The Rainbow LOVER

 

vol 6

***************************

“คืนนี้จะให้ฉันนอนไหน?” คาเมะถามขึ้นหลังจากอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว เขาสวมเสื้อยืดสีฟ้าที่จุนโนะแวะซื้อมาจากข้างนอก เสื้อตัวหลวมนั้นยาวคลุมเข่า ลายของเสื้อเป็นภาพพิมพ์สีสด เป็นลายสายรุ้งหลากสีที่พาดผ่านท้องฟ้า คาเมะก้มมองลายเสื้อแล้วก็เลิกคิ้ว


...สายรุ้งอีกแล้ว...


“นี่จุนโนะสุเกะ...นายจะให้ฉันนอนไหนไม่ทราบ?” คาเมะถามอีกครั้งเมื่อเห็นว่าร่างสูงเอาแต่นั่งเล่นโน้ตบุ๊คอยู่บนเตียง ไม่ได้หันมาสนใจเขาสักเท่าไร จุนโนะเองก็เปลี่ยนมาใส่ชุดนอนแบบเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้นตัวหลวมสีดำ

<<<<......เจ้าหมอนี่ชอบสีดำจริงแฮะ.....>>>
คาเมะคิดในใจ

“นี่นาย...” ร่างบางเดินมาจิ้มไหล่จุนโนะแรงๆ จนร่างสูงเงยหน้าจากจอคอม พอเห็นคาเมะใส่เสื้อตัวยาวที่ซื้อมาให้ เขาก็ยิ้มน้อยๆ
“น่ารักนะ”
“ฉันไม่ชอบให้ใครมาชมว่าน่ารัก ฉันผู้ชายนะเว้ย” คาเมะทำหน้างอ แล้วก็ถามต่อ
“ฉันถามนายไม่ได้ยินหรือไงว่า จะให้ฉันนอนไหน?”
“เป็นเด็กน้อยก็ต้องนอนกับฉันซิ จะปล่อยให้นอนคนเดียวได้ไง” จุนโนะบอก แล้วก็หันมาสนใจจอคอมต่อ คาเมะทำเสียงครืดคราดในลำคอ แล้วก็ยื่นหน้ามาดูว่าจุนโนะทำอะไรกับโน้ตบุ๊ค เขาเห็นตารางหุ้นเต็มพรืดบนหน้าจอ ซึ่งจุนโนะก็เลื่อนเม้าส์เช็คตัวเลขในจออย่างขมักเขม้น
“เล่นหุ้นด้วยเหรอ?”
“ใช่...ฉันชอบเก็งหุ้นให้พ่อ พ่อฉันชอบซื้อหุ้น”
“อือ....ไม่คิดว่านายจะมีหัวคิดเหมือนกัน” คาเมะพูดเหมือนชม แต่จริงๆ แล้วฟังดูแล้วเหมือนพูดประชด จุนโนะเหลือบมองหน้าขาวที่ป้วนเปี้ยนอยู่หน้าจอคอมอีกด้านหนึ่ง เขาตบมือลงบนเตียงข้างกาย แล้วบอกว่า
“นายนอนกับฉันบนเตียงนี้ เพราะนายเป็นเด็กอายุสามขวบ”
“ว่าไงนะ...นี่นายเลิกเล่นอะไรแบบนี้ซะทีซิ ฉันเบื่อแล้วนะ” คาเมะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ จุนโนะ ...หนีบมือสองข้างไว้ตรงกลางระหว่างหัวเข่า
“ฉันอยากเปลี่ยนแล้วล่ะ ฉันจะไม่เป็นเด็กอายุสามขวบแล้ว”
“งั้นอยากเป็นอะไร?”
“เป็นอย่างที่ฉันเป็น...เป็นพี่ชายของแฟนนาย”
คำตอบนั้นทำให้จุนโนะชะงักมือที่กำลังจะจิ้ม Enter บนแป้น เขายิ้มมุมปากแล้วก็ชี้นิ้วชี้สองนิ้วมาทางคาเมะ
“คุณได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้...แต่ต้องหลังจากคืนนี้ไปแล้วนะ”
“ก็ยังดีวะ” คาเมะบ่นเบาๆ แต่ก็อดระแวงไม่ได้ หลังจากคืนนี้เขาจะเป็นคาเมะตามเดิม แต่ว่าก่อนจะพ้นคืนนี้ล่ะ เขาแอบกลืนน้ำลายดังเอื๊อก หวนคิดไปถึงเหล่าบรรดาถุงยางอนามัยในตู้เสื้อผ้าของจุนโนะ...ให้ตายเถอะ ขออย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย...จะรอดมั้ยว้าคืนนี้....

“ฉันคิดว่าฉันนอนในห้องน้ำก็ได้” เขาว่า
“ไม่ได้!! เด็กสามขวบไม่ควรนอนตามลำพัง” จุนโนะพูดโดยไม่ได้เหลือบมองดูเขา และดูเหมือนจะไม่สนใจว่าตอนนี้คาเมะกำลังขมวดคิ้วจนแทบจะติดกันอยู่แล้ว
คาเมะชักเท้าขึ้นมาบนเตียง แล้วขยับเข้าไปใต้ผ้าห่ม นอนมองร่างด้านข้างของจุนโนะที่กำลังเช็คตารางหุ้นหลังจากปิดการซื้อขายแล้ว
“นี่ยังไม่นอนอีกหรือไง?” ร่างเล็กถามขึ้นมา
“ยัง”
“ฉันง่วงนี่”
“ง่วงก็นอนก่อนซิ”
“อือม......” คาเมะหันหน้าตะแคงไปอีกทาง พยายามข่มตาให้หลับ แต่ว่าเขาก็พลิกตัวมาทางจุนโนะอีก
“ถามหน่อยเด่ะ ว่านายชอบสายรุ้งมากนักเหรอ?”
คำถามนั้นเรียกความสนใจจากร่างสูงได้ไม่น้อย เพราะจุนโนะหันขวับมามองคนถามทันที ริมฝีปากคลี่ยิ้มออกมา
“เปล่า...”
“อ้าว...แล้วทำไมนายถึงชอบวาดภาพสายรุ้งนักล่ะ?”
“ชอบ?...นี่หมายความว่านายคงจะเที่ยวสำรวจห้องฉันเรียบร้อยแล้วซิถ้า”
“ก็งั้นเด่ะ ฉันก็อยากจะรู้มั่งนี่ว่า นายน่ะเป็นไง?”
จุนโนะปิดโน้ตบุ๊คฉับ แล้วก็วางมันเอาไว้บนโต๊ะข้างเตียง เขาชำเลืองดูสมุดสเก็ตภาพที่วางอยู่บนนั้น และก็คิดว่า สงสัยคาเมะคงจะแอบมาเปิดดูแน่ๆ


“รูปวิวนั่นสวยดีนะ ใครวาดน่ะ” คาเมะชี้ไปที่ภาพเขียนที่ติดอยู่เหนือผนังด้านหัวเตียง
“นายวาดเองเหรอ? แต่สวยๆ แบบนั้นคงไม่ใช่หรอกมัง”
“พ่อฉันวาด” จุนโนะตอบสั้นๆ ยักไหล่แบบสนใจ เขาดับไฟแล้วก็มุดตัวเข้าไปใต้โปงเดียวกับคาเมะ นอนหงายลืมตาในความมืด ขณะฟังคนช่างซัก ถามต่อไปอีก
“พ่อนายเป็นศิลปินเหรอ?”
“เปล่า พ่อฉันเป็นนักธุรกิจ”
“อ้อ....แบบว่า วาดรูปเป็นงานอดิเรก”
“ใช่”
“แล้วนายล่ะ ทำไมชอบวาดสายรุ้ง มันมีความหมายอะไรหรือไง?”
“ช่างถามจริงนะ เจ้าเด็กสามขวบ” จุนโนะอดค่อนไม่ได้
“ก็อยากรู้นี่หว่า” คาเมะเผยอกายขึ้น นอนตะแคงหันมาทางจุนโนะ ยกศอกตั้งขึ้น ใช้มือยันศีรษะไว้ จุนโนะมองแล้วก็ยีหัวทุยนั้นแรงๆ
“เด็กจริงๆ นายนี่...คนเราง่ะนะ ย่อมมีสายรุ้งอยู่ในใจด้วยกันทุกคนแหล่ะ ไม่มีใครรู้ว่ารุ้งเริ่มต้นจากที่ใด และจบลงที่ไหน ไม่มีใครสนใจหรอกว่า สายรุ้งจะพาดผ่านอะไรมาบ้าง แต่สนใจอย่างเดียวคือ ที่ปลายสายรุ้งนั้นมันมีอะไรอยู่”
“อือ.....มีหม้อทองคำอยู่ใช่มั้ย?”
“ก็ทำนองนั้น... นั่นมันเป็นความเชื่อว่าที่ปลายสายรุ้งมีความฝันของเราอยู่ เราจะไปตามความฝันนั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะสมหวังหรือไม่เท่านั้นเอง”
“งั้นความฝันของนายก็อยู่ที่ปลายสายรุ้งนั่น แล้วอะไรคือความฝันของนาย”
“เคยได้ยินนายพูดกรอกหูฉันว่า นายเกลียดฉัน แล้วนายจะอยากรู้ไปทำไม?” จุนโนะย้อนถามกลับ คาเมะเลยจิ๊ปาก
“นายนี่ คนกำลังพูดดีด้วย ดันทำเสียเรื่อง ก็มันอยากรู้นี่หว่า ว่าไง จะบอกหรือเปล่าว่าอะไรรอนายอยู่ที่ปลายสายรุ้ง?”
“นายมั้ง?”
“บ้าเด่ะ!! ฉันไม่ใช่หม้อทองนะว้อย” คาเมะตวาดแว้ดเข้าให้ จุนโนะหัวเราะจนทรวงอกกระเพื่อม เอานิ้วจิ้มหน้าผากคาเมะจนหน้าหงาย
“ฉันก็ไม่อยากให้นายเป็นหม้อที่ปลายสายรุ้งหรอกน่า...พ่อฉันน่ะค้นหาปลายสายรุ้งเจอแล้ว นั่นก็คือคนที่เขาพึงพอใจซึ่งก็ไม่ใช่แม่ฉัน เป็นหนุ่มใหญ่ซึ่งเป็นหุ้นส่วนธุรกิจด้วยกัน พ่อฉันน่ะปิ๊งเขาตอนที่เลิกกับแม่ฉันใหม่ๆ เขาบอกว่าหมอนั่นน่ะเป็นหม้อทองที่โคนปลายสายรุ้ง เป็นคนที่แบบว่า...ใช่เลย...พ่อว่ามันคือความรู้สึกที่เหมือนกับมีใครมากระซิบบอกว่า นี่แหล่ะที่สุดของที่สุด และพ่อของฉันก็อยู่กับเขามาจนทุกวันนี้ แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่รู้จักพอ.....เฮ้อ...อย่าพูดถึงดีกว่า ฉันเองก็ไม่อยากเป็นอย่างพ่อหรอกนะ....ความสุขของเราน่ะ เราไขว่คว้าหาเอาเองได้ มีเงินทองหรือสมบัติอะไรก็ซื้อหามันมาไว้กับตัว แต่เจ้าปลายสายรุ้งน่ะ อะไรก็หาซื้อไม่ได้ นอกจากเราจะค้นพบด้วยตัวของเราเอง”
“ก็แล้วอะไรล่ะที่นายอยากค้นพบ?”
“ใครสักคนที่ฉันจะรัก และรักฉัน ใครที่ยืนรอฉันอยู่ ณ ริมสุดของสายรุ้ง”
“เพ้อฝัน...” คาเมะว่า พลางทำท่าขนลุกเมื่อได้ยินคำตอบที่เขาไม่คิดว่า จุนโนะจะมีอารมณ์โรแมนติกแบบนี้ แต่ร่างสูงก็ยกมือยอมรับ
“ใช่... บางเวลา คนเราก็มีอารมณ์เพ้อฝันบ้างนะ”
“แล้วคนที่นายจะรัก ..คนคนนั้น ไม่ใช่น้องสาวของฉันหรอกเหรอ?” คาเมะถามเสียงเบาๆ พยายามจ้องหน้าร่างสูงในความมืด แต่ก็ไม่เห็นอะไรเลย นอกจากเสียงพลิกตัวของจุนโนะ
“ไม่ใช่หรอก”
“หา? ไอ้บ้า นี่นายพาน้องฉันควงไปโน่นมานี่ แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าไม่ใช่อีก”
คาเมะชักฉุน แต่จุนโนะกลับพลิกตัวกลับมาปิดปากของเขาเอาไว้ และกดศีรษะกับที่นอน
“รู้สึกว่าเจ้าเด็กสามขวบมันจะพูดมากเกินอายุจริงนะ”
“อื้อ...อื้อ...” คาเมะพยายามดิ้น และแกะมือจุนโนะออกจากปาก แต่ก็ไม่อาจทำได้ เพราะตัวเล็กและแรงน้อยกว่า เขาได้แต่ส่ายหน้าไปมา
“อื้อ...อื้อ...”
“เห็นทีจะให้นายกลับไปเป็นเด็กสามขวบเสียแล้วล่ะมัง”
ว่าแล้วจุนโนะก็ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างบาง และกดหัวคาเมะให้นอนแนบกับไหล่ของเขาเอาไว้
“เงียบและนอนซะ...ดึกมากแล้ว”
“คอยดูนะ ถ้านายทำให้ยูกิเอะร้องไห้ล่ะก็ ฉันจะทำให้นายร้องมั่ง” คาเมะว่าเป็นคำสุดท้ายแล้วหลับตา เขาพยายามจะพลิกกายหนีจากจุนโนะแต่ว่าก็โดนมือดีรั้งตัวเอาไว้ ทำให้คาเมะต้องออกแรงสะบัดจะให้หลุด ในที่สุดก็ฟาดฝ่ามือใส่ซอกคอของจุนโนะ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่มันก็ดังเพี้ยะเล่นเอาอีกฝ่ายสะดุ้งแล้วผุดลุกขึ้นนั่งทันที
“นี่นายทำร้ายฉันอีกแล้วนะ!!” จุนโนะพูดเสียงกร้าว เขากระชากผ้าห่มที่คลุมตัวเองและคาเมะออก แต่คาเมะก็ยื้อเอาไว้จนสุดแรง
“นายจะทำอะไรฉัน?” คาเมะร้องออกมา
“จะจับกดให้ตายคาเตียงเลยดีมั้ยหา?”
“อย่าน้า....” คนข้างล่างร้องเสียงหลงเมื่อโดนจุนโนะกดที่หน้าอกจนร่างบางแทบจมหายไปกับที่นอน ขาสองข้างยกขึ้นฟาดไปมาในอากาศ หาทางดิ้นจนสุดฤทธิ์ แต่แล้วเขาก็ถูกพลิกให้นอนคว่ำ

จุนโนะกระชากผ้าห่มออกเหวี่ยงไปด้านหลัง แล้วถลกเสื้อยืดตัวยาวของคาเมะออกจนเห็นกางเกงบ็อกเซอร์สีขาว ฝ่ามือใหญ่ฟาดลงไปที่แก้มก้นอย่างแรงจนคาเมะร้องเสียงลั่นห้อง
“โอ๊ย...!!...เจ็บ!!”
“ทีงี้รู้สึกเจ็บ ทีนายตีฉันไม่รู้จะกี่ครั้งแล้ว ฉันไม่เจ็บหรือไงหา?”
“ฉันไม่ได้ตั้งใจนี่”
จุนโนะไม่สนใจฟังคำแก้ตัว เขาฟาดก้นคาเมะอีกสองข้าง จนดังเพี้ยะ แต่พอจะฟาดอีกครั้ง ร่างบางก็ฮึดสู้ ลุกขึ้นตะแคงแล้วเตะท้องจุนโนะอย่างแรง จนร่างสูงพลิกตกเตียง
“จะมากไปแล้วนะ ไอ้โรคจิต!!”
คาเมะฉวยผ้าห่มนวมได้ก็โยนมาคลุมหัวจุนโนะ แล้วก็กระชากร่างสูงมาใกล้ มะเหงกแข็งๆ เขกโป๊กไปที่หัวของจุนโนะอย่างแรงจนคนใต้ผ้านวมร้องลั่น
“โอ๊ย..เจ็บนะโว้ย ไอ้เต่า!!”
“ก็จะให้เจ็บน่ะเด่ะว้อย” คาเมะเตะซ้ำไปอีกที คราวนี้โดนสีข้างของจุนโนะ แต่ไม่แรงนักเพราะเตะไม่ถนัด หนำซ้ำยังโดนมือที่รอดผ้าห่มมาจับข้อเท้าของเขาไว้ซะอีก
“เฮ้ย!!”
คาเมะไถลตัวพรืดล้มกลิ้งไปบนพื้นพรมเมื่อจุนโนะกระชากข้อเท้าของเขาแรงๆ คนตัวสูงกว่ามุดออกมาจากผ้าได้ก็โถมเข้าหาคาเมะทั้งตัว ร่างสูงของจุนโนะทับร่างเล็กกว่าของคาเมะเอาไว้ เล่นเอาคนข้างใต้ร้องจุก
“อึก......โอ๊ย!!”
“เก่งนักใช่มั้ย” จุนโนะล้วงมือเข้าไปใต้เสื้อยืดของร่างบาง คลำถึงเนื้อก้นนิ่มก็ฟาดมือลงไปอีก
“เจ็บนะ!!” คาเมะยกกำปั้นขึ้นมา เตรียมจะง้างแต่จุนโนะคว้าข้อมือเอาไว้ กดลงบนพื้นพรม ส่วนมืออีกข้างก็คว้าข้อมืออีกข้างของคาเมะมารวบไว้เหนือหัว
ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงต่ำจนแทบจะชิดกัน ลมหายใจหอบกระชั้นเพราะเหนื่อยจากการออกแรง ทรวงอกสะท้อนขึ้นลง บดเบียดจนไม่เหลือช่องว่างของกันและกัน
“ทำตัวให้สมกับเด็กอายุสามขวบหน่อย” เสียงจุนโนะกระซิบเสียงพร่าอยู่ใกล้หู
“ก็นายอยากมาตีก้นฉันทำไม ... ฉันเจ็บนะ”
“เจ็บมากนักเหรอ?”
“เออเด่ะ..ลงไปจากตัวฉันได้แล้ว” คาเมะออกเสียงสั่ง ซึ่งจุนโนะก็เผยอกายขึ้น แต่ก็ยังดึงคาเมะขึ้นมาด้วยกัน จนร่างสองร่างนั่งเบียดกันอยู่บนพื้นพรมหน้าเตียง มือของคาเมะยังอยู่ในอุ้งมือของจุนโนะอยู่ เมื่อเขาหลุบตาลงต่ำ บ่นเบาๆ ว่า
“อย่านึกว่าฉันจะยอมง่ายๆ นะ”
จุนโนะฟังแล้วต้องเลิกคิ้ว บิดปากจนเกือบจะเป็นหัวเราะ
“ว่าไงนะ?” เขาถามซ้ำ
“ก็นายจะมาปล้ำฉันแบบที่ทำกับผู้หญิงไม่ได้น่ะซิ”
“โอ๊ยตาย.....” คราวนี้จุนโนะหัวเราะออกมาจริงๆ
“ขำอะไรวะ”
“ก็นายน่ะซิ......โอย.....ใครจะเขาไปปล้ำนายหา? นายเต่าน้อย”
“แล้ว.......แล้วมาถลกกางเกงฉันทำไม”
“ก็จะตีก้นไง ทำโทษน่ะ ทำโทษ...แค่ทำทำโทษเด็กอายุสามขวบก็เท่านั้นเอง ฉันจะปล้ำนายไปทำซากอะไร ฉันผู้ชายนะเฟ้ย ปล้ำผู้หญิงไม่ดีกว่าเรอะ” จุนโนะยังนั่งหัวเราะต่อ เสียงนั้นบาดอารมณ์คนฟังเหลือเกิน และคำตอบของจุนโนะก็ทำให้คาเมะหน้าม้าน

........หมายความว่า เขาเข้าใจผิดใช่มั้ย?.........

“หมายความว่า ฉันเข้าใจผิดใช่มั้ย?” คาเมะถามออกมาดังใจคิด
จุนโนะคลายข้อมือของเขาออกให้เป็นอิสระ แล้วก็เสยผมตัวเองลวกๆ ขณะนี้สองหนุ่มกำลังนั่งชันเข่าเอาหลังพิงเตียงอยู่ โดยมีคาเมะหันมามองตาแป๋ว
“ฉันก็เป็นผู้ชายนะ และก็ไม่คิดจะมีแฟนเป็นผู้ชายด้วยขอโทษที” จุนโนะว่า
“ใครจะไปรู้เล่า...ก็เห็นเก็บถุงยางเอาไว้ตรึม”
“เอ๋....นี่นายเที่ยวรื้อค้นของของฉันหรือไง?”
“ก็...เอ้อ......” คาเมะก้มหน้ามองพื้น ผิวแก้มร้อนซู่ เมื่อคิดว่า จุนโนะต้องหาว่าเขาสอดรู้สอดเห็นแน่ๆ เลย
“อยากรู้นักใช่มั้ยว่าฉันใช้มันกับสาวที่ไหนบ้าง?” จุนโนะถาม
“น้อง...น้องสาวของฉันน่ะ.... เอ่อ...นายใช้มันกับน้องของฉันหรือเปล่า?” คาเมะชี้ไปที่ตู้เสื้อผ้าที่ใช้เก็บถุงยางของจุนโนะ แล้วเหลือบมองร่างสูง
“เปล่า...” จุนโนะปฏิเสธ แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้คนช่างซักอีกนิด ขณะพูดเสียงกลั้วหัวเราะว่า
“เพราะเธอเตรียมมาเองไง”
“อ๊ะ..บ้า...” คาเมะผลักหน้าจุนโนะออกห่าง เขาเตรียมจะง้างกำปั้น แต่อีกฝ่ายรีบยึดข้อมือเอาไว้
“ทำไมไม่ไปถามน้องสาวนายเองล่ะ”
“บ้าเด่ะ...ใครจะไปถาม?” คาเมะส่ายหน้า แล้วก้มหน้างุด แต่จุนโนะกลับโยกศีรษะของเขาเบาๆ
“อยากให้ฉันใช้มันกับนายหรือไง?”
“เอ๊ะ...” คาเมะดึงมือกลับ แล้วถอยไปนั่งห่างจากจุนโนะสามช่วงตัว แต่จุนโนะขยับตัวตาม คาเมะถอยไปอีก จุนโนะก็ตามอีก จนในที่สุด คนตัวเล็กก็ปีนขึ้นไปซุกตัวบนเตียง ซึ่งก็ทำเอาร่างสูงหัวเราะร่วน
“นี่ชวนขึ้นเตียงเลยเรอะ?”
“ฉันจะนอน...นอนหลับกันดีกว่า ดึกมากแล้ว” คาเมะว่าพลางขยับไปจนชิดข้างเตียงอีกฟากหนึ่ง ถ้าขยับห่างออกไปอีกนิดก็คงจะตกเตียงไปแล้ว เขาเห็นจุนโนะตามมาบนเตียงด้วย
“เดี๋ยวก่อน...ไปเอาถุงยางก่อน” จุนโนะแกล้งพูด เล่นเอาคาเมะตาโต รีบคว้าหมอนมากอดเอาไว้แน่น จุนโนะเห็นแล้วอดขำไม่ได้ นี่ถ้าเขาดึงดันจะแย่งหมอนนั่น คาเมะคงจะเป็นฝ่ายเปิดฉากสงครามหมอนเป็นแน่ ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายนอนหันหลังให้ซะ
“เฮ้อ.......”
คาเมะถอนหายใจเฮือกเมื่อเห็นร่างสูงพลิกกายหันหลังให้เขาแล้ว......แต่จะรอดพ้นคืนนี้หรือเปล่า เห็นทีคงจะนอนไม่หลับเป็นแน่ นี่ถ้าให้เลือก เขาขอเข้าไปนอนในห้องน้ำดีกว่า

“ราตรีสวัสดิ์” เสียงจุนโนะโพล่งออกมาในความมืด
“เออ....ราตรีสวัสดิ์ด้วย” คาเมะตอบ และก็เงียบเสียงลง
ภายในห้องมืด แต่ก็ยังมีแสงสลัววอมแวมจากด้านนอกส่องมาให้เห็นเพราะตอนนี้สายตาชินกับความมืดแล้ว
เวลาผ่านไป...นานเท่าไรแล้วนะ แต่เดาว่าคงจะกลางดึก ค่อนไปทางวันใหม่ แต่คาเมะยังข่มตาให้หลับไม่ได้เลย เพราะความระแวงหรือว่าแปลกที่กันแน่
....คิดไปคิดมา ...คืนนี้เป็นคืนแรกที่เขาไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น
นี่ถ้าตอนที่พบกับจุนโนะสุเกะครั้งแรก แล้วมีใครมาบอกว่า สักวันหนึ่งเขาจะมาอยู่ ณ ตรงนี้ ในห้องของชายหนุ่มที่เขาไม่ชอบขี้หน้าคนนี้ และนอนบนเตียงเดียวกันแบบนี้ เขาคงจะหัวเราะเยาะใส่หน้าแน่ๆ ....แต่ว่า

............มันก็เป็นจริงไปแล้วนี่นะ......

นี่ถ้ายูกิเอะรู้...จะว่าอย่างไรนะ.......

ลมหายใจสม่ำเสมอของจุนโนะสุเกะทำให้รู้ว่า ฝ่ายนั้นคงจะหลับไปแล้ว
ใช่สิ ก็ห้องของตัวเอง แถมยังได้ตีก้นเขาก่อนนอนอีกต่างหาก ...เอาเหอะ....จะพยายามข่มตาข่มใจให้หลับให้ได้
คาเมะหลับตาลง แต่กระนั้นก็ยังได้ยินเสียงนาฬิกาบนผนังเดินติ๊กต๊อกตลอดคืน

******************************

เช้ารุ่งขึ้น
คาเมะลุกขึ้นนั่งงัวเงีย เมื่อได้ยินเสียงกุกกักจากในห้องครัว พร้อมกับกลิ่นกาแฟหอมฉุยโชยเข้ามาแตะจมูก สิ่งแรกที่เขาทำก็คือสำรวจเนื้อตัวของตัวเองก่อน ....โล่งอกไปที ไม่มีสิ่งใดบุบสลายแต่อย่างใด
ความที่อดนอนเมื่อคืน ทำให้เขาล้มตัวลงนอนต่อ ช่างกลิ่นหอมยวนใจของกาแฟประไร เขาจำได้ว่า เขาเพิ่งจะมาได้หลับก็ก่อนรุ่งสางนี้เอง...
“หนักหัวเป็นบ้าเลย” เขางึมงำขณะหลับตาพริ้ม นอนต่อไป........

...............................

จุนโนะอาบน้ำเสร็จแล้ว และทานอาหารเช้าเรียบร้อย และไม่คิดจะปลุกคาเมะด้วย เมื่อเขาเดินนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเข้ามาในห้องนอน
คาเมะยังนอนอยู่ มือซุกอยู่ใต้คาง ดูเหมือนเด็กสามขวบก็เหมือน เหมือนแมวก็เหมือน แถมชื่อยังเป็นเต่าอีก จะไม่ให้เลี้ยงแบบนี้ได้ไงกัน
รอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปากของจุนโนะขณะไล้แก้มของคาเมะเบาๆ ผิวขาวใสเหมือนกับของยูกิเอะไม่มีผิดเลย....แต่ที่คิดว่าคงจะไม่มีพิษสงอะไรมากนัก เขาคงคิดผิดไป ในขณะที่คนน้องทั้งสวย ทั้งเปรี้ยว คนพี่ก็น่ารัก และจอมเฮี้ยวและแสนพยศมากกว่า ...
จุนโนะสุเกะกำลังชั่งใจว่า เขาชอบแบบพี่ หรือ น้อง มากกว่ากัน....

ร่างสูงยืนนิ่งมองคาเมะที่นอนหลับตาพริ้มแล้วนึกไปถึงตอนลืมตาตื่นขึ้นมาใหม่ๆ สิ่งแรกที่เห็นก็คือเรือนผมยุ่งเหยิงแต่อ่อนนุ่มของเจ้าหมอนี่แหย่คางของเขาอยู่ คาเมะนอนซุกอยู่บนเนื้อตัวของเขา หมอนที่นอนกอดป้องตัวเมื่อคืนกระเด็นไปอยู่ปลายเตียง เสื้อยืดตัวยาวก็ถลกมาถึงโคนขาอ่อน เผยให้เห็นผิวขาวอมชมพูที่ไม่ต่างอะไรกับผิวของสาวน้อยแรกผลิ

......น่ารัก ...น่าหม่ำ...

จุนโนะสุเกะคิดได้แค่นั้น...แล้วก็เบือนหน้าหนีภาพอันยั่วยวนนั่น

แต่ขณะนี้เขากำลังจ้องมองเรือนร่างอันหลับใหลของคาเมะอีกครั้ง....อากาศยามเช้าแบบนี้ มันช่างทำให้หัวใจของเขาอบอุ่นขึ้น จะเป็นที่อากาศสดชื่นหรือว่าภาพน่ารักน่าเอ็นดูตรงหน้ากันแน่นะ

เขาเตรียมตัวไปเรียนหนังสือ กำลังคิดว่า จะไปรับยูกิเอะที่บ้านดีมั้ย...แต่ว่าพอเหลือบดูนาฬิกา มันคงไม่ทันแล้วล่ะ เพราะเขาเองก็ตื่นสาย เมื่อคืนกว่าจะได้หลับก็นานอยู่ แต่ก็ถือว่าได้หลับเต็มที่ เขาจะไปมหา’ ลัยเลยจะดีกว่า
ส่วนคาเมะก็ให้นอนอยู่แบบนี้แหล่ะ เพื่อนของคาเมะที่ชื่อยูอิจิคงจะจัดการเรื่องเลคเชอร์เอาไว้ให้แล้วล่ะ เพราะฉะนั้น เขาจะยังคงเก็บคาเมะเอาไว้ จนกว่าจะครบหนึ่งอาทิตย์ตามที่ได้ตั้งใจไว้ ....
นี่เพิ่งผ่านมาได้วันเดียว ยังแทบข่มใจแทบแย่....เหลืออีกตั้งหลายวันกว่าจะปล่อยคาเมะให้เป็นอิสระ...

“คาเมนาชิ...” จุนโนะลองเรียกดู แต่ก็ไม่ปรากฏว่าคนบนเตียงจะว่าอย่างไร
“ฉันไปเรียนก่อนล่ะ” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง คว้าหนังสือและกุญแจได้ก็ออกไป แต่ก็ไม่ลืมที่จะคล้องกุญแจใหญ่ไว้ด้านนอก
...กันเต่าหนี.....
จุนโนะคิดแบบนี้แหล่ะ....

***********************

ยามะพีเปิดประตูร้านของตัวเองเข้าไป เห็นพ่อเงยหน้ามามองนิดหนึ่งก่อนที่จะหันมานั่งเล่นเกมบนจอคอมต่อ ลูกชายทำแก้มป่องเมื่อเหลือบมองกองบัญชีที่วางสุมอยู่ข้างเครื่องคอม
“เล่นเกมอีกแล้ว ป๋านี่ยังไงนะ ไม่ช่วยกันทำมาหากินเลย” ยามะพีวางกองหนังสือลงบนโต๊ะ วันนี้เขากลับจากมหาวิทยาลัยเร็วกว่าปกติเพราะอาจารย์ ไม่เข้าสอนซะงั้น
“วันนี้ขายของได้ตั้งเยอะแน่ะ” พ่อของเขาอวด แล้วก็รีบปิดเกมทันที เมื่อเห็นดวงตากลมโตของลูกชายมองชะเง้อมาอีกแล้ว
“บัญชียังสะสางไม่เสร็จเลยนะ”
“รู้แล้วน่า มะพีของป๊ะป๋ามาเฝ้าร้านต่อซิ เดี๋ยวป๋าจะหอบบัญชีไปทำที่บ้านเอง” ว่าแล้วพ่อก็รวบรวมกองบัญชีหอบใส่กระเป๋าเอกสาร แต่ก่อนจะออกไปจากร้านเขาก็หันมาหาลูกชายคนเดียว
“เออ...เมื่อกี้มีคนมาถามหามะพีของป๋าด้วย เขาบอกว่าเป็นเพื่อนกับลูกน่ะ”
“ใครเหรอฮะ?”
“ป๋าก็ไม่เคยเห็นน้า.....แต่ว่าเขาบอกว่าอยู่คนละมหา’ ลัยกับมะพี”
“เอ๋...ใครหว่า? ผมไม่เคยมีเพื่อนต่างมหาลัยด้วยซิ” ยามะพีพยายามนึก แต่ก็นึกไม่ออกหรอก
“เขาว่าไงมั่งฮะ?”
“เปล่า เขามาซื้อของในร้านตั้งเยอะแน่ะ”
“พี่ทักกี้หรือเปล่า?” ยามะพีชักสงสัย แต่ไม่คิดว่าจะใช่เพราะทักกี้เพิ่งมาเมื่อวานเองนี่นา
คนเป็นพ่อส่ายหน้าแล้วก็บอกว่า ไม่ใช่
“ถ้าเป็นหมอนั่น ป๋าจะเอาปืนยิงมันให้หัวกระจุยไปเลยซิ”
“แหม ป๋าก็...ทำไมไม่ยิงตั้งก๊ะปีที่แล้วล่ะฮะ จนป่านนี้แล้วเนี่ย”
“เออ...ลืมถามชื่อเขา ขอโทษที ป๋าไปก่อนล่ะ คืนนี้ก็รีบกลับนะ จะให้แม่บ้านทำโยเซะ นาเบะให้โซ้ย”
“ว้าว!! ดีจัง...งั้นป๋ารอผมนะฮะ ผมจะรีบปิดร้านเร็วหน่อย”

ยามะพีถอนหายใจเฮือก เขานั่งลง มองร่างสูงของพ่อที่เดินไปขึ้นรถหลังร้าน สักพักก็เห็นพ่อขับรถยนต์หรูผ่านซอยด้านข้างๆ ร้านไปแล้ว
“เฮ้อ....ใครหวามาถามหาข้าพเจ้า” ยามะพีเริ่มจะนึกต่อ แต่เขาก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อมีลูกค้ามาเยือนพร้อมกับรอยยิ้มส่งมาให้เต็มๆ
ร่างสูงของคนคนนั้น เปิดประตูคาไว้ มองซ้ายมองขวา เมื่อไม่เห็นมีใครนอกจากเจ้าของร้านหน้าสวย เขาก็ฉีกยิ้มกว้างขึ้นอีก
“สวัสดีครับ ยามะพี จำผมได้มั้ยเอ่ย?” ลูกค้าคนใหม่ร้องทักทาย พลางตรงรี่เข้ามานั่งแหมะบนเก้าอี้สูงหน้าเคาน์เตอร์
“นาย.....”
“นากามารุ ยูอิจิครับ”
“รู้แล้ว...ว่าแต่ จะมาซื้ออะไรเหรอ?”
“ซื้อ.......ซื้อ.....” ยูอิจิมองไปรอบร้าน แล้วก็หันมามองเจ้าของร้าน
“เอ้อ.......”
ยามะพีเป่าลมพรืด สงสัยจะเป็นหมอนี่ซะละมั้งที่มาหาเขาเมื่อกี้นี้
“หรือว่าเพิ่งจะซื้อไปเมื่อกี้?” ยามะพีถามดักเอาไว้ และก็ใช่จริงๆ เมื่อยูอิจิหัวเราะเจื่อนๆ แล้วชี้มาที่ตัวเอง
“ใช่ฉันเอง”
“พ่อฉันบอกว่านายมาถามหาฉันเหรอ?”
“อือ...ใช่” ยูอิจิรับคำ ก็เลยโดนคนตาโตมองอย่างค้นคว้า
ยามะพีพอจะเดาดวงตาคู่นั้นออก ว่าเจ้าหมอนี่คิดจะมาขายขนมจีบเขาแน่ๆ เขาเองก็จำยูอิจิเกือบไม่ได้ ถ้าเมื่อวานไม่เข้ามาทัก เขาเองก็เกือบจะเลือนไปว่า เมื่อปีที่แล้วทักกี้เคยควงเขาไปที่มหา’ลัย และแนะนำเขาให้เพื่อนๆ รู้จัก
ยูอิจินั้นน่ะ แทบจะไม่ได้อยู่ในสายตาเขาเลย แค่มองผ่านๆ แล้วก็เคยเจออีกไม่กี่ครั้ง จนกระทั่งเลิกกับทักกี้ไป

เขาเห็นยูอิจิขยับมาใกล้ และวางแขนบนเคาน์เตอร์ ขณะที่ดวงหน้าที่จัดได้ว่าหล่อเหลาเอาการยื่นเข้ามาใกล้ ใกล้จนยามะพีต้องเป็นฝ่ายถอยห่าง
“มีธุระอะไรไม่ทราบ ...เรามีอะไรเกี่ยวข้องกันด้วยหรือไง?”
“เปล่า...แค่อยากมาหาซื้อของแต่งรถ ก็เลยนึกถึงว่า ยามะพีมีร้านขายของพวกนี้ด้วย”
“พ่อบอกว่านายซื้อไปแล้วนี่นา”
“แต่อยากซื้ออีกนี่ ฉันเพิ่งได้รถมาใหม่ อยากให้นายช่วยไปดูที ว่าควรจะแต่งแบบไหนถึงจะเหมาะ รถจอดอยู่หน้าร้านแน่ะ”

เอาล่ะซิ...มาไม้นี่...ถ้าจะอยากเอาขนมจีบมาประเคนเขาจริงๆ ด้วย คิดแบบนี้แล้วก็อดหน้าร้อนซู่ซ่าไม่ได้

“แหะ...แหะ...” ยามะพีหัวเราะแห้งๆ กำลังหาทางปฏิเสธ ไม่มีประสบการณ์แฟนเยอะนี่นะ จะหลีกเลี่ยงอย่างไรดีนะ?
ท้ายสุดก็เลยต้องก้มหน้าหลบสายตาคมกริบของยูอิจิและอ้อมแอ้มบอกไปว่า
“นายชอบแบบไหนก็ซื้อแบบนั้นไปเหอะ ทำไมต้องให้ฉันไปดูด้วยง่ะ”

ยูอิจิมองใบหน้าที่ก้มต่ำของคนตรงหน้า เห็นอยู่หรอกนะว่าผิวแก้มมีสีเข้มขึ้น ต้องอายแน่ๆ เลย ถ้าไม่ประหม่าแล้วจะหน้าแดงได้ไง ......ความหวังยังมีอยู่มั้ยนะ....เขาอยากจะผูกสัมพันธ์กับยามะพีใจแทบขาด แต่ดูเหมือนยามะพีคงจะรู้ตัวแล้ว
“ไม่เอาใจลูกค้าเลยนะ” สุดท้ายยูอิจิก็ต้องพูดแบบนี้ เพราะยามะพีไม่มีทีท่าว่าจะไปดูรถให้เลย
“เอ้อ......งั้น ไปก็ได้...” ยามะพีทำหน้างอ ลุกขึ้นไปกับยูอิจิอย่างไม่รู้จะทำอะไรได้ดีมากไปกว่านี้ ก็เขาเป็นเจ้าของร้านนี่นะ ต้องมีมารยาทที่ดีกับลูกค้าบ้าง ก็เท่านั้นเอง

........................

รถมอเตอร์ไซค์ของยูอิจิ ...ใหม่เอี่อมอ่อง เหมือนกับเพิ่งจะซื้อมาสดๆ ร้อนๆ และมันก็ยังไม่ได้รับการตกแต่งอะไรเลย แต่ความใหม่และสีแดงของมันก็ทำให้แทบว่าไม่ต้องแต่งอะไรเพิ่มเติมก็ยังสวย
“สวยดีนี่ รถยามาฮ่ารุ่นใหม่ ไม่ต้องแต่งอะไรหรอก ดีอยู่แล้ว” ยามะพีว่า และหันหลังฉับ ตั้งใจจะเดินกลับเข้าไปในร้าน แต่ก็ถูกมือดีคว้าแขนเอาไว้
“เอ๊ะ!!” ร่างบางหันขวับมามอง ดวงตาขุ่นเขียว แต่แก้มแดงเข้มเห็นได้ชัดๆ
“เดี๋ยวซิ...แต่งรถให้หน่อย จะคิดเงินเท่าไรก็ว่ามา” ยูอิจิทำเสียงอ้อน มองหน้าหวานฉ่ำของยามะพีนิ่งนาน จนคนถูกมองต้องหลบสายตาวูบ
“ก็ได้...แต่แพงนะ”
“ไม่เป็นไร” ยูอิจิพยักหน้า หลีกทางให้ยามะพีที่เดินล้วงกระเป๋ากางเกง แล้วเดินวนรอบรถ

รถคันนั้นสีแดงเข้ม ยูอิจิบอกว่าเพิ่งซื้อมาเมื่อวานนี้เอง และคำบอกนั้นทำให้ยามะพีตวัดตามองแบบแทบไม่อยากเชื่อ...
เขามองมอเตอร์ไซค์คันนั้นต่อ เป็นการหลบสายตายิ้มกริ่มของยูอิจิ
“เอ๋???” ยามะพีก้มมองรอยถลอกของหน้ารถ เห็นชัดทีเดียวว่ามีรอยสีเหลืองของอะไรบางอย่างเกาะติดอยู่ เขาเอามือลูบก็พบว่ามันคือรอยครูดเหมือนไปชนรถสีเหลืองของคนอื่น แถมยังถังน้ำมันก็มีรอยถลอกอีกต่างหาก ยามะพีวนไปรอบๆ อย่างพิจารณา เห็นได้ชัดเลยว่า รถคันนี้ถึงจะใหม่แต่ก็มีรอยเหมือนกับถูกชนหรือไปชนอะไรมาแล้ว เป็นแผลเล็กแผลน้อยอยู่หลายแห่งทีเดียว
“ไปชนอะไรมาหรือไง?” ยามะพีเงยหน้าขึ้นถาม
“ฮื่อ...” ยูอิจิรับคำ ยิ้มเรี่ยราดเมื่อยามะพีส่ายหน้าแบบ...นายนี่...ไม่ได้เรื่องเอาซะเล้ย...
“นี่แค่วันเดียวนะ ยังเป็นแผลขนาดนี้ ...นี่ ถามจริงๆ เหอะ...ทุกวันนี้น่ะ นายใช้รถอะไรไปเรียน?”
“รถยนต์ของฉันเอง หรือไม่ก็ติดรถพี่ทักกี้ไป หรือไม่ก็รถเจ้าเมะ แล้วแต่...”
“ขี่มอเตอร์ไซค์เป็นเปล๊า?” ยามะพีถามเสียงเยาะ
“เป็นซิ...ก็ขี่มานี่ไง”
“เฮอะ...ก็จะมาถึงร้านฉันนี่ล่อไปกี่แผลล่ะเนี่ย...แต่ก็เอาเหอะ...ฉันขอแนะให้นายไปซ่อมส่วนสึกหรอก่อนจะดีกว่า แล้วค่อยเอามาให้ฉันแต่งให้ ...รับรอง ยามะพีคนนี้จะแต่งรถนายให้จ๊าบเลยล่ะ” ยามะพีตบอกตัวเอง เขาเชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิอกภูมิใจในฝีมือของตัวเอง แต่นั่นก็ทำให้ยูอิจิมองแล้วก็ยิ้มแป้นใส่
“งั้นก็ตกลง ฉันไปก่อนล่ะ แล้วเจอกันนะยามะพี”
“อือ...โชคดีนะ ออกไปจากร้านฉันนี่ก็ ขี่รถให้ดีล่ะ” ร่างบางโบกมือให้ แล้วก็เดินเข้าร้านไป ปล่อยให้ลูกค้าอย่างยูอิจิมองตามด้วยความหวัง ....
อย่างน้อยยามะพีก็ไม่ได้ตัดรอนให้เขาใจหายอย่างเมื่อวาน
“แล้วฉันจะกลับมาอีก” ยูอิจิพูดตามหลัง ซึ่งยามะพีก็ได้แต่โบกมือรับทราบ โดยที่ไม่ได้หันหน้ามามองแต่อย่างใด

..........................

ยามะพีมองไปนอกกระจกร้าน เขาเห็นยูอิจิขี่รถไปแล้ว เห็นแล้วก็อดหัวเราะพรืดออกมาไม่ได้ เพราะท่าทางก้องแก้งนั้น บ่งบอกให้รู้ว่ายูอิจิไม่ชำนาญเจ้ายานพาหนะชนิดนี้สักเท่าไร ......ไม่น่าเชื่อ....
“เป็นผู้ชายซะเปล่า” ร่างบางพูดอยู่คนเดียว หันมาให้ความสนใจกับใบสั่งซื้อของลูกค้าที่เสียบไว้ในเหล็กเสียบ แต่ว่าเมื่อเงยหน้ามองไปนอกร้านอีกที ก็พบว่า มีคนที่เดินถนนอยู่บนทางเท้ากำลังวิ่งไปไหนกันซะที่
“เฮ้ย...หรือว่าไฟไหม้” ยามะพีใจหายวาบ วิ่งไปดูความเป็นไปนอกร้าน แล้วก็วิ่งตามพวกเขาไป

เมื่อวิ่งมาถึงมุมถนน เขาก็ต้องชะงัก มีคนมุงกันอยู่ตรงนั้น ...เกิดอุบัติอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ว่า...สิ่งที่เขาเห็นต่อไป ทำให้ต้องอ้าปากค้าง เมื่อคนหลายคนกำลังช่วยพยุงชายคนหนึ่งที่นั่งตัวงอให้ทรงตัวขึ้น และอีกสองสามคนก็ช่วยกันแบกมอเตอร์ไซค์ให้ตั้งบนแสตนด์

......นั่นมัน....นากามารุ ยูอิจิ นี่นา...

“เอ้า...ยามะจัง..นายคนนี้เป็นลูกค้านายไม่ใช่เหรอ? ช่วยกันหน่อยซิ ท่าทางจะอยากสลบแย่แล้วนะเนี่ย ขี่รถชนเสาไฟฟ้า...” ลุงโชดะเจ้าของร้านไอศกรีมข้างร้านของเขาพูดขึ้น ลุงคงเห็นเขายืนคุยกับยูอิจิแน่ๆ ถึงได้รู้ว่าเป็นลูกค้า

และยูอิจิก็กำลังหมดสภาพ ดูไม่ได้เลย เลือดไหลซึมทางขมับ และรถมอเตอร์ไซค์ของเขาก็แฮนด์บิด และกระจกแตก

“เฮ้อ...ว่าแล้วเชียว” ยามะพีส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ นี่ถ้าปล่อยให้ขี่จนถึงบ้านก็คงจะไปนอนอ่านหนังสือพิมพ์ข้างทางแน่เลย

******************************

to be con

........................

to be con

เม้นต์ที่นี่จ้า