Image Loading...
ทิวสน ทุ่งดอกไม้ สายหมอก ณ "ภูสอยดาว"

โดย อธิกสุรทิน

Image Loading...
หวัดดีครับ ที่ผ่านมาห่างหายไปเสียนาน มัวแต่พักร้อนไปตะลอนทัวร์กะเพื่อนกะฝูงอยู่ เลยไม่ค่อยมีเวลาเข้ามาเล่นเนทสักเท่าไหร่ อย่างเช่นเมื่อต้นเดือนตุลาที่ผ่านมาก็นอกใจใครบางคน ออกไปตะลอนที่ภูหินร่องกล้า กะคุณ Killer Queen มา พอกลับมาจากทริปนั้น ต่อมเที่ยวมันยังไม่หายอยาก เลยไปหาแนวร่วมในที่ทำงาน หลอกล่อให้หลวมตัวไปลำบากบนภูสอยดาวกัน และแล้วก็หลอกล่อมาได้ทั้งหมด ๑๖ คน รวมผมอีกคนเป็น ๑๗ แล้วเราทั้งหมดเลยลงความเห็นกันว่า เอาล่ะ ลองวีคเอนด์ที่ ๒๓ ตุลานี้ เป็นช่วงที่ทุกคนอยากจะปลดปล่อยอารมณ์กันให้เต็มที่
……และแล้วเย็นวันที่ ๒๒ ตุลาคม หลังจากเลิกงานแล้ว บรรดาสมาชิกทั้งหมดต่างเตรียมตัว เตรียมอุปกรณ์บรรเทาความลำบากมากันเพียบ ประมาณ ทุ่มก่าๆ พวกเราทั้งหมดเริ่มออกเดินทางไปยังจุดหมาย ณ..

……….• ภู ส อ ย ด า ว •……….

แต่อนิจจา โอ้……พวกเราเริ่มเจออุปสรรคมาขวางกั้นจนได้ โดยรถคันที่ผมนั่งไปนั้น เริ่มมีอาการวิ่งอืด ๆ วิ่งไปสะดุดไป (ขนาดวิ่งบนโทลเวยล์เหยียบได้แค่ ๙๐ กม./ชม.) เอ…..มันเกิดอะไรขึ้น (ผมนึกในใจ (อิ อิ นึกดังไปหน่อย)) เลยต้องไปแวะปั๊มเพื่อเฝ้าดูอาการของรถ และแล้วก็มาจอดที่ปั๊ม Jet คิก คิก …..ปรากฏว่าสาเหตุที่รถวิ่งกระตุก ๆ เป็นเพราะว่า กรองน้ำมัน มันตัน เลยถอดออกมาล้าง ในระหว่างที่รอเจ้าของรถซ่อมอยู่ ผมเลยหาโอกาสแอบไปช้อปปิ้งในมินิมาร์ท บังเอิญสายตาเหลือบไปเห็นชายคนนึง ที่ผมคุ้น ๆ หน้าเขาดี ชายผู้นั้นคือ พี่แมนต้า ผมเลยปรี่เข้าไปทักทายพี่ท่าน หลังจากนั้นพูดก็พูดคุย สอบถามได้ความว่า พี่แมนต้ากำลังเดินทางไปดูนกที่ดอยอินทนนท์กับสมาคมดูนก หลังจากนั้นต่างคนต่างแยกย้ายกันทำธุระของใครของมัน หลังจากที่ซ่อมรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มเดินทางต่อ คราวนี้รถแล่นฉิวจนหายห่วง ประมาณตีสองก่า ๆ เรามาถึงที่ตัวเมืองพิษณุโลก หาข้าวต้มทาน เพราะตลอดทางที่วิ่งมา รถคันหลังเล่นแวะแต่ปั๊มซื้อเบียร์มานั่งซดในรถตลอด หลังจากอิ่มหนำสำราญสบายท้องแล้ว ก็ออกเดินทางต่อไปยัง อ.นครไทย อ.ชาติตระการ ผ่านอุทยาน ฯ น้ำตกชาติตระการ ผ่านบ่อภาค บ้านร่มเกล้า และในที่สุดก็มาถึงยัง ณ จุดหมายประมาณ ๗.๓๐ น. ที่บ้านห้วยมุ่นซึ่งเป็นที่ตั้ง อุทยานแห่งชาติ ภูสอยดาว จ.อุตรดิตถ์ จากนั้นก็ตัวใครตัวมันจัดการล้างหน้าแปรงฟัน ส่วนผมไม่สนใจ ภาระกิจชุดนี้ เลยไปด้อมๆ มองๆ หาร้านนั่งจิบกาแฟก่อนที่จะเริ่มเดินขึ้นภู
๘.๐๐ น. เราเริ่มนำของทั้งหมดขึ้นชั่ง เพื่อที่จะนำรายได้กระจายให้ลูกหาบ ท่านเชื่อมั้ย คน ๑๗ คน รวมน้ำหนักของที่ชั่งทั้งหมดแล้ว หึ หึ โอ้……………๒๙๗ กิโล แม่เจ้าโว้ย……มันย้ายบ้านกันฤาไรนิ ผมนึกสงสารลูกหาบอยู่เนือง ๆ เพราะค่าจ้างหากลูกหาบนั้นแค่โลละ ๑๐ บาทเอง ไม่รู้ว่าทางอุทยาน ฯ หักออกไปกี่บาท จากนั้นทางเจ้าหน้าที่อุทยานถามว่าเราต้องการเจ้าหน้าที่นำทางด้วยมั้ย เลยตอบตกลงไป เอาครับ
ประมาณ ๘.๓๐ เราเริ่มสตาร์ทออกเดินทางจากจุดเริ่มต้น โดยเริ่มเดินลัดเลาะไปทางน้ำตก สาเหตุที่เดินขึ้นทางนี้เพราะว่าเจ้าหน้าที่บอกว่า ทางนี้เดินสบายกว่า ส่วนทางเนินส่งญาตินั้นช่วงนี้ทางไม่ค่อยดี แถมไกลกว่าอีกเยอะ (แหม....เสียดายจังวุ้ย) บรรยากาศสองข้างทางดูร่มรื่นมาก เป็นป่าไผ่สลับกับป่ากล้วย (กล้วยแดง) สายน้ำในลำธารไหลแรง ทางเดินค่อนข้างแคบ เราค่อยไต่ระดับความชันขึ้นไปเรื่อย ๆ แฮ่ก แฮ่ก (ปาดเหงื่อหนึ่งที) อ้อ…ลืมบอกไปอย่างนึง ในจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่ไปด้วย มีเพื่อนผมอยู่คนนึง ซึ่งต้องแบกน้ำหนักตัวเองที่หนัก ๑๐๐ กิโล อืมม์……….ทำให้ผมต้องเดินรั้งท้ายสุด เพื่อคอยให้กำลังใจและช่วยดันก้นมันขึ้นไป แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก เล่นเอาผมเหนื่อยเร็วกว่าเดิม เราใช้เวลาประมาณ ๑ ชม. เดินมาหยุดพักที่ลานหินลำน้ำภาค นั่งพักเหนื่อย พักหอบกันพักนึง หลังจากนั้นก็ออกย่ำเท้ามุ่งหน้าไปยังเนินปราบเซียน แฮ่ก แฮ่ก เชื่อมั้ยว่าบรรยากาศสองข้างทางนี่หนาแน่นครึ้มไปด้วยต้นไม้ มีลมพัดโกรกอยู่เรื่อย ๆ รู้สึกเย็นสบายตลอดทาง ทำให้ไม่ค่อยเหนื่อยมานัก แฮ่ก แฮ่ก สภาพร่างกายตอนนี้ผมยังเป็นม้าตีนต้นอยู่แฮะ ฮ่า ฮ่า (ภูมิใจนิดๆ)
หลังจากที่ผมเป็นม้าตีนต้นๆ อยู่ได้แค่ช่วงเนินปราบเซียน จนมาถึงเนินป่าก่อ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นกะตัวผมเอง สาเหตุมาจากผมได้หยุดแวะนั่งพักเหนื่อยที่เนินป่าก่อ เห็นขอนไม้อยู่ท่อนนึง เลยกระโดดขึ้นไปนั่ง ทันใดนั้นก็เกิดอาการตะคริวถามหาขึ้นมาทันที โอ้ย…….เอาล่ะหว่าตู….นี่แค่เนินป่าก่อเองนะเนี่ย ยังเหลือเนินเสือโคร่ง เนินมรณะ เผอิญฉุกคิดได้ว่าในกระเป๋าที่คาดเอวเรามียานวดนี่หว่า ฮ่า ฮ่า สบายตูล่ะ เลยหยิบมานั่งนวดเฟ้นอยู่ประมาณ ๑๐ นาที พอค่อยยังชั่วก็เริ่มออกเดินต่อ ประมาณบ่ายโมงผมเดินมาถึงที่เนินเสือโคร่ง แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก…
โอย…..เหนื่อยครับ เลยนั่งพักอยู่ประมาณเกือบชั่วโมง ในขณะที่นั่งพัก เลยหยิบเสบียง เป็นข้าวเหนียวไก่ย่าง มาโซ้ยให้หายเหนื่อย กินไป ตาก็จ้องมองไปยังเนินมรณะ เห็นคนเดินอยู่ลิบ ๆ เฮ้อ……..อีก ๑.๘ กิโลเอง ก็ถึงลานสนแล้วสินะ หลังจากอิ่มหนำ เติมพลังให้กับร่างกายแล้วก็เริ่มย่ำเท้าต่อไปยังเนินสุดท้าย คือเนินมรณะ เดินไปก็เป็นตะคริวอยู่เรื่อยเชียว แต่ก็ต้องเดินจนถึงเนินมรณะ เดินไปได้ ๑๐ ก้าว หยุดพัก สองถึงสามนาที แล้วเดินต่อ เป็นอย่างนี้ไปตลอด แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก……….แต่เชื่อมั้ยว่า วิวสองข้างทางนี่สวยชมัด ยิ่งสูงยิ่งสวย สวยเอามาก ๆ เห็นทิวเขา สูง ต่ำ สลับซับซ้อนเป็นแนวยาวสุดตา เรียกว่าพอมองเห็นวิวแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก……….แต่ทางก็ชันมากขึ้น ตอนนี้เหลือผมคนเดียวที่เดินรั้งท้าย เลยรีบเดินเพื่อไล่ให้ทันเพื่อน ๆ ผม เพราะเมฆฝนก็ตั้งเค้ามาแล้ว แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก……….ตะคริว แฮ่ก แฮ่ก ตะคริว แฮ่ก แฮ่ก เป็นอย่างนี้อยู่จนถึงลานสนเลย แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก……
บ่ายสามโมงพอดิบพอดี ผมก็ได้ขึ้นมาถึงลานสน (ใช้เวลาเดินขึ้นมากกว่าภูกระดึงอีก) ขึ้นซึ่งเป็นลานสำหรับกางเต็นท์ รวมระยะทางทั้งหมดแล้วตั้งกะตีนภูจนถึงลานสน ๖.๕ กิโล หึ หึ หันไปดูวิวข้างหลัง โอว……….แม่เจ้าโว้ย สวยอย่างนี้นี่เอง หมอกงี้ลอยติดภูเขาชนิดแบบว่า เหมือนฝันเลยล่ะ แต่พอขึ้นมาถึงลานสนแล้ว อากาศช่วงนี้แดดกำลังดีไม่ร้อนมากนัก ท้องฟ้าเริ่มแจ่มใส เมฆฝนหายไปแล้ว คงเหลือแต่สายลมที่พัดโชย ต้นสนไหวเอน เย็นสบายดีครับ หลังจากนั้นบรรดาเพื่อน ๆ ที่เดินมาถึงก่อน ได้จัดการกางเต็นท์ เตรียมทำอาหารเย็น สาว ๆ บางคนก็แอบไปเช็ดหน้าล้างตัว น้ำในลำธาร ตอนนี้ผมเลยถือโอกาสแอบนอนเอาแรงสักงีบ (เสียดายที่ตอนเดินขึ้นลืมกินแรง) แต่ก็ไม่ได้นอนอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะโดนเรียกให้มาช่วยทำกับข้าว………
…..ข้าวสุกหรือยังวะ เสียงใครบางคนตะโกนมา ห้าโมงกว่าแล้วพวกเราทำอาหารจนเสร็จเรียบร้อย พร้อมรับประทาน ต่างคนต่างรุมล้อมอาหาร ดูแล้วเป็นภาพที่สนุกสนานมาก เลย มีทั้งไข่เจียว ไข่เค็มดาว กุนเชียงไก่ กุนเชียงหมู ต้มยำปลากระป๋อง และ ฯลฯ หลังจากทานข้าวเสร็จสรรพ ตัวผมเองก็มานั่งชงกาแฟ ละเลียดคอสักหน่อย แหม………เล่นเอาบรรดาคอกาแฟทั้งหลาย ออเดอร์มาเพียบเลย เล่นเอาผมต้มน้ำร้อนไม่ทันเลย ฮ่า ฮ่า หลังจากอิ่มหนำสำราญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเราต่างเริ่มมาล้อมกองไฟ เรียกร้องหาความอุ่นให้ร่างกายที่กำลังปะทะความหนาวเย็นอยู่ ต่างคนต่างแข่งกันเล่าเรื่องตลกกันอย่างหัวร่องอหาย เอิ๊ก เอิ๊ก เอิ๊ก…...
แค่สองทุ่มกว่าๆ เอง ทุกคนเริ่มอิดโรยกับความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน เลยแยกย้ายกันเข้าเต็นท์ใครเต็นท์มัน หึ หึ ผมเลือกที่จะนอนคนเดียวมากกว่า เป็นเพราะว่าเต็นท์ผมโดนสาวๆ ยึดไปครอง เลยต้องระเหเร่ร่อนไปนอนเต็นท์ใครไม่รู้ อิ อิ แต่ก็สบายดี นอนคนเดียวกลิ้งไปกลิ้งมาไม่ต้องไปเบียดแข่งกับเต็นท์อื่น
สายลมคืนนี้ช่างพัดโบกรุนแรงเสียกระไรนี่ แต่ไม่ถึงกับเกรี้ยวกราดมากนัก นั่นคืสิ่งที่ผมนึกเอาไว้ในใจ ค่ำคืนนี้ผมรู้สึกตัวทุกๆ สองชั่วโมง อันเนื่องมาจากเสียงสายลมและแรงลมกระหน่ำพัดวี ปะทะทิวสน และเต็นท์ของพวกเราทำเอาบรรยากาศช่างหวีดหวิวเสียจริง ๆ บรื๋อววว ทำเอาเต็นท์ทุกคนโย้ซ้ายย้ายขวา แถมยังมีเสียงคล้าย ๆ คนเดินรอบเต็นท์อยู่ตลอดเวลา ฮ่า ฮ่า วิตกจริตไปแล้ว เอ๊ะ….หรือว่ามีคนเดินอยู่จริงๆ อืมม์…ไม่คิดต่อดีก่า แถมเวลานอนต้องคอยเอามือดันเต๊นท์ไว้ตลอด กลัวเต็นท์มันจะพังหรือไม่ก็ปลิวลอยตามลมไปอยู่บนยอดสน เพราะเต็นท์ผมไม่มีสมอบกยึด ได้แต่อาศัยน้ำหนักตัวเองนอนทับเต็นท์………..
เป็นเวลาใกล้เช้าอันเงียบสงัด ผมรู้สึกตัว ยกข้อมือขวาขึ้นมาดูนาฬิกา มันเป็นเวลาตีสี่ครึ่ง นอนไม่หลับแล้ว เลยหาเรื่องออกมาจากเต็นท์ แวบแรกที่โผล่หน้าออกมา วุ้ย………………………… หนาวโว้ยยยยยยยยยยย (ตะเบงเสียงดัง ๆ อยู่ในใจ) พลางแหงนหน้าชะเง้อมองดูดาวบนท้องฟ้า หูว์วววววววว……สวยว่ะ ดาวดวกเล็กดวงน้อยเปล่งแสงระยิบระยับ ดารดาษไปทั่วท้องนภา ไม่แพ้ไปกับแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาต้องทิวสนและผืนหญ้า อากาศตอนนี้หนาวมากเลย ผมเลยออกมานั่งข้างนอกกะจะผิงไฟสักหน่อย ด้วยความขี้เกียจที่จะก่อกองไฟ กอปรกับท่อนฟืนที่ชื้น และสายลมที่พัดรุนแรง ผมเลยขอเลือกที่จะนั่งทรมานตัวเองกับความหนาวเย็นต่อ
เช้านี้พวกเราต่างช่วยกันทำอาหารแบบง่าย ๆ จำพวกขนมปังแซนวิช และโจ๊ก รองท้อง ก่อนที่จะออกเดินเที่ยวชมธรรมชาติบนลานสน …………….๘.๐๐ น. พี่จำเนียร (เจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ) มารับพวกเราออกไปเที่ยว แต่ละคนดูสดชื่นเป็นพิเศษ เริ่มเดินไปตามทาง ลัดเลาะไปตามทางเดิน เห็นต้นสนสองใบยืนเด่นเป็นทิวแถว สวยมากครับ ถ่ายรูปกันเพลินเลย แต่เส้นทางที่เรากำลังเดินเข้าไปอยู่นี้ เจ้าหน้าที่บอกกับพวกเราว่า เป็นพื้นที่ของประเทศลาวแล้ว อ้าว………..(แล้วผมจะโดนทหารลาวซุ่มยิงไหมเนี่ย) ฮา ฮา เดิน เดิน เดิน แล้วก็เดิน ช่วงนี้ผมกะน้องอีกคนค่อนข้างที่จะเสียเปรียบ คือ ไม่สามารถหยุดถ่ายรูปได้ เพราะว่าถ้าหยุดถ่ายรูปเมื่อไหร่ ก็จะโดนทิ้ง เดินตามไม่ทันกลุ่มแน่ๆ เฮ้อ….เป็นที่เสียดาย
ประมาณเที่ยงพวกเรกลับมายังที่พัก ทำอาหารมื้อเที่ยงรับประทานกัน หลังจากนั้นต่างคนต่างแยกย้ายกันหามุมสงบของตัวเองนอน พักผ่อนเอาแรง บางคนก็หาทางไปปลดปล่อยทุกข์ ส่วนผมกะน้องคนเดิมเดินหามุมถ่ายรูปบริเวณใกล้ๆ ที่พัก บ่ายสองโมงตรง พี่จำเนียรคนเดิมก็มาตามพวกเรา จะพาไปเที่ยวน้ำตกสายทิพย์ ต่างคนต่างกระวีกระวาดตื่น ดีใจที่จะได้ไปชำระล้างร่างกาย โอ้….แต่ฝนดันตก โชคดีที่ตกเหมาะแหมะ แหม…… แต่ละคนเล่นสวมเสื้อพลาสติกกันฝนสีแสบทรวงจริงๆ
สายหมอก ยอดเขา ทิวเขา บนลานสนภูสอยดาว นวดขาหน่อยมั้ยเพื่อนเราเดิน มายังทางลงน้ำตกสายทิพย์ ระดับความชันนั้นเรียกว่าต้องวิ่งลงเลย ถึงจะสนุก บรรยากาศสองข้างทางดูแล้วครึ้มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ ความชุ่มชื้นยังมีอยู่ สังเกตได้ว่ามีตะไคร่น้ำ มอส ขึ้นอยู่ ซ่า ซ่า ซ่า แว่วมาแต่ใกล้เสียงน้ำตกเซ็งแซ่อยู่ข้างหน้า ในที่สุดเราก็มาหยุดตรงแอ่งน้ำขนาดย่อม ๆ ถึงแม้ปริมาณน้ำตกมีน้อยพอสมควร แต่ก็ยังไหลให้รู้ว่านี่คือน้ำตก ส่วนพวกผู้หญิงนั้นต้องปีป่ายขึ้นไปยังน้ำตกอีกชั้น เพื่อหลบหลีกสายตาอันธพาลของพวกเรา อิ อิ อ้าว……ทำไมถึงทำอย่างงี้ เล่นไปอาบยังต้นน้ำ ปล่อยให้ชายไทยกลุ่มนี้ อาบน้ำใต้ศอก เอ้ย….. ไม่ใช่ เลยตกลงว่างั้นขอให้ผู้ชายอาบก่อน อาบเสร็จแล้วจะตะโกนบอก ทุกอย่างเป็นไปตามนั้น พวกเราเปลี่ยนเสื้อผ้าลงไปเล่นน้ำ มีพี่คนนึงลงไปสำรวจความเย็นของน้ำแล้ว อูย อูย อูย น้ำเย็นเจี๊ยบเลยว่ะ คิดดูเอาแล้วกันว่าพี่คนนี้ปรกติแกเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด เก็บความรู้สึกเก่ง เจอความเย็นของน้ำเข้าให้ ยังต้องเอ่ยปากเข้าให้ ฮ่า ฮ่า แล้วถ้าเกิดพี่แกเก็บความรู้สึกอยู่ล่ะ หึ หึ อาบไปปากก็สั่นไป อูย อูย หงั่ก หงั่ก หลังจากที่พวกเราจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ก็ตะโกนบอกกับพวกผู้หญิง ให้ลงอาบน้ำได้แล้ว เอาล่ะสิคราวนี้พวกเราต้องหง่าวเกือบค่อนชั่วโมง จะเดินกลับไปยังที่พักก่อนก็ไม่ได้ พวกผู้หญิงไม่ยอมให้เดินผ่าน แม้แต่คนที่เดินเที่ยวน้ำตกเขาจะเดินผ่านก็ไม่ยอมให้ผ่าน เชื่อเลย ไอ้เรากะว่าเออ….เผื่อจะเห็นกินรีเล่นน้ำสักหน่อยเลยอด หลังจากที่ทุกคนเสร็จสรรพเรียบร้อยกันหมดแล้ว พวกเราเดินกลับไปยังที่พัก อีกทางนึง ความชันใช่ย่อยเลย อาบน้ำมาเสร็จหมาดๆ เหงื่อออกอีกแล้ว เดินไปพักไป เฮ้อ…….บรรยากาศสองข้างทางนี่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ มีต้นเมเปิลด้วยกำลังเปลี่ยนสีแต่ไม่มากนัก เรากลับมาถึงยังที่พัก จัดแจงทำอาหารเย็นทานกันอย่างสนุกสนาน ฝนก็ดันตกปรอยๆ สายหมอกลอยฟุ้งกระจายไปทั่ว ค่ำแล้ว พวกเราช่วยกันก่อกองไฟ ล้อมวงรับไออุ่น นั่งทานเหล้า จิบกาแฟ ขบเคี้ยวกะกองขนมต่าง ๆ สายฝนยังคงโปรยปราย เป็นช่วง ๆ ผนวกกับความหนาวเย็นที่แผ่คลุม ท้องฟ้าวันนี้ช่างมืดมัว ไร้ซึ่งเงาจันทร์สาดส่อง ดวงดาวที่เคยระยิบระยับนั้นเลือนหายไปกับสายหมอก และเงาเมฆอันมืดครึ้ม สามทุ่มกว่าๆ พวกเราสลายตัวกลับเข้าเต็นท์ อิงกายพักผ่อน และแล้วค่ำคืนนี้กำลังผ่านพ้นไปอย่างน่าเสียดาย
ช่วยกันเก็บสัมภาระ ลูกหาบกำลังตระเตรียมแบกสัมภาระลง ช่วยกันขนขยะลงไปทิ้งข้างล่างเช้านี้ผมยังคงอ่อนล้าอยู่ แต่ก็ดีขึ้นกว่าเก่า อาหารเช้าวันนี้ก็ยังคงเหมือนเมื่อวาน แต่พวกเราต่างเร่งทำเวลาอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะเก็บของเตรียมตัวเดินลง เราใช้เวลาไม่นานนักในการเก็บสัมภาระสิ่งของต่างๆ แล้วรอลูกหาบมารับของ ๘.๐๐ น. เริ่มออกเดินไปเรื่อยๆ ลัดเลาะไปตามทาง จะว่าไปขาลงนี่ก็สนุก ไม่ใช่เล่น ทั้งวิ่ง ทั้งเดิน แต่ส่วนใหญ่ผมจะวิ่งลงมา บางครั้งเราต้องมองหาต้นไม้ไว้คอยชิ่งไปชิ่งมาและเอาไว้ เป็นตัวเบรค พรืดดดดด บางครั้งผมก็เบรคไม่อยู่เล่นเอาก้นจ้ำเบ้าเลย ๑๐.๔๕ น. ผมลงมาถึงยังตีนภูฯ ใช้เวลาทั้งหมด สองชั่วโมงสี่สิบห้านาที อืมม์…เป็นเวลาที่นับว่าดีมาก ก็เล่นวิ่งลงมานี่ แต่เพื่อนชุดแรกผมลงมาถึงตอนสิบโมงพอดี หลังจากนั้นพวกเราต้องมานั่งรอเพื่อนชุดสุดท้าย ที่ลงมาถึงตอนสิบเอ็ดโมงกว่าๆ แถมยังต้องนั่งรอลูกหาบจนถึงบ่ายโมงกว่า เพื่อรอรับสัมภาระ ระหว่างที่นั่งรอลูกหาบ ต่างคนต่างไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า หาข้าวเที่ยงรองท้อง แล้วก็มานั่งเอกเขนกที่หน้าน้ำตกภูสอยดาว ประมาณบ่ายสอง เราได้รับสัมภาระจนครบ ขนของขึ้นรถตู้แล้วก็เริ่มเดินทางกลับยังกรุงเทพฯ เมืองที่มีแต่ความวุ่นวาย พอขึ้นรถได้ไม่ทันไร ต่างคนต่างทิ้งเปลือกตาบนมาทับเปลือกตาล่างกันทั้งคันรถ ยกเว้นผมกับคนขับรถ …………………………..
เข้าไปชมรูปได้ที่ http://www.oocities.org/TheTropics/Coast/4606/phusoidao/phusoidao1.html ท้ายสุดนี้ผมต้องขอขอบคุณ
อธิกสุรทิน


เชิญชมรูปแห่งความประทับใจนี้ได้ที่"พักร้อน..จากหัวใจ..จากความรู้สึก..ที่ไม่อยากเก็บไว้คนเดียว"

Image Loading...

ส่งเรื่องและภาพแห่งความประทับใจของท่านมาได้ที่ webmaster@thaiparks.com