พัฒนาการนโยบายรัฐบาล
เกี่ยวกับจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส
 
..
   
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
   

 

สมช.ยอมรับ“วัฒนธรรมอคติ ปัจจัยหลักปัญหาชายแดนใต้

           รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยแนวทางสันติวิธีว่า ตนมองความขัดแย้งใน 3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ออกเป็น 3 ระดับคือ
           1. พฤติกรรมของคน ซึ่งถ้าจะแก้ปัญหาจริงๆ ทำได้ไม่ยาก ถ้าพฤติกรรมผลักไปสู่ความรุนแรง เช่น เจ้าหน้าที่รัฐรังแกประชาชนก็ระบุโทษคือ ให้ปรับปรุบตัวหรือการย้ายออก ส่วนโจรปล้น หรือยิงตำรวจ ก็ใช้กระบวนการตามกฎหมาย
           2. ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น กฎหมาย กฎระเบียบ เงื่อนไข ความไม่ยุติธรรมในสังคมเป็นตัวให้กำเนิดปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ในระดับนโยบาย กฎหมาย เช่น ประชาชนต้องการให้เห็นอัตลักษณ์ของตนในชาติตามกฎหมาย อนุญาติให้ทำได้ ขณะเดียวกันในบางกรณีก็ติดปัญหาอื่น ซึ่งจะต้องแก้ด้วยกฎหมาย
           3.ความขัดแย้งอีกระดับชั้นหนึ่งที่ลึกกว่าคือ วัฒนธรรม โดยตัวคนทำงานเองที่มองคนฝ่ายหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม มองคนที่ต่างกันด้อยกว่า ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี ภาษา ชื่อ แม้แต่สีผิว ขณะเดียวกันอีกฝ่ายหนึ่งมองคนทำงานอย่างสงสัย ซึ่งนำไปสู่ปัญหาที่ไม่ใช่ระดับบุคคล แม้แต่กฎหมายก็แก้ไม่ได้
           “ปัญหาระดับนี้คือ ความมีอคติของบุคคล ซึ่งกฎหมายจะบังคับไม่ให้คนมีอคติไม่ได้ แต่ไม่ควรมองเป็นเรื่องปกติ อคติมีที่มาที่ไป ซึ่งต้องได้รับการแก้ไข” รศ.ดร.ชัยวัฒน์กล่าว
           รศ.ดร.ชัยวัฒน์กล่าวอีกว่า การจะทำลายอุปสรรคดังกล่าวด้วยสันติวิธี อยู่ที่การให้นำหนักของอุปสรรคแต่ละอย่าง บางอย่างแก้ไขยาก บางอย่างง่าย สันติวิธีพูดถึงวิธีการจัดการกับปัญหา ซึ่ง สมช.เองกำหนดนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ โดยพยายามแก้ในระดับโครงสร้าง ซึ่งหัวใจหลักสำหรับมุสลิมคือ การพยายาม สร้างพื้นที่ ให้มุสลิมได้อยู่ในสังคมไทย อย่างมุสลิม
           ด้าน ผศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว กรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี สมช. กล่าวว่า ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดจากความแตกต่างทางวัฒนาธรรม แล้วถูกทำให้เป็นปัญหา แต่ไม่ใช่วัฒนธรรมเป็นตัวปัญหา ซึ่งการแก้ปัญหาต้องมองให้ลึกถึงวิถีชีวิตของประชาชน การจัดการต้องไม่มีอคติ การเมืองต้องเปิดกว้าง
           “สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ต้องเห็นคน 3 จงหวัดลุกขึ้นมาแก้ไขด้วยตัวเอง แต่ที่ผ่านมามีคนที่พยายามแทรกแซงการแก้ปัญหาดังกล่าว ที่เห็นอยู่เป็นการทำงานของฝ่ายรัฐอย่างเดียว ประชาชน ที่ไม่เข้ามีส่วนร่วม ยังไม่ถูกทำให้เป็นปัญหา เขาคงยังไม่อยากจะเข้ามาทำ เพราะความไม่ไว้วางใจในระบบราชการอยู่ ซึ่งสังคมไทยยังมีระบบอุปถัมภ์ มีความเลื่อมล้ำทางสังคมอยู่ ถ้าไม่วิเคราะห์ดีๆ อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาแบบใช้กำลัง” ผศ.ดร.ฉันทนากล่าว

ฉบับที่ 297 6-12 กันยายน 2546
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2546 เวลา 18:41:20 น.