^UP^
หนังสือพิมพ์ คม-ชัด-ลึก :ฉบับ เดือนพฤษภาคม 2545

ทราย เจริญปุระ นางเอกห้าว หัวทราย เจริญปุระ

ก้าวสู่ เส้นทางบันเทิง ครั้งแรก ด้วยละคร เรื่อง ล่า ทางช่อง 5 ส่งผล ให้ชื่อ ทราย เจริญปุระ ทายาทสาว อีกคนของ รุจน์ รณภพ ผู้กำกับ และนักแสดง เจ้าบทบาท แจ้งเกิดทันที เกือบ 10 ปีที่เธอ โลดแล่น อยู่ใน แวดวง บันเทิง ทรายมีผลงานหลากหลาย ทั้งละคร พิธีกร ร้องเพลง และ ภาพยนตร์ ปี 2544 ภาพยนตร์เรื่อง นางนาก ผลงานกำกับของ อุ๋ย นนทรีย์ นิมิตบุตร ทำให้ ทราย เจริญปุระ โด่งดังถึงขีดสุดทีเดียว

มาถึงวันนี้ชื่อของ ทราย เจริญปุระ กลายเป็น นางเอกรุ่นใหม่ ที่ได้รับ ความสนใจจากผู้จัดละครมากที่สุดคนหนึ่ง ขณะนี้ เธอมีงานละคร ที่ต้อง ถ่ายทำ พร้อมๆ กันทีเดียว 3 เรื่อง คือ ศึกรบ ศึกรัก, รอยไถ และ สาวน้อย ซึ่งกำลัง ออกอากาศทางช่อง 7 สี ทุกคืนวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ขณะนี้

ละครเรื่อง "สาวน้อย" เป็นอย่างไร ?

ยากมาก เพราะท้ายเรื่อง ทรายต้องเล่น ละครร้อง ในละครเรื่องนี้ด้วย และเวลาเล่นทีใจจะขาด คือ ทุกคน จะเครียด กันหมดเลย ก็ขนาดบางคนเขาไม่ต้องร้องเยอะ เขายังบอกว่า เครียด กันมากเลย แล้วส่วนของทราย ทรายต้อง ร้องตั้ง กี่เพลง ยังคิดอยู่เลยว่าจะรอดไหม แล้วทรายก็ไม่ใช่มีงาน ละคร แค่เรื่องเดียวด้วย เราก็เลยต้องเตรียมพร้อมเยอะ เพราะ เวลา ค่อนข้างน้อย แต่ยังไงทราย ก็ยอมรับว่า การทำงาน ละคร ในเรื่อง สาวน้อย เป็นอะไรที่สนุกมาก เพราะว่า ได้ทำอะไร หลายๆ อย่างที่ไม่เคยทำ

ทรายได้ทำอะไรใหม่ๆ บ้าง ?

ในเรื่องนี้ทรายต้องสวยสุดๆ จะต้องแต่งชุดที่ดูแบบอลังการตลอด ทำผมอย่างดี เนื่องจากในละครเรื่องอื่นนั้น ปกติไปถึง แต่งหน้าเสร็จ ทรายก็จะนั่งดูคนอื่นเขานั่งม้วนโรลผมกัน แต่เรื่องนี้เราต้องแต่งตัวนานมาก ทั้งแต่งหน้า ทำผม และก็แต่งตัวอีก

โดยเฉพาะกับทรงผมทรายต้องใช้เวลามากกว่าจะเสร็จแต่ละครั้ง แถมเรื่องนี้ทรายยังต้องใส่ร้องเท้าส้นสูง สะพาย กระเป๋า เก๋ไก๋เป็นของยุคนั้น ก็สนุกดี เพราะที่ผ่านมาทรายใส่แต่ผ้าแถบ ผ้าถุง ไม่ก็เล่นเป็นผู้ชาย เล่นเป็นแม่ค้าอยู่ในสลัม ต้องต่อยมวย แต่เรื่องนี้เป็นผู้หญิงครบสูตร แถมต้องร้องไห้ตลอดทุกวันเลยด้วย

มีเทคนิคการร้องไห้แบบไหน ?

ก็ต้องทำใจไว้เลย แล้วก็กินน้ำไว้ก่อนล่วงหน้า เพราะต้องร้องไห้เยอะมาก ซึ่งการกินน้ำเข้าไปแล้วช่วยได้ เพราะว่า ยิ่งช่วงนี้อากาศมันร้อน ถ้าไม่กินน้ำเยอะๆ มันจะออกมาเป็นเหงื่อหมด อีกอย่างพอร้องไห้มากตามันจะแห้ง แล้วมันจะแดง และวันต่อๆ ไปมันจะไม่ไหว ซึ่งเทคนิคตรงนี้ส่วนตัวทรายก็ไม่ได้รู้เอง แต่เห็นคนส่วนใหญ่เขาทำกัน คือมันเสียน้ำเยอะ และมันไม่ใช่ว่าวันหนึ่งร้องไห้แค่ฉากเดียว มันต้องร้องทั้งวัน เดี๋ยวก็ร้องเดี๋ยวก็ร้อง

บางทีจัดคิวมามีทั้งหมด 10 ฉาก มีร้องไห้ซะ 8 ฉาก คือถ้าจะให้ร้องออกมาเลย อาจจะไม่เท่าไหร่ แต่บางทีต้อง ทำให้น้ำตาคลอๆ ยากมาก อย่างตอนจบของสาวเครือฟ้า ที่ทรายต้องเล่นละครร้องฉากหนึ่งในละครเรื่องนี้ ทราย ก็ต้องร้องเพลงสาวเครือฟ้า ซึ่งยาวประมาณ 1 หน้าเต็มๆ แล้วก็ร้องไห้ไปด้วย แทบจะเป็นลม กว่าจะผ่านไปได้ เล่นยากมาก

พื้นฐานนักร้องช่วยได้มากน้อยแค่ไหน ?

มันไม่เหมือนกันนะ ทักษะมันคนละอย่างจากที่เคยร้อง คือ เรื่องของ การเข้าเพลง จังหวะ โอเค พื้นฐานมันอาจจะคล้ายๆ กัน แต่วิธีเอื้อน วิธี ออกเสียง จะขาดใจ อย่างเวลาร้อง เราจะรู้สึกว่ายังไม่จบอีกเหรอ ต้อง เอาเทป มานั่งฟัง แล้วเรื่องภาษา ก็ยากมาก เพราะว่าเรา อยู่ยุคนี้ เราก็จะ ร้องเร็ว จะไม่ช้า แบบเขา หรือพอร้องได้ปุ๊บ ทำท่าไม่ได้อีกแล้ว เพราะ ว่า ไม่พอดี กับ เนื้อร้อง หรือพอท่าได้ลืมเนื้ออีกแล้ว มันจะวุ่นวาย เพราะ ภาษา มันยาก แต่ ตอนหลังเล่นบ่อยๆ ก็จะชิน สนุกดีเหมือนกัน ชินบ้าง แต่ยังไม่ชินมาก

โชคดีที่ทรายมีครูติ่ง (พิมพ์พรรณ บูรพิมพ์) และก็ป้าเหน่ง (เมตตา รุ่งรัตน์) ช่วยสอน นอกจากนี้แล้ว ก็มีอาจารย์ ที่เขาเรียนมาโดยตรง เขาจะมาคอย ต่อเพลงให้ เพราะว่าเพลงพวกนี้จะต้องฟัง แล้วก็จดเอาว่าร้องอย่างนี้ และ ก็ฟังว่า เขาเอื้อนแบบไหน ต้องเอื้อนให้ถูกต้อง เพราะมัน มีมาตรฐาน ของ มันอยู่ อย่างหลังท่อนนี้ต้องเอื้อน 3 ชั้น หรือตรงนี้ต้องชั้นเดียว ห้ามสลับกัน

เสียงตอบรับจากคนดูเป็นอย่างไร ?

เท่าที่ละครออกอากาศไป คนที่เห็นเขาก็ดูแปลกตา ซึ่งคงจะเป็นเรื่องของบุคลิกที่คนจะพูดกันเยอะว่า เรียบร้อยมาก เป็นผู้หญิงมาก จริงๆ เราก็เป็นผู้หญิงมาตั้งนานแล้วนะ ทำไมคนไม่รู้ เป็นผู้หญิงมาตั้ง 22-23 ปีเข้าไปแล้ว (หัวเราะ) แต่ก็คืออาจจะเป็นเพราะว่า เรื่องนี้ผมยาว เป็นสาวเจ้าน้ำตาพอสมควร มีถูกกลั่นแกล้ง แต่เล่นอะไรที่ไม่เป็นตัวเอง ก็สนุกดี เพราะส่วนตัวทรายจะพยายามไม่เล่นอะไรที่มันซ้ำๆ กันอยู่แล้ว

หนักใจเรื่องอะไรบ้าง ?

ก็ไม่อะไรมาก แต่อย่างในเรื่องนี้ก็ต้องมีหัดขับรถด้วย ส่วนเรื่องนุ่งกระโปรง ก็เดินได้สะดวกไม่มีอะไร มันก็เหมือน นุ่งผ้าถุง ปกติทรายก็นุ่งกระโปรง แต่ที่ยากหน่อยคือ ต้องใส่ส้นสูงแล้วเดินให้คล่องๆ ส่วนขับรถซึ่งเป็นรถเก่า เกียร์กระปุก ก็ขับไม่เป็น เป็นแต่เกียร์ออโต้ แล้วรถมันหนักมาก มีเข้าฉากกับพี่ป๋อ พี่เขาก็ต้องนั่งไปข้างๆ เป็นฉากสอนขับรถ ก็โดนพี่ป๋อ สอนขับจริงๆ ขนาดทรายไปแอบหัดมาก่อนแล้ว ถึงเวลาก็ทำไม่ได้ มีเข้าเกียร์ผิด

กลัวเรื่องอาถรรพณ์บ้างไหม ในเรื่องทรายมีฉากเข้าไปอยู่ในคุกด้วย ?

อ๋อใช่...ก็ไปถ่ายกันที่คุกที่โรงพักร้าง ซึ่งจะเป็นลูกกรงรอบๆ เหมือนกรงนก แล้วประตูเตี้ยมาก ทรายต้องก้มและลอดเข้าไป ทรมานมาก คนที่เขาเอามาเขาบอกว่า กรงเท่าเนี้ยเคยขังคน 60 คนมาแล้ว แต่ส่วนเรื่องของอาถรรพณ์ ทรายไม่กลัวอะไร เพราะทรายคิดว่า ในอนาคตทรายคงไม่ไปฆ่าใคร อย่างตอนถ่ายทำ เวลาที่เข้าไปในคุก คนอื่นเขาก็ไหว้กัน ทรายก็รู้สึกว่า เราไม่ได้ทำอะไร ไหว้ทำไม แต่ปกติทรายก็ไหว้สถานที่อยู่แล้วเป็นธรรมดา เหมือนกับเราขออนุญาต แต่เรื่องกลัวคงไม่ เราไม่ได้กลัวหรือทำอะไร เรามาทำงานถ่ายละคร ชีวิตเราก็เคยตายมารอบหนึ่ง เคยมัดตราสังมาแล้ว

ฉากบทเลิฟซีนเป็นอย่างไร ?

ก็บอกพี่ป๋อ (ณัฐวุฒิ สกิดใจ) เราต้องนัดกันดีๆ เพราะเราต้องรักกันมาก รักกันจริงๆ ซึ่งเวลาถ่ายทำแล้ว เบื้องหลังมันไม่ค่อยเลิฟซีนหรอก มันตลก มากกว่า จะเล่นกัน วิ่งล้มบนหาดทราย ตลกดี แต่ก็โชคดีที่ว่าเราทำความรู้จัก สนิทสนม กันก่อน คือให้คุ้นกันก่อน ทำให้เล่นง่ายขึ้น แต่จริงๆ ทราย ก็ไม่ได้ถือ หรือว่าอะไรหรอกนะเกี่ยวกับเรื่องบทเลิฟซีน เพราะมัน เป็นเรื่อง ของการทำงาน เราต้องทำให้ได้อยู่แล้ว

แต่ก็จริงอยู่ว่า ถ้าไม่สนิทกันมันจะไปโอบกอดกัน ก็ยังไงอยู่ เราก็ไม่รู้ว่า เขา จะยังไง มือไม้มันก็ไปไม่ถูก แต่สำหรับเรื่องนี้ก็มีแค่หอมแก้มเอาจมูกแตะ แค่นั้นแหละ เพราะว่าด้วยภาพทางทีวีมันไม่ต้องอะไรมาก ไม่มีแบบว่า มานั่ง เตรียมตัว ไปบ้วนน้ำยา ไม่มี กินข้าวกันสุดฤทธิ์ พอเรียกถ่ายก็ไปถ่ายเลย ปกติเขาจะย้อมใจมีกินลูกอม

แต่ทรายกับพี่ป๋อนั่งกินข้าวแกงมัสมั่นอย่างหนัก ไม่เห็นมีอะไรเลย อาจจะเป็นเพราะภาพมันไม่ต้องสื่อตรงนี้ ไม่ต้องถึง กับประกบปาก ไม่ใช่ขนาดนั้น พี่ป๋อเองเขาก็น่ารักด้วย ไม่ถือตัว ทีแรกก็กลัวเหมือนกันว่า เล่นแล้วผู้ชายเขาจะเสียหาย (หัวเราะ) ไม่มีขอโทษกันตลอดเวลา เอาไว้ขอโทษทีเดียว แล้วปิดกล้องแล้วค่อยมาว่ากันอีกที

กลัวกระแสจับคู่ไหม ?

มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรายคนเดียวหรือแฟนละครเชียร์อย่างเดียวนะ เราคงจะไม่เลือกเป็นแฟนใครเพื่อใครหรอก พี่ป๋อ เขาคงคิดเหมือนทรายเช่นกัน ที่ผ่านมาทรายก็ไม่เคยมีข่าวกับใครเวลาเล่นละคร ตัวพี่ป๋อเองก็เหมือนกัน พี่เขาเล่นละคร มาเขาก็ไม่ค่อยมีข่าว เพราะว่าเล่นกับพี่กบ เขาก็มีพี่บรู๊ค (หัวเราะ) เล่นกับพี่อ้อมก็ไม่มี เพราะเรื่องนั้นเขาต้องคู่กับพี่กัปตัน มาถึงทรายก็คงไม่มีอีกอยู่ดี แต่ถ้ามีการโปรโมทแล้วจะทำให้ละครดังจริง ตรงนี้เดี๋ยวทราย ขอปรึกษา แผนการตลาด กับพี่ป๋อก่อนนิดนึงก็แล้วกัน (หัวเราะ) ถ้ามันจะทำให้ละครดังขึ้น เราอาจจะยอมทุ่มทุนสร้างก็ได้

ทรายมองข่าวรักโปรโมทอย่างไร ?

สำหรับเรื่องข่าวจับคู่ทราย ก็เห็นส่วนมากก็ไม่ได้เป็นกันมาก่อน แต่ก็อีกนั่นแหละเขามาเป็นก่อนหรือทีหลัง ทราย ก็ไม่เคย มีประสบการณ์เลย อย่างทรายเล่นหนัง เล่นละครคู่กับพี่เมฆมา 3 เรื่องแล้ว ก็ไม่เห็นจะมีข่าวอะไร เป็นเพราะว่า ไม่ได้มี ทีท่าไง เพราะร่วมงานกันก็จะมีแต่ฮาๆ ซะมากกว่า

อีกอย่างทรายคิดว่าที่ทรายไม่ค่อยจะมีข่าวแบบนี้กับใคร อาจจะเป็นเพราะว่าคนเขาไม่ค่อยรู้สึกว่า ทรายเป็นสาวด้วยมั้ง ตัวทรายยังไม่ค่อยรู้สึกเหมือนกันเลย เป็นเพราะว่านิสัยทรายอาจจะไม่ค่อยเหมือนกับผู้หญิงสักเท่าไหร่ อีกอย่างเขา คงไม่ชอบ ด้วยไง ถ้าชอบเขาคงจีบไปแล้วล่ะ ง่ายๆ

เจอใครถูกใจบ้างหรือยัง ?

นอกจาก เด็กไ ฟก็ไม่ได้เจอผู้ชาย ที่ไหนเลย แม้กระทั่งคุณพ่อ เพราะงาน ละคร ทรายก็เยอะอยู่แล้ว เรื่องจะให้ทราย เอาเวลา ที่ไหนไปให้ใครอีก แค่นี้ก็ไม่มีเวลาแล้ว ช่วงนี้มหาวิทยาลัยก็ปิดเทอม เพื่อนจะมาหา ก็ไม่ได้ คุยหรอก เพราะทราย ต้อง ทำงาน เป็นเพราะนิสัยแบบนี้ด้วยมั้ง ไม่ค่อย มีกุ๊กกิ๊ก เพื่อนมีก็คุย เอาไว้สรุปว่าทรายมีแฟนเมื่อไหร่ แล้วจะบอกแล้วกันนะ ตอนนี้ไม่ต้อง ลุ้นกันมาก ของอย่างนี้มันต้องมีปัจจัยหลายอย่าง ไม่ใช่จู่ๆ จะขอใครเขา หรือบอกได้เหรอ มาเป็นแฟน กันเถอะ มันไม่ได้ เอาเป็นว่า ตอนนี้มันยังไม่มีเท่านั้นเอง

ทรายตั้งสเปคไว้บ้างไหม ?

เรื่องสเปคทราย เฉยๆ เพราะคิดว่า คนอื่นเขา ก็มีสเปค ของเขา เหมือนกัน คือ ถ้าทราย ไปตั้งสเปคของเราเอาไว้ว่า ต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้นะ แต่ไอ้ คนแบบนั้น ที่เราอยากได้ เขาก็อาจไม่ชอบแบบเราก็ได้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ก็เอาแบบ ที่เขาชอบ แล้วเราชอบ แค่นี้ก็พอ ไม่ต้องคิดมาก

สุขภาพเป็นอย่างไร ?

จบจาก แม่ค้า ทรายก็ไปทำกายภาพบำบัด ที่กระดูกแตก ก็ทำอยู่ประมาณ 3-4 เดือน ก็กลับมา ถ่ายละครอีก ซึ่งทราย ทำกายภาพบำบัด ช่วงนั้นก็ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ส่วนงานตอนนี้ถ่ายละครอยู่ 3 เรื่อง แล้วก็มีพิธีกรอีก 2 รายการ ถ้าไม่ป่วยก็อาจจะไม่ได้พัก

ทรายอยากจะหยุดพักงานเหมือนกัน ?

ไม่นะ เพราะถ้าทรายไม่ได้ทำอะไร หรือต้องอยู่บ้านเฉยๆ ก็จะรู้สึกเบื่อ และทรายก็ไม่ได้มีความคิดหรือความรู้สึกว่า ตัวเองรับ งานมากไป เนื่องจากงานของทรายนั้น เวลาออน แอร์มันก็ไม่ได้พร้อมกัน แต่จริงๆ ทรายเองก็ไม่ได้ อยากรับงาน ชนกันหรอกนะ เพราะมันก็ไม่ใช่เรื่องเก๋อะไร

เพียงแต่ว่าตรงนี้มันเป็นความบังเอิญ จริงๆ แรกๆ เราก็จะแบ่งเวลากันได้ แต่พอมาชนกันเลยแน่นไปหมด แต่ก็ยอมรับ นะว่า การทำงานหนักแบบนี้มันก็มีผลต่อสุขภาพบ้าง แต่ถ้าไม่ได้ไปโดนฝน ไปโดนอะไรให้เป็นหวัด มันก็ไม่มีอะไร มันไม่ใช่เราเพิ่งทำงาน ก็ทำมาตลอดและเป็นอย่างนี้มาตลอดอยู่แล้ว แต่ว่าทรายก็ดูแลตัวเองเป็นปกติ ไม่ใช่ห่อ ตัวอะไร กันขนาดนั้น ก็เลยกลายเป็นธรรมดา

ขาที่เจ็บเป็นอุปสรรคในการทำงานไหม ?

คือ ตอนนี้ขามันไม่เหมือนเดิม เพราะกระดูกที่เคยแตก มันก็ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แล้ว ถ้าทำอะไรผาดโผนหน่อยก็ไม่ควร สมมติเดิน หรือยืนนานๆ ขาจะบวมก็ต้องพักขา แต่ไม่ถึงขนาดรุนแรงมากมาย ก็เดินได้ แต่ทรายก็ไม่ไปหาหมอแล้วขี้เกียจ หมอก็บอกให้ไปหา

คงเล่นละครบู๊ไม่ได้แล้ว ?

เล่นบู๊ได้ค่ะ ก็ใช้เท้าซ้ายเตะไง เพราะมีปัญหาขาขวาข้างเดียวนี่ เพียงแต่เราก็รู้ว่าเรามีปัญหาตรงนี้ ก็บอกเขาไป บอกว่า กระโดดถีบ สองขาก็ไม่ได้นะ แต่กับเรื่องขาก็ไม่มีผลกับการงาน เพราะความจริงแล้วเวลาเล่นอะไร ทางทีมงาน เขาก็จะ เซฟให้เรา อยู่แล้ว มีแต่ตัวเราที่ไม่เซฟตัวเอง อยากเล่นเองคึกมาก แต่ตอนนี้ก็ประมาณตัวหน่อย อะไรที่มากไป ก็ไม่เล่น แล้วกัน เวลาเล่นละครก็มีปวดมาก แต่ก็ไม่ถึงขนาดแบบทนไม่ได้ พอนั่งพักมันก็ดีขึ้น พอเวลาอากาศเย็นๆ มันจะ ปวดกระดูก แล้วงานเรามันยืน วิ่งทั้งวัน

ยิ่งเล่นเรื่อง รอยไถ มันต้องวิ่งตามนา ตามพื้นที่ไม่ค่อยเท่ากัน ก็ต้องระวังหน่อย ถ้าเลี่ยงได้ก็ขอเขาว่า ไม่วิ่งได้มั้ย เอาแค่ระยะใกล้ๆ เอาแค่วิ่งเข้าเฟรมนิดหน่อย ไม่ใช่ขนาดวิ่งตะบึงมาอย่างรวดเร็ว อย่างนั้นก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ มันเจ็บและเสียวข้อเท้า คือกระดูกมันก็สมานแล้ว แต่เอ็นอะไรมันไม่เหมือนเดิม เพราะว่าเราปล่อยให้มันเจ็บไปแล้ว

แทนที่จะรักษาแต่เนิ่น แต่ซ่าเอง หมอเขาบอกว่าระวังเป็นพังผืด ถ้าไม่พักแล้วต้องขูดออก แต่พอรู้ว่าพ้น ระยะ ก็ไม่ สนใจแล้ว ตอนแรกหมอก็ให้ยามากิน ถ้าไม่ดีขึ้นต้องผ่า ทรายก็โอ้โห...ต้องผ่าเชียวเหรอ เราก็เลยดูแลตัวเองขึ้น นิดหนึ่ง ด้วยการกินยาให้ครบ หมอก็บอกโอเค ไม่เป็นไร ก็ให้ทำกายภาพวันเว้นวัน วันเว้น 2 วัน

ทำงานหนักเจ็บตัวแบบนี้ คิดว่าคุ้มไหม ?

มันเป็นความรับผิดชอบของเรา ทรายไม่ได้มาคิดว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม เรารู้ว่าเราทำงานมันก็ต้องเท่านี้ๆ มันมีมาตรฐานอยู่ ดีที่สุดคือ เราต้องให้ความรับผิดชอบกับการทำงานของเรา และการทำงานให้กับทางกองถ่ายด้วยก็เท่านั้น