การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

Holocaust
   
     Holocaust - โฮโลคอสท์ เป็นคำศัพท์ในภาษากรีก หมายถึง การเผาบูชายัญแด่พระเจ้า (completely burnt sacrificial offerring to a god) แต่ถูกนำมาใช้ในความหมายถึงการสังหารหมู่ชาวยิว เป็นครั้งรกในห้วงปี 1190 และถูกใช้ในความหมายนี้มาตลอดนับร้อยปี จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สอง เปิดฉากขึ้น คำว่า "โฮโลคอสท์" ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง 

     อย่างไรก็ตาม คำศัพท์ "โฮโลคอสท์" เป็นคำศัพท์ที่มักถูกแปลความว่า หมายถึงการฆ่าแบบล้างเผ่าพันธ์ที่นาซีเยอรมัน กระทำต่อชาวยิว ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง แต่อันที่จริงแล้ว ไม่เพียงแต่ชาวยิว 5.9 ล้านคนเท่านั้นที่ต้องเสียชีวิตจากการกระทำดังกล่าว

     ชาวโปแลนด์ 1.8 ถึง 2 ล้านคนก็ถูกสังหารด้วย เช่นเดียวกับเชลยศึกชาวรัสเซียจำนวนกว่า 3 ล้านคน ชาวโรมาเนียกว่า 1.5 ล้านคน ชาวเยอรมันที่พิการกว่า 250,000 คน หรือที่เป็นกลุ่มรักร่วมเพศ (Homosexual) กว่า 150,000 คน ก็ประสบชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ชาวยิวดูจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เรานึกถึงเมื่อพูดถึงคำว่า "โฮโลคอสท์"  

     เมื่อพรรคนาซีเยอรมันเข้าสู่อำนาจในปี 1933 วัถีชีวิตของชาวยิวก็เริ่มเปลี่ยนไป สิ่งที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เคยประกาศเสมอ เกี่ยวกับการเป็นกาฝากสังคมของชาวยิว เริ่มเป็นความจริงที่น่าสพรึงกลัวขึ้นเรื่อยๆ

     ปี 1935 กฎหมายนูเรมเบอร์ก (the Nuremberg Laws) กำหนดให้ชาวยิวพ้นสภาพจากความเป็นพลเมือง (citizenship) ของเยอรมัน นับเป็นขั้นแรกของนโยบายการกำจัดชาวยิวออกจากสังคมของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ 

     ชาวยิวจำนวนมากเริ่มไม่แน่ใจในชะตากรรมของตนเอง จึงเริ่มอพยพ โยกย้ายถิ่นฐานออกจากเยอรมัน ตั้งแต่ปี 1935 - 1938 มีชาวยิวในเยอรมัน กว่า 500,000 คน อพยพออกไปยังประเทศต่างๆ ที่โชคดีก็เดินทางไปสหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือดินแดนที่ไกลจากเงื้อมมือของนาซีเยอรมัน ที่โชคร้ายก็อพยพไปยังฝรั่งเศส เบลเยี่ยม หรือประเทศอื่นๆ ที่ในอนาคตอันใกล้ จะถูกเยอรมันเข้ายึดครอง และพวกเขาก็จะถูกกวาดล้างและทำลายล้าง ไม่ต่างจากชาวยิวในเยอรมัน

     ปี 1938 - 1939 นาซีเยอรมันประสบความสำเร็จ ในการใช้การดำเนินการทางการฑูต เข้าผนวกออสเตรีย รวมถึงบางส่วนของยุโรป  และรุกเข้าสู่โปแลนด์ จนถึงรัสเซีย การยึดครองประเทศต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ชีวิตของชาวยิวที่ในดินแดนดังกล่าวนับล้าน อยู่ในกำมือของนาซีเยอรมัน

     การทำลายล้างชาวยิง เริ่มต้นอย่างจริงจัง อันเป็นผลมาจากคำสั่งของ ไฮน์ริข ฮิมเลอร์ (Heinrich Himmler) ผู้นำกองกำลัง เอส เอส  โดยเฉพาะในห้วงเดือนมิถุนายน ถึงเดือนพฤศจิกายน 1941 มีชาวยิวกว่าหนึ่งล้านคนในรัสเซีย ถูกสังหารโดยหน่วยเฉพาะกิจ Einsatzgruppen ของเยอรมัน

     การทำลายล้างชาวยิวส่วนใหญ่ จะเริ่มต้นด้วยการส่งเข้าค่ายกักกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ เกตโต (Ghetto) ซึ่งตั้งกระจัดกระจายกันอยู่ในเยอรมัน และดินแดนที่ถูกยึดครอง เช่นในโปแลนด์ ออสเตรีย เชคโกลโลวาเกีย เป็นต้น

     จากนั้นชาวยิวในค่ายกักกัน จะถูกใช้เป็นแรงงานทาส ใช้ในการทดลองทางการแพทย์ หรือไม่ก็กักขังไว้ เพื่อรอการสังหารหมู่ด้วยวิธีการต่างๆนานา เช่น การยิงทิ้ง และการรมแก๊ส

     สิ่งที่น่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง ก็คือ การที่นาซีเยอรมัน นำชาวยิวและเชลย ไปใช้ในการทดลองทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในค่ายกักกันที่ Auschwitz, Dachau, Buchenwald และ Ravensbruck เชลยคนหนึ่งบันทึกเอาไว้ว่า

     "ฉันจำได้ถึงการทดลองเรื่อง ฝาแฝด ที่พวกนาซีใช้เด็กสองคน ... อายุประมาณ 4 ขวบ ชื่อ กุยโดและอินา (Guido - Ina) เป็นเครื่องทดลอง ... วันนั้นพวกนาซีนำเด็กทั้งสองไป และเมื่อทดลองเสร็จ ก็นำเด็กกลับมา  .... เด็กทั้งสองอยู่ในสภาพที่น่าตกใจ พวกนาซีเย็บตัวเด็กทั้งสองให้หลังติดกัน (back to back) เหมือนกับแฝดสยาม (Siamese Twin) ... แผลผ่าตัดติดเชื้ออย่างหนัก ... เด็กกรีดร้องค้วยความเจ็บปวดตลอดทั้งวัน ทั้งคืน พ่อแม่ของเด็ก - ฉันจำได้ว่า แม่ของเด็กชื่อ สเตลล่า (Stella) - ตัดสินใจให้มอร์ฟีนกับเด็ก ... และปลิดชีวิตของเด็กทั้งสองคน เพื่อให้รอดพ้นจากความทรมาน .... "

     นอกจากนี้ยังมี นักวิทยาศาสตร์ของนาซี เช่น Dr. Josef Mengele ในค่าย Auschwitz ทำการทดลองมากมายกับชาวยิว เช่น การเปลี่ยนสีนัยน์ตา โดยการฉีดสารเคมีเข้าไปในตาของเด็กชาวยิว การทดลองการแช่แข็งมนุษย์ในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม และไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ ในสังคมที่มีอารยธรรมสูง อย่างเช่นในประเทศเยอรมัน

     การทำลายล้างชาวยิวของนาซีเยอรมัน ดำเนินไปตลอดสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นที่น่าเสียดายที่ การหยุดยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ไม่ได้อยู่ในแผนการอันดับต้นๆ ของสัมพันธมิตร แม้จะมีข่าวหลุดรอดออกมาในช่วงปลายสงคราม ถึงการทำลายล้างที่เหี้ยมโหดเหล่านี้ จนกระทั่งเมื่อสัมพันธมิตร สามารถยึดค่ายกักกันต่างๆได้ ก็ต้องพบกับภาพที่น่าไม่น่าเชื่อต่อสายตาของตน

     โฮโลคอสท์ - Holocaust เป็นยทเรียนอันทรงคุณค่ายิ่ง สำหรับผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง เป็นบทเรียนที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ เหตุการณ์เหล่านี้ หากเกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนาอย่างในกัมพูชา ติมอร์ตะวันออก หรือในแอฟริกา ก็อาจจะเป็นเรื่องที่พอจะคาดการณ์ได้ แต่การที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศเยอรมัน ที่ซึ่งประชาชนมีคุณภาพสูงที่สุดประเทศหนึ่งของโลกในขณะนั้น ทำให้ต้องวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหากันอย่างแท้จริงว่า เกิดขึ้นจากอะไร ... เกิดจากความชาตินิยม ที่แปรเปลี่ยนเป็นความคลั่งชาติ ความหลงชาติใช่หรือไม่ ... การรับฟังข่าวสารที่บิดเบือน ข่าวสารที่ผลิตซ้ำ จนสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้น จนเกินขีดของมนุษย์ทั่วไป ใช่หรือไม่ ....  

   

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์  
หน้า 1     หน้า 2      หน้า 3     หน้า 4                 
   
    กลับหน้าหลัก    บันทึกจากชายแดนใต้   รู้จักผู้เขียน   
1