Midnight's Politics
from midnight's tv. program

รายการทีทรรศน์ท้องถิ่น
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
Midnight University
ทางเลือกเพื่ออุดมศึกษาไทย

การเลือกตั้ง กับ การเมืองภาคประชาชน
จัดโดย : ทีทรรศน์ท้องถิ่น มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมกับ
สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 จ.ลำปาง ออกอากาศทาง สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ทั่วประเทศ วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 43
เวลา 12.05-13.00 น.
ผู้ร่วมสนทนาประกอบด้วย : นิธิ เอียวศรีวงศ์, ประมวล เพ็งจันทร์,
สมเกียรติ ตั้งนโม, ไพสิฐ พาณิชย์กุล, สมชาย ปรีชาศิลปกุล,
นัทมน คงเจริญ
การเลือกตั้งเป็นกระบวนการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย
แต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังได้เปิดโอกาสให้ประชาชน ตรวจสอบ ถอดถอน
และเสนอกฎหมายได้ นอกจากนี้ยังให้สิทธิประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม
สามารถจัดให้มีการชุมนุมเรียกร้องได้ อย่างไรก็ตาม แม้แต่การเลือกตั้งเอง ประชาชนมีทางเลือกมากแค่ไหน กับพรรคการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะฐานคิดของนักการเมืองเกือบทุกพรรค ได้รับการครอบงำโดยความคิดเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พัฒนา เรายังไม่มีพรรคการเมืองที่มาจากฐานคิดอื่นๆ หรือกลุ่มบุคคลที่หลากหลายพอ ถ้าเช่นนั้นเราควรทำอย่างไร ? ...พบกับคำตอบเหล่านี้ได้ใน ทีทรรศน์ท้องถิ่น ตอน เลือกตั้ง กับ การเมืองภาคประชาชน

สายใจ ไชยพรหม : สวัสดีค่ะท่านผู้ชม การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นในสังคมไทยเร็วๆนี้ แต่จะเป็นเมื่อไหร่นั้น เราคงจะได้รับทราบจากสื่อสารมวลชนทุกๆแขนงนะคะ รายการทีทรรศน์ท้องถิ่นเคยตั้งวงสนทนากันมาแล้วหลายครั้ง และวันนี้เป็นโอกาสเหมาะค่ะ ที่เราจะได้มาสนทนากัน ที่หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีนักวิชาการและผู้สนใจในภาคประชาชนมาร่วมสนทนาด้วยว่า การเลือกตั้งจะสัมพันธ์กับการเมืองภาคประชาชนได้อย่างไร ? ขอเชิญท่านพบกับวงสนทนาทีทรรศน์ท้องถิ่น ตอน "การเลือกตั้งกับการเมืองภาคประชาชน" ที่ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ค่ะ

ประมวล เพ็งจันทร์ : ผมคงต้องขอความรู้จากท่านอาจารย์นิธิครับ, อาจารย์ครับ เวลาที่เราพูดถึงการเมืองภาคประชาชน เราหมายถึงกิจกรรมอะไร อย่างไรครับ ?

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้พูดถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เป็นหัวใจสำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งก็สอดคล้องกับความก้าวหน้าในระบอบประชาธิปไตยที่ปรากฎขึ้นมาทั่วทั้งโลก ไม่ใช่ที่เกิดขึ้นเฉพาะเพียงในประเทศไทยเท่านั้น อันเป็นลักษณะของประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าในโลกปัจจุบันนี้. ฉะนั้นผมจึงถือว่า ความเคลื่อนไหวของประชาชนใดๆก็แล้วแต่ เพื่อที่จะมีความสามารถหรืออำนาจในการกำหนดนโยบายสาธารณะได้โดยตรง โดยไม่ต้องไปผ่านตัวระบบพรรคการเมืองก็ตาม โดยไม่ผ่านการไปร้องขอต่อระบบราชการก็ตาม การกระทำเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการเคลื่อนไหวอย่างไรก็แล้วแต่ ก็ถือว่าเป็นการเมืองภาคประชาชน

ประมวล เพ็งจันทร์ : นั่นก็หมายความว่า ตามที่มีมาในอดีต การกำหนดนโยบายหรือการกำหนดกิจกรรมทางการเมือง เกิดขึ้นจากพรรคการเมือง…

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : เกิดขึ้นจากนักการเมืองและข้าราชการ อันนี้สำหรับเมืองไทยนะครับ ซึ่งไปสัมพันธ์กับธุรกิจ

ประมวล เพ็งจันทร: แต่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วม. ตรงนี้หรือเปล่าครับที่เป็นความหมายที่เราบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ทำให้เกิดรูปแบบทางการเมืองการปกครองแบบใหม่ที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม" ซึ่งต่างไปจากประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน…

ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมขอถามอาจารย์ไพสิฐ ซึ่งทำงานกับภาคประชาชนมามากมาย... แล้วเราจะดึงการเมืองภาคประชาชนให้มาสัมพันธ์กับระบบคิดที่มันเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้อย่างไรครับ ? การเลือกตั้งซึ่งจะเกิดขึ้นในเวลาไม่นานนี้… เมื่อก่อนเราจะมีนักการเมืองเกิดขึ้น แล้วมาเสนอนโยบาย มีกิจกรรมที่เขามาเสนอให้เราคิดว่า เขาแหละเขาเหมาะที่จะเป็นผู้นำนโยบายนั้นไปประพฤติปฏิบัติ แต่ในกรณีที่อาจารย์นิธิพูดถึง ตอนนี้เปิดโอกาสแล้ว. ประชาชนควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางการเมือง ที่กำลังจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้ง… ในเรื่องนี้ จะทำให้การเมืองภาคประชาชนมามีส่วนเชื่อมกันอย่างไรครับ ?

ไพสิฐ พาณิชย์กุล : ในโครงสร้างของรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้สร้างช่องทางขึ้นมามากมายที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิดังกล่าว หรือเข้าไปกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา. จากประสบการณ์ของผมซึ่งลงไปในพื้นที่ต่างๆที่มีปัญหา การเมืองภาคประชาชนเริ่มที่จะเข้าใจอำนาจหรือความสามารถของตน ซึ่งจะบีบเข้าไปในการเมืองในภาคซึ่งนักการเมืองเล่นอยู่ หรือราชการจัดการอยู่

ขณะเดียวกัน บนช่องทางที่ประชาชนได้รับการสถาปนาหรือบัญญัติรับรองสำหรับสิทธิดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ ช่องทางต่างๆเหล่านี้ ถ้าหากไม่ไปใช้สิทธิก็ดี ถ้าหากไม่ไปทำตามเงื่อนไขของกฎหมายก็ดี อันนี้อาจจะถูกหยิบขึ้นมาเป็นเงื่อนไขในการปฏิเสธการใช้สิทธิดังกล่าว. เพราะฉะนั้น โดยสรุปที่คำถามซึ่งอาจารย์ประมวลถามว่า ประชาชนจะเข้าไปอย่างไร ? ผมว่าในปัจจุบัน ประชาชนได้รุกเข้าไปมากแล้ว. แต่อยากจะมองว่า โอกาสที่ ขบวนการในการเลือกตั้งที่เปิดขึ้นมาในคราวนี้นั้น ถือว่าเป็นโอกาสหนึ่ง… ผลจะเป็นอย่างไร ? ผมว่าอย่าไปคาดหวังมากว่าจะได้คนดี หรือไม่ดี, แต่ว่า โอกาสที่ได้มาสร้างเครือข่ายติดต่อ, รุกเข้าไป, และหลุดพ้นจากความกลัวต่างๆ จะเป็นโอกาสสำคัญและเป็นเมล็ดพันธุ์ที่จะทำให้การเมืองภาคประชาชนเติบโตยิ่งขึ้น

 

การเมืองในอเมริกา

ขณะนี้กำลังจะมีการเลือกตั้ง
ประธานาธิบดี
ซึ่งมีอยู่เพียงสองคนเท่านั้น
ที่จะมีโอกาสได้รับเลือกตั้ง
ซึ่งเหมือนกันหมดทุกอย่าง
ยกเว้นหน้าตาเท่านั้น

 

 

 

ประมวล เพ็งจันทร์ : อาจารย์พูดเมื่อสักครู่นี้ว่า การเมืองภาคประชาชนได้มีส่วนเข้าไปกำหนดนโยบาย… คือเมื่อก่อนเวลาที่เรานึกถึงการเมือง จะมีพรรค ก, พรรค ข,... ว่าไปนะครับ แล้วก็มีนโยบายเสนอขึ้นมาให้เราเลือก เหมือนกับว่ามีอาหารสำเร็จรูปตักใส่จานให้เรา เราจะเลือกกินจานไหนเราก็เลือก. ทีนี้อาจารย์พูดว่าการเมืองภาคประชาชน ประชาชนจะมีส่วนร่วมเข้าไปกำหนดนโยบาย เหมือนกับว่าจะมีการเมืองแบบสั่งได้หรือเปล่าครับ…

คือหมายความว่า พรรคทุกพรรคที่เสนอนโยบาย อาจจะไม่มีนโยบายในส่วนที่เราคิดว่าน่าจะมีในสังคมไทย. อย่างนั้น ประชาชนจะมีส่วนไหมครับที่จะผลักดันให้เกิดนโยบายนั้น นโยบายนี้ขึ้นมา. ผมไม่แน่ใจครับว่า จะทำได้หรือเปล่าตามกฎหมาย แต่ตามที่อาจารย์พูด ทำให้ผมเข้าใจไปว่า เหมือนกับว่าประชาชนมีส่วนที่จะกำหนดนโยบาย

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ผมขออนุญาตพูดภาพในวงกว้างนะครับ… คือพูดกันอย่างตรงไปตรงมาเลย ระบบพรรคการเมือง ผมว่าไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย แต่ทั้งโลกเลยก็ว่าได้ ระบบพรรคการเมืองที่มีอยู่นี่ มันไม่ได้ตอบสนอง ตอบปัญหา หรือความต้องการที่แท้จริงของประชาชน. ตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาทุกวันนี้ คุณกำลังจะเลือกประธานาธิบดี ซึ่งคนที่จะมีโอกาสเป็นประธานาธิบดี มีเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น, ซึ่งเหมือนกันหมดทุกอย่างเลย ยกเว้นหน้าตา. เป็นแต่เพียงว่าคุณชอบหน้าแบบไหนคุณก็เลือกแบบนั้น. อันนี้มันไร้ความหมายถูกไหมครับ ?

คนที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางนโยบายสาธารณะที่แท้จริงในอเมริกานี่ คือนายราฟ เนเดอร์ ซึ่งมีคะแนนที่เขาประมาณว่าจะได้จากผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์, ซึ่งสูงมากนะ แต่ว่าก็ไม่มีทางจะได้เป็นประธานาธิบดี แล้วก็ไม่มีทางแม้แต่ที่จะผลักดันนโยบายของตนเอง ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของพรรครีพลับริกัน หรือพรรเดโมแครทก็ตามแต่… ตกลง คนอเมริกันกำลังเลือกอะไรอยู่. เลือกหน้าตาที่แตกต่างกัน ซึ่งคนหนึ่งหน้าตาใจดีหน่อย อีกคนหนึ่งเคร่งเครียดหน่อย, แล้วคุณชอบหน้าแบบไหนก็เลือกแบบนั้น. อันนี้ไม่มีความหมายโดยสิ้นเชิง

ทีนี้เมื่อเป็นเป็นเช่นนี้ ประชาชนในหลายประเทศเขาทำอย่างไร ? ในหลายประเทศด้วยกัน ประชาชนพยายามไปตั้งพรรคการเมืองของตนเองขึ้นมา เช่นเป็นต้นว่า พรรคกรีน ซึ่งมีความสำเร็จในหลายประเทศในยุโรป เพราะว่า ประชาชนมองการดำเนินงานและการจัดการทรัพยากรสาธารณะในอีกลักษณะหนึ่ง ไม่เหมือนกับพรรคการเมืองเก่า และผลักให้พรรคการเมืองเก่าหันมามองการจัดการทรัพยากรสาธารณะ แบบที่ตัวเองต้องการให้ทำบ้าง แต่ก็ผลักไม่สำเร็จ ในที่สุดก็ต้องหันไปสู่พรรคการเมืองใหม่.

เพราะฉะนั้น ทั้งโลกกำลังเผชิญปัญหาว่า เราจะผนวกระหว่างการเมืองภาครัฐหรือภาคโบราณที่เคยมีมา กับการเมืองภาคประชาชนนี้ให้เข้าหากันอย่างไร ? ผมไม่ได้บอกว่า เมืองไทยควรตั้งพรรคกรีนบ้าง ควรตั้งพรรคประชาชนอะไรขึ้นมา อันนี้คนละเรื่อง. เป็นแต่เพียงว่า ปัญหาเรื่องการจะผนวกเอาการเมืองทั้งสองภาคเข้าหากัน เพื่อให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นปัญหาทั้งโลก ไม่เฉพาะแต่เพียงการเมืองในเมืองไทยเท่านั้น

ประมวล เพ็งจันทร์ : นั่นก็หมายความว่า การเมืองภาคประชาชน แม้ว่าจะไม่มีพรรคการเมืองของตนเองก็ตาม แต่ความต้องการตรงนี้มันจะก่อให้เกิดพรรคการเมืองที่อยู่ในระบบต้อง…

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : อาจจะเกิดหรือไม่เกิด อันนี้ผมไม่ทราบ แต่ช่วยกันคิดได้ว่าจะทำอย่างไรให้การเมืองภาคประชาชน มันสานต่อกับการเมืองภาคที่เป็นทางการ เพื่อจะทำให้มันเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น. ถ้าประชาชนรู้สึกว่าเราจะต้องมาทบทวนนโยบายพลังงาน เพื่อไม่ให้มันเป็นแบบที่สงขลา มันจะได้เกิดการทบทวนนโยบายกันจริงๆ. ถ้าสมมุติว่ามันมีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือหลายๆพรรคก็แล้วแต่ ที่รับเอามโนทัศน์แบบนี้, มโนทัศน์ว่าเราใช้พลังงานแบบนี้ไม่ได้ เราต้องกลับมาทบทวนใหม่ ต้องกลับมาคิดใหม่ว่า เราจะใช้พลังงานกันอย่างไร เราจะสร้างพลังงานกันอย่างไร ? แต่ตราบเท่าที่ทั้งสองอันนี้มันไม่ประสานกัน โอกาสที่จะเกิดการทบทวนนโยบายหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายในการพัฒนา นโยบายพลังงาน นโยบายป่าไม้อะไรก็แล้วแต่, มันเกิดขึ้นได้ยาก

 

"ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน" ซึ่งชาวบ้านรวมตัวกัน
ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ 5 หมื่นชื่อ เสนอเข้าไปในสภาฯ.
แต่พอเข้าไปในสภาฯ ก็ถูกยำจนเละ
เรายังไม่มีมาตรการกำกับดูแล
เรื่องเหล่านี้ดีพอ

สมชาย ปรีชาศิลปกุล : ผมคิดว่ามีประเด็นที่เราจะต้องพูดกันนิดหนึ่งก็คือว่า ในเมืองไทยนี่ ปัญหาซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญก็คือว่า การจะผนวกเอาการเมืองภาคประชาชนเข้าสู่การเมืองที่เป็นทางการ มันยังเป็นปัญหาอยู่. แม้ว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญซึ่งให้การยอมรับการมีส่วนร่วมของประชาชนในหลายๆเรื่อง. แต่พอมาถึงปัจจุบัน มันมีจุดหลายจุดสำหรับปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่.

ผมอยากจะยกตัวอย่างที่เป็นข้อเท็จจริงในปัจจุบันเกี่ยวกับ"ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน" ซึ่งชาวบ้านรวมตัวกันใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ 5 หมื่นชื่อ เสนอเข้าไปในสภาฯ. ซึ่งกฎหมายตัวนี้ รัฐธรรมนูญมันเปิดโอกาสให้มีการเสนอกฎหมาย ซึ่งอันหนึ่งผมคิดว่า มันเป็นนโยบายให้ชาวบ้านมีสิทธิ์เสนอเข้าไป. แต่พอกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่รัฐสภา สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือว่า โดยตัวระเบียบและขั้นตอนต่างๆที่หยุมหยิม มันทำให้ความสามารถในการที่จะกำหนดนโยบาย หรือกฎหมายจากพื้นล่างขึ้นไป มันต้องไปเจอกับอุปสรรค…

เช่นการเสนอกฎหมายคุณต้องไปสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน แล้วพอคุณเสนอเข้าไปสู่สภาฯ มันอาจจะถูกบรรจุเป็นวาระที่ 179 หรือ 182… หลังจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนที่เสนอกฎหมายเข้าไป, ไม่มีสิทธิ์เข้าไปเสนอหลักการในสภาฯ ปล่อยให้มันเป็นหน้าที่ของ สส. ไปลุมยำกันเอง. ซึ่งในตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้น คือในคณะกรรมาธิการฯ ก็กำลังจัดการเปลี่ยนกฎหมายนี้ไปทั้งหมด

ผมคิดว่าตอนนี้สิ่งซึ่งเป็นปัญหามีอยู่ด้วยกันหลายๆเรื่อง ผมคิดว่าไม่ใช่มีเรื่องนี้เรื่องเดียว ในหลายๆเรื่องสิ่งที่เผชิญก็คือว่า ช่องทางตามรัฐธรรมนูญที่มันเปิดให้ พอเข้าไปสู่ช่องทางในการปฏิบัติ ผมคิดว่ามันต้องพบกับสองส่วนที่เป็นปัญหาสำคัญ ที่ทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้าไปสู่การเมืองอย่างเป็นทางการได้ลำบาก. ผมคิดว่าหนึ่งคือ"ระบบราชาการ" กับอันที่สองคือ"นักการเมือง". อันนี้เป็นสองส่วนที่ทำให้กลไกหลายๆอย่างมันไม่ทำงาน. ผมคิดว่ารวมถึงประชาพิจารณ์ด้วย ซึ่งทำให้สุดท้าย คุณไม่สามารถผนวกความรู้ของชาวบ้านกับการเมืองที่เป็นทางการได้.

ประมวล เพ็งจันทร์ : จริงอยู่ พรบ.ป่าชุมชนฉบับของประชาชนที่ถูกยำจนเละนี่น่ะ แต่ดูเหมือนว่ามีพรรคการเมืองบางพรรคที่มาแอบอ่านร่างของประชาชน แล้วหยิบเอาส่วนใดส่วนหนึ่งที่ดูเหมือนว่า เขาแอบรู้แล้วว่า ประชาชนต้องการแบบนี้ ก็เลยหยิบฉวยเอาไปเป็นร่างฉบับของพรรคการเมืองที่เขาสังกัดอยู่ ซึ่งตรงกับที่ท่านอาจารย์นิธิพูดเมื่อสักครู่นี้ว่า…

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : มีครับ แต่มันไม่เกิดผล, คืออย่างนี้ครับ. จริงๆความแตกต่างของ พรบ.ป่าชุมชนของประชาชน กับของพรรคการเมือง, ซึ่งจริงๆแล้วมันมาจากกรมป่าไม้… ที่ว่าอำนาจในการจัดการดูแลป่าชุมชนนั้นเป็นของใคร ? ในขณะที่ร่างของประชาชน ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมค่อนข้างมาก ในการเข้าไปจัดการดูแลทรัพยากรป่าที่ถือว่าเป็นป่าชุมชน ในขณะที่ร่างของพรรคการเมืองและราชการสอดคล้องต้องกัน ถึงแม้ว่าจะมีพละความที่แตกต่างกัน แต่ใจความหลักเหมือนกัน คือว่า ยังคงสงวนรักษาอำนาจในการจัดการทรัพยากรป่าชุมชนไว้อยู่ในมือของอธิบดีกรมป่าไม้ หรือระบบราชการ

ประมวล เพ็งจันทร์ : ผมฟังอย่างนี้แล้วนึกถึง อ.สมเกียรติ, อ.สมเกียรติปรารภอยู่เสมอว่าพรรคการเมืองมีอยู่ 10-20 พรรค แต่อันที่จริงแล้วมันมีความหมายเมื่อรวมกันแล้วเหมือนมีอยู่เพียงแค่หนึ่งเดียว. อ.สมเกียรติมีความคิดอย่างไรครับว่า พรรคการเมืองมีมาก และมีการจัดตั้งเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ทางออกมีคล้ายๆกัน อาจารย์คิดว่ามันน่าจะมีพรรคการเมืองที่มันไม่ใช่…

สมเกียรติ ตั้งนโม : คือผมคิดว่าอย่างนี้ครับ จริงๆแล้ว ทุกครั้งที่จะมีการเลือกตั้ง ก็จะมีพรรคการเมือง 5-6 พรรคซึ่งเป็นพรรคใหญ่ๆ มาเสนอตัวให้ประชาชนเลือก, แต่จริงๆแล้ว ประชาชนเกือบไม่ได้เลือกใครที่มีความแตกต่างกันเลย เพราะว่าทุกพรรคการเมืองล้วนมีฐานคิด หรือพลังอำนาจในการกำหนดนโยบายมาจากฐานคิดเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พัฒนา.

อันนี้เช่นเดียวกันกับตะวันตก. ผมคิดว่าฐานคิดเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พัฒนาแบบนี้ มันเป็นวาทกรรมเก่า ซึ่งมันน่าจะหมดยุคสมัยของมันไปแล้ว หลังจากที่มันได้พิสูจน์ตัวมันเองมา 40-50 ปีในเมืองไทยว่า เมืองไทยนี่ก้าวไปสู่หนทางของความทุกข์ยากมากขึ้นทุกวัน. ผมคิดว่า วาทกรรมเก่าแบบนี้ แบบเศรษฐกิจพัฒนามันจบลงได้แล้ว พร้อมกับพรรคการเมืองใหญ่ๆ 5-6 พรรค.

พรรคการเมืองใหญ่ๆ 5-6 พรรคที่ทำตัวอยู่ทุกวันนี้ ผมคิดว่าไม่ใช่พรรคประชาธิปไตยเลยสักพรรคเดียว แต่เป็นพรรคของนายทุน นักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม เป็นพรรคของคนที่มีเงินทองมากเท่านั้น. คนจนๆส่วนใหญ่ของประเทศเกือบไม่ได้รับประโยชน์จากพรรคการเมืองเหล่านี้เลย.

เท่าที่ผ่านมาจะเห็นได้จาก ประชาชนทุกวันนี้ที่เดือดร้อนไปนอนค้างอยู่ที่หน้ารัฐสภา 3 เดือน รัฐบาล พรรคการเมือง ไม่สามารถแก้ปัญหาให้เขาได้. แต่เศรษฐกิจที่มันถูกสะกิดสะเกาหน่อยๆน่ะ นโยบายของรัฐ ของรัฐมนตรีหลายคน หรือแม้แต่คนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์ ออกมาแสดงความคิดเห็นกันทั่วไปหมด. ผมมานึกดูว่านี่อะไรกัน. ทุกวันนี้พรรคการเมืองจึงทำหน้าที่เหมือนกับ "การผสมพันธุ์กันระหว่าง เจ้าขุนมูลนาย กับ นักธุรกิจ รวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์ แล้วมาย่ำยีเมืองไทย…"

ผมว่าพอได้แล้ว, เราควรเสนอวาทกรรมใหม่ๆ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการจะช่วยเหลือคนจนได้อย่างไร ? เรื่องการจะฟื้นฟูทรัพยากรให้เข้าถึงมือคนส่วนใหญ่ของประเทศได้อย่างไร ? มีไหมครับ นโยบายของพรรคการเมืองไหนที่คิดแบบนี้ ผมอยากจะเลือก

ประมวล เพ็งจันทร์ : มีบางพรรคตั้งชื่อ ผมไม่กล้าเอ่ยชื่อ แต่มีควาหมายถึง ชาวไร่ชาวนา แล้วก็ประกาศนโยบายดูเหมือนกับว่า จะมีการแจกแถมกันมโหฬาร อาจารย์คิดว่านั่นเป็นวาทกรรมใหม่ไหมครับ ?

สมเกียรติ ตั้งนโม : ตอนนี้ไม่เห็นมีภาพใดภาพหนึ่งชัดเจนขึ้นมา นอกจากพลังความเคลื่อนไหวของประชาชน จากชนชั้นล่างก็ดี จากนักวิชาการ ที่เข้าอกเข้าใจภาวะเช่นนี้ของสังคมไทย ซึ่งกำลังผลักดันอยู่. ผมคิดว่าตรงนี้อาจจะเป็นกระแสใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง และมันก็ค่อยเป็นค่อยไป และมีพลังเพิ่มขึ้นทุกวัน

ประมวล เพ็งจันทร์ : อันนี้สะท้อนพรรคการเมืองของประเทศไทยด้วยใช่ไหมครับว่ามีหลายพรรคก็จริง แต่ว่าฐานคิดหรือหลักความคิดใหญ่ๆกลับใกล้เคียงกัน นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ผมคิดว่าพรรคการเมืองไทยกับพรรคการเมืองฝรั่งในหลายประเทศด้วยกัน เกือบจะไม่ต่างกัน พูดเฉพาะพรรคการเมืองโบราณทั้งหลายเหล่านี้ คือจริงๆสิ่งที่พรรคการเมืองควรจะทำนั้นมี 2 อย่าง, ซึ่งเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองก็คือ

อย่างที่หนึ่ง, ก็คือ การจัดการหรือการจัดตั้งองค์กรที่จะทำให้เกิดพลังในการสร้างนโยบายสาธารณะ.
อันที่สอง, ก็คือ articulate, หรือ การแปลความต้องการออกมาเป็นนโยบายสาธารณะ.

แต่พรรคการเมืองทั้งโลกเลยนะครับ พวกพรรคโบราณทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ได้ทำ 2 อย่างข้างต้น. เพราะฉะนั้นการเมืองภาคประชาชนนี้, จริงๆแล้ว พวกเราเองทำตัวเป็นพรรคการเมืองนะ… พวก NGOs, พวกนักวิชาการ, ใครต่อใครทำตัวเป็นพรรคการเมืองอยู่ เพราะพรรคการเมืองไม่ยอมทำหน้าที่ของตนเอง. พวกนี้เลยมาทำหน้าที่เหมือนพรรคการเมือง คือพยายามที่จะ articulate หรือพยายามจะแปลความหมายความต้องการของประชาชนออกมาเป็นนโยบายสาธารณะ พยายามจัดตั้งให้มันมีองค์กรขึ้นมา หรืออะไรก็แล้วแต่ ผลักดันให้มันเป็นนโยบายสาธารณะ. ซึ่งพรรคการเมืองน่าจะเป็นคนทำ ไม่ใช่เราทำ

 

ช่วงเวลาที่ผ่านมา เรามีพรรคการเมืองใหญ่ๆ
5-6 พรรค แต่ไม่มีความแตกต่างอะไรกันเลย
ในเชิงนโยบาย

ทุกพรรคยึดถือแนวคิด เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พัฒนา ตามแนวทางของทุนนิยม

แล้ว 40-50 ปีที่ผ่านมา
คนส่วนใหญ่ของเราเป็น
อย่างไร ? ทำไมมีคนไปนอนอยู่
ที่หน้าทำเนียบอยู่ทุกๆปีได้

back to midnight's home go to next page (continue)

ความยาว 15 หน้ากระดาษ A4
อ่านต่อหน้าถัดไป (คลิกที่ปุ่มข้างล่าง)
1