^UP^

 

นิตยสาร อะเดย์ : ปีที่ 1 เล่มที่ 8 /เมษายน2544 ปก ทราย เจริญปุระ

A day : q&a day – Sine Fiction

ชีวิตนิยายของ ทราย เจริญปุระ

เพียน กำปั่นทอง – เรื่อง
นิติพัฒน์ สุขสวย – ภาพ
 
เราเห็นเธอเป็นเด็กหญิงที่ถูกกลุ่มคนอุบาทว์ข่มเหงจนเสียสติ (ทำให้แม่ต้องออกไปตามล่าล้างแค้น) ไม่นานจากนั้นเราเห็นเธอเป็นนักร้องป็อบเบาใส กะพริบตาอีกทีเธออยู่บนเวทีร้องเพลงป็อบร็อคเข้มท่ แล้วเธอก็ทำให้เราประหลาดใจเมื่อไปรับบทเป็นผีตายทั้งกลมในหนังผีไทยระดับตำนาน (ที่เธอมีส่วนอย่างแน่นอนในการผลักรายได้มันไปสู่สถิติประเทศไทย) ต่อมาเราก็เห็นเธอคว้ารางวัลนักร้องยอดเยี่ยม เห็นเธอแสดงหลังฮอลลีวู้ด เห็นเธอเล่นหนังฮ่องกงเป็นนางเอกคู่กับพระเอกฮ่องกงชื่อดัง เห็นเธอในละครทีวีหลังข่าวเรื่องฮิตที่คนดูติดกันทั้งประเทศ ดูเหมืนอเธอจะทำให้เราประหลาดใจทุกครั้งที่ปรากฏกาย และยิ่งหวนนึกไปถึงความจริงแล้วความรู้สึกทึ่งก็ตามมา เมื่อได้รู้ว่าทั้งหมดที่ว่ามา เธอลงมือทำมันภายในเวลาแค่ 7 ปีด้วยตัวเธอเอง
 
“มีคนทักว่าทรายผอมลง เย้! ดีใจ” อินทิรา ‘ทราย’ เจริญปุระเอ่ยกับผมเมื่อพบกันแล้วยิ้มกว้าง และมว่าจะพยายามมีมาด แต่ผมว่าเธอไม่รู้ตัวหรอกว่าเธอซ่อนเก็บอากัปกิริยาแบบเด็กน้อยไว้ไม่อยู่ มันเล็ดลอดออกมาทางสีหน้า น้ำเสียง แววตา และช็อกโกแลตแฟรปปูชิโน่แก้วโตที่วางอยู่ตรงหน้าแก้วนั้น
เรานั่งกันอยู่ในร้านกาแฟย่านซอยทองหล่อ นักแสดงสาวเล่าว่าเธอเพิ่งกลับจากไปโปรโมตภาพยนตร์ ‘นางนาก’ ที่ประเทศญี่ปุ่น “สี่วันเค้าใช้หนูคุ้มเลย” เธอโอดครวญโดยเผลอเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเอง “แต่ก็เจ๋งดีนะพี่ ได้เห็นหน้าตัวเองอยู่บนโปสเตอร์ภาษาญี่ปุ่น เท่ชะมัด” อินทิราเล่าให้ผมฟังว่า คนญี่ปุ่นเข้ามาดูหนังผีดราม่าเรื่องดังจากเมืองไทยเรื่องนี้กันเต็มโรง ที่สำคัญคือพวกเขา ‘เข้าถึง’ อารมณ์หนังแบบเดียวกับผู้ชมชาวไทย ฉากที่น่ากลัวก็น่ากลัว ฉากรันทดสะเทือนใจก็เงียบเศร้า ขณะที่ฉากสมภารกลัวผีเหลือกลานก็ทำให้พวกเขาหัวเราะลั่นโรงแบบเดียวกับที่เรียกเสียงหัวเราะจากคนไทยนับล้านมาแล้ว
ในฐานะนักแสดงนำ ผมเดาภามอินทิราว่า ‘นากนาง’ น่าจะเป็นภาพยนตร์ที่เป็นความภาคภูมิใจสูงสุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของนักแสดงอายุเพียง 20 ปีเช่นเธอ “ภูมิใจมากค่ะ” สาวน้อยพูดย้ำยืนยัน “ไม่มีเหตุผลอะไรที่ทรายจะไม่ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ แต่ที่หนังมันได้เงินและได้รับคำชมไม่ใช่เพราะทรายแน่นอน ทรายแค่เป็นส่วนหนึ่งของทีมงานที่ยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้นเวลาทรายได้ยินคำว่า ‘นางเอกร้อยล้าน’ ทรายจะฟังแล้วขนลุก โอ.เค. ร้อยล้านอาจจะมีของเราสักสองแสน” เธอพูดประโยคนี้แล้วหัวเราะ “แต่จริงๆ ตอนนั้นคือไม่มีใครรู้ว่าจะทำรายได้เท่าไหร่ และมันก็ไม่ใช่แบบว่า โห! ถ้ารู้ว่าได้ร้อยล้าน หนูเล่นดีกว่านี้อีก หรือผู้อำนวยการสร้างรู้ว่าหนังจะได้ตังค์ก็เพิ่มงบให้อีก ไม่ใช่ค่ะ เพราะสมมุติหนังได้สามร้อยล้าน ทรายก็เล่นได้เต็มที่เท่านี้อยู่แล้ว เงินลงทุนก็คงอยู่เท่านี้ งบโปรดักชั่นหนังเรื่องนี้แค่ 12 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่สูงเลยเมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน ตอนนั้นเราคิดกันแค่ว่า เรื่องนี้ขอแค่เสมอตัว ค่าตัวไม่เอายังได้ ขอให้งานเสร็จออกมาดี คิดแต่ว่าจะเซฟฟิล์มให้เขาได้เท่าไหร่ อ้อ! เรื่องนี้ภูมิใจมากค่ะ ถ่ายเสร็จฟิล์มเหลือ” เธอบอกเล่าด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นปนยิ้มแย้ม ราวกับเหตุการณ์การทำงานที่ว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้งที่ความจริง มันผ่านมาเกือบ 3 ปีเต็มแล้ว
“นางนากเป็นหนังที่ทำให้คนไม่ได้เดินเข้าไปดูหนังไทยเพราะสงสาร ซึ่งทรายเกลียดอะไรประเภท ช่วยกันดูหนังไทยเถอะครับ หนังไทยจะได้อยู่ต่อไปได้ ไม่ใช่! คุณไปทำหนังดีๆ หนังสนุกๆ สิ คนไม่ได้เดินเข้าโรงหนังเพราะจะไปดูหนังไทยหนังฝรั่ง แต่เขาเข้าไปดูหนังสนุก หนังดี ไม่ใช่ตอนนี้เวียดนามประสบปัญหาน้ำท่วม ก็ทำหนังแล้วประกาศให้คนมาช่วยกันดู รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้ผู้ประสบปัญหาอุทกภัย ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นทรายไม่ชอบอะไรอย่างนี้ มันเหมือนเราถูกเรียกร้องความสมเพชเวทนา ถ้าใครจะดูหนังไทยเพราะเหตุผลอย่างนี้ ทรายขอร้องว่าอย่าดีกว่า เพราะดูไปคุณก็ไม่ได้รู้สึกกับหนังไทยดีขึ้น”

อินทิราบอกผมว่า ‘นางนาก’ เป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ที่สำคัญจุดหนึ่งในชีวิตนักแสดงของเธอแน่นอน “ตอนนี้ทรายคงจะไม่ได้นั่งอยู่ที่นี่ ถ้าไม่ได้เล่นหนังเรื่องนี้” ทว่าเมื่อเทียบกับอีกเหตุการณ์หนึ่งแล้ว เธอให้น้ำหนักกับมันมากกว่า นั่นก็คือการที่เธอถูกถึงเข้ามาสู่วงการบันเทิงในขณะที่มีอายุเพียง 13 ปี ที่สำคัญ มันเป็นการประเดิมอาชีพนักแสดงด้วยบทบาทหน่วงหนักในละครเรื่อง ‘ล่า’ ของเอ็กแซ็กท์ ที่ได้รับการกล่าวขวัญในวงกว้าง
“คือจริงจริงทรายไม่ได้เป็นคนที่ใฝ่ฝันอยากจะเข้าวงการบันเทิงเลย เพราะตอนเด็กเด็กก็เห็นมาตลอด พ่อถ่ายหนังที่บ้าน ใช้บ้านเป็นฉาก ตื่นเช้ามาตีห้าเดินลงบันไดมาจะไปโรงเรียนก็เห็นคนเยอะแยะนั่งนั่งนอนนอน รอถ่ายหนัง ดูแล้วไม่ได้เห็นสนุกเลย อย่างคนเห็นว่าฉากนี้สวยแต่เรารู้ว่ามันแอบตอกตะปูอยู่ข้างหลัง ทรายรู้สึกว่าดารามันเป็นงาน ไม่ใช่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นน่าทำ งานนี้มันทำให้แม่เราก็ไม่ได้นอนไปด้วยเวลาพ่อทำหนัง แล้วจะทะเลาะกันเรื่องงาน ใส่กันตูมตูม เหมือนไม่ใช่เป็นสามีภรรยากัน เราดูแล้วก็ เฮ้อ! มันน่าทำตรงไหน ไม่มีความอยากเลย ทรายเป็นคนขี้เขินด้วยค่ะ ให้มายืนร้องไห้ต่อหน้าคนน่ะเหรอ ไม่เอาหรอก”
แต่ในที่สุด ก็เป็นสุพล วิเชียรฉาย ที่เห็นแววเรียกเธอเข้ารับบทลูกสาวของสินจัย หงษ์ไทย ซึ่งถูกทรชนข่มขืน กระทั่งกลายเป็นที่มาของชื่อละคร เมื่อละครออกอากาศ ในฐานะนักแสดงหน้าใหม่ อินทิราก็ได้รับเสียงชื่นชมกับการจัดการกับ ‘บทหนัก’ นี้ทันที “ตอนนั้นทรายไม่รู้สึกว่ามันหนัก เพราะไม่เคยทำอะไรมาก่อน มันเลยไม่มีข้อเปรียบเทียบ แต่มานึกตอนนี้ก็คิดว่า เออ มันหนักจริงจริงนะ เลิกเรียนต้องไปถ่ายละคร จากเด็กที่เคยเข้านอนตอนสองทุ่มตื่นตีห้ามาตลอด ก็กลายเป็นนอนตีสาม แต่คงเพราะพ่อท้ามั้งคะ พ่อหยามนิดนิดว่าทำไม่ได้หรอก ทำได้ไงล่ะ งานโรงเรียนยังไม่ยอมขึ้นเลย แต่ผู้กำกับเขาว่าเราได้ เราก็ฮึกเหิม ตั้งใจว่าต้องทำได้” ซึ่งผมดูที่เธอแสดงแล้วก็เห็นว่าเธอ ‘ทำได้’ จริงจริง ‘ล่า’ ถือเป็นละครแจ้งเกิดชื่อ ทราย เจริญปุระ อย่างเป็นทางการ แน่นอนว่าชื่อเสียงเริ่มเดินทางมาหาเธออย่างปุบปับ

“ทรายไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย เชื่อมั้ย มีคนมาขอลายเซ็น ยังไม่รู้เลยว่าเราควรจะเขียนอะไรบ้าง จำได้ว่าทรายถามเค้ากลับไปว่า พี่จะให้ทรายเขียนอะไรบ้างคะ” เธอเล่าพลางหัวเราะขันตัวเอง แล้วยกช็อกโกแล็ตเย็นในแก้วขึ้นดื่ม

 

“ชื่อเสียงเหมือนอะไรน่ะเหรอคะ... คงเหมือนช็อกโกแลตมั้ง?” เธอทวนคำถามของผมแล้วจ้องมองเข้าไปในแก้วเครื่องดื่มสีโกโก้ที่ยกขึ้นมาหมุนเล่นช้าช้า “เป็นดาร์คช็อกโกแลตของเบลเยี่ยม ขมขม หวานหวาน มันเหมือนกับเรารู้ว่าช็อกโกแลตอร่อย แต่รู้ว่ากินแล้วอ้วน แต่ว่าอยากกินน่ะ ทุกวันนี้ทรายต้องทำตัวให้บาลานซ์ระหว่างงานที่อยากทำกับงานที่ต้องทำ งานที่ต้องทำแม้จะขื่นขื่นหน่อย แต่ไม่ถึงขนาดกินไม่ลง คล้ายคล้ายกินยา แต่งานที่ชอบก็จะหวานสำหรับเรา แต่มันก็จะขื่นกับชีวิตนิดนิด งานของทรายเป็นเรื่องของอารมณ์ เราต้องถนอมมันด้วย ถ้าใช้งานมันมากเกินไปมันก็จะแห้งแล้ง กลายเป็นของสำเร็จรูปที่ต้องเติมน้ำร้อนตลอดเวลา
“ทรายไม่สนใจกับมันเท่าไรนัก...” เธอเอ่ยต่อ “ทรายคิดว่าทรายเป็นคนละส่วนกับมัน ชื่อเสียงของทรายมันไม่ได้มาจากตัวทรายเอง มันมาจากสิ่งที่ทรายทำ มันแยกได้ชัดเจน อย่างทรายเล่นละคร เวลาทรายเดินไปไหนมาไหน คนก็จะเรียกชื่อทรายด้วยตัวละคร แล้วแต่ช่วง ช่วงหนึ่งชื่อนางนาก ช่วงหนึ่งชื่อเจ้าสัวน้อย
เพราะฉะนั้นนั่นเป็น ‘ชื่อเสียง’ ของ ณ วันนั้น หน้าที่ของทรายคือแสดง พอปิดกล้องแล้วก็จบกัน มันเป็นเรื่องของการทำงาน ออปชั่นของชื่อเสียงทรายไม่เอา”
 
คงไม่มีใครไม่รู้ว่า อินทิราเป็นบุตรสาวของรุจน์ รณภพ นักแสดงและผู้กำกับอาวุโสชื่อดัง หญิงสาวบอกกับผมว่า นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ในระยะแรกที่เข้าวงการบันเทิง เธอถูกทั้งครหาและปรามาสว่าเป็นเด็กเส้น ทั้งที่ความจริงแล้วพ่อไม่มีส่วนในเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ผมไม่อยากถามเธอเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่า 7 ปีที่ผ่านมา นักแสดงสาวต้องพบกับคำถามแนวนี้มาแล้วเป็นร้อยพันครั้ง ผมว่าผมสนใจเรื่องนี้มากกว่า ในจำนวนนักแสดงหญิงร่วมสมัยของยุคนี้ ผมคิดว่าทราย เจริญปุระมีจังหวะและวิธีการ ‘เลือกงาน’ ที่น่าสนใจ หากใครสังเกตจะเห็นว่าเธอวางตัวเองไว้ในบทบาทหลากหลาย ซึ่งนั่นดูจะเป็นผลดีสำหรับตัวนักแสดงคนหนึ่ง เพราะมันทำให้เธอได้ทดลองแสดงในบทบาทที่ไม่ซ้ำซาก ซึ่งรังแต่จะเป็นตัวการที่ทำลายนักแสดง
“ทรายมีกฎของตัวเองอยู่อย่างคือ จะไม่รับงานที่ใกล้ตัวเลย” เธอเผย “ทุกครั้งเวลามีคนโทรมาชวนเล่นละคร จะบอกว่าเล่นเถอะ บทนี้เหมาะกับหนูมากเลย แต่มีทรายคนเดียวที่รู้ว่ามันใช่ทรายหรือไม่ใช่ทราย และทรายจะพยายามไม่เล่นอะไรซ้ำ อย่างทรายเล่นละครพีเรียดได้ แต่จะไม่เล่นนางนากสามภาคซ้อน เพราะทรายรู้ตัวว่าเราจะรู้สึกเบื่อตัวเอง ขนาดเรายังเบื่อเลยคนอื่นเขาก็คงเบื่อเหมือนกัน”
ผมดูภาพยนตร์และละครที่อินทิราแสดงมาไม่น้อย จึงเอ่ยปากชมการแสดงของหญิงสาว แล้วถามเรื่อง ‘วิธีการแสดง’ ของเธอว่าได้มาจากไหน เธอพูดขอบคุณแล้วบอกว่า “ชีวิตนี้ทรายไม่เคยเรียนการแสดงแบบเข้าคอร์สเลย อาจเรียนพื้นฐานมาบ้างจากครูแอ๋ว (อรชุมา ยุทธวงศ์) อืม... ทรายจะอธิบายว่ายังไงดี...” หญิงสาวเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้ นิ่งคิดพลางยกมือขึ้นลูบผมที่ท้ายทอย แล้วดูเหมือนจะนึกคำตอบออก “อาจจะเป็นเพราะอยู่ในกองถ่าย มันต้องเชื่อ ทรายเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงมาว่าคนเราทุกคนทำอะไรต้องมีเหตุผล สมมุติว่าจะร้องไห้ก็ต้องมีเหตุ อย่างหมาเราตาย เราร้องไห้ คนอื่นอาจจะว่าไม่เห็นน่าเศร้า แต่นี่หมาเราน่ะ เรารัก เรามีอดีตมีภาพจำร่วมกับมัน เพราะฉะนั้นเราเศร้ามันถูกต้องแล้ว แต่ถ้ามีคนมาบอกว่าเลิกกับแฟนแล้วร้องไห้ ทรายว่าไม่น่าเศร้า...” เธอพูดเรื่องนี้แล้วยิ้ม ราวกับจะบอกกลายๆ ว่าลำดับความสำคัญของเรื่องราวในชีวิตของเธอเป็นอย่างไร
“ทรายไม่ค่อยศึกษาการแสดง ทรายไม่ค่อยดูทีวี ทั้งที่ทำงานทีวี อาจจะดูหนังบ้าง แต่ทรายไม่รู้วิธีการแสดงที่ถูกต้องจริงจริงคืออย่างไร เพราะไม่ได้เรียนมา ไม่มีทฤษฎีการแสดง ทรายเพียงแต่ใช้สัญชาตญาณ อย่างหนังสือนิยาย เขาก็เขียนให้เห็นชีวิตของคนคนหนึ่ง ว่ามีพื้นฐานโตมาแบบนี้ ถึงได้คิดอย่างนี้ รู้สึกกับเรื่องนี้เพราะอย่างนี้ คนทุกคนจะมีไม่เหมือนกัน ดังนั้น การแสดงด้วยสัญชาตญาณเป็นวิธีแสดงที่ง่ายที่สุดสำหรับทราย และทรายจะวัดตัวเองว่าทรายทำได้ดีแค่ไหนก็ต่อเมื่อถามตัวเองว่าทราย ‘เชื่อ’ ว่าทรายเป็นตัวละครตัวนั้นหรือเปล่า”
 
แดดข้างนอกสว่างจัดจ้านจนต้องหรี่ตา และคงผ่าวร้อนเมื่อออกไปเดินอยู่ริมถนน อากาศในร้านกาแฟแห่งนี้เย็นสบายกำลังดีจากเครื่องปรับอากาศที่ตั้งอุณหภูมิไว้ได้พอเหมาะ ฟิวชั่นแจ๊สจากเครื่องเสียงบรรเลงแผ่วเบา ร้านกาแฟยามบ่ายมีผู้คนไม่มากไม่น้อย แม้ผมจะสังเกตเห็นหญิงสาวสามคนที่มาด้วยกันมองมายังโต๊ะของเราแล้วซุบซิบอะไรบางอย่าง แต่คนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจใคร
เวลาผ่านไปพร้อมพร้อมกับที่ผมรู้สึกดีใจที่สามารถทำให้หญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าผ่อนคลายได้ หัวข้อการสนทนาของเราเฉไฉไปเรื่องนี้ ราวกับรถไปพักผ่อนต่างจังหวัดกันโดยไม่เคร่งครัดกับจุดหมายปลายทาง “เดือนนึงเดือนนึง หนูหมดเงินไปกับหนังสือกับซีดีเยอะเลย” , “หนูภูมิใจกับรางวัลสีสันอวาร์ดนะ ไม่คิดว่าจะได้ ได้แล้วดีใจมาก” , “เชื่อมั้ย ทุกครั้งที่มีคนมาอำมาล้อเรื่องอัลบั้มนาฬิกาทราย หนูพูดอะไรไม่ถูก หนูร้องไห้เลยนะ เขาไม่รู้หรอกว่าเราต้องเผชิญกับอะไรที่มันกดดันมาบ้าง”
“ทรายอยากได้หนังสือตั้งหลายเล่มในงานสัปดาห์หนังสือ แต่เบียดคนเข้าไปซื้อไม่ไหว เสียดายมากเลย” , “ทรายอ่าน ‘คำพิพากษา’ ของชาติ กอบจิตติ ตั้งแต่อยู่ป.3 แม่ทรายยังไม่เชื่อเลย” , “พี่อ่าน ‘เวรอนิกาขอตาย’ ของโคเอลโยรึยัง ทรายเพิ่งอ่านจบเมื่อวานนี้” , “อยากมีบ้านชั้นเดียว กว้างกว้าง โล่งโล่ง มีชั้นหนังสือเยอะเยอะเต็มบ้าน เลี้ยงหมาที่ไม่เห่าตัวนึง” , “ทรายเชื่อในเรื่องชะตากรรมบางอย่างว่ามันจะต้องเป็นไปเช่นนี้ เพราะฉะนั้นทรายจะเชื่อเรื่องทำบุญ แต่ก็ไม่ถึงขนาดปล่อยชีวิตให้ลอยไปตามกระแสชะตากรรม” , “หนูดูไซเลนส์ออฟเดอะแลมส์หลายรอบมาก พี่งัดให้ดูตอนที่เล่นเรื่องล่า ดูถึงกลางเรื่องหนูต้องหยุดไปอ้วกน่ะคิดดู” , “พี่เชื่อมั้ย หนูดูนอตติ้งฮิลล์แล้วร้องไห้มันทั้งเรื่องเลย” ฯลฯ
“พี่เคยอ่านหนังสือแล้วร้องไห้ไหม?” จู่ๆ อินทิราก็เอ่ยถามผมขึ้นมา เป็นคำถามที่คล้ายไม่ต้องการคำตอบ “ทรายเป็นบ่อยมากเลย อย่างที่ทรายบอกเรื่องการแสดงน่ะ ว่าถ้าเราเชื่อ เราพาตัวเราเข้าไปในเนื้อเรื่อง แล้วเราจะรู้สึก ที่ผ่านมาทรายร้องไห้หัวเราะกับหนังสือมามาก พ่อสอนว่าดูหนังหรือเสพย์งานไหนแล้วรู้สึกอย่างไรให้แสดงออกมา ไม่ใช่เรื่องผิด งานที่ดีต้องทำให้เรารู้สึก ถ้าไม่รู้สึกไม่ใช่งานที่ดี”
ผมสังเกตเห็นหญิงสาวพูดถึงพ่อของเธอบ่อยครั้ง ทรายเล่าว่าเธอเป็นลูกสาวคนโตของบ้าน มีน้องชายและน้องสาวอย่างละคน ทั้งสองคนไม่สนใจวงการบันเทิงเลยแม้แต่น้อย “น้องสาวทรายนี่มีคนแกล้งพูดว่าจะพาไปเล่นละคร เค้าร้องไห้โฮเลย!” ในบ้านมีเธอเพียงคนเดียวที่ทำงานในสายเดียวกับพ่อและแม่
“พ่อกับทรายอายุห่างกันหลายรอบ วิธีสื่อสารระหว่างเราเลยต่างฝ่ายต้องลด ต้องเพิ่มเพื่อจะได้เข้าใจกัน ปกติทรายเป็นคนไม่ค่อยพูดกับพ่ออยู่แล้ว มีอะไรก็คุยกับแม่ จะว่าไม่สนิทก็ไม่ใช่ เพียงแต่เรารู้สึกว่าเราห่างห่างกับเขา...” เธอก้มหน้าเล่าพลางคนหลอดในแก้ว นิ่งไปสักพักแล้วดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “มีอยู่วัน พ่อไปทำงานที่เชียงใหม่ กลับมาบ้านเขาซื้อกำไลเงินมาฝากทราย เป็นกำไลเงินธรรมดาธรรมดาที่ถ้าคนอื่นเอามาให้ทรายก็ด่าว่าโคตรเชยเลย แต่พอทรายเห็นมันแล้วทรายร้องไห้เลยนะ...” หญิงสาวหยุดพูดแล้วน้ำตาไหล ผมหยิบกระดาษทิชชู่ยื่นให้ เธอพยักหน้าแล้วรับไปแตะที่หัวตา
“ทรายเสียใจว่าทำไมเราไม่ใส่ใจความรู้สึกของเขาเลย เขาคงรู้สึกว่าทำไมลูกไม่คุยกับเขาเลย... คิดอย่างนี้ทีไรก็จะ เฮ้ย! ทำไมเราเป็นอย่างนี้วะ” เธอสูดหายใจแล้วเสมองออกไปข้างนอกร้าน “แม่กับน้องบอกว่า ทรายเหมือนพ่อมากจนน่าแปลกใจ แม้กระทั่งเรื่องเล็กเล็กน้อยน้อย อย่างเรื่องกิน เมื่อก่อนเราก็บ่นพ่อว่าทำไมต้องยุ่งยาก กินมาม่ายังต้องใส่พัก พอโตขึ้นก็อ้าว! เราเป็นเหมือนเขาเลย” เธอพูดแล้วกลับมาหัวเราะร่าเริงเหมือนเดิม ซึ่งผมดีใจ
“งานทุกวันนี้ที่ทำอยู่ ทรายเชื่อว่าทรายทำได้เพราะพ่อ ถ้าไม่มีนิสัยอย่างเขา ไม่รู้สึกอย่างเขา ไม่มีเขาทรายจะได้ทำอะไรมากมาย ได้เป็นคนอย่างนี้ได้ยังไง”
7 ปีเต็มกับอาชีพในวงการบันเทิง ดูเหมือนทราย เจริญปุระ จะทำอะไรมามากมายเกินอายุ ทั้งงานภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ พิธีกรและร้องเพลง หญิงสาวบอกว่าทุกงานที่เคลื่อนผ่านเข้าสู่ชีวิตเธอเป็นประสบการณ์ที่มีค่า มันราวกับบทเรียนชีวิตที่สอนสั่งและเปลี่ยนแปลงกร่อนกลายความรู้สึกภายในของเธอไปพร้อมพร้อมกัน
“จากเด็กที่ไม่รู้ ไม่พยายามจะรู้ และไม่พร้อมที่จะทำความเข้าใจ แล้วจู่จู่วันหนึ่งได้เข้าไปทำงาน มันเป็นจุดเปลี่ยนมาก ทรายยอมรับว่ามันทำให้ทรายมีนิสัย หรือเปลี่ยนวิธีคิดอะไรบางอย่างไปเลย อย่างหนึ่งคือมันทำให้ทรายมองโลกในแง่ดีน้อยลง แต่ก่อนเราเป็นเด็ก ก็คิดว่าผู้ใหญ่ทุกคนต้องดีกับเรา แต่ไปไปทำไมไม่เห็นเป็นอย่างที่คิดเลย เราเริ่มถูกสอนว่าเรื่องนี้พูดได้ เรื่องนี้พูดไม่ได้ บางทีเราก็โดนข้อหาที่เราไม่ได้ทำ ทั้งหมดนี้มันทำให้ทรายเริ่มเครียดขึ้น มันเหมือนกับ...ทรายหันหลังแล้วก็เพ้นท์หน้าตัวเองที่ข้างหลังใหม่ โอ.เค.คุณอยากได้ยังไง อยากได้อย่างนี้เอาไปเลย ผมให้คุณ แต่นี่ก็เป็นเฉพาะเวลาทำงานเท่านั้น
“ประสบการณ์ทำให้เรารู้อะไรมากขึ้น แต่บางทีรู้มากเกินไปก็ไม่ดี งานทุกอย่างพอรู้มากเราก็เขี้ยว แล้วบางทีก็จะเผลอไปฟาดเขี้ยวฟาดงาใส่คนอื่นเขา โดยที่ตัวเองจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว บางทีเขี้ยวมันยาวมาก กะว่าเราแจ๋วแล้วก็ฟาดตัวเองก็มี” พูดแล้วหัวเราะสนุกเหมือนเด็กเด็ก
“ทรายไม่ใช่ผู้ใหญ่ เขาเข้าใจกันไปเอง มันก็ช่วยไม่ได้ที่ความไม่ใช่ผู้ใหญ่ของทรายจะทำให้เค้าผิดหวังกันได้ ก็ความจริงทรายเพิ่งอายุเท่านี้ บังเอิญมันทำงานเร็ว มันดูเหมือนรู้ แล้วทรายเป็นคนดื้อ ดื้อแบบกบฏด้วย บางทีใครพูดอะไร รับปาก-ค่ะ แต่ไม่ทำ มันเหมือนเป็นวิธีต่อต้านอะไรบางอย่าง แล้วเผอิญพ่อกับแม่ทรายก็เลี้ยงทรายมาด้วยวิธีนี้ ให้อยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ผูกชีวิตอยู่กับคนอื่นตลอด ไม่ใช่ไม้เลื้อยที่พันไปเรื่อยแม้กระทั่งกองฟาง ทรายต้องอยู่ได้ด้วยตัวของทรายเอง”
แดดข้างนอกเริ่มหลบแสง มีคนทยอยเดินเข้ามาในร้านจนเหลือที่ว่างเพียง 2 โต๊ะ แน่นอนว่าหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมเป็นจุดสนใจของคนที่เข้ามาใหม่ ความเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงทำให้เธอโดดเด่นและแตกต่าง ทว่าในความรู้สึกของผมเวลานี้ หลังจากที่ได้รู้จักและพูดคุยกับเธอชั่วระยะเวลาหนึ่ง หญิงสาวตรงหน้าผมเป็นเพียงสาวน้อยอายุ 20 ปี ที่ช่างครุ่นคิดและจริงจังต่อโลก เธอเก็บความประหม่าไว้ใต้สีผมที่เปลี่ยนไป แล้วบดบังมันด้วยบทบาทการแสดงอันมั่นใจ เธอซ่อนความอ่อนไหวไว้ใต้ความเข้มแข็ง แต่ผมรู้สึกว่าผมโชคดีกว่าใคร เพราะผมเห็นทุกสิ่งที่เธอพรางไว้ในดวงตาของเธอ
 
“ทรายพอใจที่จะบอกกับใครว่า ทรายมีอาชีพเป็นนักแสดงค่ะ” เธอพูดแล้วยิ้มชื่น “ทรายไม่ชอบที่จะเรียกตัวเองว่าดารา ดาราหรือดาว จริงจริงมันไม่ได้สว่างในตัวเอง แต่มันอาศัยแสงจากดาวดวงอื่น เป็นเรื่องที่คนอื่นมาทำให้ดัง อาจจะโอกาสดี จังหวะดี บวกกับความสามารถที่มีอยู่ มันก็ดังขึ้นมา แล้วสักวันหนึ่งคนเขาก็จะมองแต่แสง แต่ความจริงตัวอาจจะตายไปแล้ว ตอนนั้นเราอาจจะสลายกลายเป็นไอไปแล้ว ที่เห็นมันคือแสงจากอดีต”