ถ้าจะมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เฉพาะเหตุปะทะระหว่างตำรวจนับร้อยนาย
กับสมาชิกระดับนำหนึ่งเดียว ของขบวนการมุญาฮิดีนปัตตานีคือ
นายแวหามะ แมเราะ หรือ มะ แมเราะ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ในพื้นที่ ต.บานา ห่างจากตัวเมืองปัตตานีราว 4-5 ก.ม. เพียงการสูญเสียของทั้ง
2 ฝ่ายด้วยตัวเลข ก็คงไม่สลักสำคัญอะไรมากนัก
แต่เมื่อพูดถึง ปัญหาภาคใต้แล้ว ทำให้บุคคลหลายฝ่ายทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและนักการเมือง
ตำรวจ ทหาร นักวิชาการ สื่อมวลชน ปัญญาชน และประชาชนโดยทั่วไป
มีมิติ ในการมองปัญหา และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แตกต่างกันออกไป
ในเบื้องต้นนี้ รัฐและผู้ที่มีหน้าเกี่ยวข้องโดยตรง อันเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาของพื้นที่
ต้องมีคุณสมบัติ เป็นคนที่ใจกว้าง บริสุทธิ์ใจ และจริงใจที่จะยอมรับทัศนะหรือความคิดเห็นต่างๆ
จากพื้นที่ ซึ่งบางครั้ง อาจไม่ตรงตามที่ตนเองคิด หรือแนวนโยบายที่ถูกกำหนดจากเบื้องบน
แต่อย่างน้อยก็เป็นแนวทางในการทำความเข้าใจ วิเคราะห์โจทย์ที่ตนเองจะต้องแก้ปัญหาให้บรรลุผลได้ในระดับหนึ่ง
ทัศนะ หรือ ความคิดเห็น ที่สะท้อนมาจากกลุ่มประชาชนทุกระดับจากพื้นที่
รวมทั้งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นภาพสะท้อนที่เกิดจาก
อุดมการณ์ที่ซ่อนเร้น เสมือนหนึ่ง เป็นลักษณะคลื่นใต้น้ำมาเป็นเวลายาวนานนับศตวรรษ
ฉะนั้น การแก้ปัญหาของรัฐด้วยการเพิ่มจำนวนคนหาข่าวหรือสายลับ
จะไม่ส่งผลดีกับรัฐในระยะยาวเลย ซึ่งรัฐเองก็ทราบดีถึงคุณภาพข่าวที่ได้จากสายลับว่า
มีส่วนถูกต้องมากน้อยเพียงใด และขณะเดียวกัน ประชาชนในชนบท
จำนวนไม่น้อยที่มีอคติกับรัฐ เพราะเขาถูกกล่าวหา หรือถูกรายงานในทางผิดๆ
โดยสายลับของรัฐที่หวังแต่เพียงผลงาน แต่ไม่มีใจเป็นธรรม
ความจริงแล้ว เคยมีผู้จี้จุดรัฐในเรื่องการทำโจทย์ และทำความเข้าใจโจทย์เกี่ยวกับ
3 จังหวัดภาคใต้ในหลายๆ ประเด็น สำหรับโจทย์ที่จะตั้งใหม่นี้
เป็นเพียงการนำโจทย์ ที่เคยปรากฏ ในบทความเกี่ยวกับสถานการณ์ภาคใต้ที่ผ่านมาแล้วว่า
1.ปัญหาภาคใต้เป็นปัญหาอาชญากรรมธรรมดา ที่เกิดกลุ่มติดยาเสพติด
กลุ่มเรียกค่าไถ่ กลุ่มสร้างสถานการณ์ ? หรือว่า
2. ปัญหาภาคใต้ เป็นปัญหาเชิงอุดมการณ์ ที่สืบทอดมาจากกกลุ่มต่อต้าน
อำนาจรัฐไทย หลังปัตตานี ตกเป็นของไทย อย่างสมบูรณ์แบบ ?
การที่ชวนตั้งโจทย์ทำนองนี้ เพราะมีประเด็นที่ต้องคิดต่อไปสำหรับ
2 คำถามที่กล่าวมาข้างต้น กล่าวคือ ถ้ากลุ่มติดอาวุธหรือที่ทางการเรียกว่า
ขบวนการโจรก่อการร้าย (ขจก.) ธรรมดาๆ ซึ่งก็น่าจะหมดไปจากพื้นที่นานแล้ว
ในที่นี้จะขอหยิบยกตัวอย่าง ขจก.รุ่นเก่าอย่าง เปาะเยะ ก็ดี
เจะกูดิง ก็ดี หรือคนอื่นๆ ที่ถูกทางการจับตายไปแล้ว แต่ทำไมต้องมี
ขจก.อย่าง นาซอรี แซะเซ็ง หรือ อาแว แฆและ ผู้ซึ่งเคยผ่านการฝึกอาวุธ
ในอัฟกานิสถาน และหัวหน้ากลุ่มมุญาฮิดีนคนอื่นๆ ที่ทางการตั้งรางวัลนำจับอยู่ในขณะนี้
ในเมื่อกลุ่มจับอาวุธเหล่านั้นเป็นแค่ โจรธรรมดา และนับตั้งแต่รัฐบาล
มีโครงการพัฒนาชาติไทย เป็นต้นมา พร้อมกับประกาศว่า จำนวนกลุ่มติดอาวุธ
ที่ยังเหลืออยู่มีจำนวนไม่ถึง 20 คนแล้ว และยังตอกย้ำด้วย
อดีตแม่ทัพภาค 4 และล่าสุด นายวันมุหะมัดนอร์ มะทา รมว.มหาดไทย
ระบุว่า ขณะนี้กลุ่มติดอาวุธเหล่านั้นมีจำนวนไม่ถึง 10 คนแล้ว
ถ้ากลุ่มบุคคลเหล่านั้นมีจำนวนเท่านั้นจริง อยากถามว่า ทำไมรัฐบาล
ต้องทุ่มงบประมาณ จากภาษีอากรของประชาชนจำนวนมาก ไปใช้ในยุทธการปราบปราม
รวมถึงเพิ่มอัตรากำลัง ของหน่วยตำรวจ และสายลับมากขึ้น แทนที่จะใช้งบประมาณเหล่านั้นไปใช้ในการพัฒนาการศึกษา
สังคมและเศรษฐกิจของพื้นที่
แน่นอนที่สุด การกำหนดนโยบายทำนองนี้ ย่อมเป็นการชี้นัยแห่งความล้มเหลวในนโยบายการแก้ปัญหา
3 จังหวัดภาคใต้อย่างชัดเจน
กระสุนนัดสุดท้าย ที่เจาะร่าง นายแวหามะ แมเราะ กับ นายนาเซร์
สะนิง หาใช่เป็น กระสุนนัดสุดท้าย ที่จะปิดฉากความไม่สงบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เพราะถ้าบุคคลทั้ง 2 เป็นสมาชิกของกลุ่มติดอาวุธที่มีอุดมการณ์
ปรากฏการณ์เช่นนี้ก็จะหวนกลับมาอีก ซึ่งก็มีหลายปรากฏการ์ที่ชวนให้รัฐบาลคิดเป็นการบ้านต่อไป
ปรากฏการณ์แรกคือ สมาชิกที่ร่วมขบวนการติดอาวุธมุญาฮิดีนส่วนมาก
เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มีอายุไม่เกิน 30 ปี และแม้ว่าตามบทรายงานของทางการได้ระบุต่อสาธารณชนว่า
กลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้มีคดีติดตัว พัวพันกับยาเสพติด หรือข้อมูลอื่นๆ
ที่ต้องการทำลายกลุ่มคนเหล่านั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่กลับไม่เชื่อ แถมยังรู้สึกเฉยๆ
กับข้อมูลเหล่านั้น และสิ่งที่น่าเป็นห่วง กับสถานการณ์ในอนาคตก็คือ
การประกาศล้างแค้นของสมาชิกในกลุ่มมุญาฮิดีนคนหนึ่ง โดยผ่านบรรดาวัยรุ่นจำนวนมาก
ที่ไปร่วมงานฝังศพ นายแวหามะ แมะเราะ ในวันนั้น
ปรากฏการณ์ที่สองคือ ศพของ นายแวหามะ แมเราะ กับ นายนาเซร์
สะนิง ที่ถุกยิงในวันนั้น ได้จัดการตามหลักศาสนา โดยไม่มีการอาบน้ำศพ
แต่จัดการศพด้วยผ้าห่อศพสีขาวปกติ ซึ่งอาจเปรอะเปื้อนด้วยเลือดสีแดง
ซึ่งเป็นสักขีพยาน ในการร่วมขบวนการของพวกเขาในฐานะ นักรบผู้พิพทักษ์
หรือผู้ที่ต่อสู้ เพื่อให้ศาสนาของพระเจ้า มีอำนาจบนหน้าแผ่นดินของพระองค์
นัยยะนี้เป็นการปลุกจิตวิญญาณ แห่งการต่อสู้แก่เหล่าวัยรุ่นในพื้นที่
ซึ่งต่างก็เข้าใจ ในรายละเอียด ของศาสนาอิสลามไม่น้อยทีเดียว
การไม่อาบน้ำศพ ไม่เพียงแต่เป็น วาซียัต หรือพินัยกรรมแห่งเจตนารมย์เท่านั้น
แต่เป็นหลักการ ที่ปรากฏในคัมภีร์อัล-กุรอ่าน ดังความตอนหนึ่งว่า
....บรรดาผู้ที่อพยพ และที่ถูกขับไล่ให้ออกจากหมู่บ้านของพวกเขา
และที่ได้รับความเดือดร้อนในทางของข้า (อัลลอฮฺ) และได้ต่อสู้และถูกฆ่าตายนั้น
แน่นอนข้าจะลบล้างบาปให้พ้นจากพวกเขา ซึ่งบรรดาความผิดของพวกเขา
(และยังให้ผลานิสงแก่เครือญาติอีกถึง 70 คน ถ้าพระเจ้าทรงประสงค์)
(3/195)
การก่อความสงบในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้นั้น กำลังจะกลายเป็นคำอธิบายว่า
เป็นการต่อสู้ ตามนัยของศาสนา ชัดเจนมากขึ้น โดยกลุ่มติดอาวุธมุญาฮิดีน
แต่ในทางกลับกัน รัฐบาลกำลังทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่
เพื่อต่อสู้กับพวกเขาเหล่านั้น ที่มีจำนวนเพียงไม่กี่คน แต่มีแนวร่วมที่ไม่ทราบจำนวนอีกนับร้อยนับพัน
รัฐบาลต้องเข้าใจว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลง ดังนั้นรัฐบาล ก็ต้องมีทัศนะ
ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงวิธีคิด จากกรอบความคิดแบบเก่าๆ ในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เสียที
ในขณะที่กลุ่มติดอาวุธของอดีต นายแวหามะ แมะเราะ กำลังรุกคืบในกลุ่มวัยรุ่น
ด้วยการสร้างสำนึกตายเพื่อศาสนาหรือตายชะฮีดแล้ว
ฉะนั้นต้องขอกล่าวด้วยคำว่า น่าเป็นห่วงยิ่ง ??!!
ฉบับที่
297 6-12 กันยายน 2546
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2546 เวลา 18:40:17 น.