

ไดอารี่วันที่16ก.ค44
ที่บ้านของผมมีแมวอยู่สองตัวครับ เป็นแมวไทยเพศเมียที่ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ(รอให้ลูกสาวของผมตั้งชื่อให้
เค้าก็ยังไม่ตกลงปลงใจกับชื่อไหนเป็นพิเศษ เพราะพอผมถามที่ไรว่าจะให้เรียกชื่อว่าอะไรดี
เค้าก็จะมีชื่อใหม่ๆมาให้แปลกใจอยู่เสมอ เรียกว่าแมวทั้งสองตัวนี่จะมีชื่อใหม่ได้ไม่ซ้ำวันกันเลยทีเดียว)
ผมก็เลยเรียกเจ้าแมวทั้งสองตัวนี้ไปพลางๆก่อนว่า"เจ้าเหมียวใหญ่และเจ้าเหมียวเล็ก"
เจ้าเหมียวใหญ่มันเป็นเจ้าของบ้านที่อยู่มาก่อนเจ้าเหมียวเล็กประมาณสักห้าหกเดือน
จัดวางอันดับอาวุโสเป็นแมวรุ่นพี่ที่อยู่มาก่อนและยังตัวโตกว่า อย่างไรเสียความอาวุโสของเจ้าเหมียวใหญ่ก็ยังแพ้ความอาวุโสของแมวข้างบ้าน
บรรดาขาใหญ่เหล่านั้นมันหา(หนู)กินแถวๆบ้านของผมมาก่อนที่เจ้าเหมียวใหญ่ของผมจะเกิดซะอีก
ดังนั้นเมื่อวัดอันดับรุ่นกันแล้ว ความเก๋าของเจ้าเหมียวใหญ่ของผมจึงดูจ๋อยสนิทเมื่อเทียบกับเจ้าพวกขาใหญ่เหล่านั้น
ทุกๆวันตอนกลางคืนบรรดาแมวขาใหญ่ที่ว่าจะส่งตัวแทนจากแก๊งค์ของมันมาอย่างน้อยหนึ่งตัว
เข้ามาเก็บส่วยล่าหนูที่บ้านของผมเป็นประจำ คืนไหนที่เจ้าเหมียวใหญ่หรือเจ้าเหมียวเล็กของผมไปจ๊ะเอ๋กับเจ้าพวกนั้นเข้า
ที่บ้านของผมก็จะได้ยินเสียงแมวขู่กันเสียงวิ่งไล่ฟัดดังเอ็ดอึง(ใครที่เคยเลี้ยงแมวคงพอจะนึกออกว่าผมกำลังพูดถึงเสียงที่ดังน่ารำคาญมากขนาดไหน)
ดีหน่อยครับที่ฉากบู๊แบบแมวๆนี่กินเวลาไม่นาน..คงเป็นเพราะบรรดาขาใหญ่ข้างบ้านก็ฉลาดพอที่จะเข้าใจว่า
ถ้าพวกมันฟัดกันนานเกินไปก็จะมีกองหนุนของเจ้าเหมียวใหญ่และเจ้าเหมียวเล็กออกมาช่วยตีโต้พวกมันกลับเข้าให้บ้าง(กองหนุนที่ว่านั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ผมนั่นเองแหละครับที่ต้องตื่นมุดออกมาจากมุ้งสะลึมสะลือฉวยรองเท้าแตะขว้างบ้าง
ก้อนดินบ้าง หรืออะไรก็ตามที่อยู่ใกล้มือยามนั้นที่พอจะขว้างได้)
ความที่แมวของเพื่อนบ้านบุกรุกข้ามแนวรั้วมาฟัดแมวของผมอยู่บ่อยๆนี่แหละครับทำให้เกิดปัญหาคาใจลูกสาวของผมขึ้นมาจนได้
ระหว่างทางที่ผมกำลังขับรถกลับบ้านหลังจากที่เข้าไปดูแลสวนแล้ว สายฝน(ลูกสาวของผม)ก็ตั้งคำถามกับผมว่า
"พ่อทำไมแมวของป้าไรจึงข้ามรั้วมากัดแมวของเราบ่อยๆคะ"
"แมวมันเป็นสัตว์น่ะลูกมันไม่ใช่คน มันจะมีที่ๆมันคิดว่ามันเป็นเจ้าของเพื่อเอาไว้ล่าสัตว์ต่างๆที่มันกินได้
ทีนี้ที่ของมันจะมีบริเวณกว้างมากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของตัวมัน ถ้ามันเจอแมวตัวอื่นเข้ามาบุกรุกที่ของมัน
มันก็จะป้องกันที่หากินของมันเป็นธรรมดา"ผมตอบอย่างที่ผมเข้าใจ
"อ้าวถ้าแมวของเราอยู่ที่บ้านเราแล้วมันก็จำเป็นต้องไปบุกรุกที่ของแมวป้าไร
อย่างนี้มันจะทำอย่างไรคะ"
"เอไม่รู้สิลูก พ่อก็เพิ่งจะเคยเลี้ยงแมวพร้อมๆกับหนูนี่แหละ หนูคิดว่าเราควรจะทำอย่างไรดีล่ะ
แมวของป้าไรมันคงไม่เข้าใจหรอกว่า ภายในบริเวณรั้วของเรามันก็เป็นที่ของเราไม่ใช่ที่ๆของมัน
ทำอย่างไรได้ใช่มั้ย..เพราะมันเป็นแมวไม่ใช่คน"
"หนูรู้แล้ว...เราไม่ต้องไปทำอะไรหรอกพ่อ อีกหน่อยนะ..พอแมวของเราโตตัวล่ำและแมวของป้าไรแก่หนังเหี่ยวมันก็จะเจอแมวของเราทวงที่คืนบ้าง
พอถึงวันนั้นแล้วมันจะรู้สึกที่มันมาแกล้งแมวของเรานัก"สายฝนพูดพลางทำหน้าสะใจ"
สายฝนดูจะพออกพอใจที่มีคำตอบให้กับปัญหาเรื่องแมวๆของเธอแล้ว และผมก็ไม่ต้องสรุปคำตอบอะไรให้อีก
ระหว่างนั้นก็คิดถึงเรื่องที่เพิ่งได้อ่านเรื่องมดๆของครอบครัวแม่ส้ม(ในไลฟแอนด์แฟมมิลี่เดือนก.ค)ความสงสัยใคร่รู้ของเด็กในเรื่องรอบๆตัวสามารถนำมาสร้างกระบวนการที่จะเรียนรู้(ไม่ใช่ตัวความรู้เพียงอย่างเดียว)ได้เสมอถ้าเด็กมีความสนใจเป็นพื้นฐานและผู้ใหญ่เห็นความสำคัญไม่ได้มองแค่ผิวเผินว่าจะเป็นเรื่องไร้สาระเสียเวลาเรียน(ยกตัวอย่างอย่างเช่นเรื่องมดๆของครอบครัวแม่ส้มส่วนเรื่องแมวๆของสายฝนคงจะต้องต่อยอดเรียนรู้กันวันหลัง)
ใครยังไม่ได้อ่านลองหามาอ่านดูนะครับ ผมคนหนึ่งล่ะที่อ่านแล้วยังอยากทำฟาร์มมดสานความฝันของตัวเองเมื่อครั้งยังเด็กที่ยังไม่เคยได้ลองทำ
..อิจฉาสายเมฆจริงๆ
