นิตยสาร
ภาพยนตร์บันเทิง : ปีที่ 29 ฉบับที่ 1352 / 18-24 ธันวาคม.
2545 ปกทราย เจริญปุระ |
|
| |
| "อินทิรา เจริญปุระ" หรือที่พวกเราและพวกคุณๆ รู้จักกันดีในชื่อ
"ทราย เจริญปุระ" นามสกุลนี้ไม่ต้องบอกว่าเป็นลูกใครน้องใคร "น้องทราย" คือชื่อที่เราเรียกติดปาก
เมื่อครั้งคุณพ่อของเธอ รุจน์ รณภพ กำกับภาพยนตร์เรื่อง "หลงไฟ" ให้กับไฟว์สตาร์
น้องทรายยังเป็นเด็กหญิงอายุไม่กี่ขวบ ผมยาว เล่นกับน้องตัวเล็กๆ อีก 2 คน
ที่จังหวัดกาญจนบุรี น้องทรายตากแดดแกะดินเหนียวมาเป็นก้อนกลมและนั่งปั้นเป็นรูปสัตว์ต่างๆ
ในเพิงร่มเล็กๆ ช่วงที่คุณพ่อและคุณแม่กำลังทำงานในกองถ่าย ไม่กี่ปีต่อมาชื่อ
"ทราย เจริญปุระ" เป็นตัวเอกในละครของเอ๊กแซ็กท์เรื่อง "ล่า" แสดงเป็นลูกสาว
สินจัย เปล่งพานิช ณ วันนั้น ชื่อของทราย เจริญปุระ เป็นนักแสดงที่ขึ้นทำเนียบนางเอกยอดนิยมคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทยที่ขายฝีมือ
ขายงานอย่างแท้จริง
ความดังของน้องทราย และความสนใจในงานเพลง ทำให้น้องทรายมีผลงานเพลงออกมา
2 ชุด ทำให้พวกเราไม่ได้เห็นผลงานการแสดงของเธอ จนกระทั่งภาพยนตร์เรื่อง
"นางนาก" ออกฉาย ทราย เจริญปุระ กลับมาสร้างผลงานการแสดงอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันนี้
ด้วยบทบาทหลากหลายของเธอรวมทั้งงานพิธีกรที่น้องทรายทำได้ดีไม่แพ้พิธีกรคนอื่นๆ
ผลงานละครกำลังออกอากาศอยู่ในขณะนี้ "ศึกรบศึกรัก" ทางช่อง 3 ภาพยนตร์เรื่อง
"เฮี้ยน" ของสหมงคลฟิล์ม ปีหน้าละครของ ดีด้า "มหาเฮง" และพิธีกรอีก 4 รายการ
และครั้งนี้เป็นครั้งแรกนับจากน้องทรายโตเป็นสาวมากขนาดนี้
ในวัยเฉียด 23 ปีที่ได้มีโอกาสนั่งคุยกันค่อนข้างสบายๆ หน่อย โดยไม่มีงานมาบีบรัด
ทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ จนถึงวันนี้เคยมีบ้างไหมที่ไม่ได้ดังใจ
?
"มีอยู่แล้วค่ะ ไม่ว่าจะทำงานตรงไหน ทรายว่าต้องมีอยู่แล้วเรื่องไม่เข้าใจ
หรือว่าไม่ได้ดั่งใจ ยิ่งงานตรงนี้มีคนรู้จักเรามากกว่าคนที่เรารู้จัก คืออย่างน้อยเขาเห็นเราผ่านทีวี.
ซึ่งบทในทีวี. เราต้องแสดงเป็นตัวนั้น บางทีเขาอาจเข้าใจว่าเรานิสัยอย่างในตัวละคร
อย่างทรายเวลาเล่นก็ไม่ได้เล่นบทร้าย พอเจอตัวจริง ซึ่งทรายก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่เบื่อบ้าง
ง่วงบ้าง หรือไม่พร้อม แต่คล้ายๆ มันเป็นจรรยาบรรณทางอาชีพว่า "ได้ค่ะ" แล้วยิ้มแย้มแจ่มใส
ซึ่งมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น
แต่ทรายก็อยากจะให้เข้าใจนิดหนึ่งว่า เฮ้ย เราก็มีอารมณ์เหมือนกัน
คือเรากำลังทำงานอยู่ กินอยู่ มันก็คงเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะอาชีพใด ถ้าคุณกำลังกินข้าวอยู่
แล้วลองนึกถึงว่ามีเด็กขายทิชชูมาขาย เราก็จะเดี๋ยวๆ นะคะ ขอกินก่อน คนที่เข้าใจก็มี
ทรายก็ขอขอบคุณ แต่บางคนก็อาจจะว่า ทำไมหยิ่งอย่างนี้ แรกๆ ก็มีคิดเหมือนกัน
เออ
เราผิดหรือเปล่า แต่ตอนหลังเราคงไม่สามารถไปทำให้คนทุกคนเข้าใจได้ ก็โอเค.ปล่อยไป
คนที่เข้าใจเราก็มี เราก็สู้มาถนอมความเข้าใจให้กันอยู่แล้วดีๆ ดีกว่า คือเปิดดูทีวี.
เรายิ้มแย้มแจ่มใส อุ๊ย น่ารักตลอดเวลา คือโอเค. มันเป็นงาน"
|
| กับนักข่าวมีปัญหาไหม ?
"ก็มีบ้างนะคะ ทรายก็เข้าใจ อย่างพี่ๆ นักข่าวเขาก็ต้องเร่งงานของเขา
ทรายเองก็ต้องถ่ายละคร ซึ่งไม่ใช่ทรายคนเดียว อย่างละครมีดาราอาวุโสกำลังรอเข้าฉากอยู่
ไฟร้อนๆ กลางแดดเปรี้ยงๆ หรือบางท่านต้องรีบไปเพราะไม่ใช่คิวเขา แต่แวะมาให้เพราะว่าละครจะออนแอร์แล้ว
คือเหตุผลร้อยแปด ถ้าสมมุติมารอเราคนเดียง "เออ
เดี๋ยวนะคะ หนูขอเติมหน้าถ่ายรูปก่อน"
มันก็ยังไงนะคะ แล้วจะให้ทำยังไงนี่ก็ทำงาน เราก็เกรงใจนะคะ คือทรายให้คิวเขาไปแล้ว
คิวที่เขาสู้อุตส่าห์ขอมาทั้งอาทิตย์ได้วันเดียว แล้วต้องถูกแบ่งด้วยอะไรต่างๆ
เหล่านี้ แต่พี่ๆ บางคนเขาเข้าใจ จะคอยหาจังหวะ แต่ก็มีที่ขอช่วงพักกลางวัน
แต่พักกลางวันก็แค่ 10 นาทีเอง เดี๋ยวต้องถ่ายตลอด หรือว่าเราจะต้องย้ายกองบางทีก็ไม่สะดวกจริงๆ
สู้หาช่วงสบายๆ โอกาสเหมาะๆ แล้วนัดคุยกันจะดีกว่าไหม หรือยืดหยุ่นกันตามสมควร
ไม่ใช่ว่าคนโน้นก็จะเอาอย่างนี้ คนนี้จะเอาอย่างนั้น เราก็ตายเหมือนกัน"
บางอารมณ์และช่วงจังหวะก็ไม่อยากคุยเหมือนกันใช่ไหม
?
"เป็นเพราะว่าละครที่จะถ่ายฉากต่อไปต้องร้องไห้
เราก็ต้องรู้แล้วว่าจะต้องอารมณ์ไหน แต่พี่นักข่าวไม่รู้ก็จะขอสัมภาษณ์เรื่องความรัก
ทรายก็บอก "พี่คะ ฉากต่อไปแม่หนูตายแล้ว" หัวเราะ ขำ คือบางทีทรายก็บอก
แต่เขาก็แบบไม่เป็นไรขอเจาะสกู๊ปนิดเดียว โอเค.พี่ ความรักไม่มีค่ะ ไม่มีอารมณ์
มันเหมือนแบบโอเค. งานของนักข่าวจบไป ไม่มีปัญหา เขาก็กลับบ้าน เข้าออฟฟิศ
ส่งต้นฉบับ แต่ของหนูยังไม่จบ คือวันนั้นยังอีกยาวและเราก็ไม่รู้จะยังไง
"อ้าว สมาธิไปไหน" บางทีมีผลกระทบกับโดยรวมไปหมด อย่างที่บอกถ้าเป็นฉากใครตายสักคนหนึ่งเขาต้องมานอนเหนียวเลือดอยู่บนพื้นรอเราตอบคำถาม
เราก็แบบว่า ไม่ดีมั้ง"
ตอนนี้ก็ยังเจออยู่เหรือเปล่า ?
"เจอค่ะ เจออยู่เรื่อยๆ คือมีอยู่สองอย่าง คือหนูทำใจไปเลย
คือถ้าพูดอย่างนี้ต้องโดนพี่เขางอนแน่ๆ แต่ก็ต้องพูดเพราะจำเป็น แต่ถ้าพี่เขาไม่งอน
เขาเข้าใจก็ถือว่าโชคดีไป ก็คิดแค่นี้ พยายามไม่คิดต่อเพราะถ้าคิดต่อก็ทำอะไรไม่ได้"
ทำงานมา 10 ปีรู้สึกว่าถูกก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวมากไปไหม
?
"ถ้าถามว่าเกินไปไหม ก็ไม่ได้เกินไปนะคะ เป็นสิ่งที่เราจะต้องเจออยู่แล้วในการประกอบอาชีพ
ถ้าพี่เป็นหมอก็ต้องเสี่ยงต่อการถูกเรียกตอนตีสอง ซึ่งต้องมี เราก็ต้องรับให้ได้
แต่เราก็ต้องมีลิมิตของเราว่าแค่นี้ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยล้ำเส้นกันเท่าไหร่"
ถ้าล้ำเส้นกันมากๆ น้องทรายทำอย่างไร ?
"มีบ้างนะคะล้ำเส้น ทรายก็จะถามกลับไปว่า ถ้าเป็นพี่ล่ะ?
ทรายพยายามคิดว่าเป็นลูกติดพันของคำถาม คือพอถามๆ มันก็จะเกินเข้าไปเรื่อยๆ
แต่ถ้าเขาไม่รู้ตัวทรายก็จะบอกขอไม่พูด จะพยายามไม่อารมณ์เสีย คิดว่าเราเองก็คงอยากรู้เรื่องของคนที่เราดูในทีวี.เหมือนกัน
แต่บางเรื่องเราก็บอกไม่ได้ คือทุกคนก็ต้องมีเรื่องเป็นส่วนตัว ถึงจะเป็นคนของประชาชนหรืออะไรก็ตาม
เพราะคนของประชาชนก็ต้องกลับบ้านเหมือนกัน แล้วทรายเองก็ไม่ถึงขนาดที่จะเป็นคนของประชาชน
ทรายไม่ได้เป็นนางงามมิตรภาพ ทรายก็ทำงานของทรายแค่นั้นเอง"
ได้ยินมาตลอดเขาว่าดารา นักแสดง นักร้อง
เป็นคนของประชาชน ทำไมทรายจึงรู้สึกว่าตนเองไม่ใช่ ?
"ทรายว่าทหาร ตำรวจ ยังดูเป็นคนของประชาชนมากกว่านะคะ
เพราะว่าต้องบริการ ตำรวจเป็นมิตรของประชาชน คือโอเค. เราเป็นคนที่มีคนรู้จักเยอะ
แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่มีคนรู้จักเยอะต้องเป็นคนของประชาชน ไม่อย่างนั้นพวกฆ่า
ข่มขืน คนก็มีคนรู้จักเยอะนะคะ ขึ้นหน้าหนึ่งเลย" ประโยคนี้ทำเอาคนสัมภาษณ์หัวเราะในความช่างคิดช่างเปรียบเปรยแกมประชดประชันของน้องทราย
"
คำว่า คนของประชาชน ทรายว่าน่าจะหมายถึงนักการเมืองมากกว่า
น่าจะนะคะ หรือแม้กระทั่งคนที่เป็นนักข่าว ก็น่าจะเป็นคนของประชาชน เพราะว่าเขาเป็นปากเป็นเสียงแทน
อ้าว ใช่มั้ยคะ หนูเองเป็นฝ่ายที่ให้ความบันเทิง แต่คนรู้จักเราเยอะ จำหน้าเราได้
จำชื่อเราได้
บุคลิกน้องดูเท่ ดูแปลกๆ "แปลกๆ
ถือเป็นคำชมก็แล้วกันนะคะ" น้องทรายพูดยิ้มๆ ต่อจากสิ่งที่เราจะถามว่าบุคลิกที่เท่ใบหน้าเก๋
แต่กลับแสดงละครพีเรียด ?
"ดีออก ทรายว่าขัดแย้งดีนะคะ เวลาได้ทำอะไรที่ไม่เป็นตัวเอง
ทรายว่าสนุก เพราะว่าเราก็เป็นตัวเองอยู่แล้ว ถ้าเล่นละครที่เป็นตัวเองอีกก็ซ้ำซิ
ความพิเศษของการได้เป็นนักแสดงคือากรที่คุณมีสิทธิได้เป็นอะไรในสิ่งที่คุณไม่เคยเป็น
ได้ทำอะไรในสิ่งที่คุณไม่เคยทำ หรือทำอะไรที่ไม่มีทางได้ทำแน่ๆ ในช่วงชีวิตนี้
ดังนั้นก็ใช้ให้คุ้ม ด้วยการที่ทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง"
|
| จากการได้ชมผลงานละครของน้องทรายแนวดราม่า น้องทรายเป็นนักแสดงที่มีความสามารถสูง
มีพลังในการแสดงเยี่ยม แม้ละครบางเรื่องที่ผ่านมาคือ "สาวน้อย" มีคนบอกว่า
น้องทรายไม่สวย ไม่เหมาะจะเล่นเป็นตัวนางเอกในละครดังกล่าว แต่เมื่อโชว์ความสามารถในการแสดง
จึงได้รู้ว่านี่คือศิลปินอย่างแท้จริง มีวิญญาณของนักแสดงเต็มเปี่ยม น้องทรายทำให้คนเชื่อว่าเธอคือตัวละครตัวนั้นอย่างไม่มีข้อถกเถียง
"ก็ขอบคุณนะคะที่ชม แต่จริงแล้วอย่างที่บอกว่ามันเป็นหน้าที่
ความรับผิดชอบในอาชีพของทรายอยู่แล้ว เมื่อได้รับบทอะไรทรายก็ต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด
ไม่ว่าจะออกมาในหนังหรือละครเพียงแค่ 5 นาทีก็ตาม แต่ถ้าเขาเขียนบทขึ้นมาให้เราแล้วเนี่ย
มันสำคัญ มันต้องมี มันไม่มีไม่ได้ ในเมื่อเราได้ตรงนั้นมาเราก็ต้องทำให้ดี
ในประเด็นที่พี่บอกว่ามีคนว่าทรายไม่เหมาะกับเรื่องนั้นเรื่องนี้
ทรายก็ไม่รู้จะว่ายังไง เพราะว่าทรายไม่สามารถจะบอกผู้ใหญ่ได้ว่า "พี่คะ
หนูว่าหนูไม่เหมาะกับเรื่องนี้นะ" คือมีผู้ใหญ่วางมาอยู่แล้ว แสดงว่าอย่างน้อยก็ต้องมีสักคนหนึ่งคือคนที่ตัดสินใจให้หนูมาเล่น
เขาต้องมองว่าหนูเหมาะ เรามีหน้าที่สนองความเชื่อของเขา ทรายมีหน้าที่ไม่ทรยศต่อความเชื่อที่เขาวางเรามาเราต้องทำให้ดีที่สุด
คนที่มาพูดบอกว่าไม่เหมาะก็ต้องมีคนที่คิดว่าเหมาะ ก็ต้องมี แต่เขาอาจจะไม่พูดก็ได้
หน้าที่ของทรายไม่ใช่การมานั่งฟังว่าใครคิดยังไง
ทรายมีหน้าที่แค่ทำให้ดี ถ้าสมมุติเราไม่เชื่อตัวเอง แล้วเราจะทำงานได้ยังไง
ทีมงานก็ต้องคิด เอ้า ดารายังไม่เชื่อเลย แล้วเราจะทำยังไง ทรายก็ต้องสร้างความมั่นใจให้ตัวเองด้วย
ให้ทีมงานด้วย เดี๋ยวพอไปกองถ่ายจะมีปัญหาอีกร้อยแปดที่ต้องมานั่งแก้ มากกว่าการที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อว่าเราเป็นหรือไม่เป็น"
| |
| ไม่ว่าคนจะมองน้องทรายแปลกเหมือนเราหรือไม่ หรือผู้ใหญ่จะมองยังไง
น้องทรายไม่รู้ เธอบอกว่า
"ต้องลองถามดูนะคะ เพราะผู้ใหญ่มีหลายประเภท เหมือนเด็กๆ
ที่มีหลายประเภทเหมือนกัน คือผู้ใหญ่บางท่านก็มองว่าทรายเป็นเด็กน่ารัก
หรือแบบนี้ดี แบบนั้นไม่ดี ทรายว่าเรื่องแบบนี้แล้วแต่ทัศนคติของคนที่จะมองมากกว่า
อย่างน้อยทรายก็ไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดี อย่างเห็นได้ชัดเช่นฆ่าคนตายหรือลักขโมย
อย่างทรายอาจจะดูแปลกๆ แต่ว่าทรายไปงาน ก็ไม่เคยที่แต่งตัวไม่สุภาพ ไม่เคยที่ไม่ให้เกียรติสถานที่
ไม่เคยไปทำงานสาย มีวินัยในส่วนที่เราพึงจะมี ในฐานะของเด็ก ในฐานะของการเป็นนักแสดง
เราทำได้ครบถูกต้องแล้ว และไม่น่าจะมีใครมาว่าถึงพ่อเราได้ เพราะทรายก็ค่อนข้างซีเรียสตรงนี้พอสมควร
เพราะพ่อเราทำงานมาก่อน และทำงานมานาน นานเกินกว่าที่เรื่องจุกจิกๆ ของลูกทำลายสิ่งดีๆ
ที่พ่อทำไว้"
คุณพ่อเป็นนักแสดง - ผู้กำกับฯ ที่สุดยอดฝีมือคนหนึ่งในวงการ
สอนเรื่องใดเป็นพิเศษแก่ลูกสาวคนนี้บ้าง ?
"เน้นๆ เลยคือให้ตรงเวลา และตั้งใจทำงาน สองอย่างนี้ไม่รู้อันไหนมาก่อนมาหลัง
แต่รู้สึกว่าจะต้องพร้อมๆ กัน และถ้าไม่เข้าใจให้ถามผู้กำกับฯ ความจริงการตั้งใจทำงานนั้นก็รวมถึงทุกอย่างนะคะ
หมายถึงการเคารพผู้อาวุโส เชื่อฟัง ทำการบ้าน อ่านบท คือทุกอย่างต้องตั้งใจ
ทรายว่ามันก็ไม่ใช่เฉพาะงานตรงนี้อย่างเดียวหรอกค่ะ ไม่ว่าอาชีพอะไร ทุกงานโลกนี้ก็ต้องตั้งใจทำงานด้วยกันทั้งนั้น
หมายถึงว่าเราก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่ของเรา"
งานเพลงจะมีให้ฟังไหม หรือว่าเพลินกับเล่นหนังเล่นละครอย่างเดียว
?
"เป็นเพราะช่วงนี้มาทำงานทางนี้เยอะมั้งคะ จึงลืมๆคิด
เพราะไม่มีเวลาฟังเพลง อย่างช่วงฟังเพลงเรายังฟังโน่นฟังนี่ แต่พอดีช่วงนี้ทำรายการ
เราดูทีวี.เยอะกว่าปกติ เราจึงมาคิดทำงานในช่วงนี้ คือทำ"
งานละครหรือหนังเป็นงานที่หินที่สุดสำหรับน้องทราย
?
"ความยากน่ะยากทุกเรื่อง อาจจะถูกสาบมาว่าไม่ให้เล่นอะไรง่ายๆ
ก็ได้ แล้วก็ชอบทำอะไรที่ไม่ง่ายด้วย เหมือนโรคจิค อย่างสมมุติเรื่อง "สาวน้อย"
เล่นมาตั้งแต่เป็นชาวเล ลากแห ลากอวน ขึ้นมาเป็นนางเอกละครร้อง ยากมากแล้วพีเรียดด้วย
คือสารพัดจะยาก แล้วทรายก็ทำให้ยากขึ้นไปอีกด้วยการพยายามทำให้เหมือนที่สุด
แล้วเราก็ไม่ปล่อยตัวเองด้วย ผู้กำกับฯ เขาไม่ปล่อย เราก็ไม่ปล่อยเหมือนกัน
อย่างเรื่อง "แม่ค้า" ชกมวย ก็เหนื่อยแรง หนักแรงด้วย
แล้วละครออนแอร์ด้วย ละครเร่งมาก และสุขภาพทรายตอนนั้นก็ไม่ค่อยดี หรือหนังอย่างล่าสุด
"เฮี้ยน" ต้องอยู่ในน้ำ เจอความยากลำบากเหลือเกิน เหมือนว่าถูกสาปให้เจออะไรยากๆ
มาตั้งแต่เรื่อง "ล่า" เพราะเจอโลเกชั่นโหดๆ ไม่เคยได้เล่นละครอยู่ในออฟฟิศ
มีบ้างเหมือนกัน สักพักก็ถูกพาลากไปอยู่กลางแดด หรือไม่ก็ต้องเล่นบทอะไรโหดๆ"
|
| วางแผนชีวิตในวันข้างหน้าไว้อย่างไร
?
"อืม
" นิ่งไปชั่วครู "อันนี้ ไม่รู้เป็นข้อดีหรือข้อเสีย
คือหนูไม่เคยตั้งอะไรไว้เลยในชีวิต ตั้งแต่แรกแล้วที่มีพี่ๆ ถามว่าตอนเด็กๆ
เห็นพ่อแม่ทำงานในวงการนี้อยากทำบ้างไหม ก็ไม่เคยคิด เพราะเห็นแล้วเหนื่อยจะตาย
ขี้เกียจ ทำไมคนถึงอยากทำงานตรงนี้กันก็ไม่รู้ ดูพ่อฉันซิกลับบ้านตี 5 คือเราได้เห็นภาพเบื้องหลังจริงๆ
ต้องไปสู้รบตบมือกับเจ้าของสถานที่สารพัด ร้อนก็ร้อน ที่เข้าห้องน้ำก็ไม่มี
ที่กินข้าวตั้งโต๊ะสบายๆ ก็ไม่ได้ ต้องนั่งกับพื้นปูเสื่อ ทรายจะได้เห็นแต่ภาพอย่างนี้
จึงรู้สึกว่างานหนักจะตาย แต่พอมาทำงานมันก็ไม่ใช่เรื่องตกใจ ตายแล้ว ! "น้องทรายทำเสียงอุทาน
"
การถ่ายทำละครเป็นอย่างนี้หรือ ก็ไม่ได้ประหลาดใจ
ทำใจอยู่แล้วว่ามันหนักแน่ๆ อย่างพ่อทรายเขาก็ทำงานไปเรื่อยๆ เราก็เหมือนคนทำงานของเราให้ดีเท่านั้นเอง
ข้าราชการเขามีเลื่อนขั้น แต่เราไม่มีขั้นอะไรให้เลื่อน มีแต่แก่ลงไปเรื่องๆ
แต่ด้วยอายุของเราจะขยับความกว้างความหลากหลายของบทให้เราเอง เช่นตอนเด็กๆ
ทรายจะเล่นมีลูกก็ไม่ได้ เล่นไปคนก็ไม่เชื่อ แต่ก็ไม่สามารถไปเล่นมัธยมผูกแกละได้แล้ว"
|
| อาจจะเหมือนคนอื่นเก็บเกี่ยวประสบการณ์แล้วไปทำงานเบื้องหลัง
?
"ไม่ค่ะ ไม่ ทรายไม่เคยคิดเลย ไม่ได้คิดตั้งแต่แรกแล้วด้วย
จึงไม่ได้คิดต่อไป รักษาความไร้ไอเดียของเราไว้ตรงนี้ แล้วก็ทำงานไปเรื่อยๆ
ไม่อยากตั้งอะไรไว้ค่ะ ถ้าตั้งไว้เราอาจจะเดินไปในทางนั้นมากเกินไป แล้วทิ้งตรงนี้
ซึ่งเรายังมีโอกาสอยู่"
น้องทรายอายุยังน้อย แต่กลับกล้าพูดว่านักแสดงคืออาชีพ
ในขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นงานอดิเรกและไม่แน่นอน ?
"ถ้าพูดถึงความแน่นอนหรือไม่แน่นอน อะไรๆ มันก็ไม่แน่นอนทั้งนั้นแหละนะคะ
เป็นตำรวจอาจจะถูกเก้งก็ได้ แต่ก่อนเป็นข้าราชการใครก็บอกว่ามั่นคง แต่
โอ้โห เดี๋ยวนี้ถูกย้ายไปอยู่ชายแดน หนูว่าแย่กว่าหนูอีกนะ งานที่หนูทำไม่แน่นอนก็จริง
แต่ในช่วงที่เราทำอยู่ทุกวันนี้เราสามารถทำให้แน่นอนได้ ด้วยการตั้งใจทำงาน
ไม่ใช่ที่ไม่แน่นอนเพราะมีความคิดว่า "เออ งานแสดงไม่แน่นอน เราไม่ต้องทำเต็มที่ก็ได้"
แล้วสักพักหนึ่งคนก็จะพูดออกไปว่า อ๋อ
ยัยนี่อย่าไปจ้างมันเลย ไม่ตั้งใจทำงาน
อันนี้ไม่แน่นอนเห็นๆ เลย คือคนไม่ตั้งใจทำงานใครเขาอยากจะจ้างทำงานด้วย"
ให้น้องทรายแสดงละครบทไหนไม่มีเกี่ยง แต่ถ้าให้ถ่ายแฟชั่นรู้มาว่าเป็นงานที่ยากมาก
?
"ใช่ค่ะ เพราะหนูไม่รู้จะทำท่าอะไรเพราะไม่มีบทให้
แต่ถ้าบอกว่าให้ทำอย่างนี้ก็จะทำ คือคนที่เขาเกิดมาเป็นนางแบบเขาจะเป็น
เราดูก็รู้สึกเลยว่าเขาเก่ง มองแล้วเพลิน แต่ทรายทำไม่ได้ ไม่รู้จะเอามือไปวางไว้ตรงไหน
มันเกะกะไปหมด ถ่ายแบบไม่มีสคริปท์ ทรายก็ไม่รู้จะทำยังไง พอเขาบอกงั้นทำท่าที่เป็นตัวทราย
ทรายก็อยู่เฉยๆ เพราะนั่นแหละตัวทราย ถ้าเดินแฟชั่น ให้เดินใช่มั้ย โอเค.เดิน
แต่ถ้าบอกทำอะไรก็ได้ที่เป็นตัวทราย งั้นเอาหมอนมาเลยพี่ เดี๋ยวหนูจะนอน"
หัวเราะกันฮา ในความเป็นตัวตนของเธอ "ถ้าทำให้ดู แล้วให้หนูทำตามละก้อได้"
นักแสดงมักทำงานและนอนไม่เป็นเวลา ไม่รู้ว่าน้องทรายพักผ่อนพอไหม
และคำตอบของเธอก็ให้ข้อคิดในการทำงานและการดำรงชีวิตที่ดี ?
"แม้ทรายจะถ่ายละครถ่ายหนังเลิกดึก บางครั้งตี3-4
เราอย่าไปคิดว่าพักผ่อนไม่พอ ถ้าคิดว่าไม่พอมันก็ไม่พออยู่วันยังค่ำ นอนแค่นี้ก็พอแล้ว
จะนอนอะไรเยอะแยะ นอนกันมาทั้งชีวิตแล้ว ในเมื่อเราเลือกไม่ได้ ก็ยอมรับมันไปซะ
อยู่อย่างสบายๆ มีความสุข เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นแบบ "นอนก็ไม่พอ เวลาพักผ่อนก็ไม่มี
เที่ยวก็ไม่ได้ เนี่ย ดูซิแย่จังเลย" น้องทรายแสร้างทำเสียงคร่ำครวญ "ถ้าอย่างนั้นเลิกทำไปเลยก็แล้วกัน
ก็รู้ว่ามันเลือกไม่ได้ ไม่ใช่ว่าพูดแล้วมีอะไรดีขึ้นมา มันก็เปล่า ถ้าอย่างนั้นก็ยอมรับไปเลยสบายๆ
เพราะว่าเราทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าฉันพักผ่อนไม่พอ ต้องแคนเซิลงาน
จะได้นอนให้ครบ 8 ชั่วโมง ก็ทำได้นะ แต่จะไม่ได้ทำงาน" เราหัวเราะดังๆ
อีกครั้งหนึ่ง นึกขันในความช่างเปรียบเปรย แกมประชดประชันของสาวเท่คนนี้
|
| ถามถึงแฟนก็เบื่อ คำว่าคนพิเศษเขาก็ใช้กันเกลื่อน
แต่ก็ไม่รู้จะเลือกใช้คำไหนกับน้องทรายว่าแอบเก็บหวานใจไว้ที่ไหนหรือเปล่า
?
"ทุกวันนี้นะคะพี่ เราควรจะพอใจในสิ่งที่ตัวมีอยู่
เช่น ทรายไม่มีเวลาอยู่แล้ว จะไปหาคนมานั่นทำไม คล้ายๆ กับว่าทำงานเยอะอยู่แล้ว
จะไปเปิดร้านอาหารทำไม เราจะหาภาระมาใส่ตัวเองทำไม แต่ถ้าใครอยากจีบหนู ก็ไม่ได้ว่านะคะ
อยากจีบก็โทร.มาจีบได้ วันนั้นเจอรับโทรศัพท์ก็ถือว่ามหัศจรรย์แล้ว โทรศัพท์ไม่เคยอยู่กับตัวเลย
ใส่ในกระเป๋าแล้วมาทำงาน กลับมาบ้านตีสี่จะรอคุยด้วยมั้ยล่ะ แล้วตื่น 6 โมงเช้า
ซึ่งก็หนีกันไปหมด รู้สึกเขาจะทนอะไรไม่ได้ในบางอย่าง ทรายก็ไม่รู้เหมือนกัน
ถ้าทรายจะไม่มีแฟนเพราะเขารับการทำงานตรงนี้ของทรายไม่ได้
ก็ไม่รู้จะทำยังไงและมันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาที่ทนไม่ได้ เพราะว่ามีผู้หญิงอีกแยะแยะที่
"ว่างค่ะ ดูหนังกันมั้ยค่ะ" มีไงคะ มีตรงนี้ให้เขาได้ แต่ทรายไม่มี แต่ถ้าเขาอยากได้ในสิ่งที่เรามีแล้วไม่สามารถไปหาจากใครได้อีกแล้ว
เดี๋ยวเขาก็คงจะวนกลับมาเอง" สำนวนกวนๆ ของน้องทรายทำให้เราปล่อยขำอีกแล้ว
"อาจจะตีวงไปไกลนิดหนึ่ง ยูเทิร์นไปอ้อมใหญ่แล้วค่อยกลับมา แต่ตอนนี้ยังไม่มี"
|
|
ในทางกลับกัน ถ้าวันหนึ่งน้องทรายมีใครแต่เขาไม่มีเวลา
น้องทรายคงยอมรับได้ ?
"จะว่าไปแล้ว สมมุติถ้าทรายจะมีนะคะ แล้วทรายทำงานเยอะอย่างทุกวันนี้
อีกคนควรจะทำงานน้อยกว่า ควรจะอยู่กับที่ ฉันโทร.ไปต้องเจอ เพราะเธอโทร.ไม่เจอฉัน
ฉันไม่ผิด แต่ฉันโทร.ไปแล้วเธอไม่อยู่เธอผิด เพราะฉันงานยุ่งกว่า จะมองว่าเผด็จการก็ใช่นะ
แต่ทรายพูดตามหลักไง ถ้าทำงานยุ่งทั้งคู่จะโทร.กันเจอได้ยังไงล่ะ"
เขาต้องยอมรับในความเป็นทราย ?
"ไม่ได้อยู่ๆ ทรายเพิ่งมีงาน ทรายมีงานตลอดอยู่แล้ว
ไม่ใช่ปีนี้ว่างมาก แล้วพอดีมาคบกันปีนี้ ปีหน้าเลยรับไม่ได้ ถ้าเป็นเพื่อนกันจะไม่โกรธ
ถ้าผิดนัดไม่เป็นไรนิดหน่อยเดี๋ยวจะอำคราวหน้า แต่ถ้าเป็นแฟนจะโกรธ มีคำถามถ้าผิดนัด
ทำไม ทำไมยังไม่มา และทำไมมาไม่ได้ เป็นเรื่องหงุดหงิดใจไป คือบางทียังไม่ทันจะเป็นแฟนกันเลย
แค่เขาเริ่มจีบๆ ก็ต้องมานั่งอธิบายกัน มันก็ไม่ไหว "ไม่มีเวลา เดี๋ยวนะ
แต่งหน้าอยู่"
หนุ่มๆ ที่เข้ามาหายไปกันหมด มีเยอะมั้ย
เพราะไม่มีเวลา ?
"ก็ไม่ถึงกับมากจนนับไม่ถ้วน คือมีสองอย่างนะคะ
ถ้าจะเอาดีเป็นแฟนกันไม่ได้ ก็เป็นเพื่อนกันไปเลยก็แล้วกัน แต่บางทีไม่ทันรู้สึกเลยว่าเขาชอบ
เขาก็ตีจากไปแล้ว" น้องทรายหัวเราะสนุก และพูดต่อให้เราพลอยขำไปด้วย
"มารู้ทีหลังว่าเขาชอบ โธ่! รู้อย่างนี้รับโทรศัพท์สักสองครั้งก็ยังดี
คือตอนนั้นเราไม่รู้ พอไหวตัวอีกทีก็ไม่ทันแล้ว อย่างที่บอกก็ต้องยอมรับ
ถ้าอยากมีแฟนก็เลิกทำงาน แหม
ง่ายจะตาย ! "
|
| สเปคของน้องทรายเป็นยังไง แต่ของจริงที่เจออาจจะไม่ชอบ
?
|
|
"ต้องชอบค่ะ ต้องให้ได้อย่างนี้เพราะสเปคหนูน้อยมาก
คือต้องเป็นผู้ใหญ่กว่า 5 ปีขึ้นไป เพราะถ้าอายุรุ่นเดียวกันตีกันตายแน่ๆ
ด้วยความที่เราทำงานเร็ว แล้วนิสัยก็เถียงเหลือเกิน "ไม่" ไว้ก่อน "ไม่ ไม่"
ถ้าคนที่โตกว่าทรายจะไม่รู้สึกว่าเสียหน้า ถ้าเรายอมคนที่แก่กว่า แพ้วัยวุฒิ
แพ้ในความอาวุโส ไม่เขิน ไม่เสียหน้า แต่ถ้ารุ่นเดียวกันแพ้นี่ไม่ได้" พูดกลั้วหัวเราะ
"ทรายมีความรู้สึกว่าคนที่เขาโต เขาผ่านช่วงที่เขาเคยเป็นมาแล้ว
แต่เรากำลังเป็นอยู่คือช่วงพลุ่งพล่าน ไอ้โน่นไอ้นี่ก็อยากทำไปหมด เขาก็สงบสติอารมณ์เราได้
เราทำอะไรเขาก็เออ
มันยังเด็ก ก็ปล่อยไป ไม่เอามาเป็นอารมณ์ รุ่นเดียวกันนี่ทรายเถียงขาดใจเลย
รู้ตัวมากๆ ขอเป็นผู้ใหญ่ เข้าใจเรื่องงานก็โอเค. แล้วอย่างเรื่องอื่นปลีกย่อย
ทรายว่าถ้าคนเรานิสัยไม่เหมือนกันเลย ไม่มีทางมาเป็นแฟนกันได้อยู่แล้ว ถ้าเป็นแฟนกันไม่ต้องมาหาเหตุผล
เขาเป็นแฟนกันรักกัน จบแค่นั้นแหละ"
คุณแม่ถามไถ่เรื่องนี้บ้างไหม ?
"ถามค่ะ จะถามว่าช่วงนี้รับโทรศัพท์ใครบ่อยไหม ส่วนมากจะเป็นมิสคอล
สายที่ไม่ได้รับซะมากกว่า แม่กับทรายไปทำงานด้วยกันตลอด ถ้าถามว่าเพราะแม่ไปด้วยจึงมีคนเข้าไปยาก
ทรายว่าถ้าตอนนี้เขาไม่เจอแม่แต่ต่อไปก็ต้องเจอ เจอวันนี้หรืออีกสองปีข้างหน้าก็ไม่แตกต่างอะไรกันหรอก
ไม่กล้าเข้าตอนนี้ก็ไม่ต้องเข้ามาเลยก็ได้"
ที่พูดมาทั้งหมดสรุปว่า "โสด" ?
"อืม
เซ็งหวะ" น้องทรายก้มหน้า มีเสียงพึมพำที่ลอดออกมาอย่างเบาๆ
พวกเราที่นั่งคุยกับน้องทรายปล่อยก๊ากเสียงลั่น ในความชัดเจนและเป็นตัวของเธอที่เป็นธรรมชาติของ
ทราย เจริญปุระ.
| |