ความตาย การพิจารณาความตาย การเจริญมรณานุสติ

"เกริ่น"

เพื่อนๆ ทั้งหลาย
สิ่งที่น่าสลดใจ น่ากลัว น่าหวาดหวั่นที่สุดก็คือพระศาสนาที่ย่างมาได้เกินครึ่งทางแล้ว
สองพันห้าร้อยกว่าปี เวลาที่เหลือก็สั้นนัก
น่าวังเวงใจเหลือเกินเมื่อคิดว่า
เมื่อหมดพระศาสนาคราวนี้แล้ว
ก็จะไม่มีที่พึ่งอันวิเศษสุดนี้ไปอีกยาวนาน นานแสนนาน

ความตายก็เป็นของน่ากลัว
ตายไปคราวนี้แล้ว
ก็ยังไม่รู้จะได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาอีกหรือเปล่าหรือว่าจะได้พบอีกเมื่อไหร่
ชีวิตนี้สั้นนัก
แถมยังกำหนดก็ไม่ได้ จะรู้ก่อนก็ไม่ได้ว่าจะตายอย่างไร เมื่อไหร่

ดังที่พระพุทธองค์ทรงกล่าว (รู้สึกจะ)กับพระอานนท์ว่าการระลึกถึงความตายนั้น
แม้จะระลึกทุกลมหายใจเข้าออกก็ยังน้อยไป

"ระลึกถึงความตายสบายนัก
มันหักรักหักหลงในสงสาร
บรรเทามืดโมหันธ์ในสันดาน
ทำให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ"
(กลอนโบราณ)

"เข้าเรื่อง"

เผอิญได้พบธรรมะที่น่าสนใจ
เลยหาคัดลอกมาเผื่อพวกเราจะสนใจอุบาย
การคิดถึงความตายกันเนืองๆ เพื่อให้เป็นประโยชน์ทั้งในโลกนี้
และโลกหน้า คือเตรียมตัวเตรียมปฏิบัติธรรมไว้เยอะๆ และเตรียมตัวตายแบบมีสติรู้เท่าทัน ไม่หลงตายค่ะ

[ จาก
"วิปัสสนากรรมฐาน"
ภาค ๑ เล่ม ๒ หน้า ๑๗๐
โดย พระธรรมธีรราชมหามุนี ]

มรณะ คือ ความตาย แบ่งออก ๒ อย่าง คือ
๑. กาลมรณะ ความตายตามกาล เช่น ตายเพราะสิ้นอายุ ตายเพราะสิ้นกรรม
ตายเพราะสิ้นทั้งอายุสิ้นทั้งกรรม
๒. อกาลมรณะ ตายไม่ตามกาล เช่น ถูกรถทับตาย เป็นต้น

นอกจากนี้ความตายยังแบ่งออกเป็น ๓ อย่าง คือ
๑. สัมมติมรณะ ตายโดยสมมุติ เช่น นาย ก. ตาย
๒. ขณิกมรณะ ตายชั่วขณะหนึ่งๆ ตายอยู่ทุกฝีก้าว ทุกขณะหายใจเข้าออก
ทุกขณะตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส
กายถูกเย็นรอ้นอ่อนแข็ง ใจคิดธรรมารมณ์
๓. สมุจเฉทมรณะ ตายโดยตัดขาดจากวัฏฏสงสาร ได้แก่การตายของพระอรหันต์

[ จาก
"มรณสติกถา"
"พุทธภาษิตเพื่อพิจารณความตาย"
โดย พระดุษฎี เมธังกุโร ]

(หน้า ๒ และหน้า ๓)
ความตายเป็นความเที่ยงแท้ที่ไม่แน่นอน

อันว่าความตายนั้นเป็นของที่คู่กับชีวิตของเรา เมื่อเราเกิดขึ้นมา เราก็ต้องคำพิพากษาเสียแล้วว่า
เป็นนักโทษประหาร ต้องถึงแก่ความตาย ด้วยการลงโทษประหารในวันใดวันหนึ่ง โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง
ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ซึ่งโทษประหารชีวิตนี้มิได้ระบุแน่นอนชัดเจนว่า เราจะตายเมื่อไหร่
จะตายที่ไหน จะตายอย่างไร แต่ที่เที่ยงแท้ก็คือว่า เราทุกคนที่เกิดมาจะต้องพบความตาย
โดยหลีกเลี่ยงมิได้ ความเที่ยงแท้ที่ไม่แน่นอนนี้ เราควรที่จะกำหนดจิตกำหนดใจของเราให้ยอมรับความจริง
คือยอมรับสภาพที่รู้แน่นอนว่าต้องตายนั้นประการหนึ่ง กับสภาพที่ไม่รู้ได้แน่นอนว่าจะตายเมื่อไหร่
จะตายที่ไหน จะตายอย่างไรอีกประการหนึ่ง เพื่อเตรียมจิตเตรียมใจของเราให้พร้อม
เพื่อรับสภาพการณ์ที่ความตายจะมาเยือน ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะมีประโยชน์อย่างมาก
ประโยชน์ยิ่งกว่านั้นก็คือว่า จะได้หาหนทาง หาวิธีที่เราจะก้าวพ้นความตายทั้งหลาย
ไม่ให้มัจจุราชมารมองเห็นตัวของเราได้ ทั้งนี้ ก็โดยอาศัยพระธรรมคำสอน
ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสั่งสอนไว้ ให้เราประพฤติปฏิบัติและจะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ …

.....

(เนื้อหาต่อจากนี้ย่อความมาจากทั้งเล่มค่ะ)

สิ่งที่ไม่อาจกำหนดได้ ๕ อย่าง

ชีวิตัง พยาธิ กาโล จ
เทหนิกเขปนัง คติ
ปัญเจเต ชีวโลกัสมึ
อนิมิตตา น นายเร

แปลความว่า
สิ่งที่เราไม่อาจรู้ได้ในขณะที่เรามีชีวิตอยู่นั้น มีอยู่ ๕ อย่างด้วยกัน คือ
(ในวงเล็บเหลี่ยมเป็นคำอธิบายขยายแนะนำการปฏิบัติตัวที่ผู้เขียนหนังสือขยายไว้ค่ะ)

๑.
อายุ
เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเราจะมีอายุยืนนานสักเพียงไร
[ไม่สำคัญว่าเราจะอยู่นานเพียงใด แต่สำคัญว่าเราอยู่ดีแค่ไหน
ไม่สำคัญว่าระยะเวลาจะมีเท่าใด แต่สำคัญว่าเราจะใช้เวลาของเราอย่างไร]

๒.
ความเจ็บไข้
เราไม่สามารถรู้ได้ว่าวันไหนเราจะเจ็บป่วยร้ายแรงเพียงใด
[เมื่อร่างกายเรายังแข็งแรงดี จิตใจเรายังสมบูรณ์ดี
พีงตั้งหน้าทำความเพียร ประกอบการงานหน้าที่ให้ดีที่สุด]

๓. กาลเวลา
เราไม่สามารถรู้ได้ กำหนดหมายไม่ได้แน่นอน
[เราต้องไม่ประมาท สามารถพร้อมที่จะตายได้ทุกเมื่อ]

๔. สถานที่
เราไม่สามารถกำหนดหรือรู้ได้
[พยายามใช้ชีวิตของเราให้เป็นประโยชน์
อยู่ ณ ที่ใด ก็ระวังจิตระวังใจของเราให้ดี]

๕. คติที่จะไป
เราไม่สามารถรู้ว่าตายไปแล้วเราจะไปไหนต่อ
[ผู้ทำดีย่อมมีสุคติเป็นที่หมาย ผู้ทำชั่วย่อมมีทุคติเป็นที่หมาย]

พระพุทธเจ้าทรงเป็นกัลยาณมิตรช่วยให้พ้นตายได้ ...
ขอให้เราตระหนักถึงความตายนี้ แล้วตั้งหน้าประพฤติปฏิบัติธรรม
เพื่อพ้นจากความตายนี้ให้ได้ โดยอาศัยธรรมะของผู้มีพระภาคเจ้านั่นเองเป็นเครื่องนำทาง

พุทธภาษิต เพื่อการพิจารณาความตาย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการ อันสตรี บุรุษ คฤหัสถ์หรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนืองๆ คือ
๑. ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
๒. เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้
๓. เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
๔. เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
๕. เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
(๘๐.๓๓/๑๐๒-๑๐๓ หรือ ๔๕.๒๒/๗๒ ฐานสูตร)

.....

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนด*
ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง

(๘๐.๓๕/๑๓๒ หรือ ๔๕.๒๓/๙๕ สุริยสูตร)
(* หมายเหตุ ดิฉันคล้ายเคยได้ยินว่า "นี้ควรกำหนด" แต่ไม่กล้าเปลี่ยนเพราะไม่แน่ใจ
ก็เลยคัดลอกตรงตามหนังสือเล่มนี้พิมพ์ไว้มาเลยค่ะ)

.....

เมื่อโลกถูกชรา พยาธิ มรณะ แผดเผาแล้วเช่นนี้ ความสำรวมทางกาย
ความสำรวมทางวาจา ความสำรวมทางใจในโลก ย่อมเป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น
เป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง และเป็นที่ยึดหน่วงแก่เขาผู้ละไปแล้ว
(๘๐.๓๑/๒๔๘ หรือ ๔๕.๒๐/๑๗๔ ชนสูตร)

.....

คนพาลย่อมคิดผิดว่า เราจักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูฝน จักอยู่ในที่นี้ตลอดฤดูหนาว และฤดูร้อน
ดังนี้ ย่อมไม่รู้อันตราย มัจจุย่อมพาเอาคนผู้มัวเมาในบุตรและปศุสัตว์ มีมนัสข้องติดในอารมณ์ต่างๆ
เหมือนห้วงน้ำใหญ่พาเอาชาวบ้านผู้หลับไป ฉะนั้น
เมื่อบุคคลถูกมัจจุผู้ทำซึ่งที่สุดครอบงำแล้ว บุตรทั้งหลายย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน
บิดาย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน ถึงพวกพ้องทั้งหลายก็ย่อมไม่มีเพื่อความต้านทาน
ความเป็นผู้ต้านทานไม่มีในญาติทั้งหลาย บัณฑิตทราบประโยชน์นี้แล้ว
พึงเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยศีล พึงรีบชำระทางเป็นที่ไปสู่นิพพานพลันทีเดียว
(๘๐.๓๘/๖๙ หรือ ๔๕.๒๕/๔๔ คาถาธรรมบท)

| deedi_deedi@email.com |