ตระกูลแซ่ของม้ง

สำหรับม้งในประเทศไทยจากการสำรวจ คาดว่าน่าจะมีประมาณ 14 แซ่ด้วยกันคือ แซ่ว่าง แซ่ย่าง แซ่ลี แซ่เฒ่า แซ่โซ้ง แซ่เฮ่อ แซ่วือ แซ่จาง แซ่คาง แซ่เล่า แซ่กง แซ่หาง และ แซ่เส สาเหตุของการมีแซ่ในม้งและจีนคือ แซ่จะสื่อถึงต้นตระกูลที่สืบทอดกันมาของแต่ละสายจากนิยายปรัมปราที่พอจะจำได้อย่างเลือนลางได้ว่าหลังจากโลกโลกาวินาศถูกน้ำท่วม(เป็นที่น่าสังเกตว่าไปตรงกับเหตุการณ์น้ำท่วมในสมัยของโนอาห์ที่มีบันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ล)จนผู้คนล้มตายหมดเหลือเพียงสองพี่น้อง คือชายหนึ่งและหญิงหนึ่ง ครั้นจะมีการแต่งงานกันก็เป็ฯพี่น้อง จึงได้ปรึกษากันว่าจะทำเช่นไรจึงจะมีตระกูลมนุษย์สืบเชื้อสายต่อไปในโลกใบนี้ จึงเห็นดีว่าควรนำแผ่นหินทรงกลมคนละแผ่นมาแล้วโยนให้กลิ้งบนพื้นเข้ามาหากัน หากปรากฎว่าของน้องสาวกลิ้งหงายและของพี่ชายกลิ้งมาคว่ำทับของน้องสาวก็สามารถแต่งงานกันได้ เมื่อนำมากลิ้งปฏิบัติจริงปรากฏว่าของน้องสาวหงายและของพี่ชายก็กลิ้งมาทับหินของน้องสาวพอดี ทั้งสองจึงได้ทำการแต่งงานกัน ต่อมาน้องสาวก็ตั้งครรภ์และคลอดออกมาเป็ฯก้อนเนื้อทรงกลมที่ไม่มีอวัยวะใดๆติดมาด้วยเลย ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา หรือส่วนใดๆของร่างกายก็ตาม จึงได้ปรึกษกับพระอินทร์ พระอินทร์ทรงตรัสว่าให้ทำการสับก้อนเนื้อที่คลอดออกมานั้นเป็ฯชิ้นๆแล้วนำไปแขวนบนยอดต้นย่าง เป็นตระกูลแซ่ย่าง แขวนบนยอดต้นพร้าเป็นตระกูลแซ่โซ้ง แขวนบนต้นม้า เป็นตระกูลแซ่มัว แขวนบนยอดว่าง เป็นตระกูลแซ่ว่าง ยอดเล่อเป็นตระกูลแซ่กือเป็นต้น หลังจากนั้นรุ่งอรุณของวันใหม่ที่ลานทุ่งก็มีควันไฟเต็มไปหมดอันเกิดจากก้อนเนื้อเล็กๆที่ถูกสับและนำไปแขวนนั้นมีชีวิตขึ้นมาและกลายเป็นครอบครัวใหม่ขึ้นมา นี่เป็นนิยายปรัมปราที่เล่ากันฟังในกลุ่มม้ง อย่างไรก็ดีผู้บริหารเวปไซด์นี้(Webmaster)ได้เคยได้ยินพี่ชายเล่าให้ฟังว่าม้งคนหนึ่งที่เดินทางมาจากอเมริกาเมื่อปีพศ.2542ได้เล่าให้ฟังว่าโดยแท้จริงแล้วม้งมีชื่อนามสกุลเฉพาะของตนเอง แต่เมื่อม้งพ่ายสงครามให้แก่จีน(ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นช่วงเวลาใด) เพื่อเป็นการป้องกันชนชาติม้งลุกฮือต่อสู้กับจีนอีก ชนชาติจีนจึงได้แบ่งม้งออกเป็นกลุ่มๆแล้วให้นายพลตามกองพลต่างๆเป็นผู้ดูแล ดังนั้นเมื่อม้งมาเจอกันก็จะถามกันว่ามาจากไหน อีกฝ่ายก็จะตอบว่ามาจากกองพลของนายพลว่าง หรือนายพลย่าง จนกลายเป็นแซ่ของตนเองในที่สุด จึงไม่ทราบว่ากรณีไหนน่าเชื่อถือกว่ากัน อย่างไรก็ดีทั้งสองกรณีนี้ต่างก็เป็นการเล่าสู่กันฟังเท่านั้น แต่กรณีแรกอาจน่าเชื่อถือกว่าเนื่องจากเป็นนิทานปรัมปราที่ผู้เฒ่าผู้แก่ม้งมักจะเล่าให้ลูกหลานฟัง

BACK(กลับไปหน้าภูมิปัญญาม้ง)