
ภาพนี้ ทีมงานบอก จะเอาไปฝากแฟนครับ

ภาพนี้ เอาไปยืนยันแฟนสาวว่า มาที่นี่จริงๆ

พระสถูปประดิษฐานพระอัฐิ
ของพระเจ้าอินทวิชยานนท์

ป้ายบอกความเป็นมา มีทั้งภาษาไทยกลาง และภาษาไทยล้านนา

ศาลบูชา พระสาทิสลักษณ์ขององค์
พระเจ้าอินทวิชายนนท์




ิเมื่อตอนที่มาถึงบ่ายแก่ๆ แค่ อุณหภูม 16 C แต่ที่ตีนดอย อุณหภูมิสูงถึง
35 C
|
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับสถานที่นี้กันก่อนนะครับ
ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย อยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่
ครอบคลุมพื้นที่ อ. สันป่าตอง อ. จอมทอง และ อ. แม่แจ่ม
เดิมเรียกว่า ดอยหลวง หมายถึง ภูเขาที่ยิ่งใหญ่ หรืออีกชื่อหนึ่ง
ดอยอ่างกา ซึ่งเรียกตามชื่อของ หนองน้ำ หรืออ่างน้ำ ที่อยู่ทางทิศตะวันตกของดอยอินทนนท์
เหตุที่ได้ชื่อว่า อ่างกา เพราะมีฝูงนกกา มาอาศัยหากินอยู่บริเวณนี้เป็นจำนวนมาก
เมื่อครั้งที่ป่าไม้ทางภาคเหนือยังอยู่ในความรอบครองของเจ้าผู้ครองนครทางภาคเหนือนั้น
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ในรัชสมัยของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระบิดาของเจ้าดารารัศมี
พระชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นั้น
ในสมัยนั้น มีการให้สัมปทานทำไม้ในป่าทางภาคเหนือ อันเป็นรายได้หลักของเจ้าผู้ครองนครเขตภาคเหนือสมัยนั้น
โดยเฉพาะไม้สักที่มีการตัดชักลากออกมากันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีความต้องการสูงของตลาดชาวตะวันตก
พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ทรงเล็งเห็นความสำคัญของป่าไม้และทรงหวงแหนดอยหลวงอ่างกานี้มาก
จึงได้มีรับสั่งไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ ให้นำพระอัฐิของพระองค์แบ่งขึ้นไปเก็บไว้บนยอดดอยแห่งนี้ด้วย
ต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น ดอยอินทนนท์ ดังที่เราเรียกกันในปัจจุบัน
และเมื่อเราขึ้นไปบนยอดดอย เราจะได้พบกับพระสถูปเจดีย์อันเป็นสถานที่ประดิษฐานพระอัฐิของพระองค์
สร้างไว้เพื่อให้เป็นที่สักระบูชาแก่ประชาชนที่ขึ้นมาบนยอดดอยแห่งนี้
สภาพพื้นที่ของดอยอินทนนท์ ประกอบไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อน มีสภาพป่าต้นน้ำลำธารของแม่น้ำหลายสาย
รวมถึง แม่น้ำปิง ที่ไหลลงสู่จังหวัดเชียงใหม่ ทอดยาวไปถึงที่ลุ่มภาคกลาง
อันเป็นที่ตั้งของเขื่อนภูมิพล เขื่อนคอนกรีตที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
เป็นเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญ
สภาพป่าของดอยอินทนนท์ มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติ ด้วยเป็นป่าในเขตภูเขาสูง
อุทยานแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ มีเนื้อที่ 482 ตารางกิโลเมตร หรือ 301,500
ไร่ จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 7 ต.ค. 2502 ให้จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ
จากนั้นได้มีการสำรวจพื้นที่ป่าโดยรอบ เพื่อกำหนดขอบเขตของอุทยาน กระทั่งในปี
2515 จึงจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติอินทนนท์ เมื่อ 2 ต.ค. 2515 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่
6 ของประเทศ
เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
ทรงเสด็จไปที่บริเวณดอยขุนกลาง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
ได้ทรงมีพระกระแสรับสั่ง ให้พิจารณาดำเนินขยายพื้นที่ของอุทยาน ให้ครอบคลุมพื้นที่ต้นน้ำลำธารออกไปอีก
กองทัพอากาศ ได้กันพื้นที่บางส่วนบนยอดดอยอินทนนท์ สร้างเป็นสถานีเรดาร์
เพื่อใช้ในราชการของกองทัพอากาศ บนเนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน 37 ตารางวา
หากใครเคยขึ้นไปเที่ยวที่นี่แล้ว คงได้เห็นอาคารรูปโดมและสิ่งปลูกสร้างหลายหลัง
อยู่ภายในรั้วตาข่าย ที่มีป้ายติดบอกไว้ ห้ามภ่ายภาพ เราจึงไม่มีภาพของสถานที่นี่มาให้ดู
trip นี้ พวกเราไปกัน 5 คน นั่งรถโดยสารออกจาก กทม. ตอนสี่ทุ่ม ไปถึงเชียงใหม่ตอนเช้า
หลังจากหาที่พักได้แล้ว ก็ออกมาหารถเช่าถูกๆ สภาพพอใช้ได้ เพื่อเช่าขับไปกันเอง
ช่วงที่ไปนี้เป็นปลายเดือน ต.ค. 46 ไม่น่าจะเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมากนัก
แต่รถเช่าแต่ละร้านที่เข้าไปถาม หลายร้านรถเช่าไปหมดแล้ว กว่าจะได้รถก็เกือบเที่ยง
ทันทีที่ได้รถ พวกเรารีบบึ่งไปทันที ออกจากเมืองเชียงใหม่ มุ่งหน้าไปทางหางดง
เพื่อไปดอยอินทนนท์ทันที
เมื่อถึง อ. จอมทอง ก่อนเลี้ยวแยกไปขึ้นดอยอินทนนท์ แวะหาอะไรรองท้องก่อน
อย่างง่ายๆ ก็ร้าน fast food ริมทางตามแบบฉบับของคนง่ายๆ แค่หาอะไรถ่วงกะเพาะไว้
ไม่ให้แกว่ง หรือขึ้นไปบนดอย อาจจะหาอะไรกินลำบาก หรือน้ำดื่ม รวมถึงของว่าง
ก็เตรียมให้พร้อมก่อนที่ตลาดในจอมทองนี่เลย
ช่วงที่เรามานี้ ยังเป็นช่วงปลายฤดูฝน ระหว่างทางที่เราขับรถขึ้นดอย
มีฝนโปรยลงมาตลอดทาง ไม่ได้กลัวถนนลื่นหรอกนะครับ เพราะขับอย่างระมัดระวังอยู่แล้ว
แต่ที่เสียดายจนบ่นกันไปตลอดทาง ก็เพราะเห็นต้นไม้สวยๆ แปลกตามากมายระหว่างทาง
อยากจะจอดรถลงไปเก็บภาพ แต่ฝนตกพรำๆ สงสารกล้องของทีมงาน กลัวจะโดนฝนทำให้เปียกชื้น
เลยไม่ได้จอดแวะ แต่ก็มีบ้างบางช่วงที่ฝนหยุดบ้าง พอใครเจออะไรน่าสนใจข้างทาง
เป็นร้องเสียงหลง บอกให้จอดรถข้างทาง และพากันกระโดดลงจากรถไปเก็บภาพกัน
ส่วนมากก็เป็นต้นไม้แหละครับ แต่จะเล่าในตอนหลัง ตอนนี้เรารีบขับรถขึ้นไปบนยอดดอยกันก่อนดีกว่า
เมื่อขึ้นมาถึงบริเวณยอดดอย ที่บนนี้มีลานจอดรถ สะดวกสบาย อากาศบนนี้เย็นสบาย
ไม่ถึงกับหนาว แต่ฟ้าดูขมุกขมัว ไม่มีแสงแดด มีแต่เมฆฝนดำคลื้ม และละอองฝนยังโปรยลงมาเป็นระยะ
เดี๋ยวหยุด เดี๋ยวโปรย สลับกัน
สถานที่บนนี้ จุดที่บ่งบอกได้ดีที่สุด ที่จะบอกได้ว่า มาถึง ส่วนที่สูงที่สุดของประเทศไทยแล้ว
ก็คือ ป้ายบอก "สูงสุดแดนสยาม" ที่หนุ่มและแบงค์รีบรี่เข้าไปโพสท่าให้ถ่ายภาพทันที
มากี่ทีกี่ที ก็ต้องมาถ่ายกับป้ายนี่แหละ จะได้ส่งให้หวานใจได้ดู จะได้รู้ว่า
มาถึงที่นี่แล้ว จริงๆ ไม่ได้โม้!!!!
บริเวณนี้ ยังมีสถานที่อันเป็นที่ประดิษฐาน พระอัฐิของพระเจ้าอินทวิชยานนท์
ในพระสถูปที่ได้อัญเชิญมาเก็บไว้ เพื่อให้เป็นที่สักการะบูชา แก่ผู้ที่ขึ้นมาเยือนบนยอดดอยแห่งนี้
เราขึ้นมาถึงที่นี่ เวลาประมาณบ่ายสาม อุณหภูมิพอเหมาะ ที่ 16 องศา
ไม่ถึงกับหนาว ไม่มีนักท่องเที่ยวมากนัก พวกเราเริ่มเดินสำรวจและเก็บภาพกัน
เฉพาะบริเวณรอบๆ พระสถูปเอง ก็มีเฟินแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ขึ้นมากมาย
ทั้งบริเวณทางเดิน ข้างกำแพงฐานพระสถูป บันไดและพื้นที่โดยรอบ มีอะไรบ้าง
จะเล่าต่อในตอนหน้านะครับ
|