พัฒนาการนโยบายรัฐบาล
เกี่ยวกับจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส
 
..
   
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
   

 

“วันนอร์”มั่นใจ CEO ฮีโร่ดับไฟใต้ นักวิชาการชี้เป็นระบบไม่มองคน

           “วันนอร์” ยันรัฐบาลยังคงเดินหน้าผู้ว่า CEO ในชายแดนใต้ ไปพร้อมๆ กับส่งเสริมความเข้มแข็ง ให้ชุมชน และแก้ไขความยากจน ดีเดย์ให้ คปต.เริ่มงาน 1 ต.ค.นี้ เป้าหมายแรกความไม่สงบในพื้นที่ ด้านนักรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานีวิพากษ์ระบบ CEO ระบุมุ่งแต่ผลงาน ไม่ให้ความสำคัญกับประชาชน แถมยังย้อนศรกับแนวคิดกระจายอำนาจ
นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ “โฟกัสภาคใต้” ถึงการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เร่งทำงาน ตามนโยบาย การสร้างความเข้มแข็ง ให้เกิดขึ้น ในระดับรากหญ้า โดยเร่งการสร้างรายได้ ให้เพิ่มขึ้นแก่ประชาชน อาศัยการบริหาร แบบบูรณาการ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดแบบ CEO เป็นผู้ควบคุมและดูแล
           “ผู้ว่าฯ จะต้องรู้ว่าปัญหาในแต่ละพื้นที่คืออะไร และจะต้องมีความพร้อม พัฒนาจังหวัดได้ ในแบบที่ประชาชนต้องการ เช่น ในปัตตานีบางพื้นที่ ยังมีคนยากจนอยู่ ผู้ว่าฯ ต้องรู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร” นายวันมูหะหมัดนอร์กล่าวและว่า
           สำหรับคณะกรรมการเฉพาะกิจ วางนโยบายแก้ไขปัญหาภาคใต้ (คปต.) จะเริ่มงาน 1 ต.ค. นี้ และจะเร่งแก้ปัญหา ความสงบเรียบร้อย เป็นอันดับแรก เพราะมีผลต่อการลงทุน ขณะนี้ ปัญหาได้เงียบลงไปแล้ว รัฐจะทำให้เกิดความสงบโดยถาวร และจะเร่งเรื่องการศึกษาให้ประชาชน ด้านการแก้ความยากจน จะทำควบคู่ไป กับการเร่งพัฒนา จะทำให้คนมีงานทำมากขึ้น และผู้มีอิทธิพลให้น้อยลง เช่น มือปืน พวกค้ายาเสพติด และค้าประเวณีเด็ก
           ในส่วนของพรรคไทยรักไทย ที่ขณะนี้มีการลงพื้นที่สร้างฐานคะแนนเสียงภาคใต้ อย่างต่อเนื่องนั้น นายวันมูหะหมัดนอร์กล่าวว่า พรรคทำงานตามนโยบาย ซึ่งรัฐบาล ก็ได้ประกาศเช่นกันว่า จะสร้างความเข้มแข็ง ให้กับประชาชน โดยได้ทำสำเร็จไปแล้วระดับหนึ่ง ส่วนที่เป็นข่าวว่าจะกวาดที่นั่ง ส.ส.ในภาคใต้ให้ได้ 20 เสียงนั้น ตนไม่ได้กล่าวว่าจะกวาดที่นั่ง ให้ได้ทั้งหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องทำโดยไม่ประมาท
           รมว.มหาดไทยเสริมว่า ในด้านความสงบ ของภาคใต้ตอนนี้ จะต้องพยายามแก้ไขไปอย่างต่อเนื่อง เพราะปัญหาความไม่สงบ ไม่ได้เกิดเมื่อมีรัฐบาลนี้ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานาน เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามา ก็มีการพยายาม แก้ไขต่อเนื่อง ทุกอย่างกำลังดีขึ้นและจะทำให้ดีต่อไป
           “ตอนนี้ได้ตั้งคณะกรรมการ เฉพาะกิจขี้นมา มีผมเป็นประธาน มีการประชุมไปครั้งหนึ่งแล้ว และเร็วๆ นี้จะมีการประชุม คณะอนุกรรมการหลายฝ่าย เพราะปัญหาความไม่สงบ ไม่ได้เกิดจากอาชญากรรม เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ การศึกษา สังคม จิตวิทยา ซึ่งจะแก้ไขพร้อมๆ กันและจะดีขึ้นแน่นอน” นายวันมูหะหมัดนอร์กล่าว
           ด้าน ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี นักรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี กล่าวถึงนโยบายตั้งผู้ว่า CEO กับการแก้ปัญหาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ในฐานะที่ตน เป็นนักวิจัยเพื่อประมินผลการบริหารงานแบบ CEO จ.นราธิวาสเปรียบเทียบกับ จ.ปัตตานีเมื่อปี 2545 มองว่า การบริหารงานแบบ CEO สามารถแก้ปัญหาความไม่สงบบางส่วนได้เท่านั้น
           “แต่ต้องเข้าใจว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากการบริหาร แต่มีสาเหตุมาจากระดับนโยบาย ทั้งด้านสังคม การศึกษา เศรษฐกิจ ความหวาดระแวง ความมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ผู้ว่าฯ เป็นเพียงตัวกลาง เพราะบางสถานการณ์นั้น เลยอำนาจของผู้ว่าฯ ไปแล้ว เป็นเรื่องการปกครอง ในระดับนโยบาย ซึ่งการจัดการ ต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง CEO ไม่ใช่ตัวหลัก แต่จะช่วยได้บางส่วนเท่านั้น” ดร.ศรีสมภพ กล่าวและว่า
           ในนโยบายของรัฐ การแก้ปัญหา ต้องปฏิรูปโครงสร้างใหม่ ซึ่ง ศอ.บต.ที่ปัจจุบัน ถูกยุบไปแล้ว เคยทำบทบาทนี้ได้ดี เพราะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่พิเศษ ทำกิจกรรมร่วมกับท้องถิ่น ส่งเสริมให้ภาครัฐมีความเข้าใจประชาชน โดยเฉพาะในส่วนที่ฝ่ายปกครองดูแลได้ยังไม่ครบ หมายความว่า จะต้องมีหน่วยงาน ระดับนโยบาย ที่มาดูแลความเป็นพิเศษ ในพื้นที่นี้ทั้งในเรื่องงบประมาณ ข้าราชการ อาจไม่ใช่ชื่อ ศอ.บต.ก็ได้
           “หากจะแก้ปัญหาความมั่นคง ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ ก็จะต้องมองไปถึงฐานทรัพยากร ไม่ใช่เอาโครงการลงมาตูมใหญ่ อย่างโครงการท่อส่งก๊าซ และโรงแยกก๊าซไทย - มาเลเซีย ต้องทำความเข้าใจ กับคนในท้องถิ่นก่อน ต้องแก้ปัญหาความยากจน เพราะความยากจนจ ะนำไปสู่ปัญหาอีกหลายอย่าง” ดร.ศรีสมภพเสริมว่า ระบบ CEO จะทำให้การบริหารงาน ดีขึ้นหรือไม่นั้น เนื่องจากผลการวิจัยพบว่า ตัวผู้ว่าฯ ปัตตานีได้รับความพึงพอใจ จากประชาชนมากกว่า รวมทั้งข้าราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนที่นราธิวาสพบว่า ได้ผลดี ในเรื่องการบริหารงานภายใน
           นักรัฐศาสตร์ มอ.กล่าวด้วยว่า การบริหารระบบ CEO ก็ยังมองไม่เห็นความชัดเจน เพราะมหาดไทย อยากจะโปรโมท CEO ว่าดีกว่าการบริหารแบบปกติ แต่จะทำให้ความสัมพันธ์ ระหว่างข้าราชการกับประชาชนยิ่งห่าง เพราะว่าผู้ว่า CEO จะถูกเข้มงวด จากมหาดไทยมากขึ้น ในการทำงาน จะทำให้มีความกดดัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้ว่าฯ เอง
           นอกจากนั้น ผู้ว่าฯ CEO ไม่ได้มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ เพราะในจังหวัด มีหน่วยงานของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ อีกมากมาย แถมอำนาจการตัดสินใจ ไม่ใช่อยู่ที่หน่วยงาน ระดับจังหวัดอย่างเดียว ถ้าสามารถโอนอำนาจ ให้อย่างเต็มที่ก็เห็นด้วย แต่ในทางกฎหมาย ยังไม่สามารถโอนอำนาจให้อย่างเต็มที่ ซึ่งยังขัดแย้งในตัวเองอยู่
           “แต่การบริหารงานระบบ CEO ที่มุ่งเน้นผลงานมากกว่า การให้ความสำคัญกับประชาชน จึงขัดกับการกระจายอำนาจ ส่วนเป้าหมาย ความสงบสุขในพื้นที่นั้น น่าจะเข้ากับพื้นที่ ที่มีความหลากหลายทางสังคม ซึ่งเป็นจุดเด่นของที่นี่ รัฐบาลต้องตระหนักตรงนี้ คือต้องเอาพื้นที่นี้เป็นตัวอย่าง หรือเป็นพื้นที่เฉพาะ ในการพัฒนา อย่างมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ความสำคัญกับการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ให้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม” ดร.ศรีสมภพกล่าวในที่สุด

ฉบับที่ 293 9-15 สิงหาคม 2546
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2546 เวลา 11:03:57 น.