18 มิถุนายน 44
วันนี้ผมตื่นเช้าเป็นพิเศษครับ ปกติแล้วผมเป็นคนนอนดึกประกอบกับไม่มีเหตุเร่งร้อนอะไรที่จะต้องรีบทำในตอนเช้า
ผมก็เลยติดนิสัยนอนดึกและตื่นสาย(ซึ่งเป็นนิสัยที่ไม่ดีเลยใช่ไหมครับ)
เมื่อวานได้มีโอกาสอ่านหนังสือโฮมสคูลของแม่ส้ม ทำให้นึกอยากที่จะให้สายฝนได้เรียนรู้มิติทางสังคมบ้าง วันนี้ก็เลยชวนสายฝนนั่งซ้อนท้ายจักรยานไปสูดอากาศสดชื่นยามเช้ากันหน่อย
บ้านผมอยู่ที่ตัวอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงรายครับ เป็นเมืองที่เล็กและค่อนข้างเงียบ ตอนที่ผมมาอยู่ที่นี้ใหม่ๆเมื่อสัก 10 ปีมาแล้ว ยังจำได้ว่าผมตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศยามเช้าว่างดงามขนาดไหนได้ดี สมัยนั้นถนนที่เป็นตรอกซอยต่างๆ ผิวถนนยังราดด้วยยางมะตอย ซึ่งจะดูเลื่อมเป็นมันเมื่อตอนที่เปียกน้ำค้างยามเช้า และที่ริมรั้วของบ้านส่วนใหญ่ก็จะปลูกไม้ดอกนานาตามความชอบของแต่ละบ้าน มันก็เลยกลายเป็นความสุขของผมที่จะได้ดูความงามของดอกไม้ของแต่ละบ้าน ที่มีไม่ซ้ำกันระหว่างที่เดินไปกาด(ตลาด)ยามเช้าซื้อเพื่อซื้อข้าวมันไก่ห่อละ3บาท เอาไว้เป็นเสบียงตอนกลางวันในสวน...
วันนี้หลายๆอย่างเปลี่ยนไปบ้างครับ ถนนราดยางมะตอยดำๆที่ผมว่ามันชวนให้หลงใหลก็หายไปเกือบหมดแล้ว กลายเป็นถนนที่เทคอนกรีต บรรดาคูน้ำ,ม้านั่งหน้าบ้านที่เคยเห็นมีผู้คนเพื่อนบ้านมาตั้งวงเสวนากันในเรื่อง ที่เป็นเรื่องและเรื่องไม่เป็นเรื่องก็หายไป เพราะต้องหลีกทางให้ท่อระบายน้ำแบบมีฝาปิดตามแบบที่เห็นกันตามเมืองใหญ่ทั่วไป เสน่ห์ต่างๆของเมืองชนบทเริ่มอ่อนแรงจากการถูกกระหน่ำด้วยสิ่งที่เรียกว่า ความเจริญของเมืองที่กำลังพัฒนา เดี๋ยวนี้เมืองที่ผมอยู่พอเริ่มมืดถนนก็แทบจะร้างผู้คน ไม่มีใครอยากออกมานั่งที่หน้าบ้านสังสรรค์กันอีกแล้วครับ ลั่นกลอนประตูรั้วเปิดโทรทัศน์ดูมีความสุขกว่าเป็นไหนๆ
ผมเสียดายโอกาสที่สายฝนจะไม่ได้เห็นภาพชนบทที่งดงามครับ ก็เลยว่าจะพาไปสัมผัสความงดงามเสียก่อนที่จะ"ถูกพัฒนา" ไปตามกาล
ผมชวนสายฝนออกจากบ้านไปแต่เช้าตอนที่แดดยังไม่ทันจะอุ่น เตรียมกระดานเสก็ตภาพของสายฝนไปด้วย บอกกับสายฝนว่า"เราจะไปดูกิจวัตรของผู้คนยามเช้ากัน" ผมพาสายฝนนั่งซ้อนจักรยานไปตามถนนต่างๆ ผ่านแถวของเด็กนักเรียนที่กำลังเดินไปโรงเรียน บางทีได้กลิ่นอาหารเช้าโชยข้ามรั้วมา ระหว่างทางมีเรื่องราวที่สายฝนตั้งเป็นคำถามกับผมมากมาย สายฝนสนุกกับการคำถามส่วนผมก็ไม่เบื่อที่จะตอบ
พอแดดเริ่มอุ่นเราก็มานั่งพักที่ลานวัดที่มีสนามหญ้าโล่งกว้าง และบริเวณรอบๆวัดก็มีต้นไม้สูงใหญ่ดูร่มรื่นดี สายฝนขอปากกาผมโดยตั้งใจว่าเขียนรูปพระที่กำลังกวาดลานวัด แต่แล้วก็เขียนจีวรพระไม่ได้ พอผมแนะวิธีให้สายฝนก็นั่งเขียนภาพของเค้าต่อไปอีก สายฝนก้มหน้าก้มตาเขียนอย่างไม่พูดไม่จา
เกือบจะได้เวลาเข้าเรียนของเด็กนักเรียนแล้ว ผมรู้เพราะสังเกตุเห็นความรีบร้อนของเด็กนักเรียนที่เดินเป็นกลุ่มใหญ่ที่ถนนเบื้องหน้าไกลๆนั้นได้ ขณะที่ใจกำลังนึกว่า"ดูสิขณะที่คนอื่นกำลังถูกเวลาเป็นตัวกำหนดให้รีบร้อนทำนู่นทำนี่นั้น ผมกับลูกกำลังใช้ชีวิตไปอย่างช้าๆ ดูสิ.....ระหว่างที่เดินมานั่งที่เก้าอี้ในสวนนี้เราก็ยังมีเวลามากพอที่จะรู้ว่าหญ้าที่เรากำลังเดินอยู่นี่มันเปียกนะ เมื่อครู่นี้เองสายฝนก็ยังสังเกตเห็นตัวแมลงเล็กๆใต้ใบไม้...ส่วนตอนนี้ผมกำลังนั่งฟังเสียงความเงียบ."
"พ่อ ..พ่อ ดีจังเลยใช่มั้ย ไม่ต้องอยู่ที่โรงเรียนเราก็เรียนได้" อยู่ๆสายฝนก็พูดขึ้นมาทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิดมานั่งอยู่กับสายฝนอีกครั้งหนึ่ง
"ใช่ ลูก ไม่ว่าอยู่ที่ไหนเราก็เรียนได้ทั้งนั้น" ผมตอบคำถามลูกสั้นๆเพราะเชื่อว่าสายฝนเข้าใจด้วยตัวเองดีแล้ว
"หนูคิดว่า เช้านี้สวยมั้ยลูก" ผมถามฝ่าความเงียบขึ้นมา สายฝนมองหน้าผมแล้วยิ้ม..
เวลานั้นทั้งพ่อและลูกต่างก็รู้ดีว่าเก้าอี้ที่นั่งอยู่นี้มีที่เหลืออีกมาก....แต่น่าแปลกที่ทั้งคู่ต่างกลับขยับตัวเข้ามาใกล้ชิดกันอีกนิดนึง
