^UP^
นิตยสาร ชีวจิต : ปีที่ 4 ฉบับที่ 81 / 16 กุมภาพันธ์ 2545 ปก ทราย เจริญปุระ

ตามรอย "ทราย" ในลายอักษร
พัฒนาชีวิตด้วยการอ่าน

 

มีคนกล่าวว่า การอ่านคือรากฐานแห่งการพัฒนา และขณะเดียวกันก็ถือเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง ในช่วงเวลาอันวุ่นวาย หยิบหนังสือสักเล่มออกมาอ่าน จะรู้ว่ากระดาษสี่เหลี่ยมเล็กๆ บรรจุตัวอักษรหลายแผ่น เย็บรวมเข้าด้วยกันนั้น ทำให้เกิดอะไรได้บ้าง นางเอกร้อยล้านจากหนัง "นางนาก" ทราย หรืออินทิรา เจริญปุระ ช่วยตอบคำถามนี้ได้
 
ทรายบอกกับเราว่า ถ้าพูดถึงเรื่องผ่อนคลาย การฟังเพลงกับอ่านหนังสือนี่เป็นสิ่งแรกเลย
"เพราะ 60-70 เปอร์เซ็นต์ในชีวิตของทรายคือการทำงาน ไม่ได้อยู่นิ่งเลย ทรายเริ่มเข้าวงการตั้งแต่ม. 2 ซึ่งเด็กมากๆ ต้องเรียนหนังสือในช่วงที่ต้องทำงาน เลยไม่มีเวลาทำกิจกรรมรีแล็กซ์อย่างอื่น ความจริงทรายว่าการเล่นหรือทำอะไรมันก็รีแล็กซ์อยู่แล้ว"
 
ภาพลักษณ์ของดาราในสายตาชาวบ้านอย่างเรา อาจนึกถึงกิจกรรมการจับจ่ายอย่างเช่น ช็อปปิ้ง ท่องเที่ยว หรือเล่นกีฬาราคาแพง เช่น กอล์ฟ เจ็ทสกี หากใครให้ข่าวว่าชอบอ่านหนังสือที่สุด บรรดาแฟนๆ อาจมองหน้ากันเอง เพราะนั่นเป็นสิ่งที่พวกนักคิด นักเขียน นักวิชาการทำกัน
"ทรายว่าการอ่านหนังสือก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร คนชอบถามกันมาก จนเริ่มรู้สึกว่า เอ๊ะ ! คนอื่นไม่อ่านกันเหรอ เค้าไปทำอะไรกันล่ะ คือที่ชอบอ่านเนี่ยเพราะพกหนังสือไปกองถ่ายได้ ว่างๆ ก็หยิบมาอ่าน

"ทรายซื้อหนังสือบ่อยมาก จนวันหนึ่งคุณแม่ให้คิดว่าเดือนนี้ซื้อหนังสือไปเท่าไหร่แล้ว เราก็อึ้ง มันเยอะจริงๆ ทรายอ่านหนังสือเปลืองมาก แป็บเดียวหมด แม่เคยไม่เชื่อว่าทรายอ่านหมดทุกเล่มที่ซื้อ เลยเปิดหนังสือถาม เราก็รู้เรื่อง เพราะอ่านจบแล้วจริงๆ อย่าง 'ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์' ทรายอ่านวันเดียว 'แฮร์รี่ พอตเตอร์' ทรายอ่านสองวัน"

 
สำหรับสาวน้อยคนนี้ เธอถือว่าการอ่านหนังสือเหมือนกันเข้าไปสู่โลกสมมติใบหนึ่ง แต่เปิดหนังสือก็หลุดเข้าไปในโลกนั้นแล้ว เมื่อเริ่มอ่าน ตัวหนังสือจะค่อยๆ บรรจุลงสมอง นับเป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก
โดยเฉพาะเธอไม่ชอบดูทีวี รู้สึกขวยเขินทุกครั้งที่ได้เห็นตัวเองโลดแล่นอยู่บนจอ สวมบทบาทเป็นคนอื่น เธอเผยให้เราฟังว่า ภาพยนตร์ไทยซึ่งทำรายได้แก่ประเทศและสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองอย่าง "นางนาก" ทรายก็ดูเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น
"ทรายเลยชอบอ่านหนังสือ เพราะการอ่านมันทำให้เราคิดเองได้ จินตนาการเองได้ แต่ก็แปลกนะ น้องของทรายไม่อ่านเยอะขนาดนี้ วันหนึ่งรื้อห้อง เห็นหนังสือแล้วรู้สึกว่าทำไมถึงเยอะอย่างนี้ เยอะจนแม่บอกว่า ถ้าตอนตายเผาทิ้งไปด้วยก็ไม่หมด ยังไงซะการอ่านหนังสือไม่มีข้อเสียอะไรนี่นะ"
 
สุดท้ายเธอจึงกลายเป็นคนติดหนังสือไปโดยปริยาย ไม่ว่าตอนรอเข้าฉากถ่ายละครหรือก่อนนอน ด้วยความที่อ่านได้เร็วมาก คนในกองถ่ายจะเห็นเธอพกหนังสือไปเยอะ ถึงขนาดต้องบรรจุลัง หนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คที่มีความหนามาตรฐาน เธอใช้เวลาอ่านประมาณชั่วโมงหนึ่ง
สาเหตุที่นางเอกคนนี้รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ เพราะความเป็นคนรักสงบ ไม่ชอบวุ่นวายกับใครนั่นเอง
"บางคนเขาต้องอ่านหนังสือในที่เงียบๆ แต่สำหรับทรายที่ไหนก็ได้ รอบตัวมีคนอยู่เยอะๆ ทรายก็อ่านได้ แค่เปิดหนังสือปุ๊บ ตรงนั้นเงียบทันที อ่านแล้วอินด้วยนะ อย่าง 'ต้นส้มแสนรัก' 'ล่า' 'เวลาในขวดแก้ว' และ 'พระจันทร์สีน้ำเงิน' เนี่ย อ่านทีไร น้ำหูน้ำตาไหลแบบไม่เหลือสภาพเลย น้องเคยมาเห็นแล้วตกใจ เพราะเขาไม่เคยคิดว่าอ่านหนังสือแล้วร้องไห้ได้"
 
เนื่องจากคุณพ่อ (รุจน์ รณภพ) เป็นผู้กำกับหนังและละคร ในบ้านจึงเต็มไปด้วยนวนิยาย เส้นทางการอ่านของเธอจึงเริ่มจากหนังสือเล่านั้น เพราะพ่อแม่ก็อ่าน นางเอกคนนี้จึงมีโอกาสสัมผัสความสละสลวยของภาษาและเรื่องราวที่เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระอย่างวรรณกรรมรางวับซีไรท์เรื่อง "คำพิพากษา" ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่สาม
"ทรายว่าเป็นเพราะวัยที่อ่านด้วย อาจไม่ถึงขั้นเปลี่ยนชีวิต แต่ก็ทำให้เรารู้อะไรมากขึ้น อย่างตอนที่เริ่มอ่าน 'คำพิพากษา' ครั้งแรกเนี่ย แม่บอก เอาไปเก็บเลย อ่านรู้เรื่องเหรอ ทรายก็รู้เท่าที่เด็ก ป.3 รู้ละ
"แต่พอโตขึ้น มาอ่านซ้ำ ก็ตีความต่างไป บางภาพที่เคยสลัวอยู่ก็กระจ่างขึ้น นี่เป็นเสน่ห์อีกอย่างของหนังสือ สามารถตีความได้เรื่อยๆ เข้าใจได้มากขึ้น พ่อแม่ก็ช่วยแนะนำ ตอบทุกคำถามที่เราสงสัย จากทุกเรื่องที่อ่านเจอในหนังสือด้วยค่ะ

"เสน่ห์ของหนังสืออยู่ตรงที่มันไม่จำกัดความคิดเรา เราคิดยังไงก็ได้ ไม่มีภาพมากำกับ ไม่มีถูกไม่มีผิด บางคนอ่าน วินนีเดอะพูห์ บอกเป็นปรัชญาทางเซน อีกคนอาจรู้สึกว่าน่ารักดี ซึ่งก็ได้ แล้วแต่คนตีความ ไม่มีถูกหรือผิดอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับเหตุผลว่าทำไมเราคิดอย่างนั้นต่างหาก"

 
 
ความที่เธออ่านเยอะ ทุกประเภท ทุกแนว และการอ่านกับการเขียนก็เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกัน ระยะหลังเราจึงมีโอกาสเป็นเธอก้าวเข้ามาสู่ทำเนียบนักเขียนมีฝีมือ เรื่องสั้นของทรายติดอันดับ 50 เรื่องสุดท้ายของรางวัลช่อปาริชาต ปี 2001 หนังสือชื่อสั้นๆ ว่า "ทราย" ก็พิมพ์ซ้ำถึงสองครั้งภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา
"ทรายเชื่อว่าคนที่เขียนได้ต้องอ่าน อย่างน้อยก็ต้องอ่านงานของตัวเอง การเขียนสนุกนะ พยายามคิดไว้ก่อนว่าแต่ละเดือนจะเขียนอะไร แต่บางทีที่คิดไว้ก็ไม่ได้เขียน ทรายเขียนคอลัมน์ก็มีคอนเซ็ปต์ของมัน นอกเหนือไปจากนี้ก็เอาไปทำเรื่องสั้น "การเขียนถือเป็นการปรับสมดุลทางจิตใจ อย่างเล่นละคร ทรายก็เลือกเล่นเป็นคนอื่น เพราะเราเป็นตัวเองอยู่แล้ว การเขียนเท่ากับได้ถ่ายทอดตรงนี้ เลือกเล่าบางเรื่องเท่านี้ อีกเรื่องจะเล่ามากกว่า ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่คิดผ่านสมองเราออกไปมันคืออะไร"
 
การเขียนก็มีคุณค่าในตัวของมันเอง เป็นการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดได้มากกว่าคำพูด
"ทรายว่าการเขียนยังเป็นการระบายความรู้สึกในแต่ละวันด้วย ทำให้เราได้ทบทวนว่าเราทำอะไรลงไปบ้าง การได้นั่งนิ่งๆ หน้าคอมพ์ เลยคิดได้ว่า ไม่น่าทำอย่างนั้นเลย บางทีก็ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเรา อย่างเขียนบันทึกตั้งแต่เริ่มมีแฟนจนเลิกกันเนี่ย จะเห็นเลยว่าวันนั้นเรารักเขาขนาดนั้นเชียว ทำได้ไง"
 
การเขียนของเธอเริ่มจากบันทึก จดเรื่องราวในชีวิตประจำวันบ้าง เนื้อเพลงบ้าง สมุดบันทึกของเธอจะติดตัวไปตลอด เขียนไปเรื่อยๆ ที่สุดก็กลายเป็นมืออาชีพ
"มีคนมาถามว่าจะเขียนหนังสือบ้างต้องทำอย่างไร ก็เขียน เหมือนคำแนะนำมักง่าย แต่มันก็จริง บางคนอาจไม่เคยเขียน แต่ถึงเวลาก็เขียนออกมาเลย เขาสั่งสมมานาน เป็นช่วงปล่อยน่ะ... "
 
จากคำบอกเล่าของเธอ เราได้เห็นคุณค่าของการอ่าน
มันคือต้นทุนสำคัญที่ช่วยให้นางเอกคนนี้พัฒนาตัวเองจนเป็นดาราในระดับแนวหน้าของประเทศ
เชื่อว่าทรายคงไม่หวงเคล็ดลับ ถ้าใครอยากสร้างคุณค่าให้ตัวเองด้วยการอ่านบ้าง