หลากชีวิต : ก้าวแห่งความสำเร็จของ
อินทิรา เจริญปุระ
เรื่องโดย : ภาวิณี พงษ์ฉ่ำ
(บทสัมภาษณ์นี้มีความยาว 12 หน้ากระดาษ
A4 )
|
| |
การที่คนเราจะสามารถประสบกับความสำเร็จในชีวิตได้นั้น แต่ละคนย่อมมีวิธีการบรรลุจุดหมายที่แตกต่างกัน
บางคนอาจต้องดิ้นรนไขว่คว้าตลอดชีวิต บางคนอาจต้องขวนขวายพยายามอย่างยากเข็ญ
หรือบางคนอาจต้องต่อสู้มุมานะลองผิดลองถูกตามวิถีของตน
ฉบับนี้เรามีนัดคุยกับสาวน้อยที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะมาไม่นาน แต่ความสามารถในการทำงานของเธอเป็นที่ยอมรับยิ่งแก่บุคคลทั่วไป
อินทิรา เจริญปุระ หรือ น้องทราย
|
|
ทรายคิดว่าทรายมีโอกาสและจังหวะที่ดีค่ะ ทรายคงไม่บอกว่าความสำเร็จที่ได้มาเป็นเพราะทรายเก่ง
แต่เมื่อโอกาสและจังหวะเข้ามา ทรายก็ตั้งใจทำตรงนั้นอย่างดีที่สุด เพราะฉะนั้นการบรรลุความสำเร็จของทรายคือ
ทำงานแต่ละชิ้นที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มร้อยค่ะ |
ข้อความสั้นสั้น ที่เธอตอบเมื่อเราถามถึงจุดที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จ
แม้ชื่อของ ทราย เจริญปุระ จะเติบโตขึ้นมาเป็นสีสันให้กับวงการบันเทิงไทยได้เพียง
7 ปี แต่ระยะเวลาเท่านี้ก็สามารถพิสูจน์ความสามารถของสาวน้อยวัย 20 คนนี้ได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมวงการบันเทิงจึงเรียกเธอว่า
นางเอกร้อยล้าน ซึ่งล่าสุดกับชีวิตการแสดงของเธอที่ก้าวไกลไปถึงระดับชาติ
ทรายเป็นนางเอกไทยในยุคนี้ที่ถูกพระเอกต่างชาติดังระดับโลกเลือกไปแสดงประกบคู่พระนาง
|
การพูดคุยกับสาวเก่งในวันนั้นบรรยากาศเย็นสบายและเป็นกันเอง โต๊ะและเก้าอี้รับแขกที่สวยงามนิ่มสบายถูกปล่อยตั้งไว้อย่างไม่มีใครแยแส
เพราะเราสามคนได้แก่ คุณแม่สุภาภรณ์ น้องทราย และผู้เขียน สมัครใจที่จะนั่งคุยกับพื้นพรมเพื่อความสบายอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
การเริ่มต้นบนถนนการทำงานของ ทราย เจริญปุระ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความใฝ่ฝันที่อยากเป็นดาวประดับวงการ
แต่ทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อมที่เธอบอกว่า ตั้งแต่ดวงตาสามารถรับแสงสว่างแห่งโลกใบนี้ได้
เธอก็เห็นภาพการทำงานของกองถ่ายแล้ว |
คุณแม่ : จริงจริงแล้วพ่อกับแม่ไม่ได้อยากสนับสนุนให้ทรายทำงานในวงการนี้เลย
เพราะเราทั้งคู่อยู่ในวงการกันอยู่แล้ว เรารู้ว่ามันเหนื่อยหนักและสาหัสมากแค่ไหน
แต่ก็ไม่ได้บอกว่าวงการนี้ไม่ดีนะคะ วงการนี้ดี ให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับเรา
ไม่ว่าทรัพย์สินเงินทอง หรือว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราเลี้ยงลูกมาก็ได้มาจากงานตรงนี้
แต่เมื่อคนที่เป็นพ่อแม่รู้ว่างานมันเหนื่อยแค่ไหน เราก็ไม่อยากให้ลูกของเราต้องมาเจอ
เวลากินไม่ได้กิน เวลานอนไม่ได้นอน ซึ่งคุณรุจน์จะพูดเสมอว่าอยากให้ทรายเรียนหนังสือให้จบ
แล้วก็ทำงานรับราชการด้วยซ้ำไป เพราะงานราชการเลิกก็เป็นเวลา เบิกค่าเล่าเรียนค่ารักษาพยาบาลก็ได้
มีทั้งสวัสดิการ พอเกษียณก็ได้บำเหน็จบำนาญ
ส่วนงานตรงนี้ของเราไม่มี เราไม่ได้ เงินก็ต้องเก็บเองทั้งนั้น ค่าใช้จ่ายของคนที่อยู่ในวงการก็จะสูงกว่าคนอื่น
แล้วเมื่อ 20 ปีก่อนหน้านี้อาชีพนี้ก็ไม่เป็นที่ยอมรับ กลับได้รับการดูถูกจากสังคมด้วยซ้ำ
แต่ทั้งหมดนั้นเราก็ไม่ได้กลัวเรื่องคนดูถูกหรอกนะคะ แต่กลัวว่าลูกจะลำบากมากกว่า
|
ทราย : ทรายไม่เคยมีความคิดเลยว่าตัวเองต้องเข้าวงการ
และก็ไม่มีความฝันว่าเมื่อโตขึ้นต้องมีอาชีพอะไร แต่ที่แน่แน่นั้นทรายคิดแต่เพียงว่า
ทรายต้องไม่ได้เข้าวงการนี้อย่างแน่นอน เพราะเราเห็นอยู่ตลอดเวลา อย่างชื่อ
ทราย ก็มาจากหนังเรื่อง บ้านทรายทอง ซึ่งตอนนั้นคุณพ่อทำหนังเรื่องนี้อยู่พอดี
ทรายไม่รู้สึกว่าต้องใฝ่ที่จะเข้ามา แต่เหมือนกับว่าทรายเกิดขึ้นมาก็อยู่กลางกองถ่ายแล้ว
ชีวิตประจำวันของทรายตั้งแต่เด็กเด็กก็จะอยู่แต่กับกองถ่าย อย่างช่วงเสาร์-อาทิตย์
กองถ่ายเปรียบเหมือนสวนสนุกของทรายเลย ทรายจะไม่เคยได้ไปแดนเนรมิต ซึ่งไม่ใช่ว่าแม่ไม่พาไป
แต่เราไม่ได้เรียกร้องและไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะไป ทรายไม่ได้มีความรู้สึกตรงนั้นเลย
|
| คุณแม่ : ทรายเขาไม่ได้มีแววในเรื่องของการแสดงเลย
เพียงแต่ว่าเสาร์-อาทิตย์เราจะพาเขาไปกองถ่ายด้วย เพราะแม่เป็นผู้จัดการกองถ่าย
พ่อเป็นผู้กำกับ เขาก็จะเห็นจากตรงนั้น เขาวิ่งเล่นอยู่ตรงนั้น พ่อแม่ก็ทำงานกันไป
เขาก็จะเจอพี่เปิ้ล-จารุณี พี่แหม่ม-จินตหรา พี่โอ-วรุฒ ทุกคนจะเป็นพี่เขาหมด
เขาไม่เคยรู้สึกเลยว่าคนพวกนี้เป็นดารา |
|
น้องทรายบอกว่าแท้จริงแล้ว เธอเป็นเด็กที่ขี้อายมาก เพราะฉะนั้นงานในวงการบันเทิงจึงห่างไกลจากความเป็นจริงที่เธอเป็นเพราะอยู่ดีดีเธอไม่สามารถลุกขึ้นมาทำอะไรต่อหน้าสาธารณชนเองได้
ถ้าไม่ใช่มีคำว่า งาน และ หน้าที่ อยู่ตรงนั้น
|
| - ถ้าเป็นเด็กขี้อายไม่กล้าแสดงออก
แล้วเข้าทำงานในวงการบันเทิงได้อย่างไรคะ ? |
ทราย : ตอนนั้นทรายอายุ
13 แล้วทางค่ายเอ็กแซ็กท์เขาอยากได้เด็กใหม่ใหม่ที่จะไปเล่นเป็นลูกพี่นก-สินจัยในละครเรื่อง
ล่า แล้วเขาก็มาบอกคุณพ่อว่าให้พาลูกเข้าไปแคสติ้งสิ ซึ่งคุณพ่อก็กลับมาเล่าให้ฟังว่า
ไม่เอาหรอก เล่นไม่ได้หรอก
ทรายก็ถามว่าทำไมล่ะ ทรายยังไม่ได้ลองเลย ซึ่งจริงจริงแล้วตอนนั้นใจไม่ได้ใฝ่อยากที่จะเข้าวงการเลย
เพียงแต่คิดว่าทำไมพ่อถึงคิดว่าเราทำไม่ได้ ซึ่งเขาก็ให้เข้าไปแคสฯ ก่อนไม่ใช่เหรอ
แล้วมันอาจจะได้หรือไม่ได้ก็ยังไม่รู้ เพราะเรายังไม่ได้ไปลองเลย ทรายจึงตกลงใจเข้าไปแคสฯ
พอเข้าไป พี่งัด (สุพล วิเชียรฉาย) ผู้กำกับเขาก็เอาบทมาให้อ่านคือให้เราเป็นลูก
แล้วต้องห้ามพ่อกับแม่ไม่ให้ทะเลาะกัน ซึ่งตอนที่ทรายห้าม ทรายก็ร้องไห้ออกมาเลย
เพราะปรกติแล้วทรายเป็นคนแพ้ทางกับเรื่องของครอบครัวมาก ซึ่งก็ตกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำได้อย่างไร
พี่งัดเขาก็บอกว่าโอเค ผ่าน
พอกลับมาทรายก็บอกว่า เห็นไหมว่าทรายทำได้ แล้วก็คิดว่าจะทำ แต่พ่อก็ห้ามว่าอย่าเลย
เล่นไปเดี๋ยวเขาก็ต้องเปลี่ยนตัว เพราะบทมันยากมาก แรงมาก มีบทข่มขืนด้วย
ซึ่งพ่อเขาจะไม่เห็นแววใฝ่ของทรายเลย แล้วทรายก็ไม่รู้ตัวเองมาก่อนด้วยว่าตัวเองทำได้
เพียงแต่อยากลองดูเท่านั้น
|
|
ละครเรื่อง ล่า นับเป็นเส้นทางแรกที่เธอเริ่มเดินบนถนนบันเทิงเส้นนี้
และนับว่าเป็นเส้นทางการเริ่มต้นที่สวยงามอย่างยิ่งสำหรับชีวิตนักแสดงของเธอ
เพราะทุกหัวระแหงมีแต่คนยอมรับและจดจำชื่อของ ทราย เจริญปุระ |
| - เคยคิดไหมคะว่า ตัวเองสามารถแสดงบทที่ยากและแรงเช่นนั้นได้อย่างไร
ทั้งทั้งที่ไม่มีพื้นฐานการแสดงมาก่อนเลย ? |
ทราย : พอถึงตอนนี้ให้ทรายกลับไปมองตอนที่เล่นเรื่องล่า
ทรายก็ยังคิดเลยว่าทรายเล่นได้ยังไง แปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าเราทำอย่างนี้ได้ด้วยเหรอ
เพราะก็อย่างที่บอกว่าไม่ได้มีความใฝ่หรือมีแววมาก่อนเลย ทรายจะเฉยเฉย
เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่ทรายเด็กเด็ก พ่อจะเป็นคนที่ชอบเล่นกล้อง
แล้วทรายก็เป็นคนเดียวที่จะอยู่นิ่งนิ่งให้พ่อถ่าย ซึ่งพ่อเขาก็จะมีเวลาเซตกล้องได้
ส่วนน้องคนอื่นก็จะไปกันหมดแล้ว เขาเบื่อเพราะว่านานมาก แล้วพวกเขาก็ยังเด็กอยู่ด้วย
ส่วนทรายจะถูกเลี้ยงมาในระบบของพี่คนโต คือทุกอย่างต้องนิ่ง เหมือนให้ทำอะไรก็ทำ
ทำเพราะต้องทำ แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดด้วย
คุณแม่ : ทรายเขาจะมีน้องชายและน้องสาว ซึ่งทรายเกิดพ.ศ. 2523 น้องชาย(ภวัต
เจริญปุระ) เกิดพ.ศ. 2525 และน้องสาว(ภรณ์รวี เจริญปุระ) พ.ศ.2527 แม่จะมีลูกติดกันคือท้องว่าง
4 เดือน แล้วก็ท้อง แล้วนั่นคือเมื่อแม่ท้องน้องคนที่ 2 ทรายเขาก็ยังเล็กอยู่
แม่ก็จะพูดกับเขาตลอดว่า หนูมีน้องนะ อีกหน่อยพอน้องเกิดมาหนูจะต้องเสียสละนะ
หนูจะต้องรักน้องนะ คือเราจะพูดอย่างนี้กับเขาตลอดเวลา
|
| - ตอนที่น้องทรายยังเด็ก
เขาเลี้ยงยากไหมคะ ? |
คุณแม่ : ถ้าตอนที่เขายังจำความไม่ได้จะค่อนข้างเลี้ยงยากหน่อย
เพราะทรายเขาเป็นโรคอ้อน 3 เดือน คือพอถึงเวลาสี่โมงเย็นเขาจะร้องแล้วก็ร้องไปจนถึงเที่ยงคืนถึงจะหลับ
แต่พอหลังจาก 3 เดือนไปแล้วโรคนี้จะหายไปเอง ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไรต้องพาไปหาหมอ
หมอก็บอกว่าเขาเป็นโรคอ้อน 3 เดือน ซึ่งโรคนี้ไม่ได้เป็นกับเด็กทุกคน
แล้วพอน้องชายเกิด ทรายก็อายุ 15 เดือนเพิ่งเริ่มหัดเดิน ฉะนั้นทรายเขาจะไม่มีช่วงเวลามาอ้อนแม่
เพราะแม่ต้องเลี้ยงลูกเล็กแล้ว ซึ่งชีวิตทรายตอนนั้นเขาก็จะอยู่แต่ในที่ขังเด็กพร้อมกับแตงกวา
1 ลูก กับหนังสือการ์ตูนภาพสวยสวยกระดาษแข็งแข็งมันมัน แบบที่เปียกน้ำลายแล้วไม่เป็นอะไรอีก
1 เล่ม ซึ่งแม่จะเลี้ยงเขาอย่างนั้นตลอด
ทรายจะเป็นเด็กที่รักการอ่านหนังสือมาก ซึ่งแม่ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าช่วงที่พ่อกับแม่ทำหนังอยู่นั้น
เราต้องอ่านหนังสือกันเยอะ เพราะหนังส่วนใหญ่จะเอามาจากบทประพันธ์และนวนิยาย
ฉะนั้นเราก็จะอ่านหนังสือกันตลอด ก่อนนอนก็อ่าน ตื่นขึ้นมาก็อ่าน เขาก็เหมือนจะเห็นว่าเราอ่านหนังสือกันอยู่ตลอดเวลา
เวลาที่จะเล่นกับเขาก็ไม่มี แม่คิดว่าตอนนั้นทรายเขาคงคิดว่าหนังสือคืออะไร
มันมีความสุขมากกว่าการที่จะเล่นกับเขาเหรอ เพราะหันไปพ่อก็อ่าน หันไปหาแม่ก็อ่าน
คราวนี้เขาก็เลยเริ่มหาหนังสือมาอ่านบ้าง
|
| - ถ้าให้พูดถึงตัวเอง ทรายคิดว่าตัวเองมีนิสัยอย่างไร
เป็นเด็กดื้อไหม ? |
ทราย : ดื้อค่ะ ทุกวันนี้ก็ยังดื้ออยู่
บอกไม่ค่อยเชื่อ ซึ่งนั่นก็เพราะเรามีเหตุผลของเราอยู่แล้ว อย่างเวลาที่คุณแม่บอกว่าต้องอย่างนี้อย่างนี้นะ
ทรายก็จะไม่ทำถ้าไม่อยาก และเชื่อว่าสิ่งที่เราจะทำน่าที่จะดีกว่า แต่ส่วนมากแล้วจะใช้วิธีคุยกันมากกว่า
แม่จะบอกทรายว่าทำอย่างนี้เหรอ แต่แม่ว่ามีอีกทางหนึ่งจะลองไหม ถ้าลองก็ลอง
ถ้าไม่ก็ไม่ คือทรายจะเป็นอย่างนี้ จะมาสั่งกันตรงตรงไม่ได้
ส่วนนิสัยก็เป็นคนเรื่อยๆ นะคะ ทรายว่าทรายเป็นผู้ตามที่ดีมากกว่า รู้จักหน้าที่ของตัวเอง
แต่ไม่ถึงขนาดปล่อยชีวิตไปตามลม ทรายจะสามารถรับผิดชอบงานได้ แต่จะต้องเป็นสิ่งที่เราชอบด้วยนะ
เพราะงานที่เราไม่ชอบก็ไม่สามารถที่จะทำได้
|
| - แล้วมาเริ่มชีวิตในวงการเพลงได้อย่างไรคะ
? |
ทราย : พอได้เล่นละครแล้ว
เขาก็จะมีให้ไปออกรายการต่างต่าง ตอนนั้นที่ทรายไปออกคือรายการแฮปปี้เบิร์ดเดย์
แล้วเขาก็ต้องให้ทรายร้องเพลง ซึ่งก็ต้องไปอัดเสียงไว้ก่อนที่สตูดิโอของแกรมมี่
พอพี่ที่นั่นเขาได้ยินเสียงของทราย เขาก็บอกว่าให้มาลองเทสต์เสียงทิ้งไว้สิ
เผื่อทำเทป
ทรายก็เอาอีกแล้ว เป็นพวกที่ชอบลองของ เพราะเราก็ลองดูไม่เห็นเป็นอะไรเลย
ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ซึ่งเราก็จะได้รู้ตัวเองด้วยว่าเราทำได้ไหม เพราะแต่ก่อนทรายเคยเรียนเปียโนกับน้องชาย
น้องชายเขาจะเรียนเก่งกว่าทราย ส่วนทรายจะขี้เกียจซ้อม แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งต้องสอบร้องเพลงต่างต่าง
พอตอนกลับบ้านเราก็นั่งมาในรถพร้อมกันสามคนพี่น้องและพ่อกับแม่ด้วย
ทรายก็หัดร้องเพลงอยู่ในรถ พ่อกับแม่ก็จะบอกว่าทรายหยุดร้องเถอะ ซึ่งทรายจะเป็นคนโทนเสียงต่ำอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กเด็กแล้ว
แต่น้องชายเขาเด็กกว่าทราย เสียงเขาก็จะแหลมกว่า เราก็นึกว่าเสียงเราแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ
ทั้งทั้งที่ร้องก็ตรงโน้ตนะไม่ผิดคีย์ด้วย
ทรายก็เลยลองเข้าไปเทสต์ที่แกรมมี่ดู ซึ่งถ้าถามว่าทรายชอบร้องเพลงไหม
ก็ชอบนะคะ แต่อยู่ดีดีจะไปบอกเขาว่า พี่คะหนูชอบร้องเพลงนะคะ เอาหนูไปเทสต์สิ
มันก็ไม่ได้ เพราะนั่นไม่ใช่นิสัยของทราย แต่เมื่อโอกาสตรงนี้เข้ามา
เราก็เลยลองดูและก็ผ่าน ซึ่งต่อมาเขาก็ให้ไปเทสต์ภาพ และวันที่ทรายไปเทสต์ภาพนั้น
เสียงที่ทรายเคยเทสต์ไว้ก็หายไปด้วย ก็เลยต้องร้องใหม่กันเดี๋ยวนั้นเลย
แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี
|
| - หลังจากนั้นอีกนานไหมคะกว่าจะได้ออกเทป
? |
| ทราย : ระยะเวลาจำได้ไม่แน่ชัด
แต่รู้ว่าไม่นานเลย และก็ไม่ได้รู้สึกว่ารอว่าเมื่อไหร่เขาจะเรียก แต่กลับรู้สึกว่า
อ้าวเรียกเราแล้วเหรอ ทั้งทั้งที่ตอนนั้นทรายยังเซ็นสัญญาเองไม่ได้ด้วยซ้ำ
เพราะอายุแค่ 13 กว่าย่าง 14 ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่สามารถเซ็นสัญญาเองได้
ต้องให้คุณแม่เซ็นให้ ซึ่งตอนนี้งานจะไล่ไล่มากับละครเลย ทุกอย่างเข้ามาในชีวิตอย่างรวดเร็วมาก |
| - ทรายคิดว่าเป็นเพราะความมีชื่อเสียงจากละครหรือเปล่าที่ทำให้ได้มาออกเทป? |
ทราย : อาจเป็นเพราะจังหวะและโอกาสที่ดีค่ะ
ทรายเชื่อว่ายังมีคนที่เก่งกว่าทรายอีกเยอะมาก อาจมีคนที่ใช่กว่าเรา
เพียงแต่โอกาสนั้นยังไม่ไปถึงเขา หรืออาจเป็นเพราะเราดูใช่กว่าในบางจุดเท่านั้นเอง
เหมือนอย่างที่ทรายเคยไปแคสฯ แล้วทรายก็สามารถเล่นได้หมดทุกอย่างนะ
แต่ในที่สุดทรายก็ไม่ได้เล่นเรื่องนั้น เพราะมีคนหนึ่งที่ใช่กว่าทราย
ซึ่งก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงใช่กว่า แล้วเมื่อเราไปเล่น เล่นอย่างไรก็ฝืน
ไม่เหมือนกับที่เขาเล่น ซึ่งคนที่เป็นคนแคสฯ เขาได้เห็นสิ่งที่ดีกว่า
ใช่กว่าเราไปแล้ว เขาก็เลือกคนนั้น
|
| - แล้วได้มาเล่นหนังเมื่อไหร่คะ
ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้ได้รับการขนานนามเป็น นางเอกร้อยล้าน
ใช่ไหม ? |
ทราย : ใช่ค่ะ ได้เล่นหนังเรื่องแรกคือเรื่องนางนาก
ซึ่งตอนนั้นก็งงมากเหมือนกัน เพราะทรายไม่ได้อยู่ในตัวเลือกของเขาเลย
อาจเรียกได้ว่าเป็นตัวเลือกสุดท้ายของเขาเลยก็ได้ ทรายถูกเรียกไปเทสต์ตอนประมาณเดือนกันยายน
ซึ่งจริงจริงแล้วทรายอ่านข่าวเจอว่าพี่อุ๋ย (นนทรี นิมิตรบุตร) เขาจะทำหนังเรื่องนางนากตั้งแต่เดือนมกราคมแล้ว
ตอนที่อ่านเจอเราก็รู้สึกว่าโอ้โห...นนทรีย์ นิมิตรบุตรทำเหรอ น่าดูจังเลย
เพราะตอนที่เขาทำเรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง ทรายก็มีโอกาสได้ดู
ซึ่งพ่อของทรายก็เป็นคนให้เสียงเรื่องนี้ด้วย แล้วตอนที่อ่านข่าวเจอว่าพี่เขาจะทำเรื่องนางนาก
ทรายก็คิดแล้วว่าต้องไปดูแน่แน่ แต่ไม่ได้เคยคิดเลยว่าต้องเป็นตัวเองเล่น
คือคิดแต่เพียงว่าใครเล่น เราก็จะไปดู แค่นั้นเอง
แล้วต่อมาพี่คนที่เขาแคสติ้งเรื่องนางนากนี้ เขาก็เคยแคสฯ ทรายมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน
เขาก็เลยเรียกทรายเข้าไปแคสฯ ซึ่งเขามีโจทยว่า ต้องการเด็กใหม่เอี่ยมเหมือนกับตอนที่ทรายจะไปเล่นเรื่องล่า
แล้วพี่เขาก็บอกว่าถ้าเป็นเด็กใหม่เลยมันก็ยาก เลยเปลี่ยนมาเป็นเอาคนที่เคยเล่นมาบ้างแล้ว
แต่ก็ยังไม่ได้เล่นอะไรมาเยอะดีกว่า แล้วพี่เขาก็เลยคิดถึงทรายขึ้นมา
ทรายก็เลยคิดว่าเอาสิ ลองดูก็ได้ เพราะตอนนั้นทรายก็ตัดผมอยู่แล้ว แต่คนละทรงกับตอนที่เล่นนางนากนะคะ
เพราะทรงที่เล่นนั้นเขาเรียกว่าทรงดอกกระทุ่ม ซึ่งตอนที่พี่เขาเรียกไปแคสฯ
ทรายก็ยังคิดเลยว่าเป็นคนละเรื่องกับที่พี่อุ๋ยเขาทำนะ เพราะนึกว่าพี่เขาทำเสร็จไปแล้ว
แต่ปรากฏว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เราก็ หา...นางนาก..!
ทรายก็ไม่คิดเหมือนกันว่าทรายต้องแสดงเป็นแม่นากพระโขนง เพราะในความรู้สึกนั้นแม่นากต้องเป็นผู้หญิงตัวโตโต
เป็นสาวสวย ผมยาว แล้วเราก็ผมสั้น อายุก็แค่ 18 ปีเอง มันไม่ใช่เลย แต่พออ่านบทเสร็จแล้วก็รู้สึกว่าถึงอย่างไรก็ต้องแคสฯ
เพราะโอกาสมันเดินมาถึงข้างหน้าเราแล้ว เราก็ควรที่จะลองดูได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
|
| - แล้วคิดไหมว่าเมื่อออกมาแล้วต้องดัง
เพราะก่อนหน้านั้นมีกระแสออกมาว่าคนที่ได้แสดงเป็นแม่นากพ่อนากจะดัง
? |
| ทราย : ไม่เลยค่ะ
เพราะตลอดระยะเวลาของการถ่ายทำ ทีมงานทุกคนจะคุยกันว่าขอให้คุ้มค่าฟิล์มที่เขาเสียไปก็พอ
อย่าให้เขาต้องขาดทุนกันเลย ได้สักแค่ 50 ล้านยังไม่คิดเลย ซึ่งตอนที่ได้เป็นร้อยล้านทรายก็ยังตกใจเลย
ดีจัง แสดงว่ามีคนออกมาดูหนังกันเยอะ ไม่ได้ดีใจในแง่ของตัวเงินเลย กลับมีความรู้สึกว่ามันสาสมกันดีกับความตั้งใจของทีมงาน |
| - ผ่านมาจากหนังเรื่องนางนากแล้วมีอัลบั้มเพลงต่อไหม? |
| ทราย : มีค่ะ เป็นอัลบั้มล่าสุดของทรายตอนนี้เป็นชุดที่
3 แล้วก็เล่นละครต่ออีกหลายเรื่อง ซึ่งล่าสุดก็คือ เจ้าสัวน้อย และอตีตา |
| - ละครเรื่องเจ้าสัวน้อย
ถือเป็นอีกเรื่องที่สร้างความฮือฮาให้ทราย มาเล่นเรื่องนี้ได้อย่างไร? |
ทราย : ตอนนั้นเล่นอตีตาก่อนค่ะ
เล่นเป็นสาวเรียบร้อยมาก ซึ่งตัวเองเล่นเองยังอึดอัดเลย เพราะต้องพูดช้ามาก
เป็นผู้หญิงในแบบที่ทรายไม่เคยเป็นมาก่อนเลย และไม่คิดว่าจะทำได้ด้วย
ซึ่งพอเล่นเล่นไปตัวจริงของทรายก็ยังเป็นตัวจริงอยู่ แล้วก็คงมีใครเอาไปฟ้องพี่ลอร์ด
(สยม สังวริบุตร) ว่าทรายเป็นคนอย่างไร
พี่ลอร์ดเขาก็เลยเรียกเข้าไปคุยบอกว่าพี่มีบทอย่างนี้นะในละครเจ้าสัวน้อย
ซึ่งพอทรายฟังดูแล้วมันก็น่าเล่น เพราะทรายก็เคยพูดไว้ว่าอยากเล่นบทผู้ชายบ้าง
แต่ในความเป็นจริงแล้วมันจะมีได้อย่างไร ถ้าจะมีก็มีเพียงนิดนิดหน่อยหน่อย
ไม่ถึงขนาดเล่นเป็นผู้ชายทั้งเรื่องแบบนี้ เมื่ออ่านบทดูแล้วก็เลยรับเล่น
ก็โอกาสมันมาถึงตรงหน้าเราแล้วนี่คะ
พอละครออกมาแล้วก็ประสบความสำเร็จดีเกินคาด เพราะมีคนยุให้ทรายเป็นทอมไปเลยเยอะมาก
เยอะจนเราเขินว่าจริงจริงแล้วเราเป็นผู้หญิงน่ะ แต่ก็รู้สึกว่าเราคงเหมือนจริงจริงมั้ง
เพราะว่าเพื่อนเพื่อนของทรายเขาดูกัน เขาก็บอกว่าเหมือน
มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งเป็นตอนท้ายท้าย เรื่องที่ทรายต้องเล่นเป็นผู้หญิง
เขาก็บอกว่าวันนี้ทรายต้องเล่นเป็นผู้หญิงนะ ทรายก็งงเพราะว่าจริงจริงแล้วทรายก็เป็นผู้หญิงอยู่แล้ว
และก็ไม่ได้เพิ่งมาเป็นเมื่อ 2 ปีที่แล้วหรือเพิ่งผ่าตัดมา (หัวเราะ)
ทรายก็เป็นผู้หญิงมาตั้งแต่เกิด แต่พวกเขากลับลืมกันไปเองว่าเราเป็นผู้หญิง
บางครั้งที่เล่นคิวบู๊ก็จะไม่ได้พักเลย แล้วท่าก็ยากขึ้นเรื่อยเรื่อย
เพราะพวกเขาลืมไปว่าทรายเป็นผู้หญิง
|
| - อาจเป็นเพราะทรายดูเป็นผู้หญิงห้าวห้าวหรือเปล่า
เลยดูเหมือนทอมบอย? |
ทราย : ก็อาจมีส่วนค่ะ
แต่ตอนที่เล่นเจ้าสัวน้อย ทรายก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเองบ้างเหมือนกัน
เพราะถึงอย่างไรผู้หญิงก็คือผู้หญิง ทรายอาจไม่ใช่คนเรียบร้อยซึ่งออกจะดูห้าวห้าวหน่อย
แต่พอมาเล่นเป็นผู้ชายนี่คืออีกระดับหนึ่งแล้ว เพราะทรายไม่ได้อยากเป็นผู้ชาย
ใจไม่ได้ฝักใฝ่ ก็เล่นยากเหมือนกัน แต่ถ้าให้เล่นเป็นทอมนะ ทรายแทบไม่ต้องเล่นอะไรเลย
สบายสบาย
|
| - แล้วมาเป็นนางเอกของ
หลิวเต๋อหัว ได้อย่างไรคะ ? |
ทราย : พี่หลิวเขาเห็นทรายจากหนังเรื่องนางนาก
ตอนที่ทรายไปโปรโมทหนังเรื่องนี้ที่ฮ่องกง ซึ่งทรายก็แต่งตัวตามปรกติของทรายไป
กัดผมสีขาวด้วย ซึ่งเขาเห็นว่าทรายในหนังกับทรายตัวจริงแตกต่างกัน เขาบอกว่าไม่เหมือนกันดี
แล้วก็หน้าเปลี่ยนด้วย แล้วตอนนั้นทรายก็เป็นนางเอกคนเดียวที่เขารู้จักในช่วงนี้
เขายังบอกเลยว่าเขาเล่นกับเราแล้ว เขาก็จะได้ดูเด็กลงด้วย (หัวเราะ)
ตอนนี้หนังเรื่องนี้ก็ถ่ายทำเสร็จแล้ว ชื่อ อะ ไฟเตอร์ บลู เป็นหนังแนวดราม่า
กำหนดฉายที่ฮ่องกงวันที่ 22 ธันวาคม ซึ่งทรายก็ต้องเดินทางไปร่วมโปรโมทด้วย
เนื้อเรื่องคือพี่หลิวเขาเล่นเป็นนักมวยชาวฮ่องกงที่ชกมวยไทย ส่วนทรายเล่นเป็นนักข่าว
แล้วทั้งคู่ก็มารักกัน มีลูกด้วยกัน ต่อมาก็เกิดความเข้าใจอะไรผิดบางอย่างในเรื่องของความเชื่อมั่น
ก็เลยแยกย้ายกันไป ซึ่งในเรื่องทรายต้องตายด้วย และสุดท้ายพี่หลิวก็ต้องตายเหมือนกัน
ตอนที่ไปถ่ายทำพี่หลิวเขาจะเป็นคนใจดีมาก จะคอยมาถามสารทุกข์สุขดิบของทรายตลอดเวลาเลย
|
| - ผลงานตั้งแต่ชิ้นแรกจนชิ้นล่าสุด
ทรายชอบงานชิ้นไหนของตัวเองมากที่สุด และมีบทบาทไหนที่ยังไม่ได้เล่นหรืออยากเล่นบ้างคะ
? |
ทราย : ทรายจะชอบงานทุกชิ้นที่ทรายทำ
เพราะถ้าไม่ชอบทรายก็ไม่สามารถทำได้ จะไม่ชอบฝืนตัวเอง แต่บางครั้งถ้าได้เล่นอะไรที่ฝืนกับตัวเองก็ดีเหมือนกัน
แต่ก็ไม่เคยมีบทไหนที่เล่นไม่ได้ เพราะเราเป็นนักแสดง เราต้องเล่นได้ทุกบท
มันเป็นอาชีพไงคะ อาชีพของทรายคือต้องเล่นให้ได้ เพราะถ้าเล่นไม่ได้ก็เป็นนักแสดงไม่ได้
ซึ่งหลักของการเป็นนักแสดงที่ดีของทรายคือ ต้องแสดงให้ได้และต้องให้เหมือน
ให้คนเชื่อมากที่สุดว่าเราเป็นอย่างนั้น
ถ้าถามว่าบทไหนที่ทรายยังไม่ได้เล่น ทรายก็เล่นมาทุกบทแล้ว แม้แต่บทที่คนอื่นส่วนใหญ่เขาจะตอบกันว่าอยากเล่นบทเป็นบ้าหรือบทแรงแรง
ซึ่งทั้งหมดนั้นทรายก็เล่นมาแล้ว
ส่วนงานที่ยากที่สุดสำหรับทรายก็คือ การเป็นนางแบบ การเดินแบบ ถ่ายแฟชั่น
เดินแฟชั่นอะไรทำนองนี้ค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วถ้าทรายต้องถ่ายแฟชั่น ทรายจะถ่ายกับช่างภาพที่คุ้นเคยกันมากกว่า
เพราะเขาจะรู้ว่าเราสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเราไม่ได้เป็นนางแบบอาชีพ
ทรายไม่ได้เป็นคนที่ใส่เสื้อผ้าออกมาแล้วเพอร์เฟ็กต์ หน้าก็ไทย ใส่เสื้อผ้าอะไรที่เปรี้ยวมากก็ไม่เหมาะ
ถ้าใส่เชยหน่อยก็ไปเลยเข้ากับหน้า (หัวเราะ) แล้วสิ่งยากที่สุดอีกอย่างคือการใส่รองเท้าส้นสูง
ทรายจะใส่รองเท้าส้นสูงไม่เป็น เพราะว่าตัวเองสูงอยู่แล้ว รองเท้าส้นสูงเลยไม่มีความจำเป็นสำหรับทราย
แล้วเวลาถ่ายมือไม้ก็ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ไหน อย่างที่บอกว่าเป็นคนขี้เขินนั่นแหละค่ะ
|
| - เมื่อทรายมายืนถึงตรงจุดนี้แล้วคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จขนาดไหน
และภูมิใจกับตัวเองแค่ไหนคะ ? |
ทราย : ทรายรู้สึกว่าทุกงานของทราย
ทรายได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว ถ้าถามว่าคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง
ทรายตอบไม่ได้เพราะไม่ทราบว่าตรงไหนที่เขาเรียกว่าประสบความสำเร็จ เพราะความสำเร็จของงานตรงนี้ไม่ใช่รางวัล
มีหลายคนที่เขาได้รับรางวัลมา เขาก็บอกว่ามันไม่ได้อยู่ที่รางวัล มันขึ้นอยู่ที่ความตั้งใจมากกว่า
ความสำเร็จของทรายคือเล่นต่อไปแต่ละเรื่องอย่างเต็มร้อย แล้วผลลัพธ์มันออกมาดีหรือไม่ดี
เราก็ก้มหน้าก้มตารับไป เพราะว่าเราได้ทำลงไปแล้ว แต่ถ้าถามว่าทำแบบไม่ได้ตั้งใจหรือเปล่า
ทรายตอบว่าเปล่า เพราะเราตั้งใจแล้วแต่ผลมันเป็นอย่างนั้น
อาชีพนักแสดงเป็นอาชีพที่ทรายรักและเคารพมาก เคารพในหน้าที่ เพราะทรายโตมาจากการทำงานตรงนี้ล้วนล้วนเลย
พ่อแม่ของทรายไม่ได้มีอาชีพอย่างอื่น อาชีพการแสดงคืออาชีพของครอบครัวเหมือนอย่างบางบ้านที่พ่อแม่เขาเป็นหมอ
ลูกก็จะเป็นหมดกันทั้งตระกูล แล้วนี่พ่อของทรายเป็นผู้กำกับหนังมาก่อน
ทรายก็ซึมซับงานตรงนี้เข้าไปเอง
การที่ทรายได้เข้ามายืนถึงจุดนี้ ทรายคิดว่าเป็นโอกาสและจังหวะที่ดีของทรายมากกว่า
เพราะทรายคงไม่บอกว่าทรายเก่ง ก็อย่างที่บอกว่ามีคนที่เก่งกว่าทรายอีกเยอะ
เพียงแต่ว่าเขายังหาไม่เจอว่าคนคนนั้นอยู่ที่ไหน แต่เมื่อโอกาสมันเข้ามาหาทรายแล้ว
ทรายก็ทำอย่างเต็มที่ เหมือนอย่างที่อยู่มาวันหนึ่งเราอ่านข่าวเจอว่าเขาจะทำหนังเรื่องนี้
แล้วต่อมากลับกลายเป็นว่าฉันเป็นคนเล่นเรื่องนี้เอง
|
| คุณแม่ : สำหรับแม่จะภูมิใจที่เขาเป็นเด็กไม่ดื้
ไม่เกเร ไม่ทำตัวให้สังคมเดือดร้อนมากกว่า แม่จะไม่ได้มองเรื่องอาชีพหรืองานตรงนี้
ไม่ได้มองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จ แต่จะมองความสำเร็จของเขาตรงที่การที่เขาเรียนจบแล้วได้รับปริญญา
ซึ่งงานตรงนี้แม่ถือว่าเป็นกำไรชีวิตของเขา ที่เป็นงานที่เขาชอบและรักที่จะทำ |
| - แล้วมีการวางแผนอนาคตให้กับตัวเองอย่างไรบ้างคะ
และคุณแม่มีความคาดหวังอะไรในตัวของน้องทรายบ้าง? |
ทราย : คิดว่าก็คงอยู่ในวงการนี้ต่อไป
และอยากทำงานตรงนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งจริงจริงแล้วทรายไม่ได้มีสิทธิ์เลือกที่จะอยู่ตรงนี้
แต่ตรงนี้เป็นผู้เลือกทรายมากกว่า ดังนั้นหน้าที่ของเราก็คือ ทำให้มันดีที่สุดและรับผิดชอบในแต่ละเรื่องที่เรามีโอกาสได้เล่นให้ดีที่สุดเท่านั้นเองค่ะ
งานที่คิดไว้ว่าจะทำต่อไปข้างหน้าก็น่าจะเป็นงานที่ทรายได้เรียนมาคือโฆษณา
ซึ่งจริงจริงแล้วทรายอยากทำงานโปรดักชั่นเฮาส์ เพราะด้วยความคุ้นเคยที่เราออกกองมาตั้งแต่เด็ก
แต่ก็มีหลายคนบอกว่างานมันหนักและเหนื่อยนะ ทรายก็จะตอบว่าแล้วทุกวันนี้งานที่ทำอยู่ไม่หนักเหรอ
ต้องออกไปกลางแจ้งเหมือนกันเพียงแต่ว่างานเบื้องหลังไม่ต้องแต่งหน้าไปยืนหน้ากล้อง
ซึ่งก็ดีเพราะเป็นคนที่ไม่ชอบแต่งหน้าด้วย ซึ่งเมื่อมาถึงจุดหนึ่งแล้วทรายคิดว่าทรายทำงานเบื้องหลังดีกว่า
|
คุณแม่ : แม่ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเขา
เราถือว่าเราทำหน้าที่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของความเป็นแม่แล้ว เราเลี้ยงลูกผ่านร้อนผ่านหนาวมา
20 ปี แล้วตอนนี้เขาก็โตพอที่จะไปดูแลตัวเองได้แล้ว ซึ่งในสิ่งที่เราได้สอนเขามาถ้าเขารับได้ก็ถือว่าเป็นโชคดีของเขา
ไม่ใช่ว่าทรายจะดีหมดทุกอย่าง เด็กทุกคนย่อมมีปัญหาเหมือนกันหมด ซึ่งมันเป็นปัญหาที่เด็กทุกคนต้องมี
ไม่มีใครไม่มี แต่เราไม่ได้รู้สึกว่าตรงนั้นเป็นปัญหาไงคะ แม่คิดว่าเหมือนกับเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ
แล้วเมื่อไหร่ที่เขาเล่าให้เราฟัง นั่นแหละคือเขาต้องการเรา เราก็แก้ปัญหาให้เขาไป
ทุกอย่างคือตรงนี้มากกว่า
ส่วนอนาคตของลูก แม่ก็ไม่ได้วางอะไรไว้เลยสักคนเดียว แม้กระทั่งอนาคตของตัวแม่เอง
ถึงตรงนี้อะไรมันจะเกิดมันก็เกิด เราก็แก้ไขมันไป ทำแต่ละวันไปให้ดีที่สุด
ไม่ได้ตั้งเป้าอะไรไว้เพราะไม่อยากผิดหวัง
|
| - ถ้าเทียบกับเด็กในวัยเดียวกันแล้ว
ทรายดูมีความรับผิดชอบมากกว่าหรือเปล่าคะ ? |
คุณแม่ : อาจเป็นได้
ไม่ทราบว่าเป็นเพราะที่แม่ใส่สมองเขามาตั้งแต่เด็กเด็กหรือเปล่าว่า หนูเป็นพี่นะ
หนูต้องเสียสละ หนูต้องทำอย่างนั้นนะอย่างนี้นะ เลยทำให้เขารับผิดชอบ
ไม่งอแง
อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขามีพ่อที่อายุเยอะกว่าเขามาก เพราะฉะนั้นเขาคงต้องพยายามที่จะทำอย่างไรก็ได้ให้สื่อสารกับคนอื่นได้
ซึ่งกับแม่ไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะแม่มีทรายตอนอายุ 25 ปี ส่วนคุณพ่อเขามีทรายตอนอายุ
48 ปี เพราะฉะนั้นเขาคงต้องทำอย่างไรก็ได้ที่จะคุยกับพ่อของเขาได้รู้เรื่อง
เลยทำให้ทรายมีวิธีการคิดและพูดโตกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
|
| - ทรายมีใครเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตหรือเปล่าคะ
? |
ทราย : คนที่เป็นแบบอย่างของทรายก็คือพ่อค่ะ
ทรายรู้สึกว่าจริงจริงแล้วชีวิตของคนเราไม่เหมือนกัน คนนี้เราอาจชื่นชม
แต่ถ้าเอาเข้าจริงจริงแล้วเราจะตามอย่างในสิ่งที่เราถูกสั่งสอนอบรมมามากกว่า
ดังนั้นทรายเชื่อว่าคนที่เป็นฮีโร่สำหรับเรานั่นก็คือพ่อแม่ของเราค่ะ
ส่วนคนที่ทรายชื่นชมนั้นก็คือพี่หมิว ลลิตา ปัญโญภาส ทรายมีความรู้สึกว่าเขาทำงานมาตั้งแต่เด็กเด็กเลย
แล้วก็เรียนจบแถมยังเรียนเก่งด้วย คือเขาเก่งที่ทำได้ นั่นแสดงว่าเรื่องการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเป็นเรื่องที่คนเขาสามารถทำกันได้
มันไม่ใช่เรื่องแปลก พี่เขาเล่นหนังก็เก่ง ไม่เห็นมีปัญหาอะไรในชีวิต
แถมหนังที่เขาเล่นยังถูกส่งไปประกวดรางวัลต่างต่างมากมาย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทรายต้องสวยหรือเก่งขนาดพี่เขาหรือต้องดีให้ได้เท่าเขา
เพียงแต่การใช้ชีวิตแบบนี้มันสามารถเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นทำไมทรายจะทำไม่ได้
พี่หมิวเขาทำยากกว่าทรายตั้งเยอะ
|
| - ทรายคิดว่าตัวเองเป็นตัวแทนของผู้หญิงยุคใหม่หรือเปล่า? |
ทราย : ถ้าจะเรียกว่าทรายเป็นผู้หญิงยุคใหม่คงจะไม่ใช่
ทรายไม่ใช่ผู้นำของคำนี้ที่ดีเท่าไหร่ เพียงแต่ว่าทรายอยู่ในยุคนี้เท่านั้นเอง
ทรายไม่สามารถเดินหนีไปไหนได้ ซึ่งถ้าเขาเรียกว่ายุคนี้เป็นยุคใหม่ ทรายก็ต้องเป็นผู้หญิงยุคใหม่เหมือนเหมือนกับที่หลายคนเป็นอย่างที่ไม่รู้ตัวมาก่อน
เพราะทุกคนก็เกิดอยู่ในยุคนี้พอดี
ทรายคิดว่าผู้หญิงยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย หรือต้องทำอะไรหลายหลายอย่างในเวลาเดียวกันหรอกค่ะ
เพียงแต่ว่าให้คุณรู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ แล้วสิ่งนั้นต้องทำให้ดีเท่านั้นเอง
คุณก็สามารถอยู่ในยุคไหนก็ได้แล้วไม่จำเป็นว่าต้องเป็นยุคใหม่
แต่ถ้ายุคใหม่หมายถึงชีวิตที่ต้องเร่งรีบ ต้องทำอะไรเยอะเยอะมากมากในเวลาเดียวกันนั้นก็ไม่ใช่เรื่องดีนะ
เพราะถ้าเยอะแล้วเราไม่สามารถจัดการได้ก็ไม่ดี ขอให้เพียงแค่รู้ว่าคุณทำอะไรอยู่นั้นน่าจะดีที่สุดแล้ว
แล้วถ้าทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ
อย่างทรายจะเป็นผู้หญิงยุคใหม่ได้อย่างไร คอมพิวเตอร์ก็เล่นไม่เป็น
เพราะไม่ค่อยจำ ไม่เข้าใจในระบบ ต้องให้น้องสอน เวลาจะติดต่อกับใครทรายยังเขียนโปสการ์ดอยู่เลย
บางครั้งยังเหมือนกับว่าตามหลังเขาอยู่ ซึ่งทรายก็จะปล่อยให้เขาไหลกันไป
บางครั้งก็ไม่ตามเหมือนกัน เพราะถ้าทรายรู้สึกว่าอะไรที่เราต้องพยายามเกินไปทรายก็จะไม่ทำ
ตามแล้วมันเหนื่อยค่ะ
|
| - แล้วมีเคล็ดลับในการจัดแบ่งเวลาให้กับตัวเองอย่างไรบ้างคะ? |
| ทราย : เคล็ดลับการทำงานของทรายคือตั้งใจทำงาน
แล้วก็เชื่อผู้กำกับ คือเราเคารพหัวหน้างานของเราตรงนั้น เหมือนกับตอนที่ไปเรียนก็ต้องเชื่อฟังอาจารย์
ส่วนการแบ่งเวลานั้นคือเมื่อไหร่ที่มีเรียนทรายก็ไปเรียน บางครั้งเลิกงานมาตอนตี
4 เช้ามาทรายยังไปเรียนเลยค่ะ และการใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ถ้าไม่เขียนโปสการ์ดก็จะอ่านหนังสือ
แล้วก็ฟังเพลง |
| - ในเมื่อเรามีเวลาพักผ่อนน้อย
ต้องทำงานเยอะ ทรายมีการดูแลสุขภาพ รูปร่าง ผิวพรรณอย่างไรคะ และชอบการแต่งตัวในสไตล์ไหน? |
ทราย : ถ้าเริ่มอึดอัดเมื่อไหร่ทรายก็จะทานน้อยไปเอง
ไม่แน่นอนเพราะทรายทานข้าวไม่เป็นเวลาอยู่แล้ว บางครั้งกลับมาถึงบ้านตี
4 ตื่นอีกทีก็บ่าย 2 โมง นั่นคือเวลาคอฟฟี่เบรกของบางคนแล้ว แต่สำหรับทรายเพิ่งทานอาหารเช้าเอง
เวลามันจะรวนไปหมด แล้วทรายก็ไม่ค่อยใส่ใจกับตรงนี้ด้วย แย่มากนะคะ เรื่องนี้ไม่ควรทำตาม
แล้วสักพักหนึ่งเราก็จะรู้ได้ว่าร่างกายของเราประท้วง ดังนั้นทรายจึงเป็นคนที่เป็นหวัดบ่อยมาก
เพราะเดิมก็เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว ก็เลยจะเหมือนกับคนที่เป็นหวัดอยู่ตลอดเวลา
รออาการมันกำเริบหนักเมื่อไหร่ก็นั่นคือตอนที่ทรายต้องทำงาน ซึ่งภายในปากของทรายจะเป็นร้อนในได้ตลอดเวลา
ลิ้นเป็นแผลตลอด น้ำเหลืองก็ไม่ดีเวลายุงกัดหรืออะไรกัดนิดหน่อยก็จะลามเป็นหนองเลย
สำหรับหน้าตาก็ไม่ได้ดูแลเลย เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่ได้ดูดีที่หน้าตาก็เลยไม่ค่อยได้ดูแล
(หัวเราะ) ปล่อยทุกอย่างไปตามยถากรรม พอกลับถึงบ้านมีแรงล้างเครื่องสำอางออกจากหน้าก็ดีสุดสุดแล้ว
ซึ่งทรายก็จะไม่ใช่สบู่ล้างหน้า ใช้แต่น้ำเปล่าเท่านั้น ซึ่งโดยปรกติแล้วก็เป็นคนไม่ชอบแต่งหน้าด้วย
ถ้าเห็นว่าเมื่อไหร่ที่ทรายแต่งหน้านั่นคือ ต้องไปทำงานมา ซึ่งบางคนการทาแป้งปัดขนตาทาลิปมันคือความธรรมดาของเขา
แต่สำหรับทรายนั่นคือการแต่งหน้าแล้ว
การแต่งตัวของทรายส่วนใหญ่นั้น ทรายจะชอบใส่ชุดนักศึกษาไปเซ็นเตอร์พ้อยต์เพราะจะมั่นใจที่สุดแล้ว
ซึ่งถ้าใส่ชุดอื่นจะเหมือนกับว่าทรายเป็นยาย ดูตัวเองแล้วแก่เหลือเกิน
(หัวเราะ) และทรายก็ชอบที่จะไปเดินสยามสแควร์ด้วยเพราะว่าที่นั่นมีศูนย์หนังสือจุฬา
มีเอเชียบู๊คส์ มันมีสิ่งที่เราชอบอยู่ที่นั่น ส่วนเซ็นเตอร์พ้อยต์ก็ชอบนะคะ
ดูเด็กเด็กเขาสนุกกันดี ทรายเป็นเด็กทรายก็คงต้องเข้าข้างเด็กด้วยกัน
เพราะถ้าไม่ทำตอนนี้จะให้หนูไปทำตอนอายุ 35 เหรอ จริงไหมคะ
แต่โอเคว่าความสนุกทุกอย่างมันต้องมีขอบเขต ซึ่งก็คงจะรู้กันอยู่แล้วว่าขอบเขตมันอยู่ตรงไหน
คนที่ไม่รู้ก็ควรที่จะรู้ซะ ส่วนคนที่รู้แล้วก็น่าสรรเสริญ อย่างทรายนั้นถ้าทรายไม่ใส่ชุดนักศึกษาไปสยามฯ
ทรายก็จะใส่เสื้อเชิ้ตไปเลย คือทรายจะไม่นุ่งอะไรที่ตามแฟชั่น เพราะทรายไม่เหมาะกับแฟชั่น
ไม่ใช่แฟชั่นไม่เหมาะกับทรายนะคะ (หัวเราะ)
|
| - แสดงว่าทรายไม่ใช่คนหวือหวาหรือสาวเปรี้ยวใช่ไหม
? |
| ทราย : ไม่ใช่เลยทั้งทั้งที่มีคนพยายามยัดเยียดให้ทรายเป็นสาวมั่น
ซึ่งทรายก็จะถามเพื่อนว่ามั่นตรงไหน ทุกคนก็จะขำเพราะเขารู้ว่าทรายเป็นคนขี้อาย
เพราะจริงจริงแล้วทรายจะเป็นคนสองแบบคือ เป็นคนขี้เขินกับเป็นคนเบลอเบลอแบบว่าง่วงค่ะ
อย่างถ้าเมื่อคืนทำงานเลิกดึก ทรายก็จะเบลอไปเองตามธรรมชาติ ขนาดเพื่อนอยู่ใกล้ใกล้แล้วเข้ามาทักทรายยังไม่เห็นเลย
แล้วก็เป็นคนสายตาก็สั้นด้วย นั่นคือสิ่งที่ไม่ได้แกล้ง คนที่สนิทกับทรายจะรู้ว่าเป็นอย่างไร
แต่ถ้าคนที่ไม่รู้เขาก็จะหาว่าทรายหยิ่ง |
| - สุดท้ายค่ะกับคำถามที่ไม่อาจลืมได้
ทรายได้ตั้งสเป็กคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตไว้หรือเปล่าคะ? |
ทราย : ต้องเป็นผู้ชายที่เป็นผู้ชายจริงจริงค่ะ
และต้องเป็นผู้ใหญ่กว่าทรายด้วย อย่างแกกว่าสัก 10 ปีทรายยังเฉยเฉยอยู่เลยนะ
เพราะพ่อยังห่างกับแม่ตั้งสองรอบเลย โดยระยะเวลา 24 ปีนี้ไม่ใช่น้อยเลย
ทรายก็เลยเฉยเฉยกับอายุ แล้วอีกอย่างอาจเป็นเพราะความดื้อของทรายด้วย
เขาจึงต้องเป็นคนที่เอาทรายอยู่ มีเหตุผลกับทราย
เพราะถ้าทรายคบกับคนที่อายุเท่ากัน ทรายจะถือว่าทรายมีประสบการณ์มากกว่า
ได้ทำงานแล้วได้เจอคนมาเยอะกว่า ซึ่งเราทำงานตรงนี้เจอคนได้หลากหลายมาก
ทั้งในชีวิตจริงก็เยอะ ในละครก็มาก แบบว่ามีมนุษย์อย่างนี้อยู่จริงจริงในโลกด้วยเหรอ
เรารู้สึกว่าเราโตแล้ว เจออะไรมาเยอะแล้ว และทรายก็ได้ทำงานกับคนที่อายุมากกว่าทรายทั้งนั้นเลย
เอาแค่คุณพ่อก็อายุมากกว่าทรายเยอะ เพราะฉะนั้นวิธีการคุยมันก็จะไม่ใช่ในแบบที่คนเขาคุยกับพ่อแม่ธรรมดา
อย่างเรื่องเดียวกันทรายต้องสื่อสารกับพ่ออย่างหนึ่ง กับแม่อย่างหนึ่ง
กับน้องอย่างหนึ่ง กับเพื่อนอย่างหนึ่ง กับพี่ที่ทำงานก็อีกอย่างหนึ่ง
มีความรู้สึกว่าคนที่จะมาเป็นแฟนของทรายได้ต้องเอาทรายอยู่ สมมุติว่าถ้าเกิดเถียงกันขึ้นมา
ทรายอาจจะยอมเขาเพราะว่าเกรงใจเขาที่เขาโตกว่าเราเท่านั้นเอง ไม่ใช่เพราะทรายแพ้นะคะ
ทรายจะเถียงขาดใจเลย
ส่วนรูปร่างหน้าตาทรายไม่ได้ซีเรียสอะไร ทรายคงไม่ปิดโอกาสของตัวเองขนาดนั้น
เอาแค่ความคิดเห็นเข้ากันได้ก็พอแล้วค่ะ เพราะรูปร่างหน้าตาสักวันหนึ่งเมื่อเราแก่มันก็ต้องเปลี่ยนไป
จะไปคาดหวังอะไรในเมื่อตัวทรายเองก็ไม่ได้เพอร์เฟ็คต์แบบว่าเห็นแล้วปิ๊งทันที
เมื่อเราไม่มีตรงนั้นให้เขา เราจะไปหวังกับเขาได้อย่างไร เพราะถ้าเขาเป็นคนหน้าตาดีเป็นที่นิยมตามมาตรฐานของสังคม
เราอาจะเครียดก็ได้ เพราะมีคนเห็นดีกับเราเยอะ คนก็ชอบเยอะ แล้วคนอย่างนั้นก็คงไม่เหลือมาถึงทรายหรอกค่ะ
(หัวเราะ)
จริงจริงแล้วเราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าก่อนที่เราจะได้คุยกับเขาเราต้องเห็นหน้าเขาก่อน
เพราะฉะนั้นทรายจะคุยกับใครก็ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นว่าถ้าหน้าตาอย่างนี้เราจะคบเป็นเพื่อนไม่ได้
ซึ่งไม่เกี่ยวกัน อย่างบางคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งนานแล้ว เขาเพิ่งเห็นว่าควรที่จะคบกันเป็นแฟนกันก็มีถมไป
|
| - ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าคนที่จะมาเป็นแฟนกับทรายก็ต้องเป็นเพื่อนกันมาก่อนใช่ไหมคะ
? |
| ทราย : คงเป็นอย่างนั้นมั้งคะ
เพราะทรายคิดว่าสำหรับทรายแล้วคงไม่มีใครที่เห็นทรายแล้วปิ๊ง นี่คือนางในฝัน
เพราะทรายคงไม่ใช่นางในฝันของใคร หน้าตาก็ธรรมดา ไม่ได้สวยสะดุดตา ซึ่งถ้าเป็นอย่างพี่หมิวหรือพี่แหม่มที่เป็นนางในฝันของใครหลายคนอาจจะใช่
แต่ผู้หญิงคนนั้นคงไม่ใช่ทรายแน่แน่ ถ้าเป็นเรื่องอื่นค่อยมาพูดกัน เช่นนิสัยก็ยังพอเอาทางนั้นได้บ้าง |
| คุณแม่ : เรื่องมีแฟนแม่ไม่เคยห้ามเขาเลย
เพราะเมื่อถึงวัยแล้วเขาก็ต้องมี เราเป็นผู้หญิงอย่าไปคิดว่าเอาไว้อายุเยอะเยอะแล้วค่อยแต่งงาน
ตรงนี้แม่ไม่เห็นสมควร เพราะเมื่อเรียนจบมาแล้ว มีงานทำแล้ว เมื่อเห็นใครว่าใช่ก็ควรแต่งเลย
อย่างบางคนคบกัน 3 เดือน แต่เขาก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ตลอดชีวิตเป็นอย่างดีก็มีเยอะ
หรือบางคนคบกันมาสิบปี พอแต่งแล้วเลิกกันก็มีเยอะเหมือนกัน ใช่ไหมคะ |
| |
|
การพูดคุยตั้งแต่ประโยคแรกจนถึงประโยคสุดท้าย คงสามารถสื่อถึงมุมมองของทัศนคติและความสามารถของสาวน้อยคนนี้ได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบันน้องทรายกำลังมุมานะเพื่อความสำเร็จในชีวิตของเธออีกขั้นหนึ่งคือ
การได้เป็น บัณฑิต ตามความหวังที่คุณพ่อรุจน์-คุณแม่สุภาภรณ์ เจริญปุระ
ตั้งใจไว้ |
| |
| |
แต่ ณ วันนี้ ก้าวนี้ของเธอคือ
ก้าวแห่งความสำเร็จที่ทุกคนให้การยอมรับทราย เจริญปุระ |