เมืองแห่งท้องฟ้าสีเทา โดย สวิริญช์

เรื่องสั้น

….เมืองแห่งท้องฟ้าสีเทา….

โดย...สวิริญช์

สายฝนยังคงเทกระหน่ำ สาดซัด เม็ดฝนหนาหนัก ราวกับม่านสีเทาปิดกั้นบรรยากาศโดยรอบให้รอดพ้นจากสายตา ของผู้อยากรู้อยากเห็น สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเปล่ารางเลือน อยู่ในระยะไกล เป็นร่องรอยของสิ่งก่อสร้างที่บ่งบอกลักษณะว่า สถานที่แห่งนั้นเป็นเมืองอุตสาหกรรมทันสมัย ผู้คนมากมายพากันมุ่งหน้ามายังเมืองแห่งนี้ เมืองที่ท้องฟ้ามีเพียงสีเดียวเท่านั้น …เมืองแห่งท้องฟ้าสีเทา

นวลระยอง

เสียงนาฬิกาปลุกคงทำหน้าที่ของมันเที่ยงตรงเหมือนเช่นทุกวัน เสียงนั้นมีพลังอำนาจให้นวลระยองต้องกระพริบตาถี่ๆ สามถึงสี่ครั้ง ก่อนที่จะบิดกายไปมาขับไล่ความปวดเมื่อยและความเกียจคร้าน นวลระยองยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงนอนเช่นนั้นสักพัก นี่เป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของเธอทุกเช้า เธอกำลังเรียกพละกำลัง เรียกกำลังใจ และเรียกขวัญก่อนที่จะลุกไปเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการกับกิจธุระส่วนตัว เพื่อเริ่มเช้าวันใหม่ของการทำงาน

เสื้อเชิ้ตยีนส์แขนยาว กางเกงยีนส์ขายาว แขวนเรียงรายอยู่ในตู้เสื้อผ้า เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกเสื้อผ้าแบบอื่นสวมใส่เพราะนี่เป็นเครื่องแบบของบริษัท เครื่องแบบที่ทำให้เธอไม่แตกต่างอะไรกับเพื่อนพนักงานคนอื่นๆ

นวลระยองจัดการความเรียบร้อยของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เพราะหาไม่แล้วชีวิตของเธอจะยากลำบากเป็นแน่แท้ ด้วยเพราะหากเธอไม่สามารถจัดการพาตัวเองออกจากที่พักเพื่อมารอขึ้นรถรับส่งพนักงานของบริษัทได้ทันเจ็ดโมงเช้าแล้วล่ะก็ เธอจะต้องวุ่นวายกับการหารถโดยสารซึ่งน่าแปลกเมืองแห่งนี้กลับมีรถโดยสารเพียงแค่รถสองแถวและมอเตอร์ไซด์รับจ้างเท่านั้น การนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซด์กับคนที่ไม่คุ้นเคยและวางใจเป็นเรื่องที่น่ากังวล และค่าโดยสารก็แพงเอาการ

เช้าวันนี้อากาศขมุกขมัว แลดูมัวซัว กลุ่มเมฆสีทะมึนก้อนใหญ่ทิ้งตัวลอยระเรี่ยอยู่เหนือตึกรามบ้านช่อง ลมเย็นๆ และละอองฝนเริ่มตกต้องผิวหน้า คนทำงานหลายคนที่ต่างก็รอรถรับส่งอยู่บริเวณเดียวกันเริ่มหยิบร่มขึ้นกาง เออหนอ….คนเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากเราเลยนะ ต่างกันแค่ความแตกต่างของเครื่องแบบที่สวมใส่อยู่เท่านั้นเอง

นวลระยองหันไปยิ้มทักทายให้กับผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ เธอจำเขาได้เพียงแค่ว่า เขาเป็นพนักงานบริษัทเดียวกัน แต่อย่าถามเลยว่าเพื่อนพนักงานผู้นั้นชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร ทำงานอยู่แผนกไหน ฝ่ายไหน นั่นไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่เธอต้องค้นหาคำตอบ เพราะนั่นจะทำให้เธอต้องสูญเสียพลังงานไปอย่างเปล่าประโยชน์ เธอจำเป็นต้องสงวนพลังกายพลังใจของเธอไว้เพื่อรับมือกับปัญหาต่างๆ ในแต่ละวันที่ไม่เคยซ้ำและดาหน้าเข้ามาให้เธอต้องจัดการแก้ไขอย่างไม่รู้จักหยุดจักหย่อน

แม้เวลาจะล่วงผ่านมาเกือบสองปีแล้วก็ตามแต่นวลระยองก็ยังไม่เคยเกิดความรู้สึกว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของเมืองนี้เสียที เธอรู้สึกราวกับว่าเธอเป็นเพียงผู้อยู่อาศัยเท่านั้น เธอเป็นเหมือนใครสักคนที่เข้ามากอบโกยเอาผลประโยชน์จากเมืองนี้ เมื่อสมใจแล้วก็พร้อมที่จะเดินจากไป โดยไม่ได้แยแสสนใจเลยว่าหลังจากนั้นแล้วผู้คนและเมืองนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

ก็ใช่ว่าเธอต้องการมาอยู่ที่นี่เสียเมื่อไหร่กันเล่า หากความจำเป็นเท่านั้นต่างหากที่บีบบังคับให้ต้องเลือกและตัดสินใจ ความจำเป็นที่สืบเนื่องมาจากเศรษฐกิจยุคไอเอ็มเอฟนั่นล่ะ ที่บีบบังคบให้เธอต้องตัดสินใจย้ายตามบริษัทที่ต้องการลดต้นทุนด้วยการยุบสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพลง เหลือแต่เพียงสำนักงานโรงงานที่เมืองนี้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ความจำเป็นนั้นเองที่พลิกผันชีวิตอันแสนสุขของเธอให้ต้องมีอันพรากจากรุงเทพเมืองฟ้าเมืองอมร เมืองที่แสนจะสะดวกสบายและเป็นชีวิตชีวาของเธอ ให้ต้องมามีอันเศร้าสร้อยและน่าเบื่อหน่ายอยู่ภายใต้ท้องฟ้าสีเทาแห่งนี้ หากว่า’การหางาน’ไม่ใช่เรื่องยากลำบากแล้วล่ะก็ เธอจะไม่ยินยอมตัดสินใจเช่นนี้เด็ดขาด

หยาดฝนยังคงไหลพร่างพรูลงมาตามกระจกกว้างใหญ่ของรถบัส ภาพภายนอกกระจกแลดูบิดเบี้ยว ไร้รูปทรงที่ชัดเจน ขบวนรถอันยาวเหยียดบนท้องถนนสายหลักสายเดียวที่มุ่งตรงสู่นิคมฯ ต่างก็กำลังพยายามยื้อแย่งเบียดขอทางเพื่อจะไปให้ถึงยังจุดหมายได้ก่อนใครก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งหนไหน เปลวไฟสีแดง วาบ วาบ เป็นระยะอยู่ปลายปล่อง Flare ที่เห็นได้แต่ไกลนั้น มิได้ดับลงพร้อมกับสายฝนแต่อย่างใด แสงสีแดงจาก Flare อันสูงที่สุดนั่นเป็นของโรงงานของเธอเอง นี่ก็เป็นอีกเมืองหนึ่ง เมืองที่ซ้อนทับอยู่ในเมืองอีกทอดหนึ่ง นวลระยองให้แปลกใจเมืองๆ นี้ก็มีแต่สีเทา ประหลาดนัก

ฝนยังไม่มีทีท่าจะซาเม็ดลงแต่อย่างใด……..ในวาบหนึ่งของความคิด นวลระยองอยากจะรู้เป็นนักหนาว่า ก่อนนั้นเมืองนี้เคยเป็นมาอย่างไรกันนะ ท้องฟ้าของเมืองนี้ก่อนนั้นมันเป็นสีอะไร…………

ผู้ใหญ่บุญทับ

ฝนมันจะตกไปถึงเมื่อไหร่กัน’ ชายวัยกลางคน ร่างสันทัด เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้น ยืนเอามือไพล่หลัง และกำลังมองฝ่าสายฝนหนาหนักซึ่งได้ตกกระหน่ำลงมาเมื่อครู่ จากชายคาศาลาการเปรียญของวัดไผ่สูง วัดที่เป็นศูนย์รวมของชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ อย่างทอดถอนใจ พลางบ่นดังๆ กับหญิงวัยเดียวกัน ซึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งข้างๆ ข้างตัวของหญิงผู้นั้นมีเถาปิ่นโตวางอยู่ เธอเป็นหนึ่งในชาวบ้านละแวกนี้ที่มาทำบุญยังวัดไผ่สูงอันเป็นกิจวัตร และเธอก็ติดฝนยังไม่สามารถกลับบ้านได้เช่นกัน หญิงวัยกลางคนกล่าวตอบชายผู้นั้น

‘มันก็คงได้เวลาของมันน่ะแหล่ะผู้ใหญ่ ร้อนมาหลายวันเหลือเกินแล้ว ตกเสียทีก็ดี จะได้เย็นขึ้นมาบ้าง’

‘เสียดายก็แต่น้ำฝนนี่ล่ะแม่ผ่อน น้ำฝนสมัยนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนเสียแล้ว แทนที่จะรองน้ำเอาไว้ใช้ได้ ก็ต้องปล่อยให้มันไหลทิ้งไปเสียเปล่าๆปลี้ๆ’ เสียงเฮ้อถอนใจดังตามหลัง

ผู้ใหญ่บุญทับเขาก็เป็นอีกผู้หนึ่งของชาวบ้านไผ่สูงแห่งนี้ ที่ชีวิตประจำวันของเขาและครอบครัวต้องได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากความเจริญที่อยู่โดยรอบ

บริเวณส่วนใหญ่ของผืนดินแถบนี้ที่ก่อนนั้น รกร้าง เต็มไปด้วยป่าหญ้า บางส่วนเป็นวัดเก่า บางส่วนเป็นป่าช้า ที่ดินแถบนี้ไม่ได้อยู่ในความสนใจของผู้ใดที่คิดจะเข้ามาจับจองเป็นเจ้าของ จวบจนเมื่อทางการได้เวนคืนที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่แถบนี้ให้กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการก้าวสู่ความเป็นนิคส์ของประเทศ

ป่าช้าถูกปรับพื้นที่ ถมดินให้เป็นสถานที่ก่อตั้งโรงงานปิโตรเคมี พื้นที่รกร้างเต็มไปด้วยป่าหญ้าถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นที่ตั้งของโรงงานกำจัดขยะขนาดใหญ่

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวค่อยเป็นค่อยไป แต่ต่อเนื่องและมั่นคงแข็งแกร่ง โรงงานต่างๆผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด การไหลมาของแรงงานต่างถิ่น การอพยพย้ายถิ่นฐาน การเติบโตของตลาดและศูนย์การค้า

มันเกิดขึ้นภายในไม่เวลาไม่ถึงห้าปีนี้เอง ………

พร้อมๆกับสิ่งที่ทุกคนเรียกว่า ‘ความเจริญ’ ‘การสร้างงาน’ ‘การกระจายรายได้’ ก็นำความเดือดร้อน ยุ่งยากมาสู่ชาวบ้านที่เป็นคนในพื้นที่ พวกเขายังคงอยู่อาศัยในที่ดินเดิมของเขา แต่พวกเขาอยู่ใกล้นิคมมากเกินไปเท่านั้นเอง นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้ขายที่ดินให้กับผู้ประกอบการรายใด เพราะนั่นเป็นผืนดินผืนสุดท้ายที่บรรพบุรุษของเขาได้ทิ้งไว้ให้ และพวกเขารู้ว่าหากผืนดินนี้หลุดมือไปแล้ว พวกเขาจะไม่มีโอกาสซื้อหากลับมาเป็นเจ้าของได้อีกเลย จากที่ดินราคาตารางวาละไม่กี่บาท บัดนี้ราคาที่ดินพรุ่งพรวด จนไม่สามารถจะตัดใจซื้อเป็นกรรมสิทธิ์ได้

หากสิ่งเหล่านั้นมันก็ยังไม่เลวร้ายเท่ากับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมทรามลงทุกวัน น้ำฝนที่เคยใสสะอาด สามารถนำมาดื่มอาบใช้ได้เลยนั้น กลายเป็นเรื่องบอกเล่าในอดีตไปแล้ว น้ำฝนในตอนนี้ปนเปื้อนไปด้วยสารพิษที่แต่ละโรงงานต่างพากันแข่งขันปล่อยออกสู่อากาศ น้ำบาดาลที่เคยขุดใช้ได้ตามปกติ หากแต่ตอนนี้กลับขุ่นข้นเต็มไปด้วยคราบสารเคมีที่ระบุไม่ได้ว่ามาจากอะไร

เด็กเล็กๆ ก็เด็กๆที่เป็นลูกหลานของทั้งชาวบ้านที่ขณะนี้ผันตัวเองไปเป็นแรงงานอยู่ตามโรงงานต่างๆ และยังรวมถึงลูกๆ ของแรงงานต่างถิ่นที่โยกย้ายมาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินเป็นคนขายแรงงานทั่วไปบ้าง เป็นพนักงานทำความสะอาดบ้าง เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยบ้าง พวกเขาต่างต้องหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลาเลี้ยงลูกเล็ก ศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็กของวัดแห่งนี้เท่านั้นที่จะช่วยพวกเขาให้คลายความกังวลใจได้ว่า ลูกของเขาจะมีคนดูแล

แต่เมื่อเช้านี้อีกเช่นกันที่ผู้ใหญ่บุญทับต้องให้รู้สึกขัดเคืองใจขึ้นมาอีกครั้ง ท่านเจ้าอาวาสเปรยแกมบ่นว่า ท่านต้องเป็นฝ่ายโทรศัพท์แจ้งไปยังโรงงานกำจัดขยะที่อยู่ไม่ไกล ให้หยุดส่งกลิ่นเหม็นเสียที โชคร้ายเหลือเกินที่วัดไผ่สูงแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศใต้ลม กลิ่นเหม็นจากการกำจัดขยะจึงลอยตามลมมาอยู่เป็นระยะๆ สงสารก็แต่เด็กตาดำๆตัวน้อยทั้งหลายในศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็กนี่ล่ะ ที่ไม่เป็นอันได้นอนกลางวันตามปกติ เพราะทนกลิ่นเหม็นของขยะไม่ไหว

‘เห็นทีคงต้องทำอะไรสักอย่างเสียแล้ว’ ผู้ใหญ่บุญทับหมายมาดในใจ

พร้อมกับสั่งการแม่ผ่อนยาวเหยียด ‘แม่ผ่อน ฝากช่วยไปบอกๆกันหน่อย ว่าฉันขอเรียกประชุมชาวบ้านเอาวันนี้ล่ะ เลิกงานแล้วมาคุยกันที่วัด เดี๋ยวฉันจะไปบอกพวกพ่อล้วน ทิดมั่น ให้ช่วยกันบอกๆต่อไปด้วย แล้วจะได้ไปนิมนตร์ท่านเจ้าอาวาสให้ท่านอยู่เป็นประธาน ช่วยฟัง ช่วยสรุปด้วย ท่านมีการศึกษามากกว่าพวกเรา ท่านน่าจะชี้แนะเราได้บ้าง’

"ไอ้ฉันน่ะเบื่อสีท้องฟ้าของบ้านเราเดี๋ยวนี้เหลือเกิน มันเทาหม่นไปหมดแล้ว ฉันอยากให้ลูกหลานของพวกเรา ไอ้ตัวเล็กๆที่เดี๋ยวพ่อแม่มันก็จะพากันอุ้มมาฝากให้ช่วยเลี้ยงนี่ ได้เห็นท้องฟ้าที่มันมีสีฟ้าสมชื่อของมันเสียที แต่ฉันก็ไม่รู้หรอกนะแม่ผ่อนว่าไอ้ที่ฉันหวังไว้นั้นมันจะเป็นจริงเมื่อไหร่กัน"

ทรงชัย

ควันบุหรี่สีเทาม้วนตัว ลอยระเรื่อย เป็นสายจากปลายนิ้วของชายหนุ่มวัยสี่สิบต้น พิจารณาจากทีท่าของเขาแล้วดูเขาไม่อินังขังขอบกับความร้อนและเปลวไฟสีแดงที่ลุกลามใกล้ปลายนิ้วเข้ามาเรื่อยๆนั้นเลยแม้สักน้อย เขาทอดสายตามองฝ่าสายฝนที่ไหลร่วงพรูเป็นสายผ่านผนังกระจก จากภายในของห้องทำงานที่ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและทันสมัย เอกสารบนโต๊ะยังวางกองค้างคาไว้ เถ้าบุหรี่ในที่เขี่ยบุหรี่ซึ่งทำจากแก้วเจียรไนสวยงามเป็นหลักฐานว่าเขาเป็นคนสูบจัดพอตัว เขายังคงจ่อมจมอยู่กับความคิดส่วนตัว

ทรงชัยกำลังรู้สึกหงุดหงิดอย่างยิ่ง ทำไมวันนี้ฝนต้องตกด้วยนะ ฝนตกแต่ละครั้งทำให้งานซ่อมแซมเครื่องจักรต้องพลอยหยุดชะงักไปด้วย และผลของมันทำให้กำหนดการแล้วเสร็จการซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องจักรใหญ่ของโรงงานครั้งนี้ต้องเลื่อนกำหนดวันออกไปอีก ซึ่งนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายมหาศาลที่บริษัทต้องสูญเสียจากการที่ไม่สามารถเดินเครื่องจักรผลิตสินค้าได้ตรงตามเวลา

หากแต่อะไรก็ไม่ทำให้เขาต้องรู้สึกหงุดหงิดแกมกังวลเท่ากับสิ่งที่ได้รับรู้เมื่อคืนนี้ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์โทรเข้ามาแจ้งข่าวให้เขารีบเปิดโทรทัศน์ ดูข่าวที่นักข่าวทีวีกำลังสัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้านในชุมชนหนึ่งละแวกนิคมอุตสาหกรรม ร้องเรียนถึงความเดือดร้อนที่ได้รับจากการที่โรงงานปล่อยมลพิษออกสู่ชุมชน ผู้ใหญ่บ้านคนนี้ฉลาดนักเลือกที่จะนำเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่งคนทั่วไปให้ความสงสารเห็นใจได้ง่ายดังนั้นนักข่าวจึงได้ภาพข่าวเด็กๆ ภายในสถานรับเลี้ยงเด็กเล็กของวัดแห่งหนึ่งที่ต้องเอามืออุดจมูกยามเมื่อลมพัดเอากลิ่นขยะโชยมาเป็นระยะ แล้วยังพระสงฆ์ภายในวัดอีกล่ะ ที่ก็ต้องทนดมกลิ่นเหม็นของขยะไม่ต่างอะไรกับเด็กๆเหล่านั้น ภาพข่าวตัดไปยังการออกมายืนยันของผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องว่าปัญหานี้จะไม่ถูกละเลยและจะได้รับการแก้ปัญหาอย่างแน่นอน

แม้ว่าโรงงานที่ก่อปัญหานั้นจะไม่ใช่โรงงานที่เขารับผิดชอบ หากแต่การที่เขาทำงานในจุดนี้มานาน ทำให้เขาคาดเดาได้ว่า เรื่องนี้จะยังไม่จบลงง่ายๆอย่างแน่นอน ทรงชัยเป็นผู้จัดการโรงงานแห่งหนึ่งในนิคมฯ โรงงานที่เขามั่นใจในคุณภาพของการออกแบบและการก่อสร้างว่าด้วยระบบและเทคโนโลยีที่เลือกใช้จะไม่ก่อปัญหาหรือสร้าง ปัญหาสภาวะแวดล้อมให้กับชุมชนแต่อย่างใด แต่ในเมื่อโรงงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิคมฯ เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับโรงงานกำจัดขยะ ย่อมส่งผลกระทบและนำความยุ่งยากที่ราวกับลูกโซ่มายังบริษัทในลำดับถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น แน่ละเมื่อเป็นข่าวแบบนี้แล้ว หน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ต่างก็ต้องพากันเดินทางเข้ามาเพื่อหารือหาข้อสรุปและแนวทางป้องกันแก้ไข มาตรการการดำเนินงานต่างๆจะถูกประกาศออกมาเป็นกฎข้อบังคับใช้ และสุดท้ายหน่วยงานเหล่านั้นล้วนต่างต้องการงบประมาณสนับสนุนเพื่อให้การแก้ปัญหาลุล่วงอย่างได้ผล

กี่ครั้งกี่คราวแล้วที่ชุมชนและประชาชนในท้องที่เลือกใช้สื่อแทบทุกช่องทาง กดดันโรงงานที่พวกเขาคิดว่าสร้างปัญหา พวกเขาคิดว่าพวกเขามีไม้ตายหรืออีกนัยหนึ่งพวกเขาถือว่าพวกเขามีอาวุธที่จะใช้ในการต่อสู้ และอาวุธที่สำคัญใดจะดีไปกว่าสื่อมวลชน ไม่มีโรงงานไหนหรอกที่อยากเป็นข่าวด้านลบ อันจะทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทเสียหาย และส่งผลต่อการซื้อขายหุ้นของตนเองในตลาดหลักทรัพย์ บางครั้งทรงชัยเคยกังขาว่า มีแต่ประชาชนเท่านั้นหรือที่คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายเดือดร้อนแต่เพียงฝ่ายเดียว มีแต่ประชาชนนั้นหรือที่สมควรได้รับผลประโยชน์ทดแทนในทุกกรณีจากการเรียกร้องเอากับการที่โรงงานเข้ามาตั้งในย่านนี้

หากทำไมพวกเขาเหล่านั้นไม่คิดบ้างว่า พวกเขาก็ได้รับผลประโยชน์ด้วยเช่นกัน จากที่เคยเป็นเมืองเล็กๆเงียบๆ เศรษฐกิจของเมืองขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวและผลิตผลการเกษตร หากเมื่อมีนิคมอุตสาหกรรมเข้ามา เมืองนี้เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ธุรกิจที่พักอาศัย หมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม หรืออพาร์ทเมนท์ มีอยู่เต็มเมือง เขาเคยได้ยินลูกน้องบ่นให้ฟังว่า ค่าที่พักอาศัยในเมืองนี้ราคาสูงพอๆกับกรุงเทพฯ หรือบางที่แพงกว่ากรุงเทพฯเสียอีก นอกจากนั้นแล้วนิคมฯ ยังปลุกให้การค้าขายคึกคักขึ้นมาอย่างที่เมืองนี้ไม่เคยเป็นเคยมีมาก่อน การติดต่อซื้อขายมีมากขึ้น การเงินแพร่สะพัด พ่อค้าแม่ค้าลืมตาอ้าปากหน้าชื่นกันเป็นทิวแถว

ถึงกระนั้นทรงชัยคิดว่าเขาเองก็ไม่ได้ละเลยความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงงานและชุมชน เขาให้ความสำคัญกับงานชุมชนสัมพันธ์ การส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อพูดคุยและรับทราบข้อปัญหาต่างๆของชาวบ้านถือเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญเสมอ การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ชุมชนจัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอมิได้ขาด พร้อมทั้งการสนับสนุนให้ความอนุเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นในรูปของเงินหรือสิ่งของ เขามั่นใจว่าเขาไม่ได้ละเลย จนจะทำให้เป็นเหตุผลที่กลุ่มชุมชนใดจะะยกขึ้นมาเป็นข้อกล่าวอ้างได้ แล้วกระนั้นภาพที่ออกสู่สายตาประชาชน มันก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงโรงงานก็ยังคงเป็นผู้ร้ายเสมอ

ทรงชัยหัวเราะให้กับตัวเอง เขากดบุหรี่ลงกับที่เขี่ยบุหรี่จนดับสนิท ช่างเถอะไหนๆ ก็จะต้องกลายเป็นผู้ร้ายอยู่แล้ว ในเมื่อสื่อก็ไม่ได้เอ่ยถึงชื่อบริษัทของเขาแต่อย่างใด เขาก็ไม่น่าจะสนอกสนใจประเด็นนี้ต่อไปอีก ใครสร้างปัญหาคนนั้นก็จัดการแก้ปัญหากันเองก็แล้วกัน

แต่ในตอนนี้นี่สิ เมื่อไหร่ฝนจะหยุดตกเสียที เขาเบื่อท้องฟ้าสีเทายามฝนตกนี้เต็มทนแล้ว………………………


Top of the page

From heart to arts: Updated on May 26, 2004