พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า
"[๗๙] วิมานแก้วมณีของท่านนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบมีปราสาท ๗๐๐ มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วย
เครื่องลาดทองคำอันงามยิ่ง ตัวของ ท่านก็อยู่ ดื่ม และบริโภคสุธาโภชน์ในวิมานนั้น อนึ่ง เทพบุตรผู้มีเสียงอันไพเราะ พากัน
มาบรรเลงเพลงพิณทิพย์ให้ฟัง เบญจกามคุณซึ่งมี รสอันเป็นทิพย์มีอยู่พรั่งพร้อมในวิมานนี้ ทั้งเหล่าเทพนารีมีร่างอันประดับ
ด้วยเครื่องทองคำ พากันมาฟ้อนรำอยู่ ท่านมีวรรณะงามเช่นนี้เพราะบุญอะไร ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
เพราะบุญอะไร?"
เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
" ข้าพเจ้าเป็นบุรุษรับจ้างของ ชนเหล่าอื่น เมื่อพระอาทิตย์กำลังแผดแสงในเดือนท้ายแห่งฤดูร้อนได้ตักน้ำรด
สวนมะม่วงอยู่ ครั้งนั้นภิกษุปรากฏชื่อว่า สารีบุตร ลำบากกาย ไม่ลำบากใจได้มาทางสวนมะม่วงนั้น ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็น
คนรดน้ำต้นมะม่วง ได้เห็นท่านพระสารีบุตรกำลังเดินมา จึงได้กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอโอกาสเถิด ขอนิมนต์ท่านสรงน้ำ
ข้อนั้นจะพึงนำความสุข มาให้แก่ข้าพเจ้า ท่านพระสารีบุตรวางบาตรและจีวรไว้ เหลือแต่จีวรตัวเดียวนั่งที่ร่มโคนต้นไม้
เพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีใจ เลื่อมใส เอาน้ำอันใสสรงพระเถระผู้มีจีวรตัวเดียว นั่งอยู่ที่ร่ม ณ โคนต้นไม้ ต้นมะม่วง
ข้าพเจ้าได้รดน้ำแล้ว และสมณะข้าพเจ้าได้สรงน้ำแล้ว ข้าพเจ้าได้ประสบบุญมีประมาณมิใช่น้อย
บุรุษนั้นย่อมซาบซ่านไป\
ทั่วกายของตนด้วยความปีติด้วยคิดว่า เราได้ทำกรรมมีประมาณเท่านี้ในชาตินั้น ละร่างมนุษย์แล้ว ได้มาบังเกิดในสวนนันทวัน
ข้าพเจ้าอันนางเทพอัปสรพากันฟ้อนรำขับร้องห้อมล้อม รื่นรมย์อยู่ในสวนนันทวันอันประเสริฐ เป็นสถานอันรื่นรมย์เกลื่อน
ไปด้วยหมู่นกนานาพรรณ."
จบ อัมพวิมานที่ ๕.
|