^UP^

นิตยสาร ขวัญเรือน : --/ 2544


ความสามารถของผู้หญิงตัวเล็ก-เล็ก : ทราย เจริญปุระ

ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ 'ทราย เจริญปุระ' มีผลงานเพลงมาแล้ว 3 อัลบั้ม และเคยสร้างความฮือฮากับบทบาทของ 'อีนาก' ด้วยฉายานางเอก150 ล้าน รวมถึงบทบาทที่เพิ่งจบไปอย่าง 'ตี๋น้อย' ชายในร่างหญิงก็ทำเอาคอละครติดแจอยู่หน้าจอกันแทบทุกบ้าน
และอีกไม่นานผลงานที่กำลังจะมาสร้างความฮือฮาให้แฟนๆ ได้ติดตามและพูดถึงกันอีกครั้ง คือ A Fighter 's Blue ภาพยนตร์ที่เธอมีโอกาสได้ร่วมงานกับทีมสร้างชาวฮ่องกง โดยแสดงร่วมกับนักร้อง-นักแสดงขวัญใจคนเอเชียอย่างหลิวเต๋อหัว ซึ่งมีกำหนดฉายที่ฮ่องกงต้อนรับคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึง...
 
 
นัดเจอกันครั้งที่ 'รัชพิมล' มีโอกาสได้คุยกับทรายหลายเรื่อง ซึ่งก็ต้องบอกว่า "ทราย เจริญปุระ" เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ความสามารถไม่เล็กเลยจริงๆ"
แถมท้ายด้วยเรื่องราวเบาๆ ของคนรักโปสการ์ดอย่างทรายมาฝากกันด้วยค่ะ

- เริ่มคุยถึงงานภาพยนตร์เรื่อง A Fighter 's Blue ก่อนเลยนะว่า ตอนนั้นมีการคัดเลือกกันยังไงคะ
พี่อ้อม ดวงกมล โทร.มาบอกทรายว่าอยากให้เข้าไปดูตัวนิดหนึ่ง ความหมายของทรายตรงนั้นก็นึกว่าไป casting ก็ลองไปดู ได้ไม่ได้ไม่รู้

- แล้วทราบไหมคะว่าจะได้แสดงคู่กับหลิวเต๋อหัว

ไม่ทราบค่ะ ทราบแต่ว่าเป็นหนังฮ่องกง ไปถึงทรายก็เจอผู้กำกับฯ เจอโปรดิวเซอร์ของหนังฮ่องกง เขาก็บอกว่าดูอายุ ดูโน่นดูนี่ ก็น่าจะเล่นกับหลิวเต๋อหัวได้ ทรายก็...ห๊า! อะไรนะ คนนั้นใช่มั้ย คนที่ขี่มอเตอร์ไซด์เท่ๆ พอพี่เขาบอกใช่ ทรายก็โอ้โฮ ต้องเป็นหนังฟอร์มใหญ่แน่ๆ เลย ปรากฏว่าจริงๆ เขาขอไปดูตัวเพราะเขาเลือกทรายไว้แล้วว่าจะให้เล่น

- ความรู้สึกตรงนั้นเป็นยังไงคะ

โอย...ตายแล้ว เขาต้องคิดว่าเราเก่งถึงให้เล่น แล้วถ้าเราทำไม่ได้ขึ้นมา เศร้าแน่ เพราะทรายรู้วันนั้นว่าต้องพูดเป็นภาษาจีนด้วย และอะไรอีกหลายๆ อย่าง ซึ่งทรายบอกเขาไปว่าไอ้ที่พี่ต้องการหลายๆ อย่าง ทรายทำไม่เป็นสักอย่าง เขาบอกไม่เป็นไร ฝึกได้ เพราะเขารู้สึกชอบตัวเราแล้ว พี่หลิวเขาก็เลือกมาแล้ว อ้าว...แล้วหนูล่ะ หนูยังไม่ได้โอเคเลยนะ (หัวเราะ) แต่จริงๆ ยังไงก็ต้องตกลงอยู่แล้วเหมือนกับเขาเลือกมาแล้ว เขาให้เกียรติเรา

- น่าตื่นเต้นนะคะ เพราะหลิวเต๋อหัวก็ถือว่าเป็นนักแสดงชั้นนำระดับเอเชีย

นอนไม่หลับสิ ปกติทรายเป็นคนที่เวลาจะเปิดกล้องละคร หรือจะไปทำอะไรใหม่ๆ ออกคอนเสิร์ต ถ่ายปก ถ่ายแบบ ถ่ายแฟชั่นก็จะเกร็งอยู่แล้ว นอนไม่หลับอยู่แล้ว แต่จริงๆ ควรจะนอนให้หลับเวลาตื่นมาไปทำงานจะได้หน้าใส หน้าเด้งๆ ปรากฏว่านอนไม่หลับซะเลย เครียด เดินไปเดินมา มันกลัวถ้าเล่นไม่ได้จะทำยังไง หลอนนิดๆ พอเอาเข้าจริงๆ ไม่มีอะไร

- รู้สึกกังวลไปก่อน

คิดมากไปเอง แต่ก็รู้สึกว่ามองโลกในแง่ร้ายไว้หน่อยก็ดี เผื่อมันเกิดอะไรขึ้นจะได้ไม่ตกใจมาก

- แล้วเรื่องภาษาจีนล่ะคะ เขามีวิธีฝึกให้ยังไง

เขาให้คนมาฝึกเป็นภาษาจีนกวางตุ้ง มันเป็นไดอะล็อกที่ต้องโต้ตอบกัน เพราะเราจะรู้แต่บทของเราไม่ได้ อย่างน้อยเราต้องรู้ว่าเขาพูดอะไร หรือเราจะรีแล็กซ์ยังไง สมมุติเขาด่ามา แล้วเรายิ้ม มันก็ไม่ใช่

- อย่างนี้ก็ต้องแม่นภาษาจีน หมายถึงบทพอสมควร

ต้องแม่นค่ะ ต้องฝึกอยู่เรื่อยๆ ไดอะล็อกต้องให้แม่น เพราะหนังมันเป็น Sound on film ลำบาก แล้วยังมีต้องไปพากย์เสียงเพิ่มอีกต่างหาก แต่การได้เล่นอย่างนี้ก็ถือว่าดี หนึ่ง...มีโอกาสได้รู้อะไรนิดๆ หน่อยๆ เพิ่มขึ้น สอง...งานนี้ทรายไม่พูดนอกบทแน่ๆ เพราะปกติทรายจะไหลออกนอกบทไปนิดหนึ่ง ไหลไปทางนั้นหน่อยหนึ่งด้วยความชินกับภาษา แต่อย่างนี้ไหลไม่ออก (หัวเราะ) เพราะแค่ไอ้ที่ต้องจำก็ยังจำไม่ค่อยได้เลย

- พอเข้าฉากจริงๆ ยิ่งตื่นเต้นกว่าตอนที่นอนไม่หลับหรือเปล่าคะ เพราะภาษาที่จะพูดก็ไม่ใช่ นักแสดงก็คนฮ่องกง ไหนจะทีมงานก็ของเขา

ตื่นเต้น อีกอย่างเป็นหนังดราม่าด้วย ทีมงานเขาบอกไม่ต้องเครียด ไม่ต้องซีเรียส ทรายก็อืม...นะ ภาษาของพี่น่ะไม่ใช่ง่ายนะ บางบทต้องพูดไปร้องไห้ไป ซึ่งทรายต้องมีสมาธิในเรื่องของ Feeling แล้วต้องจำบทของเราและจำว่าบทของเขาพูดถึงตรงไหน แล้วเราก็ต้องต่อบทออกไป ต้องจำคิว จำอะไร แหม...ไม่เครียดทนไหวเหรอ

- อะไรคือเรื่องที่หนักใจที่สุดสำหรับการร่วมงานครั้งนี้

ภาษาล้วนๆ ค่ะ ทรายรู้สึกว่าถ้าจะมีปัญหา ถ้าจะมีอุปสรรค มันก็คือเรื่องของภาษานี่แหละ คล้ายๆ ว่าถ้าคนเราพูดกันไม่รู้เรื่อง มันก็ไม่มีทางสื่อสารกันได้ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเรื่องอะไร แล้วในเรื่องนี้ทรายกับหลิวเต๋อหัวรักกัน เป็นสามีภรรยากัน มันยาก เพราะเรื่องแอ็กติ้งยังพอได้ แล้วผู้กำกับฯ ช่วยได้ แต่เรื่องพูดต้องพูดเอง ไม่มีใครช่วยได้ เป็นหนัง Sound on film จะหาคนอื่นมาพากย์ทับ มันก็ยาก ตรงนี้คือสิ่งที่ทรายซีเรียสที่สุด แล้วถ้าเรากังวลกับบทอยู่ เราจะเล่นไม่ได้ มือไม้จะเก้กัง หน้าตาจะกังวล หน้าตาจะไม่ไปกับบท จะดูรู้เลย

- ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ได้ร่วมงานกับทีมงานฮ่องกง

ดีค่ะ สนุก เขาทำงานกันเร็วมมาก ทำงานไม่ต่างกับทีมงานไทย ต่างก็แค่ภาษา ทรายรู้สึกว่าวิธีการแก้ปัญหา วิธีเฉพาะหน้าของคนไทยดีกว่า อาจจะเป็นเพราะเราอยู่ในบ้านของเรา แต่อาจจะเป็นเพราะแนวหนังที่มีบู๊หรือเปล่า เขาจะสั่งคัทเยอะมาก ย้ายกล้องเร็วมาก อันนี้เราเข้าใจเพราะถ้าคุณยกกองถ่ายมาต่างประเทศ ถ้ามัวแต่ช้าอืดอาด มันคืองบทั้งนั้น มันคือเงินทั้งนั้น ตัวแสดงเขาจะมีคิวที่แน่นอนเลยว่าเขาจะถ่ายใครบ้าง ย้ายกล้องเร็วมาก สั่งคัทเยอะมากๆ สมมุติทรายจะถ่ายฉากนี้ ทีมงานจัดกล้อง จัดไฟเซ็ทอะไรกันอยู่ เขาก็จะมาถามทรายแล้วเดี๋ยวแกต่อไปอยากให้เล่นอย่างนี้ๆ นะ ไปคิดดูว่าจะเล่นยังไง แล้วเขาก็ไปกำกับฯ เสร็จแล้วก็มาถามเราว่าคิดได้หรือยัง ระหว่างที่ถามนั้นทีมงานย้ายกล้องมาพร้อมแล้ว เขาทำงานแข่งกับเวลามาก แต่ก็สนุกดี ทำๆๆ แล้วก็พักๆๆ แล้วก็ทำ

- พูดถึงบทบาทที่ได้รับหน่อย ว่าเป็นยังไง

ทรายเล่นเป็นคนไทยที่พูดจีนได้ เป็นฟรีแลนซ์ เขาจ้างไปทำข่าว ไปถ่ายทำสารคดีเรื่องนักมวยฮ่องกง เรื่องจะประมาณว่าพี่หลิวเป็นนักมวยชาวฮ่องกง แต่ชกมวยไทย ทรายเป็นนักข่าว ไปเจอกันที่แมตช์การต่อสู้ แล้วก็ประทับใจกัน รักกัน มีอยู่แมตช์หนึ่งเกิดการเข้าใจผิดคิดว่าเขาจะล้มมวย แล้วเขาก็มีทีท่าว่าจะล้ม แต่เขาไม่บอก แล้วเราผิดหวังเพราะคุณไม่ใช่คนอย่างนี้ คนที่ฉันรักไม่ใช่อย่างนี้ แล้วการล้มมวยคุณก็คือคนโดนต่อย โดนๆๆ จนล้ม เราทนไม่ได้ ทำไมไม่สู้ เรารู้ว่าเขาสู้ได้ เราก็หนี เขาก็เศร้าภรรยาหนี ก็มาตาม ปรากฏว่าคู่ต่อสู้เขารู้ว่าคนนี้ถูกจ้างให้มาล้มมวย ก็เหมือนดูถูกเขาหาว่าเขาสู้ไม่ได้ ก็มีชกค่อยกันจนอีกฝ่ายหนึ่งตาย พี่หลิวก็ติดคุก ออกมาจะตามหาเราปรากฏว่าเราตายไปแล้ว ไปทำข่าวสงคราม แต่เรามีลูก ซึ่งลูกอยู่สถานเลี้ยงเล็กกำพร้า ก็คือนางเอกญี่ปุ่นอีกคนหนึ่ง พอเขาเจอลูก เขารู้สึกว่าเขาต้องชกเพื่อแก้มือ เพื่อจะได้ไม่คาใจที่ทำผิดกับเราครั้งนั้น เขาไม่มีโอกาสแก้ตัวกับเรา ก็ขอล้างบาปตัวเอง

- โดยคาแรกเตอร์ที่ต้องรับบท คิดว่ายากไหม

ทรายคิดว่าบทบาทของตัวนี้ถึงจะพูดภาษาไทยก็ถือว่ายากอยู่ดี เพราะว่านี่คือหนังเรื่องที่สองของทราย คนอาจจะรู้สึกว่าทรายทำงานตรงนี้มานาน แต่…งานหนังนี่คือเรื่องที่สองของทราย

- ทรายหมายถึงเรื่องนางนาก ซึ่งประสบความสำเร็จมาก

เรื่องนางนาก เราพูดภาษาไทยกัน มีเวิร์กช็อป มีเวลาเตรียมตัว แล้วเรื่องนางนากทรายพอจะรู้มาบ้างว่าธีมมันคืออะไร การถ่ายทอดคืออะไร อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงจากที่เคยดูไปบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำความเข้าใจกับมัน มันอาจจะยากในเรื่องของบท ในเรื่องของความเป็นดราม่า แต่เรื่องนี้หลายอย่างจุกจิกจุ๊กจิ๊ก อย่างเรื่องภาษาเขาต้องแปล ผู้กำกับฯ โค้ชทรายมาว่าต้องแอ็กอย่างนี้ๆ แล้วจะมีคนแปลให้เป็นภาษาอังกฤษ เราพอรู้บ้าง แต่คำบางคำมีความลึกล้ำ ความซาบซึ้งมันไม่เท่ากัน อย่างคำว่ารัก ก็เลิฟ รักมาก ก็เลิฟเหมือนกัน ตกลงแค่ไหน วิธีแสดงมันก็มีระดับชั้นของมัน อย่างบอกรักไม่ใช่โอ๊ย…รักจังเลย แต่มันจะมีการเดินเข้ามาก่อน นั่นคือความยาก แล้วก็ต้องหันไปสั่งทีมงานเป็นภาษาจีน แล้วก็สั่งทรายเป็นภาษาอังกฤษอีกทีว่าเขาพูดว่าอะไร แล้วก็ไปบอกทีมงานเป็นภาษาจีนว่าเขาพูดอะไรกับเราไป สองที สามที วนไปวนมา พอเป็นภาษาอังกฤษก็ต้องให้ผู้ช่วยชาวไทยสั่งตัวประกบดาราสมทบ ตัวประกอบชาวไทยอีกทีหนึ่ง ซึ่งเวียนหัวมาก

- โดยตัวหลิวเต๋อหัวเอง เขามีแนะนำอะไรให้บ้างไหม ในฐานะเป็นนักแสดงเหมือนกัน

เขาแนะนำว่าอย่าเครียด คือหน้าทรายไม่ค่อยเก็บไง แหม…ก็คนมันเครียดน่ะ คำนี้มันต้องโหงวหรือหงอ จะถามเขาว่าคำนี้ว่ายังไงบางทีก็ถามไม่ได้ พี่หลิวเขาบอกว่าอย่าเครียด เครียดแล้วมันกดดันตัวเอง เล่นไม่ได้อยู่ดี สู้แบบสบายๆ ดีกว่า บางทีไม่คิดว่าจะเล่นได้ ได้เลยก็มี พี่หลิวเขาก็พยายามให้ทรายรู้สึกสบายที่สุด สงสัยเขาจะกลัวเปลืองฟิล์ม เพราะเรื่องนี้คือหนังเขาเหมือนกัน เขาออกทุนด้วย

- ได้เห็นอะไรในตัวหลิวเต๋อหัวที่ทรายคิดว่านี่คือความเป็นมืออาชีพ

เขาทำงานไวมาก แล้วสมาธิเยี่ยมมาก ดีมาก เขาจะมาดูมอนิเตอร์ ดูในฐานะที่ตัวเองเป็นดาราด้วย และในฐานะที่ตัวเองเป็นนายทุนด้วย ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าสองสิ่งนี้มักจะสวนทางกัน ซึ่งเขาทำได้ ทรายก็เห็นว่าภาพที่ออกมาสวยดี แล้วมันก็คงจะขายด้วย เขาละเอียด เขาดูทุกจุด และเป็นคนมีน้ำใจ อย่างกล้องหนังมีกล้องเดียว ถ่ายพี่หลิวชกๆๆ เสร็จแล้ว ถ่ายพี่หลิวจนเสร็จก็มาเป็นทราย ซึ่งเขาไม่ต้องมายืนอยู่ก็ได้ ยังไงก็ไม่เห็น ซึ่งเวลาแสดงทรายต้องมองหลอกเอา ด้วยเทคนิคมุมกล้องต่างๆ แต่เขาก็มาเล่นให้ เพื่อให้ทรายแอ็กได้ ซึ่งจริงๆ เขาควรจะไปพัก เพราะเหนื่อยแล้ว แต่เขายังมา แต่ในความรู้สึกของทรายคือเขาดังแล้ว เขาเป็นอีกระดับหนึ่งแล้ว แต่เรายังเด็กๆ อยู่เลย

- หลังจากได้ร่วมงานกันแล้ว มีโอกาสได้ถามไหมคะว่าทำไมถึงเลือกทราย

ถามค่ะ เขาเห็นทรายตอนเล่นนางนาก แล้วมีโอกาสได้ไปโปรโมตเรื่องนี้ที่ฮ่องกง พอหนังจบทุกอย่างก็จบ แต่เราไปทำโปรโมตให้ เขาเห็นทรายไม่เหมือนกับในหนังเลย เหมือนคนละคนเลย เป็นคนหน้าไทย เป็นเด็กยุคนี้แต่หน้าไทยมากๆ เลย ไทยชัวร์ ไม่มีครึ่ง ไม่มีเสี้ยว ในเมื่อเขาต้องการคนไทยมาเล่น ต้องการไทยแบบที่ไม่ดูเชย หนังเขาจะมีย้อนยุคไปแค่นิดหน่อยคือ 10 กว่าปีที่แล้ว อีกอย่างเขาบอกว่าเขาเล่นกับเด็ก เขาอายุ 39 ทรายอายุ 20 เขาจะได้ดูเด็กลงด้วย สงสัยอันนี้จะคือเหตุผลที่สำคัญที่สุด (หัวเราะ)

- หลายคนแอบอิจฉาที่ทรายมีโอกาสได้ใกล้ชิดพระเอกคนดัง ถามนิดหนึ่งเอาใจแฟนๆ หลิวเต๋อหัวเพื่อยืนยันว่าตัวจริงหล่อแค่ไหน…

หล่อค่ะ เขาเป็นคนที่ดูแลตัวเองดี เขาเช็กตัวเอง ตอนแรกที่เขาบอกว่าอายุ 39 ทรายยังตกใจ บ้า…ถึงเหรอ (หัวเราะ) แต่ก็น่าจะถึงหรอก เพราะเราก็เห็นเขามานาน นานจนบางทีไม่คิดว่าเขาจะอายุเท่านี้ ยืนยันค่ะว่า…หล่อ

- พูดถึงละครที่เพิ่งจบไปบ้าง เจ้าสัวน้อย คนติดกันมาก เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เล่นแล้วประสบความสำเร็จ

เรื่องนี้ก็สนุก ได้ไปถ่ายที่อังกฤษ ยังคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าไม่ได้เล่นเรื่องเจ้าสัวน้อยจะได้ไปไหมอังกฤษ ทรายได้เข้าอาบอบนวดเป็นครั้งแรกก็เรื่องนี้ อันนี้ไม่ทะลึ่งนะคะ แต่ในบทคือเล่นเป็นผู้ชาย ได้เล่นคิวบู๊ก็เรื่องนี้(ทรายโชว์ข้อเท้าให้ดูรอยฟกช้ำเขียวเป็นจ้ำ) ถึงจะช้ำแต่หลังๆ เทคเดียวผ่านนะครับ ได้เดินเข้าห้องน้ำผู้ชายก็เรื่องนี้ ช่วงหนึ่งถ่ายเรื่องเจ้าสัวน้อย แล้วก็ถ่ายเรื่องอตีตาไปด้วย จะเดินทางเป็นชีพจรลงเท้ามาก เดี๋ยวไปอุบลฯ เดี๋ยวไปหัวหิน ไปเขาใหญ่ ไปอยุธยา ตอนนี้เหลือถ่ายทำเรื่องอตีตา

- ตอนถ่ายทำเรื่องเจ้าสัวน้อย มีคนคิดว่าทรายเป็นผู้ชายจริงๆ บ้างไหม

ตอนไปถ่ายที่อังกฤษแต่งตัวเป็นผู้ชาย แล้วทีนี้ทรายปวดฉี่มากเลย ก็ไปเข้าห้องน้ำที่แมคฯ ด้วยความที่เป็นผู้หญิง ทรายก็ไม่ได้คิดอะไร ก็เข้าห้องน้ำผู้หญิง ปรากฏว่าทุกคนมองหน้าประมาณว่าแกเข้าห้องน้ำผิดนะ ทรายก็อะไร มองข้างหลังก็ไม่มีอะไร หรือเห็นเราเป็นเอเชีย ก็ไม่น่าจะเหยียดผิวขนาดนี้นะแค่เข้าห้องน้ำ นึกขึ้นได้ว่าทรายแต่งผู้ชาย แต่งแมนสุดๆ ออกมามีพนักงานมายืนหน้าห้องน้ำประมาณไหน…ใคร ทรายก็เลยเอาผมลงมา ถอดแว่นออก ถอดสเว็ตเตอร์ออก เพราะเสื้อมันตัวใหญ่ ข้างในเป็นเสื้อยืด พอดีตัว

- เป็นผลงานอีกเรื่องที่ได้รับการตอนรับที่ดีมาก

ดีค่ะ ไปซื้อของจะมีแถม (หัวเราะ) กับอีกอย่างมีให้ช่วยซื้อหน่อยเพราะเป็นเจ้าสัว บางคนก็เรียกตี๋น้อย บางคนก็เรียกเจ้าสัวน้อย

- ปกติการเลือกรับบทบาทใครจะเป็นคนที่ดูความเหมาะสมให้ทรายคะ

ทรายด้วย แม่ช่วยด้วย ช่วยเรื่องจัดคิว หรือบางอารมณ์มทรายดูแล้ว อยากเล่น…จบ ทิ้งเลย วันนัดจะไปถ่ายทำที่ไหน ตรงไหน ไม่สนใจ อาจจะเป็นเพราะทรายรู้สึกว่ายังไงแม่ก็อยู่ ก็เลยไม่สนใจ แต่เวลารับงานยังไงก็ต้องขอดูบทก่อน แต่หลักๆ คือจะไม่รับอะไรที่ใกล้ตัวเองมาก รู้สึกว่าถ้าเล่นเป็นตัวเองจะเล่นทำไม แต่การเล่นอะไรที่ไม่ใช่ตัวเองมากคนอาจจะงง ตกลงเป็นอะไรกันแน่ แต่มันก็สนุกเรา อีกอย่างมันคงยากที่จะมีบทอะไรเหมือนตัวทรายจริงๆ อย่างมากก็ใกล้ๆ อย่างเล่นเจ้าสัวน้อยนิสัยบุคลิกเฮฮา แต่เล่นเป็นผู้ชาย มันก็ไม่ พอเป็นผู้หญิง look ทรายก็ไม่ใช่อย่างนั้น หรืออย่างอตีตาอดีตนี่ยิ่งไม่ใช่เลย เรียบร้อย พูดจาช้ามากที่สุด ทำอะไรเป็นหญิงไทยมาก พอเป็นยุคใหม่จะเป็นคนงงชีวิต งงประวัติศาสตร์ไทย เล่นแล้วก็สนุกดี ละคร 2 เรื่องก็ 4 คาแรกเตอร์เข้าไปแล้ว

- อย่างช่วงที่ยังถ่ายทำอยู่พร้อมกัน 2 เรื่อง ทรายแยกการเข้าถึงคาแรกเตอร์ของตัวละครแต่ละตัวยังไงคะ

ถาม…ทรายจะถามแม่ว่าวันนี้ถ่ายที่ไหน ถ้ารู้สถานที่จะรู้ว่าเล่นเป็นอะไร วันนี้ถ่ายที่ไหน ถ่ายลาดหลุมแก้ว อ้อ…บางระจัน อตีตาชัวร์ วันนี้ถ่ายที่ไหน ถ่ายที่บ้านนี้ๆ อ๋อ…เจ้าสัวน้อย

- มีแอบติดคาแรกเตอร์เจ้าสัวน้อยไปในอตีตาบ้างไหม

อุ้ย…บ่อยไป เรื่องพูดเร็ว พอไปเล่นเป็นรัตติกาก็ไม่ค่อยมีปัญหา แต่อาจจะอึดอัดเรื่องแต่งตัว พอเป็นอดีตก็พูดเร็ว ด้วยนิสัยอยู่แล้วไม่ค่อยเป็นผู้หญิง บางทีเล่นไปนานๆ จะติด บางทีแต่งหน้าเสร็จจะเดินออกไปเลย ลืมปัดขนตา เขาจะไล่ให้ไปปัดขนตาก่อน เพราะว่าตอนเล่นเป็นผู้ชาย เราไม่ต้องปัดนี่ บางทีจะลืม

- งานเยอะในขณะเดียวกันทรายก็ยังมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องเรียนหนังสือด้วย

ค่ะ ตอนนี้อยู่ปี 4 ถ้ามีชั่วโมงเรียนก็พยายามจะไปเรียน ธรรมดาเขาเรียกกันก็มีติว มีเรียนพิเศษ ทรายก็เรียนแล้วก็ทำงานด้วย แต่จะไม่ใช่เวลาว่างไปติวได้ทั้งวัน แทนที่ทรายจะติว 4 ชั่วโมง ก็ต้องรวบรัดตัดตอน เรียน 2 ชั่วโมง อีก 2 ชั่วโมงไปทำงานต่อ ทรายเป็นคนละโมบ อยากทำงานเยอะๆ เพลิน ทำงานมากก็เหนื่อย ไม่ทำงานก็เซ็ง ช่วยไม่ได้ อยากทำเอง ก็เหนื่อยหน่อย

- เป็นคนเรียนเก่งไหมคะ

ไม่เก่ง เรียนกลางๆ แต่ดีกว่าตอนเรียนมัธยม เพราะเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ต้องเรียนเลข ไม่ต้องเรียนวิทย์ ไม่ต้องเข้าแถวก่อน ไม่ต้องตั้งหลายอย่าง จนรู้สึกว่าเดี๋ยวถ้าทรายอยากเรียนทรายจะใฝ่ไปเรียนเอง ถ้าเทียบกันแล้วเรียนมหาวิทยาลัยชั่วโมงเรียนนานกว่า แต่จะน้อยวิชากว่า แล้ววิชามันจะเกี่ยวๆกัน แต่ตอนเรียนมัธยมเรียนเลข เรียนภาษาอังกฤษ เรียนภาษาไทย โอ๊ย…ปรับสมองกันไม่ทัน เดี๋ยวคหกรรม อ้าว…เดี๋ยวลงไปพละแล้ว คือหนึ่งวันอัดหลายวิชาเหลือเกิน ถ้าเรียนอย่างนั้นแล้วเก่งทุกวิชามันก็ดี

- มองอนาคตหรือยังคะว่านอกเหนือจากงานแสดงอยากทำอะไร ทราบว่าทรายเรียนด้านโฆษณา

จริงๆ แล้วทุกคนเป็นเหมือนกันว่าเรียนจบอะไรมา ก็อยากทำอย่างนั้น ทรายก็รู้ว่างานที่ทรายทำอยู่ทรายไม่สามารถทำไปชั่วตราบฟ้าดินสลาย ถึงเวลา 60 เกษียณไปอย่างเงียบๆ เราเลือกให้มันเป็นอย่างนั้นไม่ได้ เราเป็นฝ่ายถูกเลือกจากหลายๆ อย่าง จากผู้จัด จากผู้บริโภค จากทุกคนว่าชอบไหม เวิร์กไหม ในขณะที่เราได้ทำเราก็ต้องทำให้ดี แต่เราไม่รู้ว่าอนาคตจะยังไง ดังนั้นถึงต้องเรียนไง อย่างน้อยเราก็ยังมีความรู้ อย่างหน้าฉากที่ทำวันนี้อาจจะไม่ได้ทฤษฎี แต่อย่างน้อยก็ได้ประสบการณ์ อย่างโฆษณา ถ้าเป็นไปได้อยากทำ ใจทรายอยากทำโปรดักชั่นเฮ้าส์ เพราะมันใกล้กับงานที่ทรายทำ คงไม่ได้หมายถึง AE คงต่อยลูกค้ากระจาย (หัวเราะ) ถ้าทำได้ อยากทำงานโฆษณาค่ะ

- ภาพของทรายที่เราเห็นกันวันนี้ คือภาพของนักแสดง ในขณะที่นักร้องเป็นอีกงานหนึ่งที่ทรายรัก

ทรายอยากให้งานละครหมดก่อน งานแสดงดึงสมาธิทรายไปหมดแล้ว 7 วันเต็มแล้ว มันจะโหลดแล้ว ไปเล่นเป็นคนนั้นคนนี้ พอจะกลับมาเป็นตัวเอง จะทำงานเพลง มันต้องมีสมาธิ ต้องฟังเพลง บางทีวูบวาบมากๆ เราก็จับจุดตัวเองไม่ถูก เคลียร์ละครให้หมดก่อน สมาธิจะได้บังเกิดในใจ ขอบอกว่าเหนื่อย เพราะนอนดึก สมมุติกองเจ้าสัวน้อยเลิกตี 3 พรุ่งนี้ทำงาน 11 โมง แต่พรุ่งนี้ทรายต้องถ่ายอตีตา เขาก็นัด 7 โมงเช้า เขาไม่มารู้ด้วยนี่ ถึงบ้านกว่าจะล้างกว่าจะอะไร เวลาหมด ไปถึงกองถ่ายก็ไม่ใช่นั่งเฉยๆ มันยังมีบทต้องดู ต้องท่อง หลายอย่าง เหนื่อยมาก

- แต่ทั้งหมดก็คือความรับผิดชอบ

รับงานเขามาแล้ว ก็ต้องทำให้ดี เวลาทรายทำงาน ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงทรายจะไม่บ่น นอกจากเล่นกันเอง แซวกันเอง จะไม่บ่น งานก็คืองาน รับตังค์เขามาแล้วน่ะ ทีรับตังค์ทำไมม่บ่นล่ะ มันก็ต้องทำให้เขาให้ดีที่สุด เราก็เป็นลูกจ้างเขา เขาจ้างเรามาแสดง เป็นลูกจ้างเขาแต่ดีตรงที่เราเป็นลูกจ้างที่เรายังเลือกได้ เหมือนฟรีแลนซ์ประมาณนี้

- แสดงว่างานเพลงยังไงแฟนๆ ก็ยังมีโอกาสจะได้ฟัง

ทรายยังคิดถึงงานเพลงค่ะ ทีมงานก็สตาร์ทเครื่องรออยู่ แต่ทรายไม่ว่างเลย ต้องรองานแสดงซาๆ แต่ทีมงานเพลงคือทีมเดิม เขาก็รู้ทางอยู่แล้ว เคยได้คุยกันบ้างแล้วว่าชุดหน้าจะเป็นยังไง คือคุยกันบ้างแล้ว เหลือแต่มาอัพเดทงาน ซึ่งค่อนข้างกินเวลา ทรายยอมรับว่าค่อนข้างคุยกันนาน

- สำหรับทรายเริ่มเข้าวงการจากงานแสดง

ค่ะ ตอนนั้นทรายอายุ 13 ปี เล่นละครเรื่องล่า จริงๆ ไม่เคยคิดอยากทำงานในวงการเลยค่ะ นึกไม่ออกว่าอยากเป็นอะไร เพราะทรายโตมาก็เห็นพ่อกลับดึกกลับดื่น มันชินแล้ว คนจะพูดว่าโตขึ้นต้องเป็นดาราแน่ๆ เลย ทรายก็เอ…ทำไมต้องอยากเป็น ดาราก็คน เพราะทรายเห็นจนชิน เขาเดินเข้ามา คุยโทรศัพท์ ง่วงก็นอน อ่านหนังสือ เขาก็ดูปกติดี เขาก็เหมือนครูเราที่โรงเรียน ตอนเด็กๆ จะคิดว่าเราจะไปรู้ได้ยังไงว่าอยากจะเป็นอะไร คือทรายจะเป็นเด็กอย่างนี้ โตขึ้นอยากเป็นอะไร ไม่รู้ โตขึ้นรู้เองแหละ โตมาก็เห็นพ่อเขาบรีฟนักแสดง ชินกับกล้อง ชินกับดารา แต่ตอนนี้ตื่นเต้น เพราะมีคนที่เราแอบปลื้ม เหมือนชอบนักร้องคนนั้น ชอบดาราคนนี้ เหมือนคนทั่วไป แต่ทรายไม่ได้ตื่นเต้นกับระบบการทำงาน เพราะว่าชินกับการที่พ่อยกกองถ่ายไป เราก็ไปด้วย รู้สึกว่าเป็นงานที่หนักจะตาย ทำไมคนอยากเป็นดารากันจัง ถ่ายกันถึงตี 2 แล้วต้องร้องไห้ ซึ่งในความเป็นจริงคือหมอนอยู่ไหน อยากนอน แต่นี่ต้องร้องไห้เพราะถูกแฟนบอกเลิก แต่ไอ้ฉากที่แฟนบอกเลิกนี่ถ่ายไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คน 50 คนจ้องหน้าเราอยู่ ไฟก็ร้อนเปรี้ยง พอ5…4…3…2…1 น้ำตาต้องร่วมเป๊าะ เรียกง่ายๆว่ามันเป็นงานที่ผิดธรรมชาติมาก แต่ต้องทำได้ เพราะมันคืองานของเรา แต่ละคนก็ต้องมีทักษะทางสายงานของตัวเองต่างๆ กันไป

- ทรายเป็นคนกล้าแสดงออกตั้งแต่เด็กๆ หรือเปล่าคะ

โตขึ้นมายังเป็นคนที่ขี้เขินด้วยซ้ำ แต่ก่อนทรายก็ไม่คิดว่าตัวเองเล่นได้ คิดอย่างเดียวว่าตัวเองก็เล่นไม่ได้หรอก ยากจะตาย ไหนจะต้องแต่งหน้า ตื่นแต่เช้าอีกต่างหาก จนกระทั่งเอ็กแซ็กท์เห็นรูปทรายจากไหนทรายก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาติดต่อให้ไป casting ก็ไปสนุกๆ ต้องมีข่มขืน ต้องเป็นบ้า ยาก ทรายรู้ว่าพ่อไม่ได้ซีเรียสเรื่องบทว่าต้องโดนข่มขืน แต่พ่อซีเรียสว่าทรายจะเล่นไม่ได้ ทางพี่งัด (สุพล วิเชียรฉาย) โทร.มาพ่อก็บอกว่าอย่าไปเลย ถ้าเล่นไม่ได้ไปก็เสียเวลาเปล่าๆ ไหนจะเสียผู้ใหญ่อีก พ่อเขารู้ว่าทรายจะเป็นคนที่ไม่โดนเด่นอะไรซักอย่าง เรียนก็กลางๆ เป็นคนกลางๆ มาก (หัวเราะ) อย่าไปเลย พ่อเขารู้ว่าคนถ้าเล่นไม่ได้มันก็เล่นไม่ได้ ถ้าเริ่มทำงานไปเรื่องหนึ่งแล้วเล่นไม่ได้ แล้วไม่มีงานต่อ ทีนี้จะทำตัวไม่ถูกแล้ว ทรายก็บอกว่าเขาให้ไป cast ก็ไปสิ มันจะอะไรกันนักหนา ลองดูก็ได้ แล้วทำไมถึงคิดว่าเราจะทำไม่ได้ เราอาจจะทำได้ก็ได้ ด้วยลูกดื้อ ก็ไปๆ แบบไม่รู้เรื่องอะไร

- ครั้งแรกของการ casting เป็นยังไงบ้างคะ

ไปถึงพี่งัดเล่นเป็นพ่อ พี่อ้อมเล่นเป็นแม่ พ่อแม่ทะเลาะกัน จะทำยังไง ทรายเป็นโรคบ่อน้ำตาตื้นกับเรื่องครอบครัว ถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าเวลาดูหนัง หรือเวลาอ่านหนังสือ ถ้ามันเศร้าอยากร้องไห้ ร้อง ถ้ามันขำอยากหัวเราะก็ขำ ถ้ามันเบื่อก็ลุกเดินออกไปเลย เราก็มีอารมณ์ เป็นคนปกติ คนอื่นอาจจะบอกว่าตอนนี้ไม่เศร้า อ้าว…แต่ฉันเศร้า เขาอุตส่าห์ทำมาให้มันเศร้า ร้องไห้เสียหน่อยมันจะเสียน้ำใจอะไรกันมากมาย พอพ่อแม่ทะเลาะกันในบทเขาเล่นกันสมจริงสมจังมาก เราก็เศร้าสิ ร้องไห้ไป อย่าตีกันเลย มันก็ร้องออกมาเอง ทรายยังรู้สึกว่าอ้าว…ร้องไห้ทำไมเนี่ย แถมพูดไม่ชัดด้วย พี่งัดเดินออกมาโอเคครับคุณแม่ ให้น้องเล่น ทรายก็…ห๊า สรุปว่าได้เล่น แล้วก็ไปเรียนเพิ่มเติมกับครูแอ๋ว

- เป็นบทพิสูจน์ว่าจริงๆ แล้วทรายทำได้

ทรายอยากจะบอกว่าทรายไม่มีทฤษฎีที่แน่นปึ๊ก ทรายไม่มีทฤษฎีอะไร แต่ทรายรู้สึกเพียงว่าอยากทำงานที่ทรายอยากทำ แล้วทรายก็ดีมานด์ว่าเราน่าจะทำได้ เพราะทรายจะไป cast ทุกครั้งถ้าเขามี ยิ่งมีการ cast ยิ่งดี ถ้าไม่มีก็ขอดูก่อน อะไรก็ได้ที่ทำให้เราประมาณตนได้ว่าบทนี้อย่าบังอาจเอื้อมไปเล่นเลย ไม่ได้หรอก แต่ถ้าไป cast เราเล่นเต็มที่เท่านี้ ถ้าเขาบอกได้ ก็หมายความว่าเขาต้องการในสิ่งที่ตนมี ในสิ่งที่เรามีความสามารถ

- ทรายกำลังพูดถึงการทำงานแบบมีสเต็ป

ใช่ค่ะ

- แล้วความรู้สึกชอบเรื่องเพลง เริ่มต้นได้ยังไงคะ

เด็กๆ ทรายเรียนเปียโน เรียนกับน้อยชาย น้องชายเล่นเก่ง ทักษะเขาดีขนาดซ้อมมั่งไม่ซ้อมมั่ง ทรายจะเฉื่อยๆ ขี้เกียจด้วย จนกระทั่งเรียนจบคอร์สปกติ อาจารย์ก็อยากมาสอนให้ อยากให้ฟี่ (น้องชาย) ได้เรียนต่อ แต่บางวันฟี่เขาจะกลับจากโรงเรียนช้ากว่าทราย เอ้า…ฟี่ไม่อยู่ ทรายมาเรียนแล้วกัน ทรายก็เรียนแบบเซ็งๆ โดนหยิกตลอด แหม…เราไม่ได้อยากเรียน เขาไม่ได้มาสอนเรานี่นา เราเหมือนตัวแถมยังไงก็ไม่รู้ เวลาไปต่างจังหวัดด้วยกัน พ่อขับรถ แม่นั่งหน้า สามคนพี่น้องนั่งข้างหลัง เปิดเพลงฟัง สมัยนั้นจะฝัน ฝันหวาน ทรายก็ร้องเสียงก็เป็นอย่างนี้ น้องชายก็ร้อง ตอนนั้นเสียงเขายังไม่แตก เสียงเขาจะสูงกว่าทรายอีก แม่เขาบอกว่าทรายเงียบๆ หน่อยลูก ปล่อยให้ฟี่เขาร้องเถอะ ทรายก็โอ้โฮ…มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ ได้…จำไว้ เลยไม่คิดว่าตัวเองจะร้องเพลงได้ แต่จะเป็นคนที่ร้องตามโน้ตไม่เพี้ยน มันได้โดยไม่รู้ตัวตอนเรียนเปียโน ถึงจะเกลียดยังไงก็ยังได้มา ที่เข้ามาเป็นนักร้องก็ตอนเล่นละครแล้วไปออกรายการ ออกรายการก็มีร้องเพลง ตอนร้องยังคิดในใจ แม่เขาจะสั่งให้หยุดร้องไหมเนี่ย พี่ที่เขาคุมร้องอยู่เขาชวนไป test ก็เอาสิ จะได้ประมาณตนได้ มีแววกับเขาไหม ก็ไป เสร็จแล้วให้ไป screen test ไม่ธรรมดาแล้ว

- ตอนนั้นคิดว่าน่าจะมีเปอร์เซ็นต์ได้มากน้อยแค่ไหนคะ

คงไม่ได้หรอก แต่ได้ ได้ก็ทำ แต่ก่อนจะไป test ทรายคิดแล้วว่ามันมีเปอร์เซ็นต์ทั้งได้และไม่ได้ เราไม่เข้าข้างตัวเองว่าได้ แต่ถ้ามันได้ ถามตัวเองว่าอยากทำไหม ถ้าอยากทำก็ไป

- ณ วันนี้ทรายคิดว่าภาพของความเป็นตัวเองมากที่สุดอยู่ตรงจุดไหนคะ

นักร้องค่ะ ทรายต้องยอมรับว่าเราเล่นเป็นคนอื่น เราร้องเพลงแทนตัวเอง เราคิดกับเรื่องนี้แล้วเราก็ร้องออกมา บางคนอาจจะพูดว่าเพลงไทยก็มีแต่เพลงรัก แต่พี่รักแฟนเหมือนคนอื่นหรือเปล่าล่ะ คนเรามีวิธีที่จะรักไม่เหมือนกัน มีวิธีเสียใจกับเรื่องเดียวกันไม่เหมือนกัน สถานการณ์เดียวกัน มีมือที่ 3 เข้ามาเหมือนกัน บางคนฟูมฟาย บางคนไม่ใส่ใจ บางคนอาฆาต ถ้าเป็นทรายรู้สึกยังไง ทรายก็รู้สึกอย่างนี้พี่ไปแต่งเพลงให้โดนหนูแล้วกัน แต่ละครก็เล่นไปตามบท ตอนเราเล่นเราก็เชื่อ แต่ถ้าถามว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ทรายจะทำอย่างนี้ไหม ไม่ แต่นั่นเราสวมบทคนอื่นอยู่ ก็เป็นไปตามบท

- เท่าที่ทรายได้สัมผัส แฟนๆ เป็นกลุ่มเดียวกันไหมคะ

แฟนเพลงจะดูละครด้วย แต่แฟนละครอาจจะไม่ซื้อเทป เพราะละครจะมีตั้งแต่เด็กจนถึงคุณยายคุณย่า แต่เพลงของทรายเป็นร็อค ซึ่งมันก็ไม่ใช่วงที่กว้างมากๆ คนที่ซื้อเทปบางคนอาจจะไม่ค่อยดูทีวี แต่เขาจะรู้ว่าทรายเล่นละครเรื่องนี้ๆ อยู่ ในขณะที่คนดูละครเขาก็รู้ว่าตอนนี้ทรายทำเพลงอยู่นะ

- ทรายรู้สึกยังไงที่ประสบความสำเร็จเร็ว ไม่ว่าจะจับงานอะไร

ทรายถือว่าทรายมีโอกาสได้ทำงาน ได้ร่วมงานกับคนที่ดี สนุกสนาน เราพอใจกับงานที่ทำอยู่ มีคนดู มีคนเห็นผลงานของเรา เราตั้งใจทำเราก็อยากให้คนเห็น ทรายถือว่าเป็นสิ่งที่น่าดีใจ การประสบความสำเร็จของทรายก็คือแค่คนดูละครแล้วไม่ด่าว่าเล่นแข็งเป็นหุ่นโคมไฟจี้กง ไม่สร้างความรำคาญให้กับคนดู ทรายก็โอเคแล้ว แค่นี้ก็ดีแล้ว

- ไม่ต้องได้ฉายานางเอก 150 ล้านก็ได้

ไม่ต้องก็ได้ อย่างคนพูดว่าเล่นหนังกับพี่หลิว ทรายจะโกอินเตอร์ ได้ฉายาเป็นนางเอก 150 ล้าน ทรายเล่นเรื่องต่อไปอาจจะไม่ได้สักล้านเลยก็ได้ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว มันขึ้นอยู่กับทีมงาน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของหนัง 150 ล้านไม่ใช่ได้เพราะทราย ได้เพราะหนัง ทีมงาน สมมุติมาตรฐานของทราย ทรายก็เล่นเท่าเดิม แต่ทีมไฟขี้เกียจมาก คนไปดูหนัง หนังอะไรมืดๆ คนก็ไม่อยากไปดู หนังก็ไม่ถึง 150 ล้าน ทรายก็เล่นเท่ากับที่เล่น 150 ล้านนั่นแหละ คือถ้าทีมไฟทำดีหน่อยก็ได้ 150 ล้าน หรือฝ่ายฉากขึ้เกียจ ตรงนี้คงไม่เห็นเอาลวดมัดไว้ก็แล้วกัน แต่ภาพเห็นเต็มๆ หรือยุคอดีตมีเปลือกลูกอมตกอยู่ จบกัน ทรายก็เล่นเท่าเดิม แต่ถ้าทีมงานทุกคนทำดีหมด แต่ทรายขี้เกียจ เหนื่อยจัง เล่นแบบง่วงๆ มันก็ไม่ได้ ทุกคนต้องมาด้วยกัน พร้อมๆกัน ทุกคนคือส่วนเล็กๆ ที่ประกอบเข้าด้วยกันจนเป็นส่วนที่ใหญ่ได้

- อย่างที่ทรายบอก ทำงาน 7 วัน แล้วหาเวลาพักผ่อนยังไงคะ

ก็หาพักเอาตามกองถ่าย วอมแวมๆ (หัวเราะ) คือมันก็ต้องมีว่างบ้าง ถ้าว่างขอนอน ขอตื่นสายๆ และหรือออกไปดูหนัง และหรือออกไปซื้อเทป และหรือออกไปซื้อหนังสือ และหรือออกไปมหาวิทยาลัย คือทรายไม่สามารถว่าง 4 วันไปหัวหินกันเถอะพวกเรา แต่ก็มีนะคะว่าปีหนึ่งหาเวลาว่างให้ตัวเอง แต่ถ้าไม่ติดงานก็ติดเรียน ก็พอใจนะ เพราะเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ ม. 2 แล้ว ไม่ใช่ทำใจได้ แต่ชิน

- ทรายบอกว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่วันนี้ถ้าให้มอง…ไม่ใช่ ทรายมีผลงานที่ประสบความสำเร็จ ทรายมีหน้าที่ที่คนยอมรับ ตัวทรายเองรู้สึกยังไง

ทรายพอใจค่ะ ทรายทำงานมาอยู่ตรงนี้ มีคนจำนวนหนึ่งที่รู้จัก และยอมรับผลงานของเรา มีพ่อแม่มีน้องมีเพื่อนที่เข้าใจ มีสังคมของเรา อาจจะมีบ้างที่มีคนไม่เข้าใจ มันมีกันทุกคน ไม่ใช่ว่าถ้าทรายไม่ทำงานแล้วทุกคนจะมารักทรายหมด มันก็ไม่เกี่ยว ยังทะเลาะกับเพื่อนเป็นเรื่องธรรมดา ประสบความสำเร็จแค่นี้ทรายก็เอาแล้ว อย่างน้อยทรายก็คงมีคนชอบบ้าง เพราะทรายทำงานตรงนี้มา 7 ปีแล้ว งานตรงนี้ต้องพึ่งพาคนดู ถ้ามันแย่มันไม่ไหวเลย 2 ปีเต็มที่แล้ว อย่างน้อยมีคนสักกลุ่มที่ชื่นชอบและเห็นถึงความตั้งใจของทรายค่ะ

- คุยเรื่องเบาๆ อย่างเรื่องของสะสมบ้าง เพราะขวัญเรือนก็มีคอลัมน์คนรักโปสการ์ดอยู่บ่อยๆ ทรายก็เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบตรงนี้

ทรายเริ่มมาจากเป็นคนชอบอ่านหนังสือมากกว่าดูทีวี ช่วงปีใหม่จะมีคนส่งการ์ดปีใหม่มรให้ ปั้มตรายางมา ตอนนั้นทรายก็จะเฉยๆ แต่พอเข้าวงการมีน้องๆ เขียนจดหมายมา แล้วหลายคนบอกว่าอยากให้พี่ตอบเอง ช่วยตอบเองนะคะ อ้าว…ถ้าพี่ไม่ตอบเอง แล้วพี่จะให้ใครตอบให้ล่ะจ๊ะ ก็ต้องตอบเองสิน้องเอ๋ย คือเท่าที่ทราบบางคนใช้ซีร็อกซ์เอา ทรายเข้าใจเพราะงานตรงนี้มันยุ่งจริงๆ ทรายไม่ได้บอกว่าทรายประเสริฐกว่าคนอื่นนะ แต่ทรายคิดว่าตอบได้มันก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงเรานี่ แต่ตอบช้านะ ยอมรับว่าช้ามาก น้องเขียนมาตอนเมษาฯ พี่ตอบอีกทีตอนลอยกระทง แต่ก็เขียนเอง เซ็นเอง เขียนน้อยเขียนมากก็เขียนเอง ทรายคิดว่ามันเป็นเรื่องของการมีแก่ใจหรือเปล่า บางคนคิดว่าแหมเราทำงานหนัก เอาเวลาตอบจดหมาย 2 ชั่วโมงไปนอนดีกว่า บางทีก็คิดจะมานั่งเขียนทำไม นอนซะก็สิ้นเรื่อง แต่ก็เขียน ทรายเป็นคนบ้าเขียน

- เป็นการสะสมโดยไม่รู้ตัว

คือมีครั้งหนึ่งไปทำงานที่ฟิลิปปินส์ ไม่มีอะไรทำ เขียนโปสการ์ดดีกว่า หลอกขอที่อยู่เพื่อนไปได้คนหนึ่ง กะให้ตกใจ เขียนถึงพ่อ ถึงน้อง เหมือนมีเรื่องอะไรอยากจะเล่าให้ฟัง จะเล่าให้แม่ฟังก็อยู่ด้วยอยู่แล้ว ก็เขียนๆ เขียนเสร็จกลับมาถึงบ้าน มีโปสการ์ดตามมาถึงเรา ตอนนั้นไม่ได้คิดสะสมหรอก โปสการ์ดในสมัยนั้นฮิตที่สุดคือของกรมไปรษณีย์ที่เอาไว้เขียนทรายผลบอกโลก (หัวเราะ) อีกทีคือไปญี่ปุ่น ทรายเริ่มเขียนตอนนั้นแหละ 10 วันในญี่ปุ่นเหงามาก ทำไมนานอย่างนี้ เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน เขียนหาเพื่อน เพื่อนเลิฟจ๊ะ อยู่ที่นี่เหงามาก มีแต่คนมาโนะเนะ โนะเนะ อาโนใส่ ไม่ได้พูดภาษาไทยเลย เขาไม่พูดอังกฤษกัน แล้วภาษาอังกฤษฉันก็ไม่ได้คล่องกว่าคนอื่น ภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย ก็เล่าระบายให้เพื่อนฟัง โปสการ์ดก็ไปฉกเอาตามที่เขาให้ฟรี เขียนๆ แปะแสตมป์ส่งมา เออ…เพื่อนเอามาให้อ่านว่าทรายเขียนอะไรมาบ้าง เออ…รู้สึกดี เออ…วันนั้นเราไปทำนั่นทำนี่ ดีกว่าเขียนไดอารี่อีก ทรายเขียนไดอารี่ไม่รอดหรอก…หลับ ยิ่งมันมีให้เขียนไม่จำกัด ก็เขียนเรื่อย เขียนไม่หยุด แต่โปสการ์ดมันบังคับว่าต้องจบ (เท่าที่ดูโปสการ์ดน้องทรายจะเขียนตัวหนังสือจนแน่นเอี๊ยด แทบไม่เหลือที่ว่าง) ก็เขียนมาเรื่อยๆ กลับมาก็ยังเขียนอยู่ พอคนเห็นทรายเขียนเขาถามมีเพื่อนอยู่ต่างประเทศเหรอ ทรายบอกเปล่า เพื่อนอยู่ลาดพร้าว แล้วเขียนทำไม ทำไมไม่โทร. ทรายว่ามันเป็นวิธีที่โอเคนะ เราได้สัมผัส จับกระดาษปากกาบ้าง ดีกว่าคลิกแต่เม้าส์ หรือควรอ่านหนังสือจากตัวหนังสือที่เป็นดินสอหรือปากกามากกว่าขึ้นมาเป็นตัววิ่งในคอมฯ เขียนแค่นี้สละเวลา 3 นาที 5 นาที ทำได้ก็ทำ ซึ่งถามเพื่อนที่เขาได้รับ เขารู้สึกดี เขาชอบ เขาก็เลยเขียนส่งมาบ้าง แรกๆจะเขียนตอบด้วยมารยาท แต่หลังๆ ไม่ใช่ เขียนเล่าสู่กันฟังมาเรื่อย เอ้า…เรื่อยก็เรื่อยถึงทุกวันนี้

- ทรายเขียนทุกวันไหมคะ

เขียนทุกวัน จนเป็นที่รู้กันว่าเวลาทรายอยู่กองถ่าย ถ้าว่างจะเขียนโปสการ์ด ไม่ได้คุยโทรศัพท์ ทั้งๆ ที่เบอร์ไอ้คนเขียนถึงก็มีอยู่ในโทรศัพท์ หรือถ้าจะโทร. ก็คือได้รับโปสการ์ดหรือยัง เพิ่งส่งไปให้ จะเป็นอย่างนี้

- เท่าที่เห็นโปสการ์ดมีเยอะมากเลยนะคะ

เยอะมาก เพราะทรายเขียนทุกวัน เขียนส่งถึงแม่ พอเจอเพื่อนก็จะเอามาแลกกันอ่าน มันก็เป็นเรื่องเล่า เป็นกึ่งๆ ไดอารี่ของเรา แต่เขียนให้คนอื่น การเขียนโปสการ์ด ทำให้เป็นคนที่ย่อความเก่ง บางทีก็มีต่อ 3 แผ่น เป็นซีรีส์ บางทีก็ไม่มีเรื่องอะไร แต่ทรายว่าโปสการ์ดมันสวย ก็ส่งไป
- เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ
สุขทราย แต่แม่จะทุกข์ มันไปที่ไหนมันจะถามถึงแต่…ไหนตู้ แสตมป์ซื้อได้ที่ไหน เราเห็นโปสการ์ดแล้วเออ…คนนี้ได้ต้องชอบ คนนั้นได้ต้องปลื้มใจ บางทีซื้อเพราะตัวเองชอบ แล้วส่งให้เพื่อน เพื่อนทุกคนก็เป็นอย่างนี้ ส่งถึงกันไปมา บางคนไม่ได้โทรศัพท์ถึงกันเลยนะ แต่รู้เรื่องของกันหมดเลย ทรายว่าตรงนี้เป็นเหมือนเราทบทวนความจำในแต่ละวัน เราได้ทบทวนว่าวันหนึ่งๆ เราทำอะไรบ้าง ก็ดีเหมือนกัน มีหลักฐาน ทรายไม่เคยเห็นใครทิ้งโปสการ์ดนะ จะเก็บ แต่จะเก็บยังไงเท่านั้นเอง นอกจากเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับพระครูวิจิตรธรรมโชติ อันนั้นทรายก็ทิ้งค่ะ (หัวเราะ) ไหนๆ ก็ได้พูดแล้ว ทรายขอร้องสำหรับคนที่เก็บอย่างเดียว เวลาไปหยิบฟรีโปสการ์ดหยิบที่ครึ่งปึกเลยนะ โอ้โฮ…ให้คนอื่นบ้าง สองใบก็พอ ใบหนึ่งเขียน ใบหนึ่งเก็บ ทรายรู้ว่ามันเป็นของฟรี แต่แบ่งๆ ก็แล้วกัน บางคนเก็บอย่างเดียวไม่เขียน ที่ร้ายกว่านั้นเก็บไปขาย ทั้งๆ ที่มัน take it free แต่บางคนเก็บมาจากเมืองนอกเอามาขาย ก็ยังโอเค ทรายเคยเห็นเขาเอาฟรีโปสการ์ดมาขายเป็นเซ็ตเลย ใจร้ายมาก…
ถึงตรงนี้เห็นด้วยไหมว่า ทุกคำตอบแสดงให้เห็นถึงความเป็นตัวตนในแบบที่เป็นเธอให้เราได้รู้จักกับชื่อ 'ทราย เจริญปุระ' มากขึ้นเลยทีเดียว