What's new with me?

ตรุษจีนผ่านไปแล้ว ต้อนรับเข้าฤดูแห่งความรัก

เวลาเดือนนึง ๆ ผ่านไปไวเหมือนโกหกจริง ๆ อยากจะบอกว่า เพิ่งจะรู้สึกว่าวันปีใหม่ไปเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง แล้วตรุษจีนก็เพิ่งผ่านไปเมื่อวาน อะไรมันจะเร็วขนาดนี้ นี่ก็เข้าสู่วันแห่งความรัก แล้วเดี๋ยวยังไม่ทันไร อากาศก็จะร้อนจนทนไม่ไหว คิดแล้วก็อยากให้ฝนตก

เมื่อตรุษจีน หลังจากที่ทำงานเรียบร้อย เย็นวันไหว้ก็บินจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ ถึงตอนประมาณสี่โมงเย็นกว่า ๆ ได้ที่พักบนถนนพระปกเกล้า หันหน้าเข้าหาวัดเจดีย์หลวง ที่พักสวยงามสงบเย็น แต่เพราะด้วยไปหน้าหนาวรึป่าว ก็ไม่แน่ใจ อากาศดี เวลาอยู่ในที่พักก็ไม่อยากออกไปข้างนอก ช่วงค่ำของทุกวันอาทิตย์จะมีถนนคนเดินที่ถนนพระปกเกล้ากับราชดำเนิน ของขายเยอะ และคนเดินก็เยอะเหมือนกัน เดินอยู่ราวสามชั่วโมง ซื้อของหมดไปก็หลายพัน มีความสุขในระดับนึงเหมือนกัน

ที่เชียงใหม่ สองคืนกับสองวัน คืนแรกหมดไปกับถนนคนเดิน ส่วนคืนที่สอง ขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ ตั้งใจจะไปตอนหัวค่ำ แต่กว่าจะไปถึงก็เกือบหนึ่งทุ่ม มืดสนิทเสียแล้ว เดินขึ้นบันไดสามร้อยกว่าขั้น เหนื่อยหอบแฮก ๆ ไปไหว้พระธาตุ สมอย่างที่ตั้งใจว่าจะไป พร้อมกับชมวิวงามค่ำคืนของเมืองใหญ่ จากบนดอย ก็เห็นแสงไฟของเมือง สวยไม่ต่างจากเมืองนอกเลย ขากลับ นั่งกระเช้าลงมา รวดเร็ว และราคาแค่สิบบาท ถูกและสะดวก

ส่วนกลางวัน หนึ่งวันเต็ม ก็ไปทัวร์วัดต่าง ๆ ทั้งในและนอกคูเมือง รวมเบ็ดเสร็จสิบเอ็ดวัด เริ่มต้นที่วัดเจดีย์หลวง วัดสวนดอก วัดเจดีย์เจ็ดยอด วัดกู่เต้า วัดป่าเป้า วัดเชียงมั่น วัดพระสิงค์ วัดบุปฝาราม วัดชัยมงคล วัดสำเภา และพระธาตุดอยสุเทพ เหมารถตุ๊กตุ๊กไปตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงบ่ายสาม ราคาแพงไปหน่อย แต่ก็ถือซะว่าซื้อความสะดวกก็แล้วกัน อย่างน้อย ก็ได้พี่ตุ๊กตุ๊กขับรถพาไปกินข้าวซอยลำดวนฟ้าฮ่ามแถวช้างเผือกร้านอร่อยอีกด้วย ส่วนวันที่สองหมดไปกับการละเมียดผ่านวันภายในที่พัก กินอาหารเช้า เขียนไดอารี่ และก็เล่นอินเตอร์เน็ต เรียบร้อยแล้วก็พร้อมออกเดินทางจากเชียงใหม่สู่ปาย แม่ฮ่องสอน

ขึ้นเครื่องบินขนาดสิบสองที่นั่ง ออกจากเชียงใหม่ เล็กกว่าที่คิด เพราะเมื่อเทียบกับตอนที่นั่งเครื่องบินจากเวียนนาไปซาลส์เบิร์ก ขนาดสิบสองที่นั่งเล็กกว่ามาก เหมือนอยู่บนเครื่องร่อนมากกว่าเครื่องบิน โชคดี ที่อากาศปลอดโปร่ง ถ้าเกิดต้องผ่านหลุมอากาศมาก ๆ อาจจะเกิดอาการคลื่นเหียนเวียนหัวได้ เครื่องลงจอดที่ปายราว ๆ บ่ายกว่า ๆ กับสภาพแวดล้อมของเมืองปาย ที่ป่าไม้บางตา เห็นแต่พื้นที่ที่เป็นฝุ่นทรายสีน้ำตาล แห้งแล้ง ก็คงไม่ผิดไปจากที่พูดมากนัก ความประทับใจแรกไม่ดีเสียแล้ว แต่อย่างน้อย การได้มาปายก็เหมือนกับการได้ทำความตั้งใจสำเร็จไปอย่างหนึ่ง

อยู่ที่ปายสองวันสองคืน ไปเจอกับหญิงที่พอดีเข้ามาประชุมงานที่ปาย ตอนแรกว่าจะไปเจอกันที่ปางมะผ้าเพื่อเที่ยวถ้ำลอดและบ้านไร่ แต่เพราะการเดินทางที่มีปัญหา มีปัญหาจริง ๆ เพราะรถไม่ได้วิ่งทั้งคืน เครื่องบินก็ไม่บินตอนค่ำ เลยต้องละปางมะผ้าเอาไว้ก่อน เอาไว้คราวหน้ายังมีโอกาส พอเจอหญิงกับน้อง ๆ ที่มาทำงาน ก็ทำให้เราไม่ต้องเที่ยวคนเดียว ดีมากมายเหลือเกิน ไม่อย่างนั้น การไปเที่ยวปายคงกร่อยลงไปเยอะกว่าเดิม เมื่อถึงปาย ได้พบกับอากาศหนาว หมอกหนา พระอาทิตย์ตกที่กองแลน ข้ามสะพานนวรัฐ และชมธรรมชาติแม่น้ำปาย ก็ถือว่าพอแล้ว ครบแล้ว ได้มาถึงแล้ว ปาย

กลับมาถึงกรุงเทพก็เริ่มทำงานเหมือนปกติ ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น หรือแปลกแหวกแนวไปกว่าชีวิตที่เคยเป็นมา ก็ได้แต่ทำให้ชีวิตทุกวันมีความสุข และตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อกับความรักที่กำลังจะมา หวังอย่างหมดหัวใจว่าจะต้องได้เจอกับความรัก อยากมีความรักที่เหมือนพลุไฟ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สว่างไสว งดงามที่สุดในช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ ประทับตาตรึงใจแก่เจ้าของ และซาบซึ้งไม่อาจลืมเลือนของผู้ที่ได้พบเห็น

รักทุกคนมาก ๆ และรักตัวเองที่สุด

la bonita 2 กุมภาพันธ์ 2552



| back to journal |