![]() |
||||||||
| (ภาพบน) ภาพขณะปฏิบัติหน้าที่ ผู้สังเกตุการณ์ทางทหารของสหประชาชาติ (United Nations Military Observer - UNMO) ในเขตโอกุสซี่ (Oecussi) โดยทำหน้าที่ชุดประสานงานชายแดน (Border Liaison Team - BLT) ประจำอยู่ที่จดผ่านแดนที่ 1 หรือ Junction Point 1 (JP 1) ถ่ายร่วมกับทหาร ที เอ็น ไอ หรือ ทหารอินโดนีเซีย (TNI - Tentara Nazional Indonesia) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ บี พี ยู (BPU - Border Patrol Unit) ของติมอร์ตะวันออก ขณะประสานงานในวันพบปะครอบครัว (Family Meeting) ซึ่งเป็นวันที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวที่ต่างต้องแยกจากกัน เพราะประเทศติมอร์ประกาศตัวเป็นเอกราช ประชาชนอินโดนีเซียและติมอร์ ที่เคยเดินข้ามแดนไปมานับร้อยปี จะไม่สามารถเดินข้ามแดนไปมาได้อีกต่อไป เนื่องจากเขตแดนระหว่างเมือง กลายเป็นเขตแดนระหว่างประเทศ การเดินข้ามไปมา กลายเป็นการลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฏหมาย หากต้องการข้ามแดนอย่างถูกกฏหมายก็ต้องใช้พาสปอร์ต พร้อมประทับตราวีซ่า ซึ่งชาวบ้านป่าทั่วไป ก็หมดโอกาสข้ามไปมาหาสู่กันเหมือนที่เคยเป็นมา จึงต้องเปิดจุดผ่อนปรนให้ญาติพี่น้องที่อยู่สองฝั่งของประเทศ ติมอร์ และประเทศอินโดนีเซียได้มาพบปะกันบริเวณ No man land ที่กำหนด ในวันเสาร์ของทุกสัปดาห์ บางครอบครัว พ่อแม่อยู่ฝั่งอินโดนีเซีย ลูกแต่งงานแล้วไปตั้งหลักแหล่งอยู่ฝั่งติมอร์ ก่อนประกาศเอกราช ทั้งสองฝ่ายก็เดินข้ามลำธารไปมาหาสู่กันทุกวัน พอติมอร์เป็นเอกราช ลำธารกลายเป็นเส้นเขตแดน จะข้ามไปหาพ่อแม่ ต้องใช้พาสปอร์ตและวีซ่า สร้างความลำบากขึ้นมากมาย จนเกิดปัญหาการลักลอบข้ามแดนอย่างผิดกฏหมายทั่วทุกหนแห่ง นี่คือปัญหาของประเทศเกิดใหม่ ที่หลายๆคนไม่คิดถึงมาก่อน |
||||||||
![]() |
||||||||
| การลาดตระเวณร่วมกัน (Coordinated Patrol) ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ บี พี ยู ของติมอร์ (ในชุดเสื้อสีฟ้าอ่อน กางเกงสีน้ำเงินเข้ม) และทหาร ที เอ็น ไอ อินโดนีเซีย (ใส่ชุดพรางถือธงชาติอินโดนีเซียสีแดงขาว) โดยมีผู้สังเกตุการณ์ทางทหารของสหประชาชาติ หรือ อันโม่ ซึ่งก็คือตัวของผมเอง กับเจ้าหน้าที่ตำรวจสหประชาชาติ (ในภาพเป็นตำรวจสหประชาชาติจากฟิลิปปินส์ ใส่ชุดพรางสีฟ้า ที่เดินนำหน้าผม) คอยเป็นผู้ประสานงานให้ทั้งสองฝ่าย การลาดตระเวณร่วมกันนี้ ใช้เวลาประมาณ 1 - 2 วัน โดยจะเดินตามแนวเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ ซึ่งในภาพคือสำธารที่แห้ง ปราศจากน้ำ บ่งบอกว่าเป็นฤดูแล้ง ซึ่งมีระยะยาวนานกว่า 8 เดือน ประชาชนอดอยากยากแค้น พืชไร่ขาดน้ำ เพาะปลูกอะไรก็ไม่ได้ผล ระหว่างลาดตระเวณจะพบเส้นเขตแดนที่มีปัญหาตกลงกันไม่ได้ ล้ำกันไปล้ำกันมา เราก็จะเลี่ยงเส้นทางเหล่านี้ ปล่อยให้เป็นปัญหาระดับรัฐบาลของติมอร์ และอินโดนีเซียเจรจาตกลงกันต่อไป หลังจากได้เอกราช ชาวติมอร์อยู่อย่างสิ้นหวัง ไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าใช้ เพราะเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในปี 1999 ได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของติมอร์ลงอย่างสิ้นเชิง ทั้งไฟฟ้า น้ำปะปา สาธารณสุข การศึกษา ในขณะที่ข้ามลำธารนี้ไป เป็นดินแดนของอินโดนีเซีย ประชาชนอยู่อย่างสุขสบาย มีไฟฟ้าใช้ตลอด 24 ขั่วโมง ชาวติมอร์ต้องตำต้นสาคูทานแทนข้าว ในขณะที่ชาวอินโดนีเซียที่อยู่อีกฟาก ใช้ต้นสาคูตำละเอียด เพื่อเป็นอาหารให้สัตว์เลี้ยงกิน ชาวติมอร์ที่ผมได้พบ ต่างบอกกันเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้ยังงี้ไม่เป็นเอกราชดีกว่า อยู่กับอินโดนีเซียสุขสบายกว่ากันมากเหลือเกิน |
||||||||
| เล่าเรื่องจากรูป หน้า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 หน้าหลัก บันทึกจากติมอร์ รู้จักกับผู้เขียน พันโท ศนิโรจน์ ธรรมยศ |
||||||||