ANARCHISM การเมืองแบบไร้รัฐ ( Thai language )
|
![]() |
|
2. ลัทธิอนาธิปไตยสมัยใหม่ (Modern anarchism)
Godwin คัดค้านความร่วมมือทุกๆชนิดในเรื่องแรงงานท่ามกลางปัจเจกชนทั้งหลาย (แม้แต่การประสานหรือร่วมมือกันในวงดนตรีออร์เคสตร้าก็ถูกคัดค้าน). เขาเป็นผู้เสนอคนแรกๆเกี่ยวกับลัทธิเสรีนิยม ซึ่งได้ให้การสนับสนุนสิทธิของปัจเจกชนต่อการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน โดยการนิยามมันในฐานะที่เป็น "จักรวรรดิ์ที่มนุษย์ทุกคนได้รับสิทธิ์เหนือผลผลิตในความอุตสาหะของตนเอง", แต่อย่างไรก็ตาม เขาส่งเสริมให้ปัจเจกชนทั้งหลาย ปันส่วนในทรัพย์สินส่วนเกินของตนเองโดยความสมัครใจ ให้กับคนเหล่านั้นที่ต้องการมัน Pierre-Joseph Proudhon, ผู้ประพันธ์เรื่อง "What is Property?" (อะไรคือทรัพย์สิน?) ในปี ค.ศ.1840 ถือเป็นปัจเจกชนคนแรกที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักอนาธิปไตย. ในฐานะนักปัจเจกอนาธิปไตยคนหนึ่ง เขาต่อต้านลัทธิการถือครองกรรมสิทธิ์ร่วมกัน( Collectivism ) และให้การสนับสนุนสิทธิปัจเจกชนในเรื่องทรัพย์สิน และเศรษฐกิจการตลาด ซึ่งการแลกเปลี่ยนมูลค่าของสินค้าได้รับการกำหนดโดยปริมาณแรงงานที่ใส่เข้าไปในผลิตผลของพวกเขา. แม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงสำหรับคำพูดที่ว่า"ทรัพย์สินคือการขโมย" ( Property is theft ) ซึ่งอันที่จริงเขาอ้างถึงการคุ้มครองของรัฐเกี่ยวกับผืนดินที่ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์ อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าผลผลิตจากแรงงานของคนๆหนึ่ง ควรได้รับการพิจารณาในฐานะที่เป็นทรัพย์สินของผู้ลงแรงนั้น เขามีความเชื่อว่าทรัพย์สินเป็นแก่นแท้ของเสรีภาพของปัจเจกชน: "ที่ไหนกันล่ะ ที่เราจะค้นพบพลังความสามารถเกี่ยวกับการถ่วงดุลกับรัฐ? ไม่มีเลย เว้นแต่ทรัพย์สิน… สิทธิอันสมบูรณ์ของรัฐคือสิ่งที่ขัดแย้งกับสิทธิอันสมบูรณ์ของผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน. ทรัพย์สินคือพลังปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่สุดที่ดำรงอยู่". เขามีความชื่นชมต่อการการปลดเปลื้องอำนาจรัฐบาลทิ้งไป แต่เขาไม่เชื่อว่าการปลดเปลื้องอำนาจรัฐทั้งหมดนั้นจะเป็นไปได้ ดังนั้นจึงส่งเสริมและสนับสนุนการลดขนาดของรัฐลงให้มากที่สุด. Proudhon กล่าวว่า: "…สถาบันต่างๆ อย่างเช่น ตำรวจ, การป้องกัน และการป้องปรามแบบราชการ, การจัดเก็บภาษี ฯลฯ ควรถูกลดลงมาให้เป็นสถาบันที่เล็กที่สุด…" Proudhon, ก็คล้ายๆกับบรรดานักอนาธิปไตยคลาสสิกเกือบทั้งหมด ในฐานะที่เป็นผลลัพธ์ของหลักทฤษฎีมูลค่าแรงงาน(labor theory of value)(5) ซึ่งคัดค้านเรื่องผลกำไร (5) Labor theory of value - ทฤษฎีมูลค่าแรงงาน เป็นทฤษฎีที่อธิบายว่า มูลค่าของสินค้ากำหนดจากจำนวนแรงงานที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการใช้แรงงานโดยตรงในการผลิตสินค้านั้น หรือการใช้แรงงานโดยอ้อมในการปรับปรุงที่ดินหรือสร้างเครื่องจักรขึ้นมาใช้ผลิตร่วมในสินค้านั้น เป็นทฤษฎีที่พัฒนาโดยนักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิคในปลายคริสตศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสตศตวรรษที่ 19 ในทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะทฤษฎีต้นทุนสัมพัทธ์(Comparative Cost Theory) มีการนำแนวคิดมูลค่าแรงงานมาใช้ในการกำหนดต้นทุนสินค้า กล่าวคือต้นทุนสินค้ามีค่าเท่ากับจำนวนแรงงานที่ใช้ในการผลิต และ คาร์ล มาร์กซ์ ได้นำทฤษฎีนี้มาอธิบายว่า การที่นายทุนขายสินค้าในราคาสูงกว่าต้นทุนค่าจ้าง เป็นการขูดรีดแรงงาน( Labour Theory of Surplus Value ) มีข้อสังเกตว่า การยึดแนวทางดังกล่าว ทำให้ผู้วางแผนในสหภาพโซเวียตประเมินต้นทุนของปัจจัยทุนต่ำเกินไป ทำให้การใช้ปัจจัยทุนขาดประสิทธิภาพ จุดอ่อนของทฤษฎีนี้ได้แก่ การประเมินต้นทุนรวมต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะไม่รวมค่าตอบแทนปัจจัยทุน และการจัดประเภทของแรงงาน และการจ่ายค่าจ้างไม่ได้สะท้อนความสามารถที่หลากหลาย แรงงานขาดแรงจูงใจในการทำงาน ซึ่งเป็นการสูญเสียปัจจัยแรงงานในทางอ้อม Josiah Warren, ซึ่งอยู่ในยุคเดียวกันกับ Proudhon, ที่ได้ประพันธ์ปรัชญาปัจเจกชนเกี่ยวกับธรรมชาติในทำนองเดียวกันกับ Proudon ซึ่งต่อต้านและคัดค้านการมีอยู่ของรัฐบาลอย่างแจ่มชัด . Warren ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจอันหนึ่งซึ่งเขาได้ถือปฏิบัติด้วย โดยมีพื้นฐานอยู่บนทฤษฎีมูลค่าแรงงาน ซึ่งการแลกเปลี่ยนถูกทำให้สะดวกหรือให้การสนับสนุนโดยสื่อกลาง"labor notes"(ตั๋วแรงงาน ชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับแลกสิ่งของ เช่น ทำงานสามชั่วโมง จะได้ตั๋วที่แลกกับข้าวโพตได้กี่ปอนด์ เป็นต้น)(ดูภาพประกอบ)
ตัวอย่าง labor note หรือตั๋วแรงงานใช้สำหรับแลกกับสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ต่อมาภายหลัง Proudhon ได้เสนอระบบในลักษณะเดียวกันนี้และเรียกมันว่า ลัทธิพึ่งพากันและกัน(Mutualism ) คนจำนวนมากพิจารณาว่าวารสารที่ Warren ตีพิมพ์และเป็นบรรณาธิการ ซึ่งเริ่มต้นในปี ค.ศ.1833 ที่ชื่อว่า The Peaceful Revolutionist (นักปฏิวัติในแนวสันติวิธี) ถือเป็นวารสารฉบับแรกของนักอนาธิปไตย. Warren ได้ริเริ่มจารีตเกี่ยวกับลัทธิปัจเจกอนาธิปไตยอเมริกันขึ้น โดยที่ Proudhon ยังคงมีอิทธิพลต่อมา โดยผ่านงานของ Benjamin Tucker ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเขา ปัจเจกชนทั้งหลาย ได้อะไรไปมากจากงานเขียนต่างๆของ Max Stirner ในท่ามกลางคนอื่นๆ ซึ่งเรียกร้องการเคารพอย่างสูงต่อเสรีภาพของปัจเจกชน ขณะที่ปัจเจกชนบางคนมองไปที่กฎธรรมชาติเพื่อให้เหตุผลและอธิบายถึงลัทธิปัจเจกชนนิยม "ความเห็นแก่ตัว" (Egoism) ของ Stirner ถือว่าผลประโยชน์ส่วนตัว เป็นเพียงสิ่ง เดียวของคำอรรถาธิบายที่ถูกทำนองครองธรรมสำหรับการกระทำ จารีตของคนอเมริกันเกี่ยวกับลัทธิปัจเจกอนาธิปไตย ได้ให้การสนับสนุนอย่างมั่นคงต่ออธิปไตยส่วนตัว, ทรัพย์สินส่วนตัว, เศรษฐกิจการตลาดเสรี ( In support of individual sovereignty, private property, and a free market economy ) แม้ว่าคนอเมริกันจะต่อต้านบรรดานายจ้างทั้งหลาย ในการหักผลกำไรจากค่าแรงต่างๆ การเรียกเก็บผลประโยชน์ และส่วนใหญ่คัดค้านการซื้อ การขาย และการเช่าที่ดินที่ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์หรือไม่มีเจ้าของ พวกเสรีนิยม บ่อยครั้งได้รับการปิดป้ายฉลากเป็น"พวกอนาธิปไตย"โดยพวกราชาธิปไตย แม้ว่าพวกเขาไม่ได้เรียกร้องให้มีการเลิกล้มรัฐแต่อย่างใด แต่พวกเขายังคงสนับสนุนความคิดให้ลดอำนาจรัฐให้เหลือน้อยที่สุด ส่งเสริมสิทธิของปัจเจกชน, และความรับผิดชอบของผู้คนในการตัดสินรัฐบาลต่างๆของพวกเขา ซึ่งได้วางรากฐานสำหรับการพัฒนาความคิดเกี่ยวกับอนาธิปไตยขึ้นมา เรื่อง "The Law"(1849) โดย Frederic Bastiar ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของงานเขียนหรือบันทึกที่ต่อต้านเสรีนิยม. ผู้ล่วงหน้ามาก่อนหรือบรรพบุรุษของลัทธิทุนนิยมอนาธิปไตย ( Anarcho-capitalism ) คือ Gustave de Molinari ผู้ซึ่งได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวแทนต่างๆในการปกป้องตนเองใน The Production of Security (1849) อันนี้คือความพยายามครั้งแรกในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยในวิธีการไม่มีรัฐ บรรดานักคิดก่อนหน้านั้น โดยทั่วไปแล้ว สันนิษฐานว่า การไร้รัฐจะน้อมนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในธรรมชาติของมนุษย์, การเรียกร้องความยุติธรรมส่วนตัวจะเพียงพอ หรือหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวได้. ในสหรัฐอเมริกา, ความคิดต่างๆทางด้านอนาธิปไตยได้รับการแสดงออกมาในงานเขียนของ Henry David Thoreau ( อย่างเช่นเรื่อง Civil Disobedience – การดื้อแพ่ง ), Josiah Warren, และ Benjamin Tucker. บรรดานักปัจเจกอนาธิปไตย อย่างเช่น Tucker ได้รับอิทธิพลมาจากงานเขียนต่างๆของ Herbert Spencer และ Max Stirner, ในท่ามกลางคนอื่นๆ ช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 19 บรรดานักทฤษฎีฝ่ายซ้ายอนาธิปไตย ( Anarchist collectivist theorists ) อย่าง Mikhail Bakunin และบรรดาคอมมิวนิสท์อนาธิปไตยทั้งหลาย (Anarchist communists ) อย่าง Peter Kropotkin ได้วิพากษ์วิจารณ์ลัทธิทุนนิยมคู่ขนานไปกับมาร์กซิสท์ และสังเคราะห์มันกับการวิจารณ์รัฐของพวกเขา โดยการเน้นถึงความสำคัญของมุมมองเกี่ยวกับชุมชน เพื่อธำรงรักษาเสรีภาพของปัจเจกชนและในบริบทของสังคม และบทบาทในเชิงวิพากษ์ของบรรดาคนงานทั้งหลาย ในฐานะองคาพยพที่ดูแลจัดการตนเองเกี่ยวกับผลผลิตและการสร้างสรรค์ของพวกเขา สมาคมคนงานนานาชาติ(The International Workingmen's Association). นับจากที่สมาคมได้รับการก่อตั้งขึ้น เป็นกลุ่มพันธมิตรของบรรดานักสังคมนิยมทั้งหลาย ที่รวมเอาทั้งบรรดานักอนาธิปไตยและมาร์กซิสท์เข้ามาไว้ด้วยกัน. ทั้งสองฝ่ายต่างมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน ( ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ไร้รัฐ - Stateless communism ) และมีปรปักษ์ร่วมกัน ( คือพวกอนุรักษ์นิยมและพวกฝ่ายขวาอื่นๆ ) แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายต่างวิพากษ์วิจารณ์กันและกัน และความขัดแย้งที่มีอยู่อย่างแยกไม่ออกระหว่างทั้งสองฝ่าย ในไม่ช้าก็ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในการถกเถียงกัน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ระหว่าง Mikhail Bakunin, ที่เป็นตัวแทนความคิดอนาธิปไตย และ Karl Marx อันเป็นตัวแทนความคิดของตนเอง โดยทั่วไป มาร์กซ์ต้องการทำงานอยู่ภายในระบบ ใช้โครงสร้างองค์กรที่แบ่งเป็นลำดับชั้นสูงต่ำ และผลักดันผู้คนในการเลือกตั้ง. ส่วน Bakunin รังเกียจความคิดเหล่านี้ และทำนายว่า ถ้าหากว่าการปฏิวัติได้รับชัยชนะขึ้นมาภายใต้พรรคปฏิวัติมาร์กซิสท์ มันก็จะจบลงลงด้วยความเลวร้ายเท่ากับชนชั้นปกครอง ที่พวกเขาพยายามต่อสู้ อย่างไรก็ตาม เป็นที่ชัดเจนว่า Mikhail Bakunin เห็นถึงความต้องการอันหนึ่งที่จะพิทักษ์ปกป้องชนชั้นคนงานจากการกดขี่ และโค่นล้มชนชั้นปกครองลง และเขาทำนายว่าสภาคนงานประชาธิปไตยจะก่อตัวขึ้นในช่วงอนาคตของการปฏิวัติ และบรรลุถึงบทบาทอันนี้. แต่อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ.1872 ความขัดแย้งใน the First Internation ได้ถึงจุดสุดยอดโดยการขับ Bakunin และคนเหล่านั้นที่กลายเป็นที่รู้จักในฐานะ Bakuninists ทั้งหลายออกไป เมื่อพวกเขาได้ถูกทำให้แพ้โดยเสียงส่วนใหญ่ของพรรคมาร์กซ์ ณ การประชุมรัฐสภา Hague Congress. บ่อยครั้งสำหรับเหตุการณ์นี้ที่ได้รับการอ้างในฐานะที่เป็นต้นกำเนิด ของความขัดแย้งระหว่างบรรดานักอนาธิปไตยกับบรรดามาร์กซิสท์ทั้งหลาย ลัทธิคอมมิวนิสท์อนาธิปไตยของ Peter Kropotkin พัฒนาขึ้นมาจากทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่มีพื้นฐานอยู่บนวิวัฒนาการ ซึ่งปฏิบัติการร่วมกันอย่างเสมอบ่าเสมอไหล่ หรือแข่งขันกันจนเลยเถิดในความสำคัญ ดังที่แสดงให้เห็นใน Mutual Aid: A Factor in Evolution (1897). การปฏิวัติบางคราวในช่วงเวลานี้ได้ให้การสนับสนุนเกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมือง อย่างเช่นการระเบิด และการลอบสังหารผู้นำรัฐทั้งหลาย เพื่อลัทธิอนาธิปไตยจะได้ขยายตัวออกไป แต่อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวได้ถูกพิจารณาโดยบรรดานักอนาธิปไตยทั้งหลาย ในฐานะที่เป็นสิ่งที่ไร้ประสิทธิภาพ หรือไม่นำไปสู่เป้าหมายดังที่ตั้งใจไว้ ในช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 19 Anarcho-syndicalism ( ลัทธิสมาคมแรงงานอนาธิปไตย ) ได้พัฒนาขึ้นในรูปของลัทธิคอมมิวนิสต์เสรีชน ซึ่งเน้นการกระทำต่างๆในด้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสไตร์คทั่วๆไป ในฐานะเป็นยุทธิวิธีขั้นแรกเพื่อนำไปสู่การบรรลุผลเกี่ยวกับการปฏิวัติอนาธิปไตย และการสร้างสังคมใหม่ขึ้นมาในกระดองเก่า ( Build the new society in the shell of the old ) บรรดานักอนาธิปไตยทั้งหลายได้แสดงบทบาทในขบวนการเคลื่อนไหวทางด้านแรงงานมากมาย เช่น การจลาจล และการปฏิวัติต่างๆ นับจากช่วงปลายของคริสตศตวรรษที่ 19 และในช่วงต้นของคริสตศตวรรษที่ 20 รวมทั้งการปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ.1917 ในสหรัฐอเมริกา ผู้อพยพมาใหม่จำนวนมากเป็นพวกอนาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่เด่นคือบรรดาผู้อพยพเชื้อสายยิวมากมายที่มาจากฝ่ายซ้ายของรัสเซียและยุโรปตะวันออก ในช่วงระหว่างปลายคริสตศตวรรษที่ 19 และต้นคริสตศตวรรษที่ 20 กลุ่มต่างๆเหล่านี้ได้ถูกทำให้แตกสลายลงโดย " สถานการณ์ภัยแดงในช่วงปี ค.ศ.1919 " ( Red Scare of 1919 ) Emma Goldman ถือเป็นนักอนาธิปไตยและนักสิทธิสตรีที่ทรงอิทธิพลมากคนหนึ่งในช่วงเวลานี้. เธอเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเผยแผ่ความคิดอนาธิปไตยต่างๆ และพยายามที่จะดำรงชีวิตอย่างนักอนาธิปไตยคนหนึ่ง การปรับตัวของ Anarcho-syndicalist เกี่ยวกับสหภาพแรงงานอเมริกันจำนวนมากในช่วงต้นๆ ได้แสดงบทบาทอย่างมากในการก่อตัวของสเปกตรัมการเมืองอเมริกัน ( Political spectrum ). สหรัฐอเมริกาซึ่งเคยเป็นอาณานิคมอังกฤษมาก่อน และเป็นประเทศทางด้านอุตสาหกรรมเพียงแห่งเดียวที่ไม่มีพรรคการเมืองที่มีฐานมาจากพรรคแรงงาน ในเม็กซิโก พวก Anarcho-syndicalists อย่าง Ricardo Flores Magn ได้น้อมนำการปฏิวัติและการก่อจลาจลหลายครั้ง ซึ่งช่วยให้เกิดการโค่นล้มเผด็จการ Diaz, และนำไปสู่หนทางสำหรับความเจริญงอกงามของลัทธิอนาธิปไตยในลาตินอเมริกา และยังได้ส่งอิทธิพลอย่างต่อเนื่องให้กับการก่อกบฎของขบวนการซาปาติสต้า (Zapatista) สมัยใหม่ด้วย ยุโรป ในช่วง 25 ปีแรกของคริสตศตวรรษที่ 20 ขบวนการอนาธิปไตยค่อนข้างบรรลุผลสำเร็จ แม้ว่าจะเป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆ ทั้งการประสบความสำเร็จและการถูกปราบปรามอย่างรุนแรงโดยรัฐ. ในสหรัฐอเมริกา องค์กรอนาธิปไตยต่างๆ ได้ถูกบดขยี้ลงเช่นกันในช่วงระหว่างการสร้างสถานการณ์ภัยแดงขึ้นมา(1919-20). แต่อย่างไรก็ตาม ในทศวรรษที่ 1920s และ 1930s ความขัดแย้งระหว่าง ลัทธิอนาธิปไตยกับรัฐ ได้ถูกบดบังรัศมีโดยแนวคิดเสรีประชาธิปไตย, ลัทธิฟาสซิสม์ และคอมมิวนิสม์ ซึ่งจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของลัทธิฟาสซิสม์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงระหว่างสงครามกลางเมืองของสเปน(1936-1939) ขบวนการอนาธิปไตยประชาชนที่แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ได้รับการสนับสนุนโดยทหารกองหนุน ( ทหารประชาชน – Militias ) ที่จงรักภักดีต่อสาธารณรัฐ พวกเขาได้เข้าควบคุมพื้นที่ชนบทต่างๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสเปนในปี ค.ศ.1936-1937 และได้ทำการรวบรวมผืนแผ่นดินเหล่านั้นเข้าด้วยกัน แต่ในท้ายที่สุดพวกเขาได้ถูกปราบปรามโดยทหารรีพับลิกันที่ควบคุมโดยคอมมิวนิสท์ ซึ่งต่อมาภายหลังพ่ายแพ้แก่ทหารของนายพล Franco ในสหภาพโซเวียต นับจาก ค.ศ.1918 และในยุโรปช่วงระหว่างสงครามโลก พวกอนาธิปไตยจำนวนนับพันๆได้ถูกฆ่าตาย หรือไม่ก็ถูกส่งตัวเข้าคุกและค่ายกักกันนาซีต่างๆ ( Concentration camps ) คลื่นความรู้สึกสนใจของประชาชนในลัทธิอนาธิปไตย เกิดขึ้นช่วงระหว่างทศวรรษที่ 1960s และ 1970s. ในสหราชอาณาจักร(อังกฤษ) อันนี้ได้ถูกนำไปสัมพันธ์กับขบวนการพั้งร็อคและวงดนตรี Crass (แปลว่า หยาบ ไร้ความรู้สึก ไร้สติปัญญา) ได้รับการยกย่องสรรเสริญสำหรับความเป็นอนาธิปไตย และไอเดียเกี่ยวกับการยึดถือหลักอหิงสา. ในประเทศเดนมาร์ก the Freetown Christiania ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นยังศูนย์กลางของเมือง Copenhagen วิกฤตเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยและการจ้างงานในยุโรปตะวันตกส่วนใหญ่ น้อมนำไปสู่การก่อตัวขึ้นมาของชุมชนหรือคอมมูน และขบวนการหักร้างถางพงเข้ายึดพื้นที่ ( Squatter movements ) คล้ายกับพวกๆหนึ่งซึ่งยังคงรุ่งเรืองเฟื่องฟูอยู่ใน Barcelona, และใน Catalonia. พวกต่อต้านสงครามที่มีต่อกลุ่มนีโอนาซีทั้งหลายในที่ต่างๆ อย่างเยอรมันนี, และการก่อจลาจลของ Autonomous Marxism, พวก Situationist, และ กลุ่ม Autonomist ต่างๆในฝรั่งเศสและอิตาลี ได้ช่วยสร้างความนิยมของประชาชนขึ้นมา ในการต่อต้านกับพวกเผด็จการ, และเผยแพร่ความคิดต่างๆที่ไม่ต้องการทุนนิยม การเริ่มต้นในช่วงครึ่งหลังของคริสตศตวรรษที่ 20 นักอนาธิปไตย Primitivists อย่าง John Zerzan เริ่มประกาศถึงอารยธรรมว่า - ไม่เพียงเป็นเรื่องของรัฐเท่านั้น - รัฐต้องถูกโค่นล้มลง เพื่ออนาธิปไตยจะได้บรรลุผล. การปฏิเสธเกี่ยวกับเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ถือเป็นความโดดเด่นด้วยในทัศนะของบรรดานักอนาธิปไตยเขียว ( Green anarchists ) เป็นจำนวนมาก. โลกทัศน์อันนี้ได้ไปสัมพันธ์กับความเจริญเติบโตของขบวนการต่อต้านบนท้องถนนในประเทศอังกฤษ, พวก Earth First! และพวก the Earth Liberation Front ในสหรัฐอเมริกา, และปฏิบัติการต่างๆของ Theodore Kaczynski (aka the "Unabomber") ตลอดคริสตศตวรรษที่ 20 พวกอนาธิปไตยได้ถูกนำเข้าไปเกี่ยวพันอย่างกระตือรือร้นกับขบวนการแรงงาน, ขบวนการปกป้องสิทธิสัตว์ (Animal rights), ขบวนการนิเวศวิทยามูลฐาน(radical ecological movement), ขบวนการสิทธิสตรี และต่อมาภายหลังได้ไปเกี่ยวพันในการต่อสู้กับพวกลัทธิฟาสซิสม์. อิทธิพลดังกล่าวทางด้านความคิดอนาธิปไตยเป็นไปอย่างค่อนข้างเด่นชัด อันนี้คล้ายกับปรัชญาอนาธิปไตยแบบจารีตทั้งหลายที่เน้นความเกี่ยวพันกับเรื่องต่างๆทางเศรษฐกิจ หรือการมาถึงลัทธิอนาธิปไตยจากข้อถกเถียงทางเศรษฐกิจ นับจากช่วงกลางทศวรรษ 1960s เป็นต้นมา บรรดานักอนาธิปไตยได้ถูกนำเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการประท้วงของบรรดานักศึกษา, ขบวนการสันติภาพต่างๆ, ขบวนการหักล้างถางพงเข้ายึดพื้นที่, และขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์( Anti-globalization ) ในท่ามกลางกลุ่มและขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนอื่นๆ |
ลัทธิอนาธิปไตยในปัจจุบัน (Anarchism today)
ลัทธิอนาธิปไตยได้ถูกนำเข้าไปเกี่ยวพันกับการต่อต้านสงคราม การต่อต้านทุนนิยม และขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์. นับจากช่วงปลายทศวรรษที่ 1990s บรรดานักอนาธิปไตยได้ถูกรู้จักสำหรับการเกี่ยวข้องของพวกเขาในการประท้วงต่างๆต่อองค์กรการค้าโลกหรือ W.T.O ( World Trade Organization ) และการประชุมของกลุ่มประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ 8 ชาติหรือ G 8 ( Group of Eight ) รวมถึงการประชุมเศรษฐกิจโลก ( World Economic Forum) การประท้วงดังกล่าว โดยทั่วไปแล้วได้ถูกพรรณาหรือวาดภาพโดยสื่อกระแสหลักทั้งหลายในฐานะที่เป็นการก่อจลาจลอย่างรุนแรง. นักอนาธิปไตยบางคนให้การสนับสนุนส่งเสริมการก่อตัวขึ้นมาของกลุ่ม Black blocs ( กลุ่มทมิฬ ) ในการประท้วงต่างๆ กลุ่มต่างๆ ซึ่งเป็นที่ดึงดูดความสนใจ, คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ต่างๆ( Spokescouncils ) และเครือข่าย ทั้งหมดได้น้อมนำไปสู่ความสำเร็จของการต่อต้านสงครามขนาดใหญ่ และการระดมพลเพื่อต่อต้านโลกาภิวัตน์ ลัทธิอนาธิปไตย (หรืออย่างน้อยที่สุด ระบบต่างๆที่ไม่มีลำดับชั้นของการจัดองค์กร) ปัจจุบัน ส่วนใหญ่ถูกพิจารณาว่า มีการแกว่งไกวไหวเอนไปมาอย่างเดียวกันกับขบวนการปฏิวัติสมัยใหม่ ดังที่ลัทธิมาร์กซิสม์เป็นเช่นนั้นในช่วงทศวรรษที่ 1960s แต่อย่างไรก็ตาม ลัทธิอนาธิปไตยไม่ได้ถูกขังหรือจำกัดให้ต้องไปเกี่ยวพันแต่เฉพาะการประท้วงทางการเมืองเท่านั้น. บรรดานักอนาธิปไตยเป็นจำนวนมากทำงานร่วมกันกับคนกลุ่มอื่นๆ เพื่อสร้างสรรค์โครงสร้างและองค์กรคู่ขนานต่างๆ อย่างเช่น คอมมูน, หมู่บ้านนิเวศวิทยา ( Eco-villages ), สำนักงานข้อมูล ( Infoshops ), และศูนย์กลางสังคมรากฐาน( Radical social centers ), องค์การอาหารไม่เอาระเบิด (Food Not Bombs), สหภาพแรงงานรากฐาน, การศึกษาแนวใหม่, สื่อที่ทำด้วยตัวท่านเองในหลายๆรูปแบบ กลุ่มเหล่านี้เน้นการทำงานแบบเสมอภาค และมีการจัดองค์กรแบบแนวนอน ( หมายถึงไม่มีลำดับชั้นสูงต่ำ ) ในขบวนการ มีการใช้เครื่องไม้เครื่องมืออย่างเช่น ฉันทามติที่ได้มาจากการร่วมกันตัดสินใจ. อันนี้อยู่บนบรรทัดฐานที่ว่า การสร้างสรรค์สังคมที่ต่อต้านอำนาจเบ็ดเสร็จในกระดองเก่า ( สังคมเก่า ) ยังมีชุมชนโปรแกรม Open source ที่ให้ผู้คนเข้าถึงได้อย่างอิสระด้วยซึ่งคนเหล่านี้ได้เสียสละเวลาของพวกเขา และเสนอผลผลิตของพวกตนให้ฟรีด้วยโดยไม่คิดมูลค่าใดๆ ยกตัวอย่างเช่น Usenet, the free software movement (รวมทั้ง the GNU/Linux community และ the wiki paradigm), และ Indymedia ชุมชนเหล่านี้ต่างมีส่วนร่วมในอุดมการณ์เกี่ยวกับอนาธิปไตย ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ และทุนนิยมโลก จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
Direct-action : การท้าทายซึ่งหน้า (direct-action) คำ ๆ นี้น่าจะมีจุดเริ่มต้นมาจากแนวความคิดของโจเซฟ-ปิแอร์ พรูดอง ซึ่งเป็นนักคิดคนสำคัญของฝ่ายอนาธิปไตย พรูดองเห็นว่าการดำเนินการทางการเมือง ไม่ควรผ่านช่องทางของรัฐและสถาบันที่มีอยู่เดิม เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับอำนาจของมัน Anarcho-syndicalism : อนาธิปไตยสหการนิยม ( Anarcho-syndicalism ) ขบวนการอนาธิปไตยที่สนับสนุนให้ชนชั้นแรงงานใช้ปฏิบัติการท้าทายซึ่งหน้าเพื่อล้มล้างระบอบทุนนิยม รวมทั้งรัฐ และก่อตั้งระบบสังคมใหม่ที่ให้คนงานรวมตัวจัดตั้งในหน่วยการผลิตของตนโดยอิสระ นักคิดในปัจจุบันที่สนับสนุนอนาธิปไตยสหการนิยมอย่างเปิดเผย มีอาทิเช่น นอม ชอมสกี เป็นต้น
สมเกิยรติ ตั้งนโม : เรียบเรียง มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
|