สังขละ - กาญจนบุรี
หลายคนคงเคยได้ยิน สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ ที่เพิ่งได้รับการประชาสัมพันธ์จากสื่อวิทยุ-โทรทัศน์เมื่อสักปี-สองปีก่อน
ที่ชายแดนด้านตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี ที่นั่นก็คือ อำเถอสังขละ และหลายคนได้เคยไปสัมผัสสถานที่แห่งนี้มาแล้ว
ไม่ว่าจะเป็น ด่านเจดีย์สามองค์ ด่านที่พม่าเคยยกทัพเข้ามาทำสงครามกับไทยเมื่อสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
สามประสบ ที่แม่น้ำ 3 สาย ไหลมารวมกันเป็นน้ำแควและเป็นอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนเขาแหลม
และวัดวังวิเวการาม ที่หลวงพ่ออุตตมะ อริยะสงฆ์ ที่ชาวพุทธส่วนมาก ทั้งไทยและมอญนับถือและศรัทธาท่าน
นอกจากสถานที่เที่ยวอีกมากมายแล้ว เมื่อเราไปถึงที่สังขละ เราจะได้พบกับชนกลุ่มน้อยเชื้อสายมอญ
กระเหรี่ยง พม่า ซึ่งพวกเขายังมีวิถีชีวิตที่ยังผูกพันกับวัฒนธรรมดังเดิมของพวกเขา
แม้จะมีบ้างที่รับเอารูปแบบการกิรอยู่แบบคนในเมืองเข้ามา แต่ก็ไม่ถึงกับมากมาย
ด้วยข้อจำกัดของระยะทาง และความยากลำบากในการเดินทางเข้าไปในเมือง
ท่องเที่ยวคราวนี้ เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ตอยเย็นวันที่ 31 ธ.ค. 44
วัหยุดเทศกาลปีใหม่ วันที่ 1 ม.ค. 2545 วันที่ถือกันว่า เป็นวันขึ้นปีใหม่สากล
ด้วยเป็นวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวที่นี่ ดูคึกคักมากเป็นพิเศษกว่าวันปกติทั่วไป
อีกทั้งที่พักทุกแห่งเต็มหมด ต่างจากหลายๆ ปีก่อนที่เคยมาในวันหยุดปีใหม่เหมือนกัน
ซึ่งตอนนั้น คนยังรู้จักสังขละกันน้อย ที่พักจึงมีเหลือพอ แต่ปีนี้
คนรู้จักสังขละกันมากกว่าแต่ก่อน ซึ่งผมไปในช่วงเดียวกันนี้ ถึง 4
ครั้งรวมครั้งนี้ ได้เห็นความแตกต่างที่ค่อยเป็นค่อยไปของ อ. สังขละแห่งนี้
การไปสังขละ เดี๋ยวนี้ไม่ยากลำบากเหมือนเมื่อก่อน เพราะถนนหนทางได้รับการปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ
ต่างจากเมื่อ 10 ปีก่อนที่ผมเคยไป ถนนเป็นลูกรังบางช่วง หรือบางช่วงเป็นถนนลาดยาง
แต่ผิวทางเสียหาย เป็นหลุมเป็นบ่อ หรือกร่อนเป็นหินร่อน ทำให้ลื่นไถลได้ง่ายๆ
หากขับรถไปเร็วและเหยียบเบรคอย่างกระทันหัน แต่ตอนนี้ ทางเกือบตลอดเส้น
เทียบกับเมื่อก่อน ถือว่า สบายมากกว่าแต่ก่อนมาก
|

ภาพที่ 1.
วัดนี้ เป็นสถานที่แห่งแรกที่เราจะได้พบ เมื่อได้เดินทางมาถึง อ. สังขละ
ถือเป็นสัญลักษณ์ที่บอกได้ว่า อีกไม่ไกลก็จะถึงตัวตลาดในอำเภอนี้แล้ว |
เริ่มต้นจาก อ. เมือง กาญจนบุรี ไปทางสายไทรโยค เข้า อ.
ทองผาภูมิ มีแยกขวาไปสังขละ รวมระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงสังขละบุรี ราว
470 กม. แต่การเดินทางใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง เนื่องจากช่วง อ. ทองผาภูมิ
ไป อ. สังขละ นั้น ระยะทาง 74 กม. เป็นทางปีนขึ้น-ลงเขา มีหลายช่วงที่ถนนมีความลาดชันมาก
ทำให้รถไม่สามารถวิ่งเร็วได้เต็มที่ ยิ่งช่วงปีนเขาชัน ไอ้โต (โยต้า)
คันเก่าของผม ต้องค่อยๆ ไต่ขึ้นไปด้วยเกียร์หนึ่งอย่างอืดอาด อีกทั้งบางช่วง
แม้จะเป็นทางลงเนินลาดชัน ก็ไม่สามารถใช้ความเร็วได้เต็มที่ เนื่องจากถนนแคบและลาดชันลงไปเป็นระยะทางไกล
มีป้ายเตือนให้ใช้เกียร์ต่ำ เกียร์ 1 ตลอดเป็นระยะ หากขับรถด้วยความระมัดระวัง
ไม่ประมาท ก็ไม่ถือว่าทางอันตรายมากเกินไปนัก แต่ถนนสายนี้ มีรถไปเกิดอุบัติเหตุตกเหวกันบ่อยและออกข่าวทีวีอยู่เนืองๆ
ซึ่งคาดว่า อาจเกิดจากหลับในหรือไม่ก็ขับรถด้วยความประมาท ไม่ปฏิบัติตามป้ายสัญญาณเตือนที่มีบอกตลอดทาง |
ภาพที่ 2.
ภาพนี้ ตั้งใจจะเก็บภาพสะพานไม้ ที่ทอดข้ามสองฝั่ง ระหว่างตลาด อ.
สังขละ กับหมู่บ้านของชาวมอญ เนื่องจากคุณภาพกล้อง จึงไม่สามารถดึงภาพเข้ามาใกล้ๆ
ได้
|

ภาพที่ 3 แม่น้ำสายหนึ่งที่ไหลมาบรรจบกับอีก 2 สายที่นี่

และนี่ แม่น้ำอีก 2 สายที่ไหลมาบรรจบกันที่นี่ จึงได้ชื่อเรียกว่า
สามประสบ
|
ตลอดระยะทางจาก อ. ทองผาภูมิ ถึง อ. สังขละ คุณจะได้สัมผัสกับป่าที่อุดมสมบูรณ์ตลอดสองข้างทาง
และมีสถานที่ท่องเที่ยวให้คุณแวะได้หลายแห่ง อาทิเช่น ถ้ำสุวรรณคูหา
ที่เขาไปขุดหาทอง ที่ลือกันว่า ญี่ปุ่นเอามาแอบซ่อนไว้ตั้งแต่สมัยสงครามโดลกครั้งที่
2 จะมีจริงหรือไม่ ยังไม่มีคำตอบที่แท้จริง นอกจากนี้ก็จะผ่านน้ำตกอีกหลายแห่ง
อย่างครั้งก่อนที่พวกเราไปกัน คือ น้ำตกเกริงกระเวีย และน้ำตกไดช่องถ่อง
ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยไม้ป่านานาชนิด และเฟินแปลกๆ ที่น่าสนใจมากมาย ก่อนถึง
อ. สังขละ จะต้องผ่านแยกไปด่านเจดีย์สามองค์ แต่คราวนี้เราจะยังไม่แวะ
เพราะตั้งใจจะไปเยี่ยมเพื่อนคนมอญที่สังขละก่อน จึงขับรถเลยแยกด่านเจดีย์สามองค์ไป
ก่อนเข้าตัว อ. สังขละ เมื่อเราเห็นวัดทางซ้านมือ มีเจดีย์ศิลปะมอญ
ตั้งอยู่หน้าวัด และมีองค์พระพุทธรูปองค์ใหญ่ 5 องค์ อยู่ทางขวามมือ
แสดงว่า เราได้มาถึง อ. สังขละ แล้ว ขับรถต่อไปอีกอึดใจ ก็จะเจอทางเข้าตลาดและตัวสังขละ
เสียดายที่เราไม่ได้เก็บภาพบรรยากาศที่สังขละมาฝากกัน เพราะมาถึงที่นี่ก็ดึกราว
5 ทุ่มแล้ว และจะต้องขับรถต่อไปหมู่บ้านของชาวมอญ เพื่อไปพักที่บ้านเพื่อน
และเนื่องจากไม่ได้มานาน ทำให้จำทางเข้าบ้านไม่ได้ จึงต้องขับรถไปตะเวณหา
ต้องหยุดถามไปเรื่อยๆ บ้านโน้นที บ้านนี้ที แต่สุดท้ายเราก็หาเจอจนได้
โล่งใจไปที เพราะหากหาบ้านไม่เจอ มีหวังได้นอนขดอยู่ในรถตลอดคืนแน่นอน
เรื่องโรงแรมที่พักคืนนี้ ไม่ต้องไปถามหาแล้ว เพราะเป็นเทสกาลวันหยุดปีใหม่
นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศมากันเยอะมาก ที่พักเต็มหมดแน่นอน และคืนนี้เราก็ได้นอนพัก
เจ้าโตก็ได้จอดพักสักที หลังจากที่ตะลุยวิ่งมาตลอด 6 ชั่วโมง แทบไม่ได้จอดเลย
|
เช้าวันใหม่ วันที่ 1 มกราคม 2545 ที่เขาถือกันว่า เป็นวันขึ้นปีใหม่สากล
แต่สำหรับผม เป็นเพียงวันๆ หนึ่งในรอบปี แต่ชอบตรงที่มีวันหยุดยาวหลายวัน
ไปเที่ยวไหนก็จะไม่เหงา เพราะทุกสถานที่ท่องเที่ยวจะมีผู้คนมากมาย ทำให้สีสันของวันนี้คึกคักแตกต่างจากวันอื่นๆ
ที่มาอย่างสิ้นเชิง
เพื่อนคนมอญที่เราไปพักที่บ้านด้วย เกือบลืมบอกไป เพื่อนคนนี้ชื่อ วินัย
ศรีภรรยาชื่อ ตันเทอ และลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ตอนนี้เรียนชั้นประถม 4 (ผมจำชื่อไม่ได้สักที)
เช้าวันนี้ วินัยพาเราออกมาเดินเที่ยวในหมู่บ้าน อากาศกำลังเย็นสบายๆ ไม่ถึงกับหนาวมาก
หมอกลงไม่จัดเท่าใดนัก นักท่องเที่ยวก็ออกมาเดินเล่นกันมากมาย โดยเฉพาะที่สะพานข้ามอ่างเก็บน้ำ
ที่ทอดระหว่างหมู่บ้านกับตลาดสังขละ เสียดายที่เราไม่ได้ถือกล้องออกมาด้วย
ก็เลยไม่ได้เก็บภาพทิวทัศน์เหนืออ่างเก็บน้ำมาฝาก ซึ่งสวยงามมาก แสงแดดยามเช้าอ่อน
กระทบผิวน้ำในอ่างเก็บน้ำ พร้อมกับไอหมอกเย็นๆ เหนือน้ำยามเช้า ทำให้แทบไม่อยากจะกลับไปอยู่ในเมืองอีกเลยถ้าไม่จำเป็น
อ่างเก็บน้ำที่ว่านั้น เป็นอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนเขาแหลม บริเวณนี้เดิมเป็นที่ราบในหุบเขา
เป็นพื้นที่ที่ทางการอนุญาตให้ชาวมอญที่อพยพหนีภัยสงครามล้างเผ่าของรัฐบาลพม่า
เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารแผ่นดินไทย เมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งทางการได้จัดให้อาศัยอยู่รวมกันในบริเวณนี้
แต่ต่อมา เมื่อได้มีการสร้างเขื่อนและเก็บกักน้ำ ทำให้น้ำท่วมพื้นที่ที่อยู่อาศัย
ทางการจึงได้อพยพชาวมอญเหล่านั้นขึ้นมาอยู่บริเวณที่ดอน เหนือระดับเก็บกักน้ำ
ปัจจุบันคนมอญเหล่านั้น อยู่ในสถานะไม่มีสัญชาติ พม่าก็ไม่เอา ไทยก็ไม่รับ
ทางไทยเองได้แต่อนุญาตให้ตั้งถิ่นฐานอยู่ได้ จะมีก็แต่เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดที่นี่
ที่จะได้รับการยอมรับให้เป็นคนไทย โดยมีหลวงพ่ออุตตะมะ แห่งวัดวิเววังการาม
ซึ่งเป็นที่ศรัทธาของชาวมอญและชาวไทยหลายๆ คน และยังผู้นำของชุมชน เป็นผู้ให้การรับรองชาวมอญเหล่านี้อีกด้วย
ที่บริเวณอ่างเก็บน้ำนี้ เป็นที่ที่แม่น้ำ 3 สาย ไหลมาบรรจบกัน ทำให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงาม
น้ำเย็นและใส สามารถมองลงไปเห็นปลาในน้ำได้ลึกมากว่าเมตร ซึ่งต่างจากแม่น้ำในภาคกลาง
ที่มองลงไปได้ลึกสักราวฟุต เกินกว่านี้ก็ไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ใต้น้ำได้
เพราะน้ำขุน สภาพแวดล้อมที่นี่ยังคงบริสุทธิ์ เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการพักผ่อนฟอกปอดได้เต็มที่
ในอ่างเก็บน้ำ ในช่วงฤดูแล้ง เมื่อปริมาณน้ำลดน้อยลง เราจะสามารถมองเห็นยอดเจดีย์ของวัดเดิมที่จมอยู่ใต้น้ำ
ที่หลงเหลือไว้เป็นหลักฐานของการตั้งถิ่นฐานของชาวมอญอพยพเหล่านี้ สำหรับเรื่องราวของคนมอญที่นี่
ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย ที่ผมจะหาโอกาสนำเสนอในภายหลัง
นอกจากหมู่บ้านคนมอญที่วินัยพาเราไปเดินเล่นแล้ว เรายังได้เดินไปตลาดสดของหมู่บ้าน
ตลาดนี้มีของขายเฉพาะช่วงเช้า สายๆ ตลาดก็จะวายไม่มีของขายแล้ว เป็นสิ่งที่ผมชื่นชอบมากที่สุด
เมื่อได้ไปเที่ยวหมู่บ้านในชนบท หากได้ไปเดินตลาดท้องถิ่น เพื่อดูว่า พวกเขากินอะไรกัน
สินค้าพื้นบ้านเป็นยังไง มีอะรไบ้าง ซึ่งน่าตื่นเต้นมากกว่าเดินดูสินค้าในซุปเปอร์มาเกต
หลังจากเดินเที่ยวเล่นจนเริ่มสาย วินัยมีภาระกิจที่จะต้องไปจัดการ คือ ทางโรงแรมได้มาติดต่อไว้
ให้บริการรับส่งนักท่องเที่ยวไปล่องแพในแม่น้ำซองการเรีย และเราจึงถือโอกาสขอติดรถไปด้วย
ทำให้วันหยุดคราวนี้ มีโปรแกรมเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน และยังทำให้เราได้มีโอกาสเข้าไปสำรวจเฟินป่าในธรรมชาติที่สังขละอีกด้วย
แต่คงต้องขอยกไปไว้ในตอนที่ 2 ใน Trip-004 ห้วยซองกาเลีย ล่องแก่งแพไม้ไผ่
ดูเฟินป่า
สำหรับที่สังขละนี้ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อีก ผมจะนำขึ้นเวบคราวหน้า
โปรดติดตามกันต่อไปนะครับ
|