ความตาย การพิจารณาความตาย การเจริญมรณานุสติ
"เกริ่น"
เพื่อนๆ ทั้งหลาย
ความตายก็เป็นของน่ากลัว
ดังที่พระพุทธองค์ทรงกล่าว (รู้สึกจะ)กับพระอานนท์ว่าการระลึกถึงความตายนั้น
"ระลึกถึงความตายสบายนัก
"เข้าเรื่อง"
เผอิญได้พบธรรมะที่น่าสนใจ
[ จาก
มรณะ คือ ความตาย แบ่งออก ๒ อย่าง คือ
นอกจากนี้ความตายยังแบ่งออกเป็น ๓ อย่าง คือ
[ จาก
(หน้า ๒ และหน้า ๓)
อันว่าความตายนั้นเป็นของที่คู่กับชีวิตของเรา เมื่อเราเกิดขึ้นมา เราก็ต้องคำพิพากษาเสียแล้วว่า
.....
(เนื้อหาต่อจากนี้ย่อความมาจากทั้งเล่มค่ะ)
สิ่งที่ไม่อาจกำหนดได้ ๕ อย่าง
ชีวิตัง พยาธิ กาโล จ
๑.
๒.
๓.
กาลเวลา
๔.
สถานที่
๕.
คติที่จะไป
พระพุทธเจ้าทรงเป็นกัลยาณมิตรช่วยให้พ้นตายได้ ...
พุทธภาษิต เพื่อการพิจารณาความตาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการ อันสตรี บุรุษ คฤหัสถ์หรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนืองๆ คือ
.....
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนด*
.....
เมื่อโลกถูกชรา พยาธิ มรณะ แผดเผาแล้วเช่นนี้ ความสำรวมทางกาย
.....
คนพาลย่อมคิดผิดว่า เราจักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูฝน จักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูหนาว และฤดูร้อน
สิ่งที่น่าสลดใจ น่ากลัว น่าหวาดหวั่นที่สุดก็คือพระศาสนาที่ย่างมาได้เกินครึ่งทางแล้ว
สองพันห้าร้อยกว่าปี เวลาที่เหลือก็สั้นนัก
น่าวังเวงใจเหลือเกินเมื่อคิดว่า
เมื่อหมดพระศาสนาคราวนี้แล้ว
ก็จะไม่มีที่พึ่งอันวิเศษสุดนี้ไปอีกยาวนาน นานแสนนาน
ตายไปคราวนี้แล้ว
ก็ยังไม่รู้จะได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาอีกหรือเปล่าหรือว่าจะได้พบอีกเมื่อไหร่
ชีวิตนี้สั้นนัก
แถมยังกำหนดก็ไม่ได้ จะรู้ก่อนก็ไม่ได้ว่าจะตายอย่างไร เมื่อไหร่
แม้จะระลึกทุกลมหายใจเข้าออกก็ยังน้อยไป
มันหักรักหักหลงในสงสาร
บรรเทามืดโมหันธ์ในสันดาน
ทำให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ"
(กลอนโบราณ)
เลยหาคัดลอกมาเผื่อพวกเราจะสนใจอุบาย
การคิดถึงความตายกันเนืองๆ เพื่อให้เป็นประโยชน์ทั้งในโลกนี้
และโลกหน้า คือเตรียมตัวเตรียมปฏิบัติธรรมไว้เยอะๆ
และเตรียมตัวตายแบบมีสติรู้เท่าทัน ไม่หลงตายค่ะ
"วิปัสสนากรรมฐาน"
ภาค ๑ เล่ม ๒ หน้า ๑๗๐
โดย พระธรรมธีรราชมหามุนี ]
๑. กาลมรณะ ความตายตามกาล เช่น ตายเพราะสิ้นอายุ ตายเพราะสิ้นกรรม
ตายเพราะสิ้นทั้งอายุสิ้นทั้งกรรม
๒. อกาลมรณะ ตายไม่ตามกาล เช่น ถูกรถทับตาย เป็นต้น
๑. สัมมติมรณะ ตายโดยสมมุติ เช่น นาย ก. ตาย
๒. ขณิกมรณะ ตายชั่วขณะหนึ่งๆ ตายอยู่ทุกฝีก้าว ทุกขณะหายใจเข้าออก
ทุกขณะตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส
กายถูกเย็นรอ้นอ่อนแข็ง ใจคิดธรรมารมณ์
๓. สมุจเฉทมรณะ ตายโดยตัดขาดจากวัฏฏสงสาร ได้แก่การตายของพระอรหันต์
"มรณสติกถา"
"พุทธภาษิตเพื่อพิจารณความตาย"
โดย พระดุษฎี เมธังกุโร ]
ความตายเป็นความเที่ยงแท้ที่ไม่แน่นอน
เป็นนักโทษประหาร ต้องถึงแก่ความตาย ด้วยการลงโทษประหารในวันใดวันหนึ่ง โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง
ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ซึ่งโทษประหารชีวิตนี้มิได้ระบุแน่นอนชัดเจนว่า เราจะตายเมื่อไหร่
จะตายที่ไหน จะตายอย่างไร แต่ที่เที่ยงแท้ก็คือว่า เราทุกคนที่เกิดมาจะต้องพบความตาย
โดยหลีกเลี่ยงมิได้ ความเที่ยงแท้ที่ไม่แน่นอนนี้ เราควรที่จะกำหนดจิตกำหนดใจของเราให้ยอมรับความจริง
คือยอมรับสภาพที่รู้แน่นอนว่าต้องตายนั้นประการหนึ่ง กับสภาพที่ไม่รู้ได้แน่นอนว่าจะตายเมื่อไหร่
จะตายที่ไหน จะตายอย่างไรอีกประการหนึ่ง เพื่อเตรียมจิตเตรียมใจของเราให้พร้อม
เพื่อรับสภาพการณ์ที่ความตายจะมาเยือน ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะมีประโยชน์อย่างมาก
ประโยชน์ยิ่งกว่านั้นก็คือว่า จะได้หาหนทาง หาวิธีที่เราจะก้าวพ้นความตายทั้งหลาย
ไม่ให้มัจจุราชมารมองเห็นตัวของเราได้ ทั้งนี้ ก็โดยอาศัยพระธรรมคำสอน
ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสั่งสอนไว้ ให้เราประพฤติปฏิบัติและจะนำไปสู่ความพ้นทุกข์
เทหนิกเขปนัง คติ
ปัญเจเต ชีวโลกัสมึ
อนิมิตตา น นายเร
แปลความว่า
สิ่งที่เราไม่อาจรู้ได้ในขณะที่เรามีชีวิตอยู่นั้น มีอยู่ ๕ อย่างด้วยกัน คือ
(ในวงเล็บเหลี่ยมเป็นคำอธิบายขยายแนะนำการปฏิบัติตัวที่ผู้เขียนหนังสือขยายไว้ค่ะ)
อายุ
เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเราจะมีอายุยืนนานสักเพียงไร
[ไม่สำคัญว่าเราจะอยู่นานเพียงใด แต่สำคัญว่าเราอยู่ดีแค่ไหน
ไม่สำคัญว่าระยะเวลาจะมีเท่าใด แต่สำคัญว่าเราจะใช้เวลาของเราอย่างไร]
ความเจ็บไข้
เราไม่สามารถรู้ได้ว่าวันไหนเราจะเจ็บป่วยร้ายแรงเพียงใด
[เมื่อร่างกายเรายังแข็งแรงดี จิตใจเรายังสมบูรณ์ดี
พีงตั้งหน้าทำความเพียร ประกอบการงานหน้าที่ให้ดีที่สุด]
เราไม่สามารถรู้ได้ กำหนดหมายไม่ได้แน่นอน
[เราต้องไม่ประมาท สามารถพร้อมที่จะตายได้ทุกเมื่อ]
เราไม่สามารถกำหนดหรือรู้ได้
[พยายามใช้ชีวิตของเราให้เป็นประโยชน์
อยู่ ณ ที่ใด ก็ระวังจิตระวังใจของเราให้ดี]
เราไม่สามารถรู้ว่าตายไปแล้วเราจะไปไหนต่อ
[ผู้ทำดีย่อมมีสุคติเป็นที่หมาย ผู้ทำชั่วย่อมมีทุคติเป็นที่หมาย]
ขอให้เราตระหนักถึงความตายนี้ แล้วตั้งหน้าประพฤติปฏิบัติธรรม
เพื่อพ้นจากความตายนี้ให้ได้ โดยอาศัยธรรมะของผู้มีพระภาคเจ้านั่นเองเป็นเครื่องนำทาง
๑. ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
๒. เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้
๓. เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
๔. เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
๕. เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
(๘๐.๓๓/๑๐๒-๑๐๓ หรือ ๔๕.๒๒/๗๒ ฐานสูตร)
ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง
(๘๐.๓๕/๑๓๒ หรือ ๔๕.๒๓/๙๕ สุริยสูตร)
(* หมายเหตุ ดิฉันคล้ายเคยได้ยินว่า "นี้ควรกำหนด" แต่ไม่กล้าเปลี่ยนเพราะไม่แน่ใจ
ก็เลยคัดลอกตรงตามหนังสือเล่มนี้พิมพ์ไว้มาเลยค่ะ)
ความสำรวมทางวาจา ความสำรวมทางใจในโลก ย่อมเป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น
เป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง และเป็นที่ยึดหน่วงแก่เขาผู้ละไปแล้ว
(๘๐.๓๑/๒๔๘ หรือ ๔๕.๒๐/๑๗๔ ชนสูตร)
ดังนี้ ย่อมไม่รู้อันตราย มัจจุย่อมพาเอาคนผู้มัวเมาในบุตรและปศุสัตว์ มีมนัสข้องติดในอารมณ์ต่างๆ
เหมือนห้วงน้ำใหญ่พาเอาชาวบ้านผู้หลับไป ฉะนั้น
เมื่อบุคคลถูกมัจจุผู้ทำซึ่งที่สุดครอบงำแล้ว บุตรทั้งหลายย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน
บิดาย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน ถึงพวกพ้องทั้งหลายก็ย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน
ความเป็นผู้ต้านทานไม่มีในญาติทั้งหลาย บัณฑิตทราบประโยชน์นี้แล้ว
พึงเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยศีล พึงรีบชำระทางเป็นที่ไปสู่นิพพานพลันทีเดียว
(๘๐.๓๘/๖๙ หรือ ๔๕.๒๕/๔๔ คาถาธรรมบท)