รากฐานของความเป็นอัจฉริยะ / อะไรที่ทำให้อัลเบริท์ ไอน์สไตน์เป็นคนที่ฉลาดเป็นเยี่ยม ? บางที ดังที่บรรดานักวิจัยชาวคานาเดี่ยนค้นพบ นั่นคือเป็นเพราะสมองในส่วนของอินเฟอเรีย พาเรียเทาโลบ อันเป็นฐานของการใช้เหตุผลแบบคณิตศาสตร์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าปกตินั่นเอง แต่ที่แย่ก็คือ คุณไม่สามารถหาซื้อมันได้จาก Amazon.com (นิตยสาร"ไทม์" 20 ธันวาคม 1999 / หน้า 41)

zscience1.jpg (26197 bytes)

การค้นคว้าและการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายครั้ง มักจะมีการสังหรณ์ใจเสมอ พวกนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถที่จะอธิบายมันได้ แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ปรากฎผลออกมาในท้ายที่สุดว่าถูกต้อง, อย่างน้อยที่สุดก็ในเรื่องเกี่ยวกับนวนิยายวิทยาศาสตร์หลายๆเรื่องที่เป็นพยานอยู่ (ชุดความรู้"วิทยาศาสตร์เข้าใจง่าย"/(มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)

ZBsci2.jpg (11587 bytes)

การคิดค้นวิธีการทางวิทยาศาสตร์

ความรู้ทุกชนิดที่ตะวันตกได้ให้ไว้กับโลก บางทีสิ่งที่ทรงคุณค่ามากที่สุดก็คือ วิธีการที่ได้มาซึ่งความรู้ใหม่ๆนั่นเอง ซึ่งเรียกกันว่า”วิธีการทางวิทยาศาสตร์” มันได้รับการคิดค้นขึ้นมาโดยบรรดานักคิดชาวยุโรปนับจากปี ค.ศ.1550 ถึง 1700.

ต้นตอกำเนิดของวิธีการทางวิทยาศาสตร์อาจสามารถย้อนกลับไปได้ถึงสมัยกรีก. อันนี้ก็เหมือนกับพรสวรรค์อื่นๆ กล่าวคือ การให้การสนับสนุนเรื่องของการสังเกตุหรือการเฝ้าดูนั่นเอง. แต่แม้ว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์ บางครั้งดูเหมือนว่าจะเป็นอันตรายเท่ากับที่มันได้ให้ประโยชน์ แต่เราก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ถ้าหากว่าปราศจากมัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง)

สำหรับบทความนี้ เวลาที่เราใช้คำว่า”ความรู้” ปกติแล้ว เราหมายความว่า สิ่งที่ทุกๆคนสามารถรู้ได้. ในภาษาลาตินยุคกลาง คำว่า”knowledge”(ความรู้) ก็คือคำว่า “scientia”, และทุกๆคนสามารถที่จะเป็นเจ้าของบางส่วนหรือทั้งหมดของมันได้. จากรากภาษาลาตินดังกล่าวนี่เอง ที่ได้เป็นที่มาของคำศัพท์สมัยใหม่ของคำว่า science หรือ วิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่ได้มีความหมายว่า knowledge อีกต่อไป อย่างที่ทุกคนมีความเข้าใจ.

คำว่า”วิทยาศาสตร์” มันไม่ได้หมายความถึงความรู้ของกวีคนหนึ่ง, หรือช่างไม้, หรือของนักปรัชญา หรือของนักเทววิทยา. ปกติ มันก็ไม่ได้หมายถึงความรู้ของนักคณิตศาสตร์ด้วยเช่นกัน. “วิทยาศาสตร์” ทุกวันนี้ เป็นความรู้พิเศษประเภทหนึ่งซึ่งถูกครอบครองโดย”บรรดานักวิทยาศาสตร์”ทั้งหลาย. นักวิทยาศาสตร์คือคนที่พิเศษ พวกเขาไม่ใช่ใครๆก็ได้.

ความหมายของวิทยาศาสตร์

ความชัดเจนแจ่มแจ้งเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าจะมีจุดประสงค์อย่างนั้น มันก็ยังสลับซับซ้อนอยู่ดีในความหมายเกี่ยวกับ”วิทยาศาสตร์” ซึ่งยากที่จะคลายออกมา. ขอให้เราอธิบายความหมายของวิทยาศาสตร์ด้วยประโยคดังต่อไปนี้

  1. วิทยาศาสตร์ไม่เคยเข้าใจความลึกลับของชีวิต

  2. ในไม่ช้าหรือหลังจากนั้น บรรดานักวิทยาศาสตร์จะค้นพบวิธีการรักษาโรคเอดส์

  3. วิทยาศาสตร์และศิลปะไม่มีอะไรร่วมกันเลย

  4. ข้าพเจ้ากำลังเรียนวิทยาศาสตร์ แต่ข้าพเจ้าก็กำลังศึกษาประวัติศาสตร์บางอย่างไปด้วย

  5. คณิตศาสตร์คือภาษาของวิทยาศาสตร์

  6. นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายกำลังพยายามจะกำหนดให้แน่ลงไป หากว่า Shakespeare ได้เขียนบทละครต่างๆทั้งหมดของเขาขึ้นมาจริง ซึ่งได้ถูกลงความเห็นว่าเป็นตัวเขาจริงๆ

  7. การวิจารณ์วรรณกรรม ที่จริงแล้ว ไม่ใช่เรื่องของวิทยาศาสตร์ เพราะมันไม่เกี่ยวกับการทำนายหรือการคาดการณ์

  8. นักกวีส่วนใหญ่จะรู้สึกเคลือบคลุมเมื่อพวกเขาบังเอิญเจอกับสูตรทางคณิตศาสตร์; ส่วนนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากก็คลุมเครือเมื่อพวกเขาต้องพบกับบทกวี.

  9. การเป็นคนที่พูดได้สองภาษามิได้หมายความว่าคุณรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับภาษาศาสตร์

  10. ข้าพเจ้ารู้คำตอบ แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถอธิบายมันได้

ทั้งหมดของประโยคที่ยกขึ้นมาเหล่านี้คือ”ความจริง”ในความหมายที่ว่า พวกมันได้ถูกนำเอามาจากสิ่งพิมพ์ต่างๆ และได้รับการเขียนขึ้นมาโดยบรรดานักเขียนที่น่านับถือ (หรืออย่างประโยคที่ 4, ที่ 9, และที่ 10 ได้รับการบันทึกมาจากการสื่อสารกันด้วยคำพูด โดยนักพูดที่น่าเคารพหลายคน).

อะไรที่ข้าพเจ้าหมายถึง”น่าเคารพนับถือ ?” ข้าพเจ้าหมายความว่าบรรดานักเขียนหรือนักพูดเหล่านี้เป็นคนที่มีเหตุผล มีการศึกษาที่ดี และมีความจริงจังในการสื่อความหมายในสิ่งที่พวกเขาเขียนและพูด; นั่นคือ พวกเขาคิดว่า สิ่งที่พวกเขาพูดและเขียนนั้นมันทั้งเข้าใจได้และเป็นความจริงนั่นเอง. ยิ่งไปกว่านั้น ประโยคที่ยกมาเป็นตัวอย่างทั้งหมด เพิ่งเขียนหรือพูดขึ้นมาเร็วๆนี้ หรือไม่เกินสิบปีมานี้เอง. พวกมันเป็นตัวแทนอย่างชัดเจนต่อความเห็นร่วมกันสมัยใหม่เกี่ยวกับความหมายของคำว่า”วิทยาศาสตร์”.

ขอให้เรามาสำรวจดูถึงประโยคต่างๆกันสักเล็กน้อย. ประโยคแรก, ยกตัวอย่าง: “วิทยาศาสตร์ไม่เคยที่จะเข้าใจความลึกลับของชีวิตเลย”. อันนี้เป็นความจริงล่ะหรือ ? ในเชิงที่แสดงออกมาของนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายเมื่อเร็วๆนี้, และในบางกรณีก็นานมาแล้วด้วย, นักวิทยาศาสตร์ได้มีการค้นพบมากมายเกี่ยวกับ”ความลับของชีวิต”, ในท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น มีทั้งโครงสร้างและวิวัฒนการของเซลล์, การปฏิบัติการของระบบคุ้มกันโรค, บทบาทของ DNA ในทางพันธุศาสตร์, และอะไรอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก. และเราสามารถคาดหวังได้ว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายจะยังคงศึกษาเรื่องเกี่ยวกับชีวิตต่อไป และค้นพบความลึกลับของมันออกมา.

แต่มันมีบางสิ่งเกี่ยวกับคำว่า”ลึกลับ”ในประโยคที่ยกมา ที่ทำให้ประโยคดังกล่าวเป็นทั้งจริงและไม่เปิดโอกาสให้มีข้อสงสัยขึ้นมาได้. โดยนิยามความหมาย วิทยาศาสตร์ยังไม่อาจเข้าใจความลึกลับที่ ความลึกลับของชีวิตได้ถูกทึกทักหรือสมมุติให้เป็น, ซึ่งโดยนัยะ มีบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวกับความลึกลับที่ไม่อาจหยั่งถึงได้. ความรู้บางอย่างถูกเรียกร้องให้แก้หรือคายความลึกลับ(mystery)นั้นออกมาอย่างมีหลักฐาน ไม่ว่าความรู้อะไรก็ตามที่บรรดานักวิยาศาสตร์มีเกี่ยวกับชีวิต, ในตอนนี้และในอนาคตข้างหน้า.

และในประโยคที่ 5 ที่บอกว่า : “คณิตศาสตร์เป็นภาษาของวิทยาศาสตร์”. คำประกาศอันนี้มันชัดเจนที่ว่า คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด, แต่มันก็เท่าๆกันกับการประกาศว่า มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน. นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายอาจใช้คณิตศาสตร์ แต่พวกเขาไม่ได้ทำคณิตศาสตร์ และนักคณิตศาสตร์ก็เช่นกัน พวกเขาอาจหรือสามารถเมินเฉยต่อวิธีการทางวิทยาศาสตร์และผลลัพธ์ต่างๆก็ได้ ดังที่คนทั่วๆไปที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์เป็น.

Albert Einstein เป็นนักทฤษฎีคนหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่เขาไม่ได้เป็นนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่; เมื่อใดก็ตามที่เขาต้องเจอกับปัญหาที่ยากลำบาก เขาจะไปหาเพื่อนๆของเขาซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ทั้งหลาย ซึ่งคิดค้นสูตรคณิตศาสตร์เพื่อให้เขาหลุดออกมาจากสถานการณ์อันยุ่งยากนั้น. แต่เพื่อนๆของเขา ด้วยทักษะความชำนาญของคนเหล่านั้น ก็ไม่เคยตามได้ไล่ทันทฤษฎีสัมพัทธภาพเลย.

ในเวลาเดียวกันนั้น ประโยคดังกล่าวดูเหมือนจะบอกว่า ภาษาคณิตศาสตร์เป็นภาษาที่แตกต่างไปจากภาษาฝรั่งเศสและภาษาจีน, หรือจากภาษาการเคลื่อนไหวของร่างกาย(ภาษาท่าทาง) หรือโน๊ตทางดนตรี. ทั้งหมดนั้นเป็นภาษาในลักษณะหนึ่ง แต่ไม่มีภาษาใดเลยที่สามารถได้รับการเรียกว่าเป็นภาษาของวิทยาศาสตร์ได้, ถึงแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะศึกษาภาษาใดภาษาหนึ่งในจำนวนที่ยกมานี้ก็ตาม.

ประโยคที่ 7, “การวิจารณ์ทางวรรณกรรม อันที่จริงแล้วไม่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เพราะมันไม่ได้เป็นการคาดการณ์หรือการเก็งความจริง”, ซึ่งประโยคนี้ค่อนข้างจะฟังดูแปลกๆ. มันเป็นตลกแบบเก่าๆอันหนึ่งที่ว่า “วิทยาศาสตร์จะไม่ใช่วิทยาศาสตร์ เว้นเสียแต่มันจะเกี่ยวกับเรื่องการคาดการณ์” ; นั่นคือ ที่จริงแล้ว คุณไม่รู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับวิธีการที่ธรรมชาติทำงาน เว้นแต่คุณสามารถคาดการณ์ว่า มันจะทำงานอย่างไรภายใต้สถานการณ์อันนี้หรือสภาพการณ์อันนั้น. สิ่งที่น่าแปลกก็คือว่า บทบาทหน้าที่หลักอันหนึ่งของการวิจารณ์วรรณกรรม(ดังตัวอย่าง การวิจารณ์หนังสือในหนังสือพิมพ์รายวัน)ก็คือ การบอกกับคุณว่าคุณจะชอบ(หรือน่าจะสนใจ)ในหนังสือเล่มนั้นที่ยกมาวิจารณ์. แน่นอน การคาดการณ์หรือการทำนายเป็นเรื่องซึ่งไม่แน่นอน. แต่ก็ไม่ใช่ว่าการทดลองทั้งหมดนั้นที่ได้แสดงผลออกมาคุณจะคาดหวังกับมันไม่ได้เลย. และการตัดสินของนักวิจารณ์ก็ไม่ได้แสดงด้วยสูตรต่างๆทางคณิตศาสตร์ออกมาเช่นเดียวกัน.

ข้าพเจ้าเป็นคนแรกที่ยอมรับว่า การวิจารณ์วรรณกรรมไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ในความหมายธรรมดาเกี่ยวกับเรื่องนี้. แต่ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าที่มันเป็นเช่นนั้นเพราะ มันล้มเหลวที่จะคาดการณ์ต่างๆ. อย่างไรก็ตาม ประโยคดังกล่าวได้นำไปสู่ความรู้สึกหนึ่งที่เรามีเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์, และสนับสนุนต่อความหมายของคำว่า”วิทยาศาสตร์”.

ประโยคที่ 9 ที่ว่า, “การเป็นคนที่พูดได้สองภาษา ไม่ได้หมายความว่าคุณรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องภาษาศาสตร์”, ประโยคนี้ได้ทำให้เรามาถึงความรู้สึกที่เป็นพื้นฐานอีกอันหนึ่งที่เรามีเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าเราควรจะมีมันหรือไม่ก็ตาม. นั่นคือ มันประกาศว่า โดยทางอ้อมอันน่าพิศวง ความรู้ชนิดดังกล่าวที่ใครก็ตามมี มันเป็นไปเพื่อประโยชน์ได้มากมายในการมีความสามารถสื่อสารได้สองภาษา แต่มันก็ไม่ใช่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์.

โดยนัยะ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในตัวมันเอง ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหรือประโยชน์. ประโยคนี้ไม่ได้พูดถึงความดีของวิทยาศาสตร์. ผู้คนส่วนใหญ่ชื่นชอบที่จะเป็นคนที่พูดได้สองภาษายิ่งกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาศาสตร์. ในข้อเท็จจริง การพูดได้สองภาษาเป็นเรื่องที่ดีสำหรับสมองของเรา (มันสร้างและทำงานได้ดีกว่าและเร็วกว่า). ในทางตรงข้าม การรู้เกี่ยวกับภาษาศาสตร์มันมีประโยชน์น้อยมาก เว้นแต่คุณต้องการงานๆหนึ่ง อย่างเช่น การเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย. นัยยะของประโยคดังกล่าวนั้น บ่อยครั้ง(แต่ไม่เสมอไป) ความรู้ที่บรรดานักวิทยาศาสตร์มี ได้ถูกทำให้เป็นเรื่องของความเชี่ยวชาญ และค่อนข้างไม่มีประโยชน์สำหรับคนธรรมดาแต่อย่างใด.

อย่างไรก็ตาม, ประโยคที่ 2, “ในไม่ช้า บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายก็จะค้นพบการรักษาโรคเอดส์” ซึ่งอันนี้ได้แสดงถึงศรัทธาอันลึกซึ้งของผู้คนที่มีต่อวิทยาศาสตร์ ความรู้สึกของเราที่มี และสามารถจะพึ่งพิงวิทยาศาสตร์ได้ในการแก้ปัญหาที่ยากๆ เป็นปัญหาเร่งด่วน ปัญหาต่างๆทั้งในในทางปฏิบัติและความเป็นจริงที่เราเผชิญอยู่. ประโยคดังกล่าวยังได้เสนอความรู้สึกของเราว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์เท่านั้น ที่สามารถจะได้รับการคาดหวังว่าจะค้นพบวิธีการรักษาโรคเอดส์. ส่วนบรรดานักกวี ช่างไม้ และพวกนักปรัชญาทั้งหลาย แน่นอนเรามั่นใจว่าบุคคลเหล่านี้จะไม่ค้นพบวิธีการรักษานั้นได้. และคนธรรมดาทั่วไปก็จะไม่เช่นเดียวกัน เพราะคนเหล่านี้เพียงคิดถึงเกี่ยวกับโรคดังกล่าว หรือรับรู้ถึงการรักษาโรคชนิดนี้เท่านั้น. นี่เป็นหนึ่งในความนึกคิดอันกว้างขวางที่ดำเนินไปกับคำว่า”วิทยาศาสตร์”.

ในยุควิทยาศาสตร์ของเรา ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ได้ยินนักศึกษาพูดถึงประโยคอย่างประโยคที่ 10 ว่า “ผมรู้คำตอบ แต่ผมไม่สามารถที่จะอธิบายมันได้”. เมื่อได้ยินอย่างนี้ ครูบางคนก็จะยั่วโทสะนักศึกษาว่า “ถ้าหากว่าคุณไม่สามารถอธิบายมันได้ ก็แสดงว่าคุณไม่รู้เกี่ยวกับมันหรอก”. แล้วก็ให้ค่าอักษรเป็น F สำหรับนักศึกษาคนนั้น.

ความรู้ที่ไม่สามารถถูกใส่กรอบและสื่อสาร, ในทางคณิตศาสตร์หรือในทางใดๆ, ก็คือการไม่รู้ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันไม่ใช่ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอน. ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ถูกรู้สึกว่า(บางทีก็มีอิทธิพลมาก)เป็นความรู้สาธารณะในความหมายที่ว่า มันสามารถ และจะต้องพูดหรือสื่อสารออกมาได้ เพื่อว่านักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆจะสามารถทดสอบและทำให้มีเหตุผลหรือใช้ได้ขึ้นมา.

แต่อันนี้จะต้องปฏิเสธในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์. การค้นคว้าและการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายครั้ง มักจะมีการสังหรณ์ใจเสมอ พวกนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถที่จะอธิบายมันได้ แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ปรากฎผลออกมาในท้ายที่สุดว่าถูกต้อง, อย่างน้อยที่สุดก็ในเรื่องเกี่ยวกับนวนิยายวิทยาศาสตร์หลายๆเรื่องที่เป็นพยานอยู่. บรรดานักกีฬาอเมริกันฟุตบอลล์ที่ยิ่งใหญ่ จะมีสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ และพรสวรรค์ไม่สามารถแสดงออกอย่างเปิดเผย นั่นคือ ในการรู้ว่าตัวเองต้องวิ่งไปที่ไหน หรือขว้างบอลล์ไปที่ใดและอย่างไร. พวกทหารที่รอดชีวิต บ่อยครั้ง อาจทำเช่นนั้นเพราะเนื่องมาจากสัมผัสที่หกเกี่ยวกับการเผชิญหน้ากับภัยอันตราย. และนักบุญทั้งหลายต่างแน่ใจมากกว่านักวิทยาศาสตร์คนใดเกี่ยวกับสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเผยพระวจนะแก่พวกท่าน หรือเกี่ยวกับสิ่งที่พวกท่านรู้เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าในวิถีทางบางอย่าง.

แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้กำลังพยายามที่จะพิสูจน์ว่าประโยคที่ยกมาเหล่านี้ผิด และในอันที่จริงมันไม่ผิด สำหรับการที่มันได้แสดงถึงบางสิ่งซึ่งเรารู้สึกเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ มันไม่อาจที่จะเป็นเรื่องของสหัชญานในลักษณะผูกขาด, แม้ว่าสหัชญาน(การหยั่งรู้) ด้วยเหตุผลบางประการ อาจถูกนำเข้ามาพัวพันกับการค้นพบทางด้านวิทยาศาสตร์ที่สำคัญๆ หรือความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ก็ตาม.

ท้ายสุด ประโยคที่ 3 ที่ว่า “วิทยาศาสตร์และศิลปะ มันไม่มีอะไรที่ร่วมกันเลย”. ประโยคนี้ได้เผยให้เห็นถึงสิ่งที่ บางทีอาจจะเป็นอคติที่ลึกสุดของเราเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และศิลปะ. ในเวลาเดียวกันนั้น มันก็ไม่เป็นความจริงที่กล่าวออกมาเช่นนั้น อย่างน้อยที่สุดก็ในระดับที่เราเห็นๆกันอยู่ นั่นคือ วิทยาศาสตร์และศิลปะ มันมีอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่ร่วมๆกันอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ทั้งสองศาสตร์นี้เป็นกิจกรรมซึ่งเกี่ยวพันกันกับความสามารถของมนุษย์ทั้งชายและหญิง, ทั้งสองศาสตร์นั้นคือ วิทยาศาสตร์และศิลปะได้ให้ความรู้ความสว่างแก่เรา และทำให้เราสิ้นสุดหรือถอนตัวออกจากความเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน ศาสตร์ทั้งสองเป็นศาสตร์ที่มีความยุ่งยากและซับซ้อน และเรียกร้องต้องการความพยายามและสติปัญญาความฉลาดในทุกๆส่วนเพื่อทำให้เกิดความสำเร็จขึ้นมา และนั่นมีเพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่กระทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้.

แต่ ประโยคดังกล่าวก็จริงเช่นเดียวกันในอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งได้นำเสนอขึ้นมาโดยประโยคที่ 8, พวกเรามีความแน่ใจมากว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์และศิลปิน, แม้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างมากมายที่พวกเขาทำ มันเป็นไปในทำนองเดียวกัน – นั่นคือ คิดถึงนักผสมโลหะคนหนึ่งและประติมากรคนหนึ่งดูซิ – ดูว่าพวกเขาที่อะไรที่ต่างกัน และกระทำสิ่งนั้นด้วยเหตุผลที่ต่างๆกันอย่าไงร. ด้วยทัศนคติและข้อคิดเห็นที่ต่างกันไปของพวกเขา อันนั้นได้บอกกับเราอย่างมากว่า อะไรที่”วิทยาศาสตร์”มุ่งหมาย และอะไรที่”นักวิทยาศาสตร์ฆ”ทั้งหลายกระทำกัน.

อัตลักษณ์ 3 ประการของวิทยาศาสตร์

คำว่าวิทยาศาสตร์ ในสามัญสำนึกของเราทุกวันนี้ คือกิจกรรมของมนุษย์ที่ได้ถูกให้อัตลักษณ์เอาไว้ 3 ประการ. อันดับแรกคือ, วิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมที่ปฏิบัติการโดยคนที่มีความเชี่ยวชาญด้วยทัศนะหรือโลกทัศน์ที่เฉพาะเจาะจงลงไปเกี่ยวกับโลก. บรรดานักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะทำให้มันเป็นเรื่องของวัตถุวิสัย, ปราศจากความรู้สึก, และไร้อารมณ์. พวกเขาจะไม่ยอมให้ความรู้สึกต่างๆของตัวเองเข้าไปในวิธีการสังเกตุเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นจริง ข้อเท็จจริง ดังที่เขาเรียกพวกมัน. บ่อยครั้ง พวกเขาทำงานในห้องทดลอง หรือในพื้นที่อื่นซึ่งพวกเขาสามารถควบคุมสิ่งต่างๆได้อย่างระมัดระวังในสิ่งซึ่งพวกเขาทำอยู่. พวกเขาจะไม่เตร็ดเตร่ออกไปดูพระอาทิตย์ตกดิน และมองดูโลกของเราใบนี้ด้วยสายตาที่ประหลาดใจ เช่นดั่งที่นักกวีทำ.

ในเชิงอุดมคติ นักวิทยาศาสตร์จะมีทั้งความซื่อสัตย์และความถ่อมตัว. พวกเขามักจะพยายามรายงานการค้นพบต่างๆ เพื่อว่าคนอื่นๆจะได้สามารถตรวจสอบพวกเขาได้ และต่อจากนั้นก็นำไปใช้ประโยชน์ในงานของตน. พวกเขาจะไม่ประกาศอะไรที่มากเกินไปกว่าที่พวกเขาสามารถพิสูจน์ได้ และบ่อยทีเดียว ก็จะพูดน้อยกว่าที่เป็น. แต่ทว่า พวกเขามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งต่ออาชีพของตนเอง และชื่นชอบที่จะคุยกับบรรดานักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆมากกว่าจะคุยกับใครก็ได้, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักกวี, ผู้ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้พวกเขารู้สึกไม่สบาย กระสับกระส่าย และตกต่ำ (แน่นอน นักกวีก็รู้สึกว่านักวิทยาศาสตร์ทำให้เขารู้สึกเช่นเดียวกันนี้เหมือนกัน).

ประการที่สอง, วิทยาศาสตร์จะเกี่ยวพันกับสิ่งต่างๆ ไม่ใช่ในแง่ของไอเดีย ความคิด และความรู้สึก แต่จะพัวพันกับโลกภายนอกและการทำงานภายนอกของมัน ไม่ใช่ภาวะภายในและการทำงานภายใน, แม้ว่าแรงพยายามของนักจิตวิทยาบางคนจะเป็น หรือดูเหมือนว่าเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ก็ตาม. เรือนร่างของมนุษย์ได้รับการพิจารณาว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลกภายนอก; ส่วนวิญญานนั้นไม่ใช่ ถือเป็นโลกภายในและลึกลับ. ด้วยเหตุนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายจึงทำงานเพื่อทำความเข้าใจร่างกายของมนุษย์ แต่ไม่ใช่วิญญานของมนุษย์.

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มีความสงสัยและไม่แน่ใจในเรื่องของวิญญานว่ามีอยู่. ระบบสุริยะและจักรวาลก็เป็นส่วนของโลกภายนอกเช่นเดียวกัน, ถึงแม้ว่าพวกเราจะมีหลักฐานตรงๆเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเกี่ยวกับความเป็นไปของมันเกี่ยวกับความมีอยู่. บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะสันนิษฐานเกี่ยวกับเงื่อนไขพื้นฐานของธรรมชาติบนโลกว่าเป็นอย่างเดียวกันในทุกๆที่ในโลก.

ยังน่าสงสัยว่า มนุษยชาติเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลกภายนอกในความหมายอันนี้. นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย โดยทั่วไป ไม่เต็มใจที่จะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคนเป็นกลุ่มใหญ่ๆไม่ว่าทั้งชายและหญิง. ดังนั้น บรรดานักเศรษฐศาสตร์ เป็นตัวอย่าง จึงดิ้นรนเพื่อให้ได้รับการพิจารณาให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ปกติแล้วจะไม่ได้รับการยอมรับและดูเหมือนจะไร้ประโยชน์.

โลกภายนอกของนักวิทยาศาสตร์ได้บรรจุเอาบางสิ่งบางอย่างไว้ อย่างเช่น quanta, quarks, และ quasars, ซึ่งยังเต็มไปด้วยความลึกลับคล้ายกับเทพธิดา และปกติแล้วเป็นเรื่องที่มองไม่เห็น. แต่อันนี้ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับพวกเขา เช่นดังที่พวกเขาเชื่อว่า สามารถเกี่ยวข้องกับเรื่องอนุภาคพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่จริงแล้วบรรดานักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถมองเห็นได้ และมันเป็นไปตามหลักของความไม่แน่นอนที่มองไม่เห็น. แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้เกี่ยวพันกับสิ่งเหล่านี้ในฐานะอย่างเดียวกับเรื่องของเทวะ ซึ่งเป็นไปได้มากว่าจะไม่ปรากฏแก่ตาของนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย เพราะนักวิทยาศาสตร์ต่างไม่เชื่อในสิ่งเหล่านี้นั่นเอง.

โลกภายนอกเป็นสิ่งใดๆก็ตามที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายสามารถวัดและอธิบายมันได้ในเทอมของคณิตศาสตร์, และมันจะกันทุกสิ่งที่ไม่อาจทำเช่นนี้ได้ออกไป. นี่หมายความว่าโลกภายนอกค่อนข้างเป็นความเชื่อหรือความเห็นที่สลัวลาง, แต่ไอเดียหรือความคิดที่อยู่เบื้องหลังมันไม่เลือนลางแต่อย่างใด.

ประการที่สาม, เมื่อวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับอะไรก็ตาม มันก็จะเกี่ยวพันกับสิ่งนั้นในหนทางที่พิเศษ มีการใช้วิธีการที่พิเศษและภาษาหนึ่งเพื่อรายงานผลลัพธ์ต่างๆที่ชี้เฉพาะเกี่ยวกับมัน. ระเบียบวิธีซึ่งรู้จักกันดีมาก แต่ไม่จำต้องถูกนำมาใช้บ่อยที่สุด ประกอบด้วยการทดลอง ซึ่งเกี่ยวพันกับการได้มาซึ่งไอเดียหรือความคิด – จากที่ซึ่ง นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่สงสัย – แล้วกำหนดกรอบมันเข้าไปในสมมุติฐานที่สามารถทดลองได้ และต่อจากนั้นก็ทำการทดลองสมมุติฐานดังกล่าวในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการควบคุม เพื่อคลี่คลายหรือทดสอบข้อเท็จจริงนั้นออกมาไม่ว่ามันจะชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ก็ตาม. สภาพแวดล้อมนั้นจะต้องได้รับการควบคุมอย่างระมัดระวัง เพื่อว่าปัจจัยภายนอกจะได้ไม่รุกล้ำหรือเข้ามาก้าวก่ายทำให้การทดลองดังกล่าวไม่ได้ผล และเพื่อว่าคนอื่นๆจะสามารถทดลองซ้ำได้ในความหวังที่จะได้มาถึงผลลัพธ์ที่ออกมาในลักษณะเดียวกัน ซึ่งจะเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดของความน่าเชื่อถือหรือวางใจได้นั่นเอง.

ภาษาที่ใช้สำหรับรายงานผลและใช้งานรวมทั้งใช้ในการควบคุมวิทยาศาสตร์ก็คือ ภาษาคณิตศาสตร์ ซึ่งบางที เรื่องของภาษาคณิตศาสตร์นี้ ดูจะเป็นอัตลักษณ์ที่เด่นชัดมากที่สุด. บรรดานักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่กล่าวว่า ถ้าหากว่าคุณไม่สามารถที่จะอธิบายสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ได้ด้วยเทอมต่างๆทางด้านคณิตศาสตร์ คุณก็ไม่ได้กำลังทำวิทยาศาสตร์อยู่ และการที่พวกเขานิยมรายงานผลงานต่างๆของพวกเขาในเทอมของคณิตศาสตร์ก็เพราะ การทำเช่นนั้นมันง่ายกว่าและเร็วกว่า และเป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสามารถเข้าใจมันได้นั่นเอง.

มันเป็นสิ่งที่สำคัญซึ่ง ผลงานในตัวของมันเองนั้นถูกทำขึ้นในเชิงคณิตศาสตร์ หมายความว่า การสังเกตุการณ์สิ่งที่ถูกศึกษา จะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ – หรือลดทอนลงสู่ – จำนวนตัวเลขเป็นการด่วน, เพื่อว่าพวกมันจะถูกศึกษาได้ในวิธีการทางเหตุผล. ความคิดเก่าแก่ของบรรดานักวิทยาศาสตร์กรีกในช่วงแรกสุด – ซึ่งโลก โดยสาระแล้ว เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ เพราะมัน ด้วยเหตุผลบางประการ ได้รับการทำให้ลงรอยสอดคล้องกับใจของมนุษย์ – ด้วยเหตุนี้ จึงได้เปลี่ยนทัศนะของ Pythagorean ไปว่า โลก, อย่างน้อยที่สุดก็โลกภายนอกนั้น เป็นสาระเรื่องราวของวิทยาศาสตร์, โดยแก่นแท้ มันเป็นเรื่องทางคณิตศาสตร์ และด้วยเหตุนี้ มันจึงสามารถเข้าใจได้ เพราะจิตใจของมนุษย์ โดยสาระแล้วเป็นคณิตศาสตร์ด้วยเช่นกัน.

ไม่ว่ากรณีใดก็ตามที่มนุษยชาติสามารถวัดสิ่งต่างๆได้ การทำเช่นนั้น หมายถึงการเปลี่ยนแปลงหรือการลดทอนสิ่งทั้งหลายลงมาเป็นตัวเลข อันที่จริงแล้ว มันสร้างความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ทั้งทางด้านความเข้าใจและการควบคุมสิ่งต่างๆเหล่านั้น. ส่วนกรณีใดก็ตามที่มนุษย์ล้มเหลวที่จะค้นพบวิธีการในการวัด พวกเขาก็จะประสบความสำเร็จน้อยมาก. ตัวอย่างของความสามารถในการอธิบายที่ค่อนข้างจะล้มเหลวก็คือ เรื่องของจิตวิทยา, เศรษฐศาสตร์ และการวิจารณ์ศิลปะ และวรรณกรรม. ดังนั้น ศาสตร์เหล่านี้จึงไม่ได้รับสถานะของการเป็นวิทยาศาสตร์ (เนื่องเพราะมันวัดไม่ค่อยได้นั่นเอง).

วิทยาศาสตร์ของศตวรรษที่ 17 คือศาสตร์แห่งการค้นพบ หรือการประดิษฐ์คิดค้น. ผู้คนในช่วงเวลานั้นเรียนรู้ว่า จะวัดสิ่งต่างๆได้อย่างไร จะอธิบาย และควบคุมหรือใช้ประโยชน์ปรากการณ์ธรรมชาติอย่างไร ในวิธีการที่ทุกวันนี้เราเรียกว่า”วิทยาศาสตร์”. นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา วิทยาศาสตร์ได้เจริญก้าวหน้าอย่างมาก และได้ค้นพบความจริงมากมาย และยังได้ให้ประโยชน์นานัปการ ซึ่งในศตวรรษที่ 17 เองก็ไม่เคยรู้มาก่อน. แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้พบหนทางใหม่ในการค้นพบความจริงของธรรมชาติ. ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมานี้ ศตวรรษที่ 17 เป็นไปได้ที่จะถือว่า”เป็นศตวรรษที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์มนุษย์”. มันได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่อาจหวนคืนกลับไปอีกได้ในวิถีการดำรงอยู่ของมนุษย์บนโลกของเราใบนี้. เราไม่สามารถที่จะหวนคืนกลับไปดำรงชีวิตเช่นดังที่คนในสมัยเรอเนสซองค์ได้อีกแล้ว. เราเพียงแต่อาจจะรู้สึกประหลาดใจเท่านั้น หรือว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในทุกๆด้านเป็นไปเพื่อชีวิตที่ดีกว่า.

---------------------------------------------------------------------------

(จากหนังสือ : A History of Knowledge ของ Charles van Doren) แปลจากหัวข้อเรื่อง The Invention of Scientific Method หน้า 184-187) 1991

 

  Back to Modnight's Home    E-mail : midnightuniv@yahoo.com

 

1