ปรัชญาและแนวความคิดเกี่ยวกับ Ecotourism
จากหลักการคิดที่ว่า " พัฒนาคู่อนุรักษ์เพื่อพิทักษ์ท่องเที่ยวไทย " สามารถให้คำจำกัดความของ Ecotourism ได้คือ
" การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ คือ การท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบในแหล่งธรรมชาติมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และแหล่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว
โดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้เกี่ยวข้อง ภายใต้การจัดการอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อมุ่งให้เกิดจิตสำนึกต่อการรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน "
การดำเนินงาน Ecotourism ในประเทศไทย
ปัจจุบัน Ecotourism เป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ในแต่ละปี การเตรียมพร้อมสำหรับการพัฒนา Ecotourism ในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญ กล่าวคือ ต้องมีการพิจารณาองค์ประกอบอย่างรอบด้าน ทั้งด้านแหล่งท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ การจัดนำเที่ยว ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว รวมทั้ง
ตัวนักท่องเที่ยวที่ต้องสร้างให้เกิดความรับผิดชอบ และประชาชนท้องถิ่นจะต้องมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ
ยุคเริ่มต้นของแนวคิด ECOTOURISM ในประเทศไทย
อดีตที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอแนวคิดเรื่อง Ecotourism ในแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติแผนแรกของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2519 การนำเสนอในครั้งนั้นเป็นเพียงการกล่าวถึง Ecotourism อย่างกว้างๆ ไม่ปรากฏรายละเอียดและแนวทางอย่างชัดเจน สิ่งที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาระบบการท่องเที่ยวทั้งระบบ
โดยผลของการพัฒนานั้นจะพิจารณาในมิติด้านเศรษฐศาสตร์เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม เรื่อง Ecotourism ในช่วงเวลานั้น สามารถสะท้อนภาพ ผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวในกลุ่มผู้สนใจพิเศษ (Special Interest) ซึ่งกลุ่มนี้จะนิยมท่องเที่ยวในกิจกรรมต่างๆ เช่น
การเดินป่า การดูนก การดำน้ำ และการเดินทางชมศิลปวัฒนธรรม ลักษณะการท่องเที่ยวแบบนี้
จะกระจายไปในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีขนาดเล็ก
ดังนั้นยุคเริ่มต้นของ Ecotourism ในประเทศไทย คือช่วงปี พ.ศ.2519 เริ่มมีการท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบ ให้ความสำคัญกับการศึกษาหาความรู้ ควบคู่ไปกับความสนุกเพลิดเพลิน แต่สิ่งที่ยังขาดหายไปบางส่วน คือการพิจารณาเรื่องคนท้องถิ่น กลุ่มนักท่องเที่ยวยังเป็นกลุ่มเล็ก และการพัฒนา Ecotourism อาจกล่าวได้ว่า เป็นเพียงการเสนอแนวคิดไว้ในแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ เท่านั้น
ยุคของการพัฒนา ECOTOURISM
ช่วงปีทองของการท่องเที่ยวไทย ( พ.ศ. 2530 ) 10ปีของการพัฒนาการท่องเที่ยว กล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในเชิงเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยว อัตราการจ้างงาน อัตราการขยายตัวในภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เติบโตขึ้น รายได้ที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับสินค้าส่งออกประเภทอื่น
นอกจากผลในเชิงเศรษฐกิจแล้ว การพัฒนาการท่องเที่ยวได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศ อาทิ พัทยา ภูเก็ต เกาะสมุย กาญจนบุรี เชียงใหม่ เป็นต้น
จากผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงได้มีการสรุปผลที่เกิดขึ้น พร้อมกับเสนอแนวคิดในการพัฒนาที่ยั่งยืน และแนวคิดเรื่อง Ecotoourism ได้ถูกนำมาพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งถือว่า การท่องเที่ยงแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ได้ผลักดันให้มีการศึกษาวิจัย เรื่อง Ecotourism ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ (ช่วงปี พ.ศ. 2530-2535 ) ผลจากการเริ่มวิจัยทั้ง 2 พื้นที่ถือได้ว่า Ecotourism ได้เกิดเป็นแนวทางการปฏิบัติขึ้นแล้วในประเทศไทย
การตื่นตัว ECOTOURISM ในปัจจุบัน
กระแสและการตื่นตัวของ Ecotourism ในวงการการท่องเที่ยวของไทยมีมากขึ้น และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหลายๆหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งพิจารณาได้จากการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆดังนี้
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ Ecotourism โดยตรง และได้ดำเนินงานดังนี้
- ผลักดันให้เกิดการพัฒนา Ecotourism ในแนวนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน ในทุกองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง อาทิ การพัฒนาพื้นที่การท่องเที่ยว การพัฒนาบุคลากร การจัดบริการนำเที่ยว เป็นต้น
- กำหนดนโยบาย Ecotourism ระดับชาติ (National Policy) โดยการประชุมหารือร่วมกันทุกหน่วยงาน โดยผลที่ได้จะนำมากำหนดเป็นนโยบาย Ecotourism แห่งชาติ
- สนับสนุนงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา Ecotourism ให้กระจายไปในหลายพื้นที่ หลายกิจกรรม เช่น การพัฒนาพื้นที่ การศึกษาวิจัย การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การรณรงค์สร้างจิตสำนึก เป็นต้น
- เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับ Ecotourism ระดับนานาชาติ และจัดตั้งเครือข่ายประสานงาน โดยให้ความสำคัญด้านการให้ความรู้ และการจัดบริการนำเที่ยว
กรมป่าไม้ เป็นหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่อนุรักษ์ ( Protected Areas ) ส่วนใหญ่ของประเทศ เนื่องจาก Ecotourism นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะนิยมท่องเที่ยวในพื้นที่อนุรักษ์ จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมพื้นที่เพื่อรองรับรูปแบบการท่องเที่ยว กรมป่าไม้ได้ดำเนินการดังนี้
- จัดทำระบบสื่อความหมายธรรมชาติ เช่น คู่มือการเดินศึกษาธรรมชาติ ป้ายข้อมูล เป็นต้น
- การจัดการพื้นที่ โดยคำนึงถึงขีดความสามารถในการรองรับ
สถาบันการศึกษา บทบาทของสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ในปัจจุบันมีการสอนการอบรมมัคคุเทศก์ หลักสูตรการท่องเที่ยวและการโรงแรม ซึ่งจะสอดแทรกแนวคิดเกี่ยวกับ Ecotourism ไว้ เพื่อผลในเชิงขยายแนวความคิดให้กระจายออกในวงกว้าง
บริษัทนำเที่ยว เป็นหน่วยงานภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจด้านบริการนำ ได้พยายามพัฒนาการนำเที่ยว Ecotourism ให้ได้มาตราฐานมากขึ้น และได้รวมตัวกันในลักษณะ ชมรม สมาคม กันขึ้นเช่น ชมรมการท่องเที่ยว Ecotourism ที่อ.อุ้มผาง จ.ตาก
มีแต่การจัดการอย่างยั่งยืนเท่านั้น
ที่จะสามารถคงความยั่งยืน
ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้
|