เพอร์เซโฟนี

เพอร์เซโฟนี เจริญวัยขึ้นบนเขาโอลิมปัส เสียงสรวลของนางดังก้องไปทั่วท้องพระโรง นางเป็นธิดาของ ดีมีเทอร์...เทพีแห่งการเก็บเกี่ยว พระมารดาทรงรักนางมากจนมายอมให้นางคลาดสายตาไปได้ เมื่อดีมีเทอร์ประทับบนบังลังก์ทอง ธิดาของนางประทับบนพระเพลาด้วย เมื่อนางเสด็จลงไปในโลกมนุษย์เพื่อทรงดูแลต้นไม้และไร่นา นางทรงนำเพอร์เซโพนีไปด้วย ที่ใดที่เพอร์เซโฟนีทรงกระโดดโลดเต้นอย่างร่างเริง ที่นั้น...ไม้ดอกบานงามสะพรั่งไปด้วย เพอร์เซโฟนีน่ารักและสง่างาม จนแม้แต่เฮดิสซึ่งไม่ค่อยทรงเห็นสิ่งใด สังเกตเห็นนางและหลงรักนางด้วย เธออยากได้นางเป็นชายาแต่ทราบดีว่ามารดาของนางไม่ยอมให้พรากนางไป เธอจึงตัดสินพระทัยลักพาตัวเพอร์เซโฟนี

วันหนึ่ง...ขณะที่เพอร์เซโฟนีเก็บดอกไม้เล่นอย่างเพลิดเพลินอยู่ในทุ่งหญ้า ทรงพลัดกับพระมารดาและพระพี่เลี้ยง ในทันใดนั้น! ... แผ่นดินพลันแยกออก มีรถสีดำเทียมด้วยม้าดำโผล่ขึ้นมาจากรอยแยกนั้น เฮดิสเป็นผู้ถือบังเหียน เธอตรงเข้าอุ้มเทพธิดาสาวที่กำลังตกพระทัยมาขึ้นรถ แล้วกลับรถกระโจนลงไปในรอยแยกของแผ่นดิน หมูฝูงหนึ่งกำลังหากินอยู่ในทุ่งหญ้านั้นหัวทิ่มหล่นลงไปในรอยแยกด้วย เพอร์เซโฟนีทรงร้องให้ช่วย แต่เสียงร้องของนางจางหายไป เมื่อแผ่นดินกลับปิดสนิทลงเหมือนเดิม เด็กเลี้ยงหมูคนหนึ่งยืนร้องไห้ที่ฝูงหมูของตนหายไป ส่วนดีมีเทอร์วิ่งพล่านตามหาธิดาที่หายไปอย่างไม่มีร่องรอย

เฮดิสทรงเร่งม้าของเธอ ให้ลงไปจากพื้นโลกอันสว่างไสวด้วยแสงอาทิตย์ โดยมีเทพธิดาสาวผู้กำลังตื่นตระหนกอยู่ในอ้อมกอด รถแล่นลึกลงไปตามทางที่มืดจนกระทั่งถึงวังใต้พิภพ เธอทรงนำเพอร์เซโฟนีที่ทรงร่ำไห้อยู่ตลอดเวลาเข้าไปในปราสาท และให้ประทับข้างเธอบนบังลังก์หินอ่อนสีดำ พร้อมทั้งประทานเครื่องประดับทำด้วยทองคำและอัญมณีอันหาค่ามิได้ แต่อัญมณีเหล่านี้ไม่ทำให้นางยินดี นางไม่ปรารถนาเพชรพลอยเหล่านั้น นางประสงค์แต่แสงแดดอันอบอุ่น ดอกไม้ และพระมารดาซึ่งมีพระเกศาสีทอง

บรรดาวิญญาณต่างเฝ้าดูราชินีองค์ใหม่จากรอยร้าวและรอยแยกในกำแพง และยังมีอีกมากที่ข้ามแม้น้ำสติกซ์มา ส่วนเพอร์เซโฟนีทรงเฝ้าดูวิญญาณเหล่านั้น ดื่มน้ำจากน้ำพุใต้ต้นพอพลาร์ น้ำพุนี้ชื่อว่า ลีที ใครดื่มน้ำจากน้ำพุนี้จะลืมสิ้นว่าตนเป็นใคร เคยทำอะไรไว้บ้าง...เมื่ออยู่ในโลกมนุษย์ ผู้พิพากษาของคนตายนามว่า ราดะแมนทัส เป็นผู้กำหนดโทษแก่วิญญาณที่ทำบาปหนัก โดยให้ อีรินนิอิส เจ้าหน้าที่ยมทัณฑ์โบยด้วยแส้ตลอดไป ส่วนพวกวีรบุรุษถูกพาไปยังทุ่ง อีลิเซียน ที่มีแสงสว่างตลอดกาล เพื่อให้อยู่กันด้วยความสุขสบาย

รอบวังของเฮดิส มีสวนปลูกต้นพอพลาร์และต้นหลิวไว้ ต้นไม้เหล่านี้ไม่มีผลและดอก ไม่มีทั้งนกร้องตามกิ่งของมันเลย มีต้นไม้เพียงต้นเดียวเท่านั้นในอาณาจักรของเฮดิสที่มีผล คือ ต้นทับทิมต้นเล็กๆ คนทำสวนของนรกเก็บผลทัมทิมที่น่าบริโภคไปถวายเพอร์เซโฟนี แต่นางไม่ทรงยอมแตะต้องอาหารของคนตาย

นางดำเนินเคียงข้างเฮดิสไปรอบสวนโดยไม่รับสั่งเลยสักคำเดียว และดวงหทัยของนางเย็นชาลงทีละน้อย...ทีละน้อย...

ส่วนบนพื้นโลก ดีมีเทอร์ทรงตามหาพระธิดาที่หายไป ธรรมชาติรอบตัวนางต่างพลอยโศกเศร้าไปด้วย ดอกไม้เหี่ยวลง ต้นไม้สลัดใบ ท้องทุ่งแสนว่างเปล่าหนาวเย็น พื้นดินแข็งจนไถนาไม่ได้ ไม่มีพืชพรรณใดเจริญเติบโตขึ้นมาเลย ในระหว่างที่เทพีแห่งการเก็บเกี่ยวร่ำไห้ มนุษย์และสัตว์พากันอดอยาก ทำให้เทพเจ้าทั้งหลายทูลอ้อนวอนดีมีเทอร์ให้ประทานพรแก่โลกมนุษย์ แต่นางไม่ยินยอมให้สิ่งใดเจริญงอกงาม ... จนกว่านางได้พบธิดาของนาง

ดีมีเทอร์ทรงกลายเป็นหญิงชราไปเพราะความระทมทุกข์ นางกลับไปยังทุ่งหญ้าที่เพอร์เซโฟนีหายไป และถามพระอาทิตย์ว่า...ได้เห็นสิ่งใดเกิดขึ้นในวันนั้นบ้าง...พระอาทิตย์ตอบปฏิเสธ อ้างในวันนั้นเมฆบดบังพระพักตร์เสีย นางจึงต้องเดินทางร่อนเร่ไปอีก จนพบเด็กหนุ่มชื่อ ทริปโทลีมัส ซึ่งทูลนางว่า น้องชายของตนที่เป็นคนเลี้ยงหมูได้เห็นหมูหายไปในแผ่นดิน และได้ยินเสียงเด็กสาวผู้หนึ่งร้องด้วยความตกใจ

ดีมีเทอร์ทรงเข้าพระทัยในทันทีว่าเฮดิสลักพาธิดาของนางไป ความเศร้าโศกจึงกลายเป็นโทสะ นางเข้าเฝ้าซูสและทูลว่า นางจะไม่ทำให้พื้นแผ่นดินเขียวขจีอีกเลย ถ้าซูสไม่บังคับให้เฮดิสคืนเพอร์เซโฟนี ซูสทรงยอให้มนุษย์เดือดร้อนไม่ได้ จึงส่งเฮอร์เมสไปเฝ้าเฮดิส บังคับให้ปล่อยเพอร์เซโฟนี แม้แต่เฮดิสก็ต้องปฏิบัติตามบัญชาของซูส จึงจำต้องส่งเพอร์เซโฟนีคืนด้วยความเสียดาย

เพอร์เซโฟนีลุกขึ้นประทับยืนด้วยความดีพระทัย แต่ขณะที่นางกำลังออกไปพร้อมกับเฮอร์เมส พลันได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากสวน คนทำสวนของเฮดิสกำลังยืนยิ้มอยู่ เขาชี้ให้ดูผลทับทิมที่เมล็ดหายไปสองสามเม็ด เพอร์เซโฟนีเสวยเมล็ดทัมทิมเหล่านั้นโดยมิได้ตั้งใจ

เฮดิสทรงยิ้มออก...เธอเฝ้าดูเฮอร์เมสพาเพอร์เซโฟนีไปสู่โลกแห่งความสว่างไสวเบื้องบน ทรงทราบดีว่านางต้องกลับมาอีก เพราะนางได้เสวยอาหารของคนตายเข้าไปแล้ว

เมื่อเพอร์เซโฟนีปรากฎกายขึ้นบนพื้นโลกอีกครั้งหนึ่ง ดีมีเทอร์ดีพระทัยลุกขึ้นประทับยืนและวิ่งไปต้อนรับพระธิดา นางมิได้เป็นหญิงชราที่เศร้าสร้อยอีกต่อไป แต่เป็นเทพธิดาแจ่มใสสดสวยเหมือนก่อน นางได้ประทานพรแก่ท้องทุ่ง ดอกไม้กลับเบ่งบานอีกครั้งหนึ่งและธัญพิชสุกอร่าม

ดีมีเทอร์รับสั่งกับพระธิดาว่า “ลูกรัก...ตั้งแต่นี้ไปเราไม่ต้องจากกันอีกแล้วนะ...เราช่วยกันทำให้ธรรมชาติเบิกบานสมบูรณ์” แต่ในไม่ช้าความสุขได้เปลี่ยนเป็นความเศร้า เพราะเพอร์เซโฟนีทูลพระมารดาว่านางได้ชิมอาหารสำหรับคนตาย จำต้องกลับไปหาเฮดิสอีก อย่างไรก็ตาม ซูสทรงตัดสินว่ามารดาและธิดาไม่ควรแยกกันตลอดไป ท่านจึงตั้งข้อบังคับไว้ว่า ให้เพอร์เซโฟนีกลับไปหาเฮดิส และต้องอยู่ในนรกเดือนหนึ่งต่อทับทิมหนึ่งเมล็ดที่เสวยเข้าไป

ทุกปีเมื่อเพอร์เซโฟนีจากไป ดีมีเทอร์เศร้าโศกมาก จึงไม่มีสิ่งใดงอกงามบนพื้นโลก และช่วงนั้นยังเป็นฤดูหนาว แต่พอพระธิดากลับคืนมา โลกทั้งโลกเบิกบาน ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้วนั่นเอง ... ตราบใดที่สองแม่ลูกอยู่ด้วยกัน โลกอบอุ่นและพืชผลอุดมสมบูรณ์

ดีมีเทอร์เป็นเทพธิดาที่พระทัยดี ไม่ทรงประสงค์ให้มนุษย์อดอยากในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นเวลาที่เพอร์เซโฟนีมิได้ประทับอยู่ด้วย นางได้ให้ทริปโทลีมัส...เด็กหนุ่มที่ช่วยนางตามหาพระธิดา ยืมรถของนางบรรทุกเมล็ดพันธุ์ไปโปรยลงบนพื้นดิน และสอนให่มนุษย์หว่านเมล็ดพืชในฤดูในไม้ผลิ เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง และเก็บรักษาไว้นานหลายเดือนในระยะที่พื้นดินแห้งแล้งและหนาวเย็น