ตัวแทนสภาอิสลามสูงสุด แห่งอเมริกา เยือนชายแดนภาคใต้ เป็นครั้งแรก
เผยต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับมุสลิม และเสริมสร้างความเข้าใจอันดี
ต่อรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดใจไม่เข้าใจเรื่อง เจ.ไอ.เท่าใดนัก
ดร.เฮดีห์ มิราห์มาดี ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวสาร และประชาสัมพันธ์
สภาอิสลามสูงสุดแห่งอเมริกา (Islamic Supreme Council of America
: ISCA) ได้เดินทางมาที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างวันที่
13 - 16 สิงหาคม ตามคำเชิญ ของสถานเอกอัครราชทูต สหรัฐอเมริกา
ประจำประเทศไทย เพื่อมาบรรยายพิเศษเรื่อง การแก้ปัญหาชุมชน
โดยวิธีการล็อบบี้ยีส ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
และพบปะ กับพี่น้องมุสลิม และกลุ่มสตรีมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
พร้อมกับผู้ติดตาม 1 คนและเจ้าหน้าที่สถานทูต สหรัฐอเมริกา
2 คน
ดร.มิราห์มาดี เปิดเผย โฟกัสภาคใต้ ถึงจุดประสงค์
ของการเดินทางมาครั้งนี้ว่า เพื่อช่วยเหลือ สถานทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย
ให้เข้าใจมุสลิมมากขึ้น ในขณะที่มุสลิมเอง ก็เข้าใจรัฐบาลสหรัฐ
มากขึ้นเช่นกัน เป็นการสร้างความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นครั้งแรก
ที่เดินทางมาประเทศไทย โดยโครงการนี้ เป็นความปรารถนาดี ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
ในอันที่จะสานสัมพันธ์กับพี่น้องมุสลิมไทย
ดร.มิราห์มาดี ยังกล่าวถึงมุมมอง ที่มีต่อคนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ว่า
จากที่เคยเดินทางไปในประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ทำให้ทราบว่า
สังคมของคนที่นี่ เป็นสังคมที่โอบอ้อมอารี สามารถทำความสนิทสนมง่าย
สวมมุมมองที่มีต่อมุสลิมไทยนั้น เขายังไม่มีความรู้มากนัก
ซึ่งการมาครั้งนี้เป็นการมาแบบเปิดใจ เพื่อจะได้สัมผัสกับมุสลิมที่นี่
ในส่วนที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน ในส่วนสังคมมุสลิมไทย ที่สตรีมีบทบาทน้อยมากนั้น
จะมีส่วน ช่วยเหลือตรงนี้อย่างไร ดร.มิราห์มาดี กล่าวว่า ในเรื่องของสังคมนั้น
เราจะไม่ไปเปลี่ยนสังคม แต่ก็จะช่วยทำให้สังคมมันดีขึ้น
ทั้งยังได้กล่าวถึงหน้าที่ ของสภาว่า หน้าที่หลักของสภาอิสลามสูงสุด
แห่งอเมริกา คือ การสอนศาสนาอิสลาม อนุรักษ์วัฒนธรรมอิสลามแบบดั้งเดิม
และเผยแพร่ความรู้อิสลาม ให้กับคนทั่วไป เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่
ให้ความช่วยเหลือต่างๆ เช่น การศึกษา สิทธิสตรี เป็นต้น ส่วนหน้าที่ของตนเอง
คือการส่งเสริม ให้มุสลิม ได้เข้าใจอิสลามมากขึ้น ซึ่งในการศึกษาศาสนาอิสลาม
ต้องเรียนรู้ตลอดทุกยุคสมัยของอิสลามตั้งแต่ 1,400 กว่าปีมาแล้ว
ศึกษาแบบประเพณี จารีตนิยม มิใช่ว่าเลือกเอาเฉพาะยุคใดยุคหนึ่งเท่านั้น
ใช้แบบอย่างของศาสดา นบีโมฮัมหมัด เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต
ศึกษาข้อดีของทุกยุคทุกสมัย ทั้งวิทยาการต่างๆ ของปรัชญาเมธีมุสลิมทั้งหมดเลยก็ว่าได้
ส่วนเหตุผลที่ตน เข้ามาทำงานสภาแห่งนี้เนื่องจากชุมชนของตน
ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย เห็นว่าเป็นคนที่มีความรู้ จึงต้องการให้มาทำงานที่สภานี้ในกรุง
วอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำงานเป็นทนายความ ด้านกฎหมายเอกชนมาก่อน
ดร.มิราห์มาดี กล่าวถึงประสบการณ์ ที่ได้ทำงานกับมุสลิมในอเมริกาว่า
มุสลิมที่นั่นมีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในสังคม เนื่องจากชุมชนมุสลิมในอเมริกายังเป็นชุมชนใหม่
สิทธิต่างๆ ยังไม่เต็มที่จึงพยายามเรียกร้อง นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านการศึกษา
สุขภาพ เป็นต้นในด้านการศึกษา ก็ยังต้องการให้รัฐบาล ให้การสนับสนุนด้วย
อย่างไรก็ตามมุสลิมอเมริกาถือว่ามีฐานะดี มีการศึกษาสูง ส่วนมุสลิมอเมริกาที่มีตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานของรัฐมีอยู่
2 คน คนหนึ่ง ทำงานในสภาความมั่นคงของสหรัฐ อีกคน ก็เคยเป็นเอกอัครราชทูต
อยู่ที่ประเทศอาร์เจนติน่า ซึ่งปัจจุบัน อาจจะย้ายไปประจำอยู่ในประเทศอื่นแล้ว
นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารระดับกลางอีก 2 คน ที่ทำงานในกระทรวงเกษตร
และกรมอนามัยของสหรัฐฯ สำหรับมุสลิมในอเมริกาถือว่ามีความอิสระ
ว่าใครจะเคร่งครัด มากหรือน้อย เนื่องเพราะเป็นสังคมเปิด คนที่ไม่เคร่งก็มีมาก
เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล สภาพชุมชนมุสลิมในอเมริกานั้นจะอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม
ซึ่งมีมัสยิดเป็นศูนย์กลาง ส่วนตนนั้น ก็เป็นคนที่ค่อนข้าง
จะเคร่งครัดบทบัญญัติของศาสนาอยู่เช่นกัน
โดยที่รัฐมิชิแกนมีมุสลิมมากที่สุด เนื่องจากประมาณ
40 ปีที่ผ่านมา ชาวอาหรับ ได้อพยพเข้ามาทำงาน ในโรงงานผลิตรถยนต์
ที่เมืองดีทรอยด์ ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาก่อน
โดยขณะนี้ ยังไม่มีการประมาณการ อย่างแน่ชัดว่า ในสหรัฐฯ มีจำนวนมุสลิมอยู่มากเท่าใด
แต่น่าจะอยู่ระหว่าง 3- 10 ล้านคน
ส่วนด้านการเรียนการสอนศาสนาในอเมริกามีอยู่ 2 วิธี
คือ เรียนกับครูสอนศาสนา ซึ่งเรียกว่า เชค และเรียน ในมหาวิทยาลัยสาขาอิสลามศึกษา
ส่วนตนเองได้เรียนศาสนากับเชค คนหนึ่ง โดยเรียนแบบติดตามครูอยู่
8 ปี จากนั้นก็ออกมาสอน ศาสนาเอง 2 ปี
สำหรับคำว่าปอเนาะ เคยได้ยินมาแล้วที่อินโดนีเซีย หมายถึงมัดรอซะฮ์
หรือโรงเรียนสอนศาสนา ส่วนกรณีที่มีการจับกุมโต๊ะครู ในข้อหาเป็นสมาชิกขบวนการ
ญัมอียะฮ์ อิสลามียะฮ์ หรือเจไอ ในประเทศไทยนั้น ดร.กล่าวไม่ทราบเรื่องนี้
แต่ได้พูดถึง คำว่า ญัมอียะฮ์ อิสลามียะฮ์ (เจไอ)ว่า แต่ละที่
ใช่คำนี้ในความหมายที่แตกต่างกัน แต่ปัจจุบันเมื่อพูดถึง เจไอ
คนกลับนึกถึงการก่อการร้าย ซึ่งคำนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ติดในใจคนทั่วไปเสียแล้ว
อีกทั้ง ปัญหาของมุสลิมอื่นๆ เช่นกรณีความขัดแย้งของ โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซ
ไทย - มาเลเซียนั้น ตนยังไม่เคยได้รับข้อมูลมาก่อน
ฉบับที่
294 16-22 สิงหาคม 2546
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2546 เวลา 10:11:56 น.