCUได้เล่าเรื่องของศูนย์ให้ที่ประชุมกัฟังกัน
PCUโนนสูง
พี่รัชนัย ผู้อำนวยการร.พงหนองบัวลำภู
ได้มารับผิดชอบที่นี่แต่เพียงผู้เดียว
พี่ท่านยังมีสง่าราศีเช่นเดิม
และ
ดูเป็นนายแพทย์ระดับผู้ตรวจกระทรวงที่มาทำงานแบบนี้
ท่านช่างเป็นตัวอย่างที่ดีและเสียสละเพื่อวงการแพทย์
และสาธารณสุขมาก
โดยบุคลิกแล้ว
ฉันเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาใดๆ
เพียงแต่การบริหารระบบในPCUคงจะเป็นแบบ
มืออาชีพ
ผู้เคยผ่านการบริหารในระดับสูงมาแล้ว
จึงรู้งานดี
ท่านเริ่มตั้งแต่งาน 5 ส.และได้รับความร่วมมือจากส.อ.
เป็นอย่างดี
มีการฉายแผ่นใสให้เราดูระบบการทำงานอย่างชัดเจน
ส่วนฉันก็เริ่มตาปรือลงเล็กน้อย
รู้สึกสมองล้าๆ
อย่างไรพิกล
ดูทีท่าว่าจะไม่รุ่งโรจน์ด้านการบริหารอย่างแน่นอน
แต่ก็เข้าใจสิ่งที่ท่านบอกมา
เท่าที่จะรับได้
ตามความรู้สึกแล้ว
ที่ศูนย์แห่งนี้น่าจะได้รับการพัฒนาได้เลย
ฉันมองท่านอย่างชื่นชมที่ท่านมีทั้งความสามารถและ
ความเสียสละ ต่อไปศูนย์นี้คงเป็นตัวอย่างได้อย่างแน่นอน
PCUสังคมสงเคราะห์
ที่ศูนย์แห่งนี้ทำให้ฉันตาสว่างโพลงตลอดรายการ
ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเรื่องแบบนี้แต่ก็มีไปแล้ว
ทำให้ฉันฮัมเพลง
บ้านทรายทองไปด้วยตั้งแต่ต้นจนจบ
"นี่คือสถาน
แห่งบ้านทรายทอง
ที่ฉันปองมาสู่...."
เป็นรายงานที่ทำให้รู้สึกว่าเผชิญปัญหาน่าหนักใจเป็นที่สุด
นำเสนอโดยพยาบาลของเรา
ดูเธอเป็นคนเรียบร้อยดีและ
เอาการเอางานปัญหาที่มีนั้นอยู่ที่หัวหน้าศูนย์อนามัยที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือแถมยังปิดประตูห้องเงียบตามลำพัง
ไม่มีการมาช่วยแนะนำใดๆ
ปล่อยให้คุณพยาบาลของเราทำงานเพียงลำพังทุกอย่างเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
ตั้งแต่ทำบัตรจนถึงจ่ายยา
เธอมีความพยายามอย่างมากที่จะใช้มนุษยสัมพันธ์และจิตวิทยาต่างๆมาเป็นประโยชน์
เพื่อให้สามารถทำงานเข้ากันได้
แต่ดูจะสัมฤทธิ์ผลยากยิ่ง
เป็นฉันคงร้องไห้กลับบ้านกลับช่องไปแล้ว
แต่เธอยังทนไป
ทำงานทุกวัน
และแก้ปัญหาไปในแต่ละวัน
พยายามจีบให้เจ้าหน้าที่ในศูนย์ช่วยปฏิบัติงาน
แต่ก็เกิดเหตุข่าวเล่าลือว่า
เธอถึงกับร้องไห้
หัวหน้าสถานีอนามัยเกิดรู้ผิดๆมาอย่างไรก็ไม่ทราบ
เพราะเธอปฏิเสธว่าไม่ได้ร้อง
แต่เขาไม่เชื่อ
จากนั้นจึงเกิดการหมางเมินระหว่างเธอกับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยทั้งหมดต้องมาปรับความเข้าใจกันใหม่ฉันนึกภาพ
ไม่ออกว่า ทนอยู่ได้อย่างไร
แต่เธอก็เก่งที่ในวันสุดท้ายนี้
สามารถปรับความเข้าใจกับเขาได้
และทำงานได้สบายขึ้น
คงต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวหลายอย่างฉันไม่ทราบว่าหัวหน้าสถานีอนามัยคิดอย่างไร
คงเป็นความผิดพลาด
เรื่องความรู้และความเข้าใจ
ทำไมเราจึงไม่เตรียมคนให้ดีๆก่อนก็ไม่ทราบได้นี่ฉันพูดอย่างเป็นกลางเพราะการทำงาน
นโยบายแบบใหม่
ที่ดูยุ่งยากมากเรื่องแบบนโยบายสาธารณสุขของรัฐบาลนี้
สิ่งจำเป็นคือต้องรู้บทบาทของตนเองอย่าง
แน่ชัด
ไม่เช่นนั้นก็เสียเวลาเปล่า
ควรจะจัดอบรมเชิงปฏิบัติการร่วมกันโดยสสจ.หรือสาธารณสุขมาเองถึงจะทำงาน
ออกมาได้ผลดี
ไม่เช่นนั้นเราคงมั่วๆกันอยู่อย่างนี้อีกนาน....ความคิดเรื่อง
Take over ไม่ควรจะมีปรากฏให้เห็นแล้ว
สำหรับที่นี่
การแก้ไขคงต้องมีผู้ใหญ่ไปช่วยในแง่การจัดประชุมทั้งทีม
ให้เห็นภาพพจน์
มีวิสัยทัศน์ไปในแนวเดียวกัน
ไม่เช่นนั้นต้องมีปัญหาต่อไปแน่นอน
ควรจะให้ทางเขาได้ถามและบอกความในใจบ้างเช่นกัน
เพราะการณ์กลับเป็นว่า
สถานีอนามัยไม่เก็ทอะไรเลยไม่รู้เรื่องและต้องปรับตัวอย่างมากมายแถมยังแอนตี้อีกด้วยนี่อาจจะเป็นความผิดพลาด
ในระดับสสจ.ก็ได้ที่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้และอาจจะละเลยปล่อยให้โรงพยาบาลเป็นหัวหอกอยู่ฝ่ายเดียว
ขืน
เป็นเช่นนี้
จะแย่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
เพราะการที่สสจ.เป็นผู้บริหารส.อ.
แต่เขามากินเงินเดือนที่นี่
คือโรงพยาบาลจ่าย
โดยที่เราไม่สามารถบอกงานให้เขาช่วยได้
ก็เป็นระบบที่แปลกประหลาด
เกินความเข้าใจของหมอเล็กๆอย่างฉันจริงๆ
(นี่เป็นสิ่งที่เพื่อนร่วมทีมของฉันคนหนึ่งให้ไอเดียมา)
PCUหนองบัว
พยาบาลที่ไปอยู่เป็นหัวหอก
คือเพื่อนเก่าของฉันเอง
เธอน่ารัก สนุกสนานดี
และโชคดีที่ไม่มีปัญหาอะไรนัก
คงใช้เวลาปรับตัวและรับรู้นโยบาย
ทำงานร่วมกันไปเรื่อยๆ
มีปัญหาจุกจิกในการปฏิบัติการมากกว่า
ที่นี่มีปัญหา
เรื่องสถานที่
ไม่มีที่ให้ทันตแพทย์ลงทำงาน
คงต้องแก้ไขสถานการณ์เรื่องนี้ต่อไป
คนไข้คงจะมากขึ้นเมื่อรู้ที่
แพทย์ที่ประจำที่นี่คือ
พี่บุญช่วย
จิตแพทย์
อาจมีคนไข้จิตเวชตามไปรับบริการด้วย
เพราะพี่ดูใจดี(ขึ้นมาก)จริงๆเลย
(นี่ล้อเล่นนะคะ ยังไพี่ก็มีเมตตากรุณาสูงอยู่แล้ว)
PCUบ้านเลื่อม
ที่นี่แหละค่ะ
ที่เขาเรียก PCU c 27
เพราะมีแพทย์ใหญ่ไปประจำอยู่
3 คน นำโดยพี่สาวคนสวย(ของฉัน)
พี่ฤทัย
เป็นวิสัญญีแพทย์สาว(ใหญ่)ไฟแรง
มีอุดมการเพียบ
เป็นหัวหน้าทีม
ตามประกบด้วยพี่ชนาธิป
หัวหน้ากลุ่มงานกุมาร
เวชกรรมและพี่สัมพันธ์(ของพี่ชนาธิป)อีกท่านหนึ่งซึ่งท่านเป็นศัลยแพทย์ฉันไม่คิดว่าที่นี่จะมีปัญหาอะไรได้ดูบารมี
เหลือล้นยู่แล้วทั้ง3ท่านแต่ปรากฏว่าท่านทั้ง3กก็เผชิญชะตากรรมไม่ผิดกับคนอื่นๆคือเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยจะปล่อย
ให้ท่านโซโลกันเองไปเลย
ต้องมาทำบัตรเองเช่นกัน
รวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับโอพีดีการ์ดและงานอื่นๆ
อีกมากมาย
ซึ่งเมื่อฉันฟังพวกท่านนำเสนอแล้ว
ชักไม่คิดว่ามันจะเป็นแค่งานกระจุกกระจิกอีกแล้ว
ดีที่ท่านไปนั่งช่วยกันทั้งหมด
ฉันคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ของสถานีอนามัยทีเดียว
คิดในอีกแง่หนึ่งเขาคงจะเกรงท่านจึง
กลัวทำอะไรผิดๆ
เลยไม่ทำเอาเสียเลย
หรือไม่เช่นนั้นก็ยังไม่รู้จักท่านดีนัก
คงนึกว่าท่านจะมาสั่งการอะไรต่างๆนานา
ก็เป็นได้ อันนี้เดาเอาค่ะ
เพียงแต่คิดว่าถ้าเราเป็นเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเราจะออกอาการอย่างไรบ้างเท่านั้นเอง
แต่ไม่นานที่นี่คงแก้ปัญหาได้แน่ๆ
และจะมีคนไข้เข้ามารับบริการอย่างหนาแน่นด้วยในระยะแรกๆ
เมื่อเขาทราบ
ที่เป็นความสำเร็จระดับต้นของการดึงผู้ป่วยออกจากการไปตรวจที่โรงพยาบาล(เสียบ้าง)
PCUนาข่า
ฉันชักรู้สึกหิว
เลยง่วนกับขนมอยู่พักหนึ่ง
จึงได้ฟังต่อ ที่นี่พยาบาลดูจะเป็นมืออาชีพจริงๆถ้าจำไม่ผิดสวยด้วย
เพราะคล่องแคล่วดีและมีแผนการทำงานอยู่แล้ว
ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมหลายศูนย์จึงมีพยาบาลเป็นผู้นำเสนอมากกว่า
แพทย์
ซึ่งที่ลงไปเต็มตัวในช่วงแรกๆคือ
พยาบาล
เพราะแพทย์หลายท่านต้องทำงานทั้งสองแห่ง
เหยียบสองขานั่นล่ะ
อาจจะไม่ได้ร่วมเผชิญปัญหาด้วยตลอดวัน
แต่จะเป็นผู้ให้การปรึกษาหารือได้ตลอดเวลา
ที่นี่ดูจะไม่ถึงกับมีปัญหาด้าน
ตัวบุคคลนักได้รับความร่วมมือดีแต่คงต้องเริ่มทำตั้งแต่5ส.เป็นต้นไปทุกศูนย์เช่นกันปัญหาและอุปสรรคก็เป็นเรื่องของ
ระบบงานและความเข้าใจต่อบทบาทของตนเองอีกตามเคย
อย่าลืมว่า คุณหมออรไท (คนไทยตัวอย่าง)
ท่านก็สารภาพว่า
ฝ่ายสถานีอนามัยยังใหม่ต่อนโยบายนี้มากและคงต้องปรับเปลี่ยนถึง
80 เปอร์เซ็นต์
ขณะที่โรงพยาบาลจะประมาณ 50
เปอร์เซ็นต์
ก็คงต้องค่อยๆทำไปตามหลักการและเหตุผลที่สมควร
PCUเทศบาล 8
พี่ไพโรจน์นำเสนอน้อยมากเพราะขณะนั้นจวนจะ17.00น.แล้วและเทียบกับศูนย์อื่นๆเราจะมีปัญหาในการทำงาน
ร่วมกันน้อยที่สุด
เพราะเทศบาลให้เราทำที่นี่มา2ปีแล้ว...แต่ปัญหาหนักอกคือ
เราต้องทำงานแบบประสานงานกัน
ตลอดเวลา
ซึ่งทำให้ความคล่องตัวลดน้อยลงไปมาก
แต่โชคดีที่พี่ไพโรจน์ท่านมองปัญหาองค์รวมและมีวิสัยทัศน์
ทำงานหนักในการประสานงานกับเทศบาล
และโชคดีที่ทางเทศบาลบอกว่าให้เราทำอะไรก็ได้
แต่เรื่องงบประมาณยัง
ไม่พูดถึงกันเลย
เลยไม่รู้จะทำอะไรดีในตอนนี้
รวมทั้งการจัดการเวชภัณฑ์ต่างๆ
ที่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ท่านอีกทีหนึ่ง
พี่ไพโรจน์จะระมัดระวังไม่ให้มีการข้ามหน้าข้ามตาใดๆกับฝ่ายเทศบาล
เพื่อสัมพันธภาพอันดีที่มีอยู่จะได้คงอยู่ต่อไป
ซึ่งฉันได้เรียนรู้จากท่านมาก
เพราะฉันมักจะทำไปเลยถ้าคิดว่าทำถูกและดีแล้ว
และไปประสานงานทีหลัง
ซึ่งเป็นการ
ทำงานที่เสี่ยงไป
ประสบการณ์คงเป็นสิ่งที่สำคัญ
ไม่เช่นนั้นถ้าฉันเป็นหัวหน้าศูนย์
ป่านนี้คงไปทวงเงินแล้ว
เพราะชัก
อยากเริ่มงานเร็วๆ
ไม่คุ้นเคยกับความชักช้าในการที่ต้องทำงานตามระบบ
หรือไม่เช่นนั้นในขณะนี้ก็ยังไม่คิดอะไรเลย
ยังคงนั่งตรวจคนไข้ตามอาชีพไปเรื่อยๆแล้วแต่ใครจะว่ายังไงก็ตามใจ...ฉันคิดว่าโชคดีที่ได้ทำงานกับผู้ที่มีจุดแข็ง
ด้านการรู้จักคนมากมาย
สามารถติดต่อประสานงานได้หลายอย่างและมีความว่องไว
มีไอเดียกว้างขวาง
มองเห็นการณ์ไกลซึ่งฉันจะถือเป็นตัวอย่างต่อไป
PCU เทศบาลใหญ่
ที่นี่เป็นอีกที่หนึ่งซึ่งคาดว่าจะมีปัญหา
เพราะทีมงานเทศบาลมีครบอยู่แล้ว
หมอที่เข้าไปทำงานเดิมไปทำเฉพาะด้านการตรวจรักษา
แต่ขณะนี้เราต้องทำเวชกรรมเชิงรุกด้วย
จำเป็นต้องประชุมตกลงกันให้ได้แนวทางที่ไปด้วยกันได้
เพราะเทศบาลก็มีแผนงานของเขาเช่นกัน
เรื่องบุคลากรที่ทำงานคงไม่มีปัญหาและพี่สมนึกก็ใจเย็นดี
อลุ้มอล่วยดีมาก
ฉันรู้สึกมานานแล้วว่า
ถ้าฉันจะเลือกแพทย์ประจำที่นั่น
คงเป็นแบบพี่สมนึกนี่เอง
การติดต่อประสานงานกันไม่น่าเป็นปัญหา
ยกเว้นนโยบายในส่วนที่ต้องทำงานร่วมกันเท่านั้นพร้อมทั้งปัญหาเรื่องงบประมาณและการจัดการต่างๆ
ที่เราต้องประสานกับทางเทศบาลให้ได้
PCU
โรงพยาบาลศูนย์
น้องอาภาพรรณ (คาดว่าน่าจะเขียนเช่นนี้)
ซึ่งเป็นสาวน่ารักและใจเย็น
รับดูแลที่นี่ ซึ่งเป็นงานเชิงรับที่หนักมาก
เพราะคนไข้ย่อมมาตรวจแต่ที่โรงพยาบาลในระยะแรกๆ
คนไข้ที่ต้องตรวจจึงมากที่สุด
ร่วมร้อย
ซึ่งคงต้องมีผู้ไปช่วย
ไม่เช่นนั้นจะเหนื่อยมาก และทำงานเชิงรุกไม่ได้เลย
คนไข้จะมาตรวจทั้งวันถ้าศูนย์ข้างนอกประสบความสำเร็จ
ที่นี่ก็
จะสบายขึ้น
ฉันเคยเจอแบบนี้ที่เทศบาลใหญ่
คนไข้ช่วงเช้า 70 กว่าคน
ติดๆกันหลายวัน แทบแย่
ทำเอาป่วยเลย
เพราะโรคก็มีแต่ไข้หวัด
จนฉันเป็นไข้หวัดไปด้วย
นับว่านโยบายป้องกันท่าจะไม่ได้ผลเป็นแน่
เพราะหมอก็เป็น
แถมเวลาตรวจแทบจะไม่ได้คุยกับคนไข้เลย
ทำให้คุณภาพการตรวจรักษารวมทั้งการให้บริการเชิงรุกซึ่งสำคัญ
เป็นไปได้ลำบาก
กระนั้นฉันก็พอจะทำได้
จึงสมัครจะไปอยู่ในครั้งแรก
ฉันหวังว่าการมีPCUในโรงพยาบาลศูนย์จะ
ไม่กลายเป็น Extended OPD
อย่างที่เกรงไว้
ในฐานะแพทย์คิดว่างานหนักและจำเจเกินไป
เราควรจะได้ทำเชิงรุก
เช่นการเยี่ยมบ้านตามหลักการ
เพราะจะมองเห็นองค์รวมเด่นชัดขึ้น
จะทำงานสนุกขึ้นมาก
เราจบการประชุมประมาณ 17 น.
ฉันรู้สึกหัวหมุนและเริ่มเครียด
ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างสาหัส
จึงกลับมาทำงานบ้านเป็นแจ๋วไปเลย
สบายใจดี ไม่ต้องคิดมาก
โชคดีจริงๆที่ฉันไม่ใช่หัวหน้าศูนย์
หรือมี
ตำแหน่งทางบริหารใดๆ
มีแต่ร่วมทีมและมองดู
ยอมรับว่า
การเปลี่ยนแปลงด้านสาธารณสุขในครั้งนี้
เป็นสิ่งที่เราทำภายใต้ความเครียดกันทุกคน
หวังว่าในภายหน้า
เมื่อเรามองย้อนกลับมาดูความยุ่งยากของวันนี้
เราจะสามารถภาคภูมิใจกับมันได้
ฉันหวังเช่นนั้นจริงๆ
การประชุมย่อย
1
10ต.ค.2544
การประชุมย่อยครั้งนี้
ผู้เป็นเจ้าของเรื่อง คือ พี่สมนึก
เตมียสถิตเป็นผู้เรียกประชุม
พี่ท่านเป็นผู้ที่ผู้อำนวยการไว้ใจให้เป็นผู้ดำเนินงานจัดการเกี่ยวกับPCU
พี่สมนึกเคยเป็น
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ้านดุงด้วย
จึงถือเป็นรุ่นพี่สายตรงของฉัน
มีเรื่องที่ประชุมกันดังนี้
1.เกี่ยวกับยาที่จะใช้ในศูนย์ทั้งหลาย
2.จัดตั้งกรรมการพิจารณายาต่างๆ
3.ขอให้ทำมาว่าใครทำหน้าที่อะไรกันบ้างในPCU
4.ขอพิจารณาว่าPCUโนสูงใครจะไปอยู่แทนพี่รัชนัย
ในหัวข้อแรก
มีการพูดถึงเรื่องยาที่จำเป็นต้องใช้ในPCU
นำเสนอโดยเภสัชกรสาวสวย
คล่องแคล่วแกมตลกที่ชื่อคุณฝน
ยาที่เธอมีลิสท์รายการมาให้
จัดว่าล้นเหลือ
แต่ก็ดีกว่าไม่มียาใช้
เป็นยาที่ควรจะมีประจำไม่ควรขาดแคลน
มีการดูรายการและเพิ่มหรือตัดรายการยาไปตามความเห็น
ของแพทย์ผู้ใช้ยา
และปรึกษาหารือว่าเภสัชกรจะสามารถSupportไหวหรือไม่
ปรากฏว่าเภสัชกรของเรา
ตอบรับทุกรายการ
มียาที่ทำให้หมอใช้โดยเฉพาะด้วย
คาดว่าในอนาคตผู้ป่วยที่มารับบริการจะมีอาการหนักขึ้น
และต้องการการดูแลรักษาที่มากกว่าในปัจจุบัน
คงมีคนไข้Referกลับถิ่นเดิมเพื่อรับยาลดความดันโลหิตหรือ
โรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น
และในอนาคตอีกไม่นานนัก
จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มมากขึ้นในPCUต่างๆ
และคงมีคนไข้หนักเพิ่มขึ้น
ซึ่งแพทย์จะเป็นตัวจักรสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากพอสมควร
ต่อไปคงมีหัตถการให้ทำ
คงดีกว่าสถานีอนามัย
แต่ก็ยังไม่เท่ากับโรงพยาบาลชุมชน
ถึงอย่างไรน่าจะลดจำนวนผู้ป่วยที่จะมาโรงพยาบาลได้มากขึ้น
เรื่องที่ 2
การพิจารณาตั้งคณะกรรมการพิจารณายา
เป็นทางการ ประกอบด้วยแพทย์
พยาบาล,เภสัชกร,
ห้องแล็บและทันตแพทย์
ซึ่งก็จัดตั้งอย่างรวดเร็ว
ไม่มีการเกี่ยงงอนแต่อย่างใด
เรื่องที่3 ทำJob
description
ซึ่งทำให้ฉันทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย
เพราะเห็นว่าในระยะนี้ยากที่จะมี
งานประจำที่แน่นอน
โดยเฉพาะบรรดาเจ้าหน้าที่
แต่คิดว่าระยะยาวใครจะทำอะไร
รับผิดชอบหนักไป
ทางไหนมากกว่า แต่ต้องทำงานแบบผสมผสานทุกคนอยู่แล้ว
ยกเว้นแพทย์
ที่เขาจะเก็บไว้ตรวจรักษา
โรคอย่างเจ๋งๆ และทนุถนอมไม่ให้ออกไปลำบากตรากตรำอะไรนัก
ซึ่งผิดจากที่ฉันคิดอยู่บ้าง
เพราะคิดลุย
มากทีเดียว เขาอยากให้เป็นมันสมองและเพิ่มพูนด้านวิชาการมากกว่า
จึงดีนะที่ฉันสมัครไปอบรมวิชาการ
แพทย์เวชปฏิบัติที่ต้องบอกให้ใจเสียซะหน่อยว่า
ฉันไม่ได้ลับมีดลับกรรไกรมาได้5ปีแล้ว
คงต้องทบทวนกันมาก
ไม่รู้ฉันจะเอากลับมาได้สักเท่าไหร่
ให้ลองไปอ่านเรื่อง mystoryดู
ก็จะรู้สาเหตุ
แต่ก็จะพยายามเต็มที่และเต็มที
สมองยักไหล่เล็กน้อยและบอกว่าวิชาการในระดับนี้น่ะเรื่องจ้อยแต่หัวใจส่ายหน้า2-3ทีเป็นเชิงไม่เชื่อถือสรรพสิ่งใด
ในโลกชนิด ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง
ทั้งสิ้น ก็ดูๆกันไป
ฉันช่วยเท่าที่จะช่วยได้ก็แล้วกัน
เรื่องสุดท้าย
พี่รัชนัยที่แสนดี
กลับอำลาจากเราไปแล้ว
เพราะทนคำขอร้องจากร.พ.อุดรปัญญาเวชไม่ได้
ทำเอาพี่สมนึกระบายความในใจที่น่าเห็นใจออกมาว่าหนักเหลือเกิน
หาแพทย์สมัครไปไม่ได้เลย
และบอกว่า
อยู่ๆพี่ก็ต้องไปออกตรวจเทศบาล
ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากแต่ต้องมารับผิดชอบโครงการใหญ่แบบนี้
จนลูกเมีย
ทำท่าจะตีจากซะแล้ว โถ..ก็น่าเห็นใจจริงๆ
การมาทำงานยุคบุกเบิกก็มักจะต้องมีพระเอกไว้ซักคนหนึ่ง
เอาไว้ดูแลพวกที่ไม่เป็นซะยิ่งกว่า
พี่เคยเป็นผู้บริหารมาแล้วและมีการประสานงานที่ดี
จึงเข้าตากรรมการนั่นแหละค่ะ
ก็ขอให้กำลังใจพี่ท่านมา
ณ ที่นี้ด้วย
การประชุมคราวนี้กินเวลาไม่นานนัก
แต่ก็เลิก 4
โมงเย็นเช่นเคย
อาหารว่างวันนี้เป็นคัพเค้ก
ฉันละเลียดกินอย่างเกรงใจแต่ก็หมดเกลี้ยงในที่สุด
พี่ฤทัยยังเป็นนางเอกเหมือนเดิม
ทั้งสวยและเก่ง
และมีแผนยุยงให้ผู้บริหารระดับสูงไปนั่งที่PCUเพื่อซื้อใจกัน
เป็นไอเดียที่เฉียบแหลมมากเลยค่ะ
และยินดีที่พี่รุ่งโรจนฺ์จะออกไปนาข่า
เพื่อหลีกหนีความจำเจ
เป็นความคิดที่ดีเช่นกัน
ส่วนพี่รุ่งเรืองก็ดูยังมีไฟอยู่
แม้จะเหน็ดเหนื่อยกับงานในโรงพยาบาลมากก็ยังมีใจให้กับPCU
หมอภราดรนั้นไม่ต้องห่วง
ดูมาดแมนเต็มขั้น ดูจะคล้ายผ.อ.รพ.ชุมชนที่ไหนสักแห่งด้วยซ้ำไป
ยังมีอีกหลายคนที่น่ารักทั้งกร๊ปนั่นแหละค่ะ
ดีที่บรรยากาศของเรา
ทรงภูมิ
ไม่มีข้อถกเถียงกันมากมายผิดกับการประชุมของสสจ.และเทศบาลที่เคยไปเห็นมา
ซึ่งก็เป็นคนละแบบกันไป
มีข่าวดีว่า น้องหนิง
เภสัชกรหญิงวินัดดา จะมาประจำPCUท.8
ยินดีต้อนรับเป็นอย่างยิ่งค่ะ
จบรายงานการประชุม...
การประชุมใหญ่โดยสสจ.
12 ต.ค. 2544
โครงการอบรมผู้ปฏิบัติงานในหน่วยบริการปฐมภูมิ
การประชุมครั้งนี้
เราคาดคิดว่า
จะเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีและความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ระหว่าง
เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยซึ่งสังกัดที่สสจ.กับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลศูนย์
ฉันไปแต่เช้าก่อนการประชุมจะเริ่ม
และอ่านชีทที่แจกให้อย่างสนใจ
โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกัยบโฟลเดอร์
เพราะคาดอยู่ว่า
ตอนบ่ายคงประชุมต่อ
ไม่ได้อีกตามเคย
นี่เป็นอาการประจำตัว
ที่ห้ามเอาอย่าง
เพราะมักจะเหนื่อยๆและไม่มีสมาธิจนถึงเคร่งเครียด
ซึ่งถือว่ามีโรคประจำตัวเป็นของตัวเองนั่นแหละ...
การประชุมเริ่มจากท่านสาธารณสุขจังหวัด
นายแพทย์ วีระวัฒน์
พันธุ์ครุฑ ได้มาอธิบายโครงสร้างองค์ประกอบ
และบทบาทหน้าที่ของหน่วยบริการปฐมภูมิ
โดยเริ่มจากประชากรที่รับผิดชอบของจ.อุดรธานี
1,500,000 คน
จากโครงการ30บาทรักษาทุกโรค
ทำให้เกิดบริการชนิดนี้ขึ้น
ทางกระทรวงได้กำหนดรูปแบบมา
80 %และจังหวัด
แต่ละจังหวัด
ปรับเพื่อให้เป็นรูปแบบของตนเองอีก20%
สำหรับรัฐบาลนั้นพยายามกระตุ้นให้PCUทำงานได้สมบูรณ์
เร็วที่สุดอย่างช้าไม่เกิน5ปีโดยจะใช้นโยบายว่าที่ใดจัดตั้งและปฏิบัติงานได้ดีที่สุดของพื้นที่นั้นๆก็จะได้รับงบประมาณ
มากขึ้นในการนำไปพัฒนาPCU
ปัญหาของPCUเริ่มมีตั้งแต่ในระยะแรก
คือเรื่องผู้ปฏิบัติงาน
เป็นกลุ่มคนที่มาทำงานร่วมกันเป็นทีม
มีการแบ่งหน้าที่
และภารกิจอย่างชัดเจน(อ้อ...มิน่าล่ะ
พี่สมนึกถึงทวงให้ส่งหน้าที่ของบุคลากรมาโดยด่วน
เพราะจะต้องนำส่งสสจ.นี่เอง)
หน้าที่ของPCUก็เหมือนที่เราทราบๆกันอยู่
คือมีหน้าที่ในการจัดระบบดูแลพัฒนาสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นองค์รวมและบูรณาการ
บริการผสมผสานและมีการ
จัดการเรื่องระบบข้อมูลให้ชัดเจน
PCU ไม่ใช่Extend
OPD
และไม่ใช่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่
(ขอบคุณพระเจ้า
เพราะฉันระหกระเหินมากับไอ้2อย่างนี่แหละ
จนเหน็ดเหนื่อยมากแล้ว)
หน่วยคู่สัญญาหลัก เรียกว่า
CUP สิ่งที่ต้องทำก็คือ
1.ต้องทำแผนพัฒนาให้ได้มาตรฐานที่กำหนด
ในระยะเวลา3-5ปี
2.มีทีมงานที่ครบถ้วนทั้งแพทย์,พยาบาล,ทันตแพทย์,เภสัชกรและแล็บ,มีทีมเยี่ยมบ้านเป็นประจำโดยหน้าที่
3.มีนโยบายชัดเจน
สถานที่ตั้งชัดเจน
มีเวลาทำการเต็มที่ 56 ชั่วโมง(คนที่เขามีเรื่องอื่นในชีวิตต้องทำเขาจะทำยังไง
โดยเฉพาะคนมีครอบครัว
เดี๋ยวก็เกิดปัญหาครอบครัว
ได้จะไม่คุ้มเสียนะท่านนะ
หนูว่างี้แหละ)
นโยบายการเงิน
เป็นแบบกระเป๋าเดียวกัน PCUมีสิทธิ์บริหารเงินเองด้วยจึงจะดี
แต่การที่PCUจะมีเงินบำรุงยังผิด
กฎหมายอยู่ คงต้องอนุโลม
หรือหาทางออกต่อไป
ถึงอย่างไรอาจซิกแซกให้ผู้อำนวยการเป็นคนเซ็น
ส่วนเงินที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศบาล
ร.พ.เอกชนคงต้องหาทางตกลงในรายละเอียดต่อไปให้ท่านผู้ใหญ่คุยกันก่อน
(แผนการที่ฉันจะบุกไปเบิกงบที่เทศบาลโดยลำพังจึงต้องระงับไปก่อน
เกือบทำจริงๆแล้วไหมล่ะ
ไม่รู้เหรอ ว่าไผเป็นไผน่ะ)
หัวหน้า PCUนั้น
บางจังหวัดก็ไม่ใช่แพทย์
เน้นคนที่ทำงานมากและประจำมากกว่า
ถ้าพยาบาลมีเวลามากกว่า
ก็ให้เขา
เพราะเรื่องนี้ส่วนใหญ่โดยอะไรก็แล้วแต่
หัวหน้าทีมทุกทีมที่เป็นงานสาธารณสุข
มักมีแพทย์เป็นหัวหน้าทีมซะเรื่อย
ก็ดี
แต่ถึงอย่างไรคิดว่าแพทย์น่าจะเป็นหัวหน้าทีมPCUเพื่อขวัญและกำลังใจส่วนหัวหน้าศูนย์เป็นพยาบาลก็ได้
(พูดแบบนี้เพราะอยู่ศูนย์เทศบาลมาค่ะ)
ความสัมพันธ์ระหว่างสถานีอนามัยกับโรงพยาบาล
รู้สึกว่า การ TAKE OVER
จะเป็นเรื่องน่าขบขันของสถานีอนามัย
เพราะอาจจะเป็นเพราะต่างทำงานแตกต่างกัน
ทำหน้าที่คนละอย่าง แต่ให้สวมหมวกสีเดียวกันได้
และฝ่ายโรงพยาบาล
ก็น่าจะเรียนรู้งานจากสถานีอนามัยเช่นกันข้อดีของส.อ.คืออยู่ในพื้นที่มานานส่วนทีมงานโรงพยาบาลก็อยู่งานรักษาแต่ใน
ที่สุดก็ต้องทำงานร่วมกันจนได้
เพราะต่อไปส.อ.ก็คือPCUนั่นเอง
สำหรับแฟ้มประวัติครอบครัว
มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับ
-การดูแลสุขภาพ
-การวิเคราะห์ปัญหา
-สำหรับรายงาน
มีการประเมินผลPCUทุกแห่ง
จึงต้องสร้างมาตรฐานตัวชี้วัด
ผู้ชี้วัดที่สำคัญคือ
ชาวบ้านหรือประชาชนผู้มารับบริการ
PCUป้อมเพชร จ.พระนครศรีอยุธยา
การดำเนินงานPCUของศูนย์ป้อมเพชร
จ.พระนครศรีอยุธยา
ที่บรรยายโดยพยาบาลที่เก่งมาก
คือ คุณ หมู
หรือชื่อจริงว่า คุณสัมฤทธ์
ต่อสติ
หัวหน้าศูนย์เวชปฏิบัติครอบครัว
ที่ศูนย์ป้อมเพชร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเริ่ม
ดำเนินงานมาจากการออกเยี่ยมบ้านและตั้งศูนย์ที่มีแพทย์มาช่วยตรวจได้สำเร็จ
ในเวลาไม่นาน
การนำเสนอน่าสนใจ
ได้รู้ลักษณะของการเข้าหาชาวบ้านและความรอบรู้ด้านต่างๆ
การพัฒนาจะทำทุกอย่าง
แม้แต่การฝึกอาชีพ
การรักษาพยาบาลคนไข้ที่ติดตามถึงบ้านจะทำให้พบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยเรื้อรังที่มักจะรักษายาก
การบริการที่ศูนย์จะเป็นลักษณะเวชปฏิบัติครอบครัวโดยพยาบาลเวชปฏิบัติ
มีแพทย์มาออกOPDนอกเวลาให้
การดูแลชุมชนจะดูแลทั้งหมดไม่ใช่ด้านสุขภาพอย่างเดียว
ที่สะดุดใจคือ เธอบอกว่า
แพทย์ไม่จำเป็นต้องออกเยี่ยมบ้าน
เพราะชาวบ้านจะเกร็งและประพฤติผิดวิสัย
ไม่ถามอะไรนอกจากเรื่องสุขภาพ
ทำให้ไม่ได้ภาพพจน์ที่ชัดเจนของชาวบ้าน
เธอบอกว่าสิ่งที่ต้องการที่สุดจากแพทย์คือ
การรักษาที่ดีเยี่ยมที่สุด
เธอนำเสนอด้วยPOWER POINTที่น่ารักดี
และเป็นคนสนุกสนานมีอารมณ์ขันเป็นพรสวรรค์
ได้ฮากันตลอด
ไม่มีใครหลับเลย
และลักษณะการทำงานดูสัมพันธภาพกับชาวบ้านดีมาก
สามารถประสานงานขอความช่วยเหลือ
ได้ทุกสารทิศ
ซึ่งลักษณะการทำงานจะทุ่มเทได้มาก
เพราะเป็นผู้มีความสนใจด้านนี้เป็นพิเศษ
ชอบเรื่องชาวบ้าน
การที่จะนำแนวทางของเธอมาใช้ก็เป็นศิลปะประจำตัว
เพราะที่เธอทำกลมกลืนดีและไปเรื่อยๆ
เป็นธรรมชาติ
รวมทั้งเป็นนักจิตวิทยาชั้นเยี่ยมทีเดียว
แต่การบรรยายที่เห็นภาพพจน์จริงๆที่ปฏิบัติจริง
มีภาพคนไข้ในชุมชนและ
ประวัติประกอบ
รวมทั้งกิจกรรมที่ชาวบ้านทำร่วมกัน
และความสำเร็จในการทำหน้าที่แล้ว
รู้สึกนิยมยกย่อง
เธอคงจะภูมิใจในความสำเร็จเหล่านี้
ที่เกิดขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงจริงๆ
สำหรับบ้านเราก็คงต้องใช้เวลาค่อยๆเป็นไปตามยุคสมัยและสิ่งแวดล้อม
คาดว่าแต่ละแห่งคงจะมีข้อเด่นต่างๆ
กันไป
ที่เราต้องติดตามกันต่อไป
เพราะเราเพิ่งเริ่มก้าวเดินเท่านั้นเอง
วันที่ 16
ตุลาคม 2544
พี่ฤทัย ชวนชาวPCU ไปดูงานที่อ.ด่านซ้าย
จ.เลย โดยมีพี่ชนาธิปเป็นหัวหน้าทีม
รู้เมื่อประชุมครั้งก่อน
เขาให้ลงชื่อก็
ลองถามพี่ไพโรจน์ดูก่อนว่า
พี่จะไปไหม
ปรากฏว่าท่านให้เราไป
จึงลงชื่อไปกับเขาด้วย
ต่อมาฝ่ายการพยาบาลได้ลงชื่อให้
ศรชัยไป ก็มีประมาณ50-60คนได้
ตอนแรกๆก็คิดผ่านๆถึงด่านซ้ายแล้วก็รู้สึกคุ้นๆหู
มิน่าล่ะ...ชาวยุพราชด้วยกัน
เพราะ
โรงพยาบาลด่านซ้าย
เป็นโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช
ที่ฉันเคยได้ยินชื่อตั้งแต่เป็น30เตียง
และจำได้เป็นพิเศษว่า ที่นี่
มีแพทย์ดีเด่นของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเป็นผู้อำนวยการ
จำได้ว่าเคยชื่นชมมากและได้รู้จักตัวจริงตอนไปประชุมผู้บริหารระดับกลางด้วยกัน
จำได้กระทั่งชื่อและงานอดิเรก
คือ
เรื่องดูนก
เป็นคนรักธรรมชาติมากทีเดียว
มีอะไรที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวของตัวเองสูงและเป็นคนน่ารักมาก
ทั้งเจ้าหน้าที่
และชาวบ้านรักคุณหมอคนนี้จริงๆ
อยู่ด้วยก็เย็นใจดี
แต่จริงๆแล้วกระตือรือร้นมีผลงานมากมายและมีอุดมการณ์ที่น่ายกย่อง
ที่ฉันบอกว่าจำชื่อได้
จำหน้าได้
โดยปกติวิสัยแล้วยากมากที่จะเป็นไปได้แสดงว่าเป็นคนที่น่าสนใจ
และดีด้วย
นายแพทย์ผู้อำนวยการท่านนี้อายุอานามน่าจะเป็นรุ่นน้องสักสองปีหรือทำนองนั้น
ชื่อนายแพทย์ภักดี
สืบนุการณ์ ซึ่งฉัน
สอบตกเฉพาะจำนามสกุลไม่ได้
น่าทึ่งจริงๆที่ว่าโลกกลมมันเป็นอย่างนี้เอง
แต่เวลาที่ผ่านไปทำให้ฉันคิดว่าหมอภักดีคง
ลืมรักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชบ้านดุงไปแล้ว
วันออกเดินทางต้องตื่นแต่เช้าคุณพ่อไปส่งตอนตีห้าครึ่งแพทย์ส่วนใหญ่จะนั่งรถตู้ไปมีส่วนน้อยที่ไปกับรถทัวร์คันใหญ่
ฉันก็เป็นหนึ่งในส่วนน้อยนี้
ฉันชอบเดินทางแบบทัวร์
มีเพื่อนเยอะๆสนุกดี
และไม่ผิดหวังกับการเดินทางดูงานครั้งนี้
เราออกเดินทางกันเช้ามาก
จึงมีการเสิร์ฟกาแฟและแซนด์วิช
กินกันบนรถ
เสิร์ฟโดยพวกเรากันเอง
โดยเฉพาะสุภาพบุรุษ
พี่นิด
พยาบาลชั้นหัวหน้า
อยู่ตึกสูติกรรมก็ช่วยให้บรรยากาศในรถครื้นเครงตลอดทาง
เก่งจริงๆ
และเล่านิทานก้อมเก่งด้วย
แต่ในขาไปเราค่อนข้างซีเรียสนิดหน่อยด้วยการให้แต่ละPCUมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังแพทย์ที่ไปด้วยกันมีหมอภราดรและ
หมอชัยสิทธิ์ ดูใจดีมากทั้งคู่
เราได้ฟังแต่ละPCUมาเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่ผ่านไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน
ได้รู้ว่ามีพยาบาลที่
ถึงกับลงไปขัดพื้นเอง
เพราะสถานีอนามัยไม่สะอาด
ก็ช่วยๆกันไป ราวกับไปผจญภัย
เพราะต้องปรับตัวให้เข้ากับทางส.อ.
ฉันจึงคิดว่าโชคดีที่ได้อยู่ในที่ที่พร้อมค่อนข้างมาก
โดยศรชัยก็เหมือนหัวหน้าส.อ.ที่คอยมาประสานงานอย่างดี
ถ้าคนของส.อ.เป็นเหมือนศรชัย
ปัญหาคงน้อยกว่านี้
เราใช้เวลาเดินทาง3ชั่วโมงครึ่งถึงนั่น9.30น.และไปถึงก็เบรคพอดีเลยรับประทานกันก่อนจนอิ่มหนำสำราญดีแล้วก็เข้า
รับฟังการสรุปงาน
นโยบายและปรัชญาของการทำPCUของร.พ.ด่านซ้าย
รวม 2 ชั่วโมงถึงเที่ยงกว่าๆ
ที่ฉันจับความได้จากการนำเสนอด้วยเพาเวอร์พ้อยนท์เป็นลักษณะสไลด์จำนวนกำลังพอดีไม่มากมาย(จะเห็นว่าฉันสนใจการ
นำเสนอราวกับอยู่ฝ่ายโสตทัศนศึกษาแน่ะ)
เราได้รู้ตั้งแต่พื้นฐานการทำงานลักษณะเวชปฏิบัติครอบครัว
และทำPCUตั้งแต่
ราว5ปีที่แล้ว จัดว่าผ.อ.หัวก้าวหน้ามาก
และจับทิศทางสาธารณสุขถูก
โดยการนำมาจากความต้องการของขาวบ้านที่มาใช้
บริการเป็นหลัก
ไม่ได้ยึดที่แผน
เมื่อถึงเวลา
จึงกลายเป็นที่ดูงานที่น่าสนใจ
ฉันคิดว่าที่ผู้อำนวยการเน้นมากคือ
พยายามที่จะ
ทำให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้
แค่หลักการความคิดก็ทำให้เรารู้สึกถึงความสำเร็จที่มีอยู่
อย่างเต็มภาคภูมิ
เพราะเขาจับหัวใจของงานบริการได้อย่างแท้จริง
การทำงานบริหารอย่างเดียวในการให้บริการแบบสาธารณสุขนั้น
จัดเป็น
งานที่หนักน่าเบื่อและดูราวกับอยู่ในฝันที่ไม่เป็นจริงทำให้เครียดมากจริงๆฉันเห็นใจผู้บริหารทุกท่านที่เป็นผู้อำนวยการโรง-
พยาบาลต่างๆทั่วประเทศตอนนี้
เพราะน้าสุรชัย
น้าเขยก็เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลย
ได้ข่าวว่าปวดศีรษะมากเช่นกัน
โรงพยาบาลพระยุพราชด่านซ้ายเป็นโรงพยาบาล60เตียง
รับผิดชอบประชากร50,000คน
มีสถานีอนามัย13แห่งและมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล120คน
นโยบายของสาธารณสุขมีว่าดังนี้
1.ประชาชนมีส่วนร่วม
2.ประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิ
เพื่อที่จะได้รับบริการที่มีคุณภาพ
3.สถานพยาบาลได้มาตรฐานและได้รับการรับรองคุณภาพ
4.ให้ความสำคัญกับPCU
5.ให้บริการร่วมกันในลักษณะเครือข่ายทั้งรัฐและเอกชน
6.มีระบบการเงินที่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว
7.มีสิทธิประโยชน์หลักและรูปแบบการจ่ายเงินที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
8.มีกองทุนประกันสุขภาพกองทุนเดียว
ตัวชี้วัดการทำงานของPCU
1.Objective
ให้ประชาชนได้สิทธิประโยชน์ในหลักประกันสุขภาพ
2.ปัจจัยนำเข้า เช่น บุคลากร,
งบประมาณ,วัสดุอุปกรณ์
3.กิจกรรม
ที่แต่ละแห่งจัดให้มีขึ้น
4.ผลผลิต
ความครอบคลุม,คุณภาพบริการ
5.ผลลัพธ์
สถานะสุขภาพดีขึ้น,การใช้บริการสุขภาพเปลี่ยนไปดีขึ้น
ลักษณะของHealth center
1.ตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่นและของประชาชน
2.ดูแลต่อเนื่องทั้งบุคคล,ครอบครัว,ชุมชน
3.ต้องทำทั้งรักษา,ส่งเสริม,ฟื้นฟู,ป้องกัน
4.ทำงานโดยการดูหน่วยงานอื่นๆที่ทำด้านสาธารณสุขที่อยู่ในชุมชน
5.ไม่ใช่ลักษณะของExtended OPDและไม่ใช่สถานสาธารณสุขมูลฐาน
6.มีความเป็นธรรมและมีคุณภาพ
คุณลักษณะสำคัญของPCU
1.เป็นบริการด่านแรกที่เข้าถึงง่าย
2.มีความต่อเนื่อง
3.มีความเข้าใจความต้องการของผู้ใช้บริการแบบผสมผสาน
4.สามารถประสานกับบริการหน่วยอื่นๆได้
CURATIVE
OPD,Minor surgery,refer,homecare
ป้องกันและส่งเสริม
-Immunization/ตรวจครรภ์/ดูพัฒนาการเด็ก<
-วางแผนครอบครัว
-ให้ความรู้รายบุคคลและครอบครัว,ชุมชน,โรรงเรียน
-เป็นผู้ให้คำแนะนำและให้การฟื้นฟูสภาพ
-รู้ว่าชุมชนมีความต้องการอะไรบ้าง
-มีแผนการพัฒนาชุมชนในPCU
ลักษณะการทำงาน
เน้นให้มาจากระดับล่างส่งความต้องการขึ้นมาตามลำดับ
มีคณะกรรมการ,คณะกรรมการที่ปรึกษา
คณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขอ.ด่านซ้าย
ลักษณะพิเศษของการทำงานที่นี่
-แผนที่เดินดิน
ออกสำรวจและเขียนแผนที่จริง
-รู้จักชุมชนจากโรคเรื้อรังก่อน
-รู้จักองค์กรในชุมชน
-รู้จักเวลาของชาวบ้าน
ว่าว่างช่วงไหน
-มีแหล่งที่พึ่งสุขภาพของชาวบ้านที่ใดบ้าาง
-รู้ประวัติบุคคล
มีการทำพงศาวลี
-รู้ประวัติชุมชน
การทำแผนพัฒนา
-ชาวบ้าน,ชุมชนเขามีอะไร
-ศักยภาพเขามีเพียงใด
-การมีส่วนร่วมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
-รู้จักสังคมให้ลึกซึ้ง
-มีความสัมพันธ์แนวราบ
-มีความยืดหยุ่น
-ปรับทัศนะด้านสุขภาพ
หลังจากฟังเสร็จ
พี่ฤทัยถามคำถามเกี่ยวกับวิธีการดำเนินงานและมีผู้ถามในแง่ปฏิบัติพอสมควร
และผู้อำนวยการสรุปที่ว่า
ตัวชี้วัดที่สำคัญในการทำงานของท่านคือประชาชนเน้นความต้องการของประชาชนไม่ได้คิดเพียงจะตั้งPCUให้อยู่ได้ด้วยการ
จัดเจ้าหน้าที่ไปลงให้ครบเท่านั้น
ต้องรู้การดำเนินการในลักษณะมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างแท้จริงด้วย
จึงจะสำเร็จผล
ตอนจบพี่สัมพันธ์มอบของที่ระลึกใส่ซองให้แก่ผู้อำนวยการ
ซึ่งรับอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส
เป็นอันเสร็จพิธี...
เรารับประทานอาหารกลางวันกัน
ฉันนั่งใกล้พี่สัมพันธ์และพี่รุ่งโรจน์
ซึ่งทั้งสองท่านได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับPCU
และแสดงว่า
เข้าใจการทำงานของศูนย์บริการแบบนี้เป็นอย่างดี
บ่ายโมงตรงเราลงไปดูงานที่ศูนย์เวชปฏิบัติครอบครัว
ได้ให้ความสนใจกับแฟมิลี่
โฟลเดอร์ ซึ่งทำแบบกระทัดรัด
มีข้อมูล
เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย
และพงศาวลีก็มี ส่วนโอพีดีการ์ดก็ทำอย่างนักปฏิบัติ
ลงผลการมาตรวจทุกครั้ง
และสถานะสุขภาพ
แผ่นขนาดโอพีดีการ์ดธรรมดา
และมีสมุดเล่มกระทัดรัดที่บอกว่าจะส่งตรวจสุขภาพอะไรบ้าง
เห็นพี่ฤทัยสนใจมาก
ศูนย์เวชฯมีพยาบาลประจำที่เป็นหัวหน้าศูนย์แต่ถ้าคนไข้อยากพบแพทย์เขาก็จะส่งให้
แต่บางคนชอบมาพบกับพยาบาลมากกว่า
เพราะเร็วดี
ส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่มีปัญหามากนัก
ส่วนของสถานีอนามัยก็เริ่มมีการบริหารจัดการคล้ายคลึงกัน
แต่มีปัญหาด้านบุคลากรและการบริหารบุคลากรอยู่บ้าง
เพราะPCUแต่ละแห่งความรับผิดชอบต่อประชากรต่างๆกันไปด้วย
ฉันถึงกับตกตะลึงเมื่อหมอภักดีบอกว่า
จำฉันได้ ซึ่งคงมีอะไรแปลกๆอยู่เป็นแน่
แต่ก็รู้สึกดีใจเป็นอันมาก
เพราะหมอภักดียังคงความมีชีวิตชีวาเหมือนเดิม
มีครอบครัวน่ารักที่มีคุณแม่เป็นแพทย์ด้วยกันและมีบุตรสองคน
และยังมีงานอดิเรกเกี่ยวกับธรรมชาติเช่นเดิม
แถมมีโครงการจะทำรีสอร์ทรับแพทย์ทั้งครอบครัวมาคลุกคลีกับธรรมชาติ
ที่นี่โรงพยาบาลเหมือนสวนสวรรค์
ด้วยการจัดแต่งสวนระดับมาตรฐาน
ตึกสะอาดสอ้านได้ISOติดกันมา 3
ปีแล้ว
วอร์ดชั้นบนที่ขึ้นไปดูมีลักษณะคล้ายวอร์ดพิเศษมีห้องพิเศษด้วยชั้นล่างเป็นกายภาพบำบัดที่นักกายภาพบำบัดสมัครมาเป็น
ลูกจ้างประจำ
เงินเดือนหมื่นเศษๆด้วยการจัดการบริหารของผ.อ.
มีการนวดแผนไทยโดยชาวบ้านด้วย
เป็นตึกใหม่ที่สวยงาม
มาก ลมเย็นสบายดี สะอาดมาก
มีรูปพระบิดาและสมเด็จย่าติดเป็นระยะๆอย่างมีรสนิยม
หมอภักดีพาไปดูที่ทำงานของผู้อำนวยการโรงพยาบาลและถามว่าคิดว่าเป็นอย่างไร
ฉันนึกถึงห้องทำงานส่วนตัวแบบสมถะ
ส่วนหมอภราดรหัวเราะ
ฉันจึงเสริมว่าอาจจะอลังการมากเลยก็ได้
พอเราขึ้นไปถึงปรากฏว่า ไม่มีห้องผู้อำนวยการและห้องพักแพทย์
เพราะหมอภักดีมีโต๊ะทำงานอยู่ในห้องธุรการ
เป็นโต๊ะที่สะอาดสะอ้านและจัดการเซ็นหนังสือแบบไม่มีพิธีรีตรองอะไรนัก
ผิดกับที่พวกเราคิด
แต่มีห้องประชุมเล็กที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว
สำหรับพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ในบางกรณีที่เป็นเรื่องลับ
หมอภักดีว่าเขาทำงานง่ายที่มาอยู่แบบนั้นอยากเรียกถามใครก็ได้ก็เป็นความคิดอีกแบบหนึ่ง
ดูไม่ใช่ผู้อำนวยการแบบลอยฟ้า
ติดดินจริงๆ
ฉันเห็นคนไข้มารับบริการตอนบ่ายมากพอควรอดคิดถึงบ้านดุงไม่ได้
เมื่อมาพบสถานการณ์จริงๆเข้า
ก็รู้ตัวว่า
กลับไปที่นั่นไม่ได้อีกแล้ว
ฉันเปลี่ยนไปจริงๆ แต่หมอภักดีดูมีความสุขดีและเป็นธรรมชาติมากที่ฉันยินดีด้วย
เราออกจากที่นั่นบ่ายสองโมง
โดยบอกขอบคุณอย่างมากที่เดินพาเราชมอย่างทั่วถึงทั้งโรงพยาบาล
รู้สึกไม่แปลกใจถ้าที่นี่จะเป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นเรื่อยๆในวงการ
หมอภักดีมีความสุขแล้วที่นี่
ไม่อยากไปไหนอีก
ซึ่งฉันก็เข้าใจเพราะคงผูกพันจากการทำงานที่นั่น
สร้างงานไว้ร่วม12ปี แถมยังอากาศดี
ราวกับอยู่รีสอร์ท
แม้จะมีฐานะทางบ้านอยู่ระดับอัครมหาเศรษฐีของเมืองไทย
แต่ก็ไม่ยึดติดตรงนั้น
นี่อาจจะ
เป็นเหตุหนึ่งที่คนพร้อมทุกด้านจึงจะทำงานออกมาได้เช่นนี้
หมอภักดีรักประชาชนจริงๆ
เป็นคนน่ารักมาก
ขากลับเราแวะที่ ชาโต้
เดอ เลย เป็นร้านขายไวน์และของที่ระลึกกับขนมกระจุกกระจิกหลายอย่าง
ที่นี่
ข้าวนางเล็ดอร่อยดี
จึงซื้อมาฝากคุณพ่อคุณแม่
แต่ไม่ได้ซื้อไวน์ฝากพี่นิวัติ
เพราะท่านรับประทานแต่บอร์ดัวซ์
ฉันเริ่มง่วงและนอนหลับไปเป็นระยะๆ
ตื่นขึ้นตอนเล่านิทานตลกของพี่นิดและคุณติ๊ก
เล่าได้สนุกสนานมาก
ฉันกลับมาด้วยความสุขและรู้สึกว่าเป็นการเดินทางไปเที่ยวด้วย
ซึ่งฉันไม่ได้เดินทางแบบนี้มาหลายปีแล้ว
รถถึงอุดรราว18.30น. คุณพ่อมารับ
ฉันเล่าให้ฟังอย่างง่วงๆว่าโรงพยาบาลสวยมาก
เมื่อถึงบ้านก็รีบขึ้นอาบน้ำ
และเข้านอน
ตอนเช้าตื่นขึ้นมาปวดเมื่อยและเป็นไข้
เพิ่งรู้ว่าสุขภาพยังแย่อยู่มาก
จึงโทร.ไปบอกพี่ไพโรจน์
และนอนพักผ่อนต่อจนหายดี
วันรุ่งขึ้นก็ไปทำงานได้
ไม่ทราบจะบอกอะไรแก่พี่ไพโรจน์
เพราะไอเดียของท่าน
บรรเจิดและมีความครอบคลุมทุกอย่างดังที่หมอภักดีพูดมาทั้งหมด
เป็นโชคดีจริงๆของฉันที่ได้อยู่ที่นี่....