ไดอารี่วันที่10 พ.ค 44
"พ่อจะให้หนูเรียนอะไรดีค่ะวันนี้"
" เดี่ยวก็ได้ลูก ให้พ่อเตรียมมื้อเช้าของเราให้เสร็จก่อน"พ่อพูดพลางขนของลงจากรถ
ขณะที่สายฝนกำลังง่วนอยู่กับการขู่บรรดาหมาๆในสวน ไม่ให้มากระโดดเอาเท้ามาตะกุยเธอ
ปกติแล้วสายฝนไม่ใช่เป็นเด็กที่กลัวสุนัขเท่าใดนัก ตรงกันข้ามถ้าเห็นสุนัขน่ารักๆที่ไหนเป็นต้องขอพ่อเข้าไปสัมผัส
ปัญหาอยู่ตรงที่สายฝนมักจะมองว่าสุนัขทุกตัวน่ารักไปเสียหมด แม้พ่อจะบอกว่า "ไม่ใช่สุนัขทุกตัวที่เราจะสามารถเอามือไปแตะตัวมันได้"
แต่สายฝนก็ดูเหมือนจะไม่เชื่อพ่อได้อย่าสนิทใจนักในข้อนี้ เธอมักจะขออนุญาตพ่อเพื่อจะได้เอามือไปลูบหัวสุนัขที่เห็นอยู่เสมอ ทั้งๆทีคำตอบส่วนใหญ่จะเป็นคำว่า ไม่ มากกว่าคำว่า ได้ ก็ตามที
สายฝนชอบที่จะสัมผัสสุนัข แต่นั้นจะต้องหมายความว่าเธอจะต้องเป็นผู้ริเริ่มความสัมพันธ์นั้นก่อน
นั่นคือเธอต้องเป็นฝ่ายรุกเข้าไปกอด ไม่ใช่ให้สุนัขกระโจนเข้าหาอย่างที่ ไอ้บิ๊ก
กับไอ้จ่อย ชอบทำเวลามันดีใจที่พ่อเอาข้าวมาให้กินอย่างเช่นเช้าวันนี้ และพ่อเชื่อว่านั่นเป็นสาเหตุสำคัญ
ที่ทำให้สายฝนกำลังแยกเขี้ยวและทำหน้าให้ดุที่สุดในชีวิต เพื่อขู่หมาของพ่ออย่างที่พ่อเห็น
หลังจากที่พ่อขนของใช้และตำราเรียนเข้ามาเก็บไว้ในบ้านเรียบร้อย และสายฝนก็ผ่าด่านหมาที่กำลังดีใจเข้ามานั่งในห้องได้สำเร็จ
พ่อก็ลงมือทำอาหารมื้อเช้าแล้วชวนกัน ลงมือกินให้หมดไปเพื่อที่จะได้เริ่มต้นบทเรียนของวัน
จะว่าไปแล้ว เรื่องอาหารก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สายฝนจะมักจะมีปัญหาโดนพ่อดุเป็นประจำ
พ่อบอกว่าสายฝนทานข้าวช้า และพยายามบอกให้สายฝนรักษาวินัยในการทานข้าว ซึ่งสายฝนก็จะทำตามที่พ่อบอกอย่างฉิวเฉียดที่จะถูกพ่อลงโทษอยู่บ่อยครั้ง
น่าแปลกที่ถ้าเป็นขนมหรืออาหารที่เป็นเมนูโปรดอยู่สักสองสามอย่าง สายฝนจะทานได้เร็วอย่างที่พ่อไม่ต้องเตือน
เรื่องการกินอาหารนี้จะเป็นปัญหาที่พ่อหนักใจไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับสายฝนดี ความจริงแล้วพ่ออยากให้ช่วงเวลาการกินอาหารเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข แต่พ่อก็อดไม่ได้ที่จะเตือนสายฝน ถ้าสายฝนใช้เวลาในการกินนานเกินไป พ่อได้แต่หวังว่าการเตือนบ่อยๆอาจจะทำให้สายฝนมีนิสัยในการกินที่ดีขึ้น
สายฝนคิดอยากจะบอกพ่อว่า "หนูกินเร็วได้เท่านี้แหละพ่อ"แต่ก็ไม่เอา..ไม่บอกดีกว่าดีกว่า เพราะพ่อไม่เห็นด้วยทุกที
วันนี้เป็นวันแรกของการเรียนที่บ้านแบบจริงจัง เพราะเป็นวันเปิดเรียนของเด็กหลายๆคนแถวๆบ้านแล้ว
ดังนั้นสายฝนจะไม่ได้ดูการ์ตูนเรื่องที่ชอบตอนกลางวันระหว่างชั่วโมงเรียน ยกเว้นรายการสารคดีเรื่องสัตว์หรือรายการอื่นๆจากช่องดิสคัพเวอรี่ที่พ่อเลือกเปิดให้
ซึ่งสายฝนก็มีข้อต่อรองว่า "ถ้าพ่อไม่ให้ดูการ์ตูน..พ่อต้องสอนหนังสือให้หนู" ซึ่งข้อต่อรองอันนี้พ่อบอกว่า"พ่อพอรับ"ได้
การเรียนบางอย่างของวันนี้ พ่อทดลองให้สายฝนทำและเรียนรู้โดยพึ่งตัวเองดูก่อน
โดยพ่อจะคอยตอบคำถามและคอยแก้ปัญหาให้เมื่อสายฝนต้องการ
ในช่วงเวลาแรกๆสายฝนก็ดูจะต้องการความช่วยเหลือจากพ่อแทบทุกนาที ต่อเมื่อเกิดความมั่นใจและบรรยากาศการเรียนรู้ดูผ่อนคลายขึ้น การเรียนด้วยการหาคำตอบด้วยตัวเอง
ก็พัฒนาไปเป็นเกมที่สายฝนอยากจะให้พ่อยอมรับความสามารถของสายฝน ด้วยการทำแบบฝึกหัดโดยพยายามที่จะทำด้วยตัวเองและให้พ่อมาตรวจเมื่อทำเสร็จ
แน่นอนว่าพ่อจะต้องเตรียมดาวเยอะๆ(คะแนน)ให้สายฝนเอาไว้ด้วยถ้าสายฝนทำได้ดี การเล่นแบบนี้ช่วยให้พ่อได้มีเวลาทำงานของพ่อได้บ้างและพ่อก็ชอบที่จะให้เป็นเช่นนั้น
ตอนบ่ายหลังจากจบการเรียนรู้เรื่องเลข,ภาษาไทยแล้ว ก็เป็นเวลาเรียนรู้เรื่องทั่วๆไป
พ่อเริ่มด้วยการอ่านนิทานให้สายฝนฟัง หลังจากนั้นก็พาไปสังเกตดูรังมดแดงที่ต้นมะม่วงข้างบ้าน
"เราไม่ได้แกล้งมันนะ เราแค่อยากดูรังของมันข้างในใช่มั้ย" พ่อพูดออกตัวว่าไม่ได้ตั้งใจแกล้งมดแดง
ทั้งๆที่ความจริงตัวเองเป็นคนกำลังขมี่ขมั่นเอาไม้เขี่ยรังของมันให้แตก เพื่อที่จะได้มองเห็นมดนางพญาได้ชัดๆ
"ไงเห็นเจ้าตัวเขียวๆมีปีกนี่มั้ย! หนูว่าใช่มดนางพญาหรือเปล่า?"
พ่อเริ่มตั้งคำถามให้สายฝนคิด
"อืมห์..ใช่มั้ง"
"แล้วไอ้ตัวดุๆ ที่มันกำลังแยกเขี้ยวใส่หนูนี่มันมดทหารใช่มั้ยพ่อ แล้วมดงานมันไปไหนหมด"
สายฝนที่ดูเรื่องantz มาหลายรอบจนเข้าใจในระเบียบสังคมของมดอยู่บ้าง เริ่มคิดเปรียบเทียบสิ่งที่ตนเองเคยรู้กับสิ่งที่กำลังเห็น
"เออ..นั่นสินะไม่เห็นจะมีไอ้ตัวไหนที่ทำหน้าที่ต่างกันเลย มดที่เราเห็นดุๆอยู่ตอนนี้เมื่อกี้พ่อก็ยังเห็นแบกของเดินเข้ารังเลยนี่น่า"
"สงสัยมันทำทั้งสองอย่างเลยมั้งพ่อ..เป็นทั้งมดทหารเป็นทั้งมดงานไง"
สายฝนให้ความเห็น
....................................................................................................................................................
วันนั้นชั่วโมงวิทยาศาสตร์ที่สายฝนกับพ่อช่วยกันดูพฤติกรรมของมดแดง อยู่เป็นนานก็ผ่านไปด้วยคำถามนานาที่เหมือนจะมีไม่รู้จบ
พ่อเชื่อว่าเมื่อสายฝนโตขึ้น น่าจะจำได้ถึงการเฝ้าดูรังมดแดงกับพ่อที่ใช้เวลาอยู่นับชั่วโมง
ธรรมชาติเป็นครูผู้ใจดีของเด็กได้เสมอ
