[๘๓] พราหมณ์ถามเทพบุตรนั้นว่า
"ท่านประดับแล้ว มีต่างหูอันเกลี้ยง ทัดทรงดอกไม้ มีตัวลูบไล้ด้วยจันทน์แดง ประ
คองแขนทั้งสองข้างคร่ำครวญอยู่ในป่าช้า ท่านเป็น ทุกข์ถึงอะไรเล่า? "
มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรตอบว่า
" เรือนรถทำด้วยทองคำงามผุดผ่อง เกิดขึ้นแล้วแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหาคู่ล้อ ของรถ
นั้นยังไม่ได้ ข้าพเจ้าจักสละชีวิตเพราะความทุกข์นั้น."
พราหมณ์กล่าวว่า
" ดูกรมาณพผู้เจริญ ท่านอยากได้คู่ล้อทำด้วยทองคำ ทำด้วยแก้ว ทำด้วย ทองแดง
หรือทำด้วยเงิน ขอจงบอกแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้ท่านได้คู่ล้อนั้น."
มาณพตอบแก่พราหมณ์นั้นว่า
"พระจันทร์อาทิตย์ ย่อมปรากฏในวิถีทั้งสอง รถของข้าพเจ้าทำด้วยทองคำย่อมงาม
ด้วยคู่ล้อนั้น."
พราหมณ์กล่าวว่า
" ดูกรมาณพ ท่านเป็นคนโง่ ที่ท่านมาปรารถนา สิ่งที่ไม่ควรปรารถนาข้าพเจ้าเข้าใจ
ว่าท่านจักตาย จักไม่ได้พระจันทร์ และพระอาทิตย์ทั้งสอง เลย."
มาณพกล่าวว่า
"แม้การไปและการมาของพระจันทร์ และพระอาทิตย์ยังปรากฏอยู่ รัศมีของพระจันทร์
และพระอาทิตย์นั้น ยังปรากฏอยู่ในวิถีทั้งสอง ส่วนคนที่ตายล่วงลับไปแล้วย่อมไม่ปรากฏ เราทั้ง
สองคร่ำครวญอยู่ในที่นี้ ใครจะโง่กว่ากัน."
พราหมณ์กล่าวว่า
" ดูกรมาณพ ท่านพูดจริง เราทั้งสองคนผู้คร่ำครวญอยู่ ข้าพเจ้าเองเป็นคนโง่กว่า
เพราะข้าพเจ้าอยากได้บุตรที่ตายไปแล้ว เหมือนทารกร้องไห้อยากได้พระจันทร์ฉะนั้น ท่านมา
รดข้าพเจ้าผู้เร่าร้อนให้สงบ ยังความกระวนกระวายทั้งปวงให้ดับเหมือนบุคคลดับไฟ ที่ลาดเปรียง
ด้วยน้ำฉะนั้น ลูกศรคือความโศกอันเสียบแทงหทัยของข้าพเจ้า อันท่านผู้บรรเทาความโศกถึง
บุตรแก่ข้าพเจ้า ผู้ถูกความโศกครอบงำแล้ว ถอนขึ้นแล้ว
ดูกร มาณพ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีลูกศรคือความโศก อันท่านถอนขึ้นแล้ว เป็น ผู้เย็น ดับ
สนิท จะไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ เพราะฟังคำของท่าน ท่าน เป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็น
ท้าวสักกปุรินททะ ท่านเป็นใครหรือเป็นบุตรของใคร ไฉนข้าพเจ้าจะรู้จักท่านเล่า?"
มาณพกล่าวว่า
ท่านเผาบุตรที่ป่าช้าเองแล้ว คร่ำครวญร้องไห้ถึงบุตรคนใดบุตรคนนั้นคือ ข้าพเจ้า
ทำกุศลกรรมแล้ว ถึงความเป็นสหายของเทพเจ้าชาวไตรทศ.พราหมณ์ถามว่า เมื่อท่านให้ทาน
น้อยหรือมากในเรือนของตน หรือรักษาอุโบสถกรรม เช่นนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น ท่านไปสู่เทว
โลกได้เพราะกรรมอะไร?มาณพกล่าวว่าเมื่อข้าพเจ้าป่วยเป็นไข้ได้รับทุกข์ มีกายกระสับกระส่าย
อยู่ในที่อยู่ของ ตน ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี ผู้ข้ามพ้นความสงสัยผู้เสด็จไปดีแล้ว
มีพระปัญญาไม่ทราม ข้าพเจ้ามีใจเบิกบานเลื่อมใส ได้ทำอัญชลีแด่พระตถาคต ข้าพเจ้าถึงความ
เป็นสหายของเทวดาชาวไตรทศ เพราะทำกุศลกรรมนั้น.พราหมณ์กล่าวว่า น่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคย
มีมาแล้วหนอ ผลของอัชลีกรรมเป็นได้ถึงเช่นนี้ถึงข้าพเจ้าก็มีใจเบิกบานเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธเจ้า
ว่าเป็นที่พึ่งในวันนี้ ทีเดียว.มาณพกล่าวว่าขอท่านจงมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม แลพระ
สงฆ์ว่าเป็น ที่พึ่งในวันนี้ทีเดียว
อนึ่ง ท่านจงสมาทานสิกขาบท ๕ อย่าให้ขาดและด่างพร้อย คือ จงงดเว้นจากการฆ่า
สัตว์โดยพลัน จงเว้นการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก จงยินดีด้วยภรรยาของตน อย่ากล่าว
เท็จ อย่าดื่มน้ำเมา."
พราหมณ์กล่าวว่า
" ดูกรเทวดาผู้ควรบูชา ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ ปรารถนาสิ่งเกื้อกูลแก่ข้าพ
เจ้า ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน ท่านเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า พระ
ธรรมอันยอดเยี่ยม และพระสงฆ์สาวก ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นนรเทพว่าเป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าของด
เว้นจากการฆ่าสัตว์ โดยพลัน ของดเว้นการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก ยินดีในภรรยาของ
ตน ไม่กล่าวเท็จ และไม่ดื่มน้ำเมา."
จบ มัฏฐกุณฑลีวิมานที่ ๙.
|