| การรบที่เมืองคาร์คอฟ Battle of Kharkov |
||||||||||
![]() |
||||||||||
| ทหารรัสเซีย เตรียมพร้อมรับการเข้าตีของฝ่ายเยอรมัน ภาพนี้ถ่ายในปี 1943 ในห้วงของการรบที่คาร์คอฟ และการรบที่ Kursk ปืนกลหนักที่เห็นในภาพคือ ปืนกลหนัก แม๊กซิม M1910 (Maxim) ขนาดลำกล้อง 7.62 มม. ใช้ในกองทัพรัสเซียตั้งแต่ปี 1910 ทั้งในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และครั้งที่สอง ตัวปืนถูกนำมาติดโล่ห์ป้องกันพลยิง และติดล้อ เพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้าย เนื่องจากปืนมีน้ำหนักถึง 64.3 กิโลกรัม มีอัตราการยิง 600 นัดต่อนาที ซึ่งต่ำกว่าปืนกล MG 34 และ MG 43 ของเยอรมัน อย่างไรก็ตาม ปืนกลหนักชนิดนี้ก็ถือเป็นปืนกลหนักที่มีบทบาทมากที่สุด ของกองทัพรัสเซียในสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนที่จะถูกทดแทนด้วยปืนกลหนัก SG 43 ในปลายปี 1943 แต่ Maxim ก็ยังใช้อยู่ในกองทัพแดง จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง | ||||||||||
การรบที่คาร์คอฟ รุนแรงมากยิ่งขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1943 เมื่อกองทัพรถถังที่ 3 ของรัสเซียปะทะกับทหารเยอรมันที่รุกเข้าสู่ตัวเมืองทางตอนใต้ 24 - 27 กุมภาพันธ์ 1943 กองทัพรถถังที่ 3 และกองทัพที่ 69 ของรัสเซีย เข้าตีทหารเยอรมัน เพื่อยับยั้งการบุกของทหารเยอรมันอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ล้มเหลว ทหารเยอรมันยังคงคืบหน้าเข้ามาได้ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเข้าตีของกองทัพรถถังที่ 3 ของรัสเซียล้มเหลว ก็เนื่องมาจากกองทัพอากาศเยอรมัน ทำการสนับสนุนกำลังทางภาคพื้นดิน ด้วยเครื่องบินดำทิ้งระเบิดแบบ เจ ยู 87 สตูก้า (Ju 87 Stuka) ที่สามารถทำลายรถถังของรัสเซียได้เป็นจำนวนมาก จนต้องปรับแนวรบเป็นการตั้งรับ แต่แนวตั้งรับของกองทัพรถถังที่ 3 ก็ถูกกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 ดาส ไรซ์ และกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ โอบล้อม ตัดเส้นทางลำเลียง จนกองทัพรถถังที่ 3 เสียหายอย่างหนักจนเกือบละลายทั้งกองทัพ ส่วนกองทัพที่ 69 ของรัสเซีย ก็มีสถานการณ์ที่ไม่ได้ดีไปกว่ากองทัพรถถังที่ 3 มากนัก เพราะแมนสไตน์ส่งกองทัพยานเกราะที่ 4 (Forth Panzer Army) และกองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ไลป์สตานดาร์ท รุกเข้าสู่แนวตั้งรับ จนเกิดช่องโหว่ อันเป็นการเปิดทางให้กองทัพยานเกราะที่ 1 (1st Panzer Army) ของเยอรมันรุกเข้าสู่ตัวเมือง และสามารถจัดแนวตั้งรับได้ริมแม่น้ำ Donetz ขณะที่การรบดำเนินมาถึง ณ เวลานี้ รัสเซียเสียทหารไปมากกว่า 23,000 นาย สูญเสียรถถังและยานยนต์หุ้มเกราะไป 615 คัน ปืนใหญ่ถูกทำลาย 352 กระบอก การรบยังคงดำเนินมาถึงช่วง 7 - 10 มีนาคม 1943 เยอรมันก็สามารถเข้าสู่ตัวเมืองได้ รัสเซียส่งกองทัพที่ 40 ตอบโต้ แต่ก็ถูกกองพล Grossdeutschland ของเยอรมันตรึงแนวตั้งรับไว้อย่างเหนียวแน่น จนต้องล่าถอยกลับไป 10 มีนาคม 1943 กองพลเอส เอส ดาส ไรซ์เข้าสู่ตัวเมืองทางทิศตะวันตกได้ ขณะที่กองพลเอส เอส ไลป์สตานดาร์ทเข้าสู่ตัวเมืองทางเหนือ แต่ก็ต้องเผชิญกับรถถัง T 34 ของรัสเซีย จนต้องขอรับการสนับสนุนการโจมตีทางอากาศจากเครื่อง เจ ยู 87 สตูก้า และรถถังทำลายรถถัง StuG 11 มีนาคม 1943 การรบเป็นไปอย่างนองเลือด ปืนใหญ่ต่อสู้รถถังของรัสเซียที่ซ่อนอยู่ตามซากอาคาร อาศัยความได้เปรียบ ยิงถล่มการรุกของกองพล เอส เอส ดาส ไรซ์ จนต้องหยุดชะงักหลายครั้ง ซากปรักหักพัง กลายเป็นสิ่งกีดขวางการเคลื่อนที่ของรถถัง ทำให้รถถังเยอรมันที่รุกเข้าสู่ตัวเมือง กลายเป็นเป้านิ่ง โดยเฉพาะเมื่อรถถังคันหน้าและคันหลัง ถูกยิงขวางทางรถถังคันที่อยู่ตรงกลาง รถถังที่อยู่ตรงกลางมักจะประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันในอีกไม่กี่อึดใจ 14 มีนาคม 1943 กองทัพเยอรมันสามารถยึดเมืองคาร์คอฟคืนมาได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะมีการต้านทานเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อย และการต้านทานต่างๆ ก็สิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาคในวันที่ 16 มีนาคม 1943 ผลจากการรบในครั้งนี้ รัสเซียเสียทหารไปประมาณ 70,000 - 80,000 คน จากจำนวนนี้ 45,200 คนเสียชีวิตหรือสูญหาย 41,200 คน บาดเจ็บ ส่วนตัวเลขของฝ่ายเยอรมัน ไม่เป็นที่เปิดเผย แต่ก็เชื่อว่า มีจำนวนที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ชัยชนะที่คาร์คอฟ ส่งผลให้ฮิตเล่อร์ มีแผนการณ์เกิดขึ้น 2 แผน 1. Backhand method - ตีลูกแบ็คแฮนด์ คือรอให้รัสเซียบุกเข้ามา แล้วรุกกลับอย่างเช่นที่คาร์คอฟ 2. Forehand method - ตีลูกโฟร์แฮนด์ คือเป็นฝ่ายรุกเข้าหารัสเซีย ในที่สุดฮิตเล่อร์ก็ตัดสินใจเลือกการตีลูกโฟร์แฮนด์ นั่นคือเปิดฉากรุกเข้าหารัสเซีย อันเป็นที่มาของการรบที่ Kursk นั่นเอง |
||||||||||
การรบที่คาร์คอฟ หน้า 1 หน้า 2 หน้า 3 หน้า 4 หน้า 5 กลับหน้าหลัก บันทึกจากชายแดนใต้ รู้จักผู้เขียน |
||||||||||