|
|
||
|
|
|
|
|
|
||
|
อย่า !
ให้คนที่รักต้องจากไปเพราะ...
|
||
|
ไข้เลือดออก
|
||
|
|
||
| รู้จักโรคไข้เลือดออก | ||
| โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ยุงลายจะได้รับเชื้อไวรัสจาก | ||
| เด็กที่ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกและแพร่ไปสู่เด็กคนอื่น ๆ เด็กที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีอายุ | ||
| ต่ำกว่า 15 ปี และจะระบาดทุกปีในช่วงฤดูฝน หรือช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน ในแต่ | ||
| ละปีมีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกเป็นจำนวนมาก | ||
| ยุงลาย จะออกหากินในตอนกลางวันมักหลบซ่อนตัวในที่มืด อาศัยและวางไข่ทั่วไปในชุมชน | ||
| แหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายจะอยู่ตามโอ่งน้ำ ภาชนะกักเก็บน้ำในห้องน้ำ จานรองกระถางต้นไม้ ยาง | ||
| รถยนต์เก่า กระป๋อง กะลา เป็นต้น | ||
| รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไข้เลือดออก | ||
| ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก จะมีไข้สูงลอยอยู่ประมาณ 2-7 วัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว | ||
| ส่วนใหญ่ จะมีอาการหน้าแดง มีจุดแดง ๆ ตามลำตัว แขน ขา บางรายมีอาการคลื่นไส้ อาเจียร | ||
| และเบื่ออาหารในรายที่มีอาการรุนแรง จะกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ผู้ป่วยที่มีภาวะช๊อคส่วน | ||
| ใหญ่จะพูดคุยรู้เรื่อง ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจเสียชีวิตภายใน 12-24 ชั่วโมงหลังเริ่มมีภาวะช๊อค | ||
| เมื่อเป็นโรคไข้เลือดออก | ||
| - ถ้าผู้ป่วยมีไข้สูง ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อลดไข้ | ||
| - หากจำเป็นต้องใช้ยาลดไข้ควรใช้ยาพาราเซตามอล ห้ามใช้แอสไพริน เพราะจะทำให้ | ||
| เลือดออกง่าย | ||
| - หากมีอาการอ่อนเพลียให้ดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำตาลเกลือแร่บ่อย ๆ | ||
| - ถ้าหากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที | ||
| ป้องกันได้ โรคไข้เลือดออก | ||
| 1. ต้องระวังอย่าให้ยุงกัดในตอนกลางวันซึ่งป้องกันได้ด้วยการนอนในมุ้ง | ||
| 2. ช่วยกันกำจัดลูกน้ำ และลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดย | ||
| - ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด | ||
| - หมั่นตรวจดูแจกันและเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกสัปดาห์ | ||
| - ใส่ปลากินลูกน้ำ เช่น ปลาหางนกยูง ในภาชนะเก็บน้ำที่ปิดฝาไม่ได้ | ||
| - เก็บทำลายภาชนะที่มีน้ำขังหรือไม่ใช้แล้ว เช่น ฝังหรือเผา | ||
| - คว่ำภาชนะที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อป้องกันไม่ให้มีน้ำขัง์ | ||
| - ใส่เกลือ น้ำส้มสายชู หรือผงซักฟอกลงในน้ำจานรองตู้กับข้าว เพื่อป้องกันไม่ให้ | ||
| ยุงมาวางไข่ | ||
| โรคไข้เลือดออก เกิดขึ้นได้อย่างไร ? | ||
| โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจาก "เจ้ายุงลาย" บินไปกัดเด็กที่ป่วยเป็นไข้เลือด | ||
| ออกแล้วนำเชื้อ "ไวรัส" มาแพร่ให้กับเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 15 ปี โรคนี้ ระบาด | ||
| ในฤดูฝน ช่วงเดือน พฤษภาคมถึงเดือนกันยายน.... เจ้ายุงลายเกเรพวกนี้... ชอบออกหากินในเวลา | ||
| กลางวัน ตามบ้านเรือนและโรงเรียน พวกมันชอบวางไข่ตามภาชนะที่มีน้ำขังซึ่งอยู่ในบริเวณบ้าน | ||
| และโรงเรียนอาทิเช่น โอ่งน้ำ ภาชนะกักเก็บน้ำในห้องน้ำ แจกัน จานรองขาตู้กับข้าว ของใช้อื่น | ||
| ๆ ที่ถูกทิ้งไว้และมีน้ำขัง เช่น ยางรถยนต์ กระป๋อง กะลา ฯลฯ"ยุงลายเกเร" ไม่ชอบวางไข่ในท่อระบายน้ำ | ||
| ห้วยหนอง คอง บึง ที่มีน้ำไหลตลอดเวลา | ||
| แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหนูเป็นไข้เลือดออกแล้ว ? | ||
| น้อง ๆ หนู ๆ ที่เป็นโรคไข้เลือดออกจะเริ่มด้วยมี อาการไข้สูง เฉียบพลัน ถึง 38-40 | ||
| องศาเซลเซียสอยู่ 2-7 วัน หน้าแดง เบื่ออาหารและมีอาการซึม น้อง ๆ บางราย จะมี จุดเลือดสีแดง ๆ | ||
| ขึ้นตามลำตัว แขน ขา ของหนู หนูอาจจะมีอาการปวดเหมื่อยตามตัวและหลังหรือปวดหัวพร้อม ๆ | ||
| กันกับมีไข้ขึ้นสูง น้องบางรายอาจมีอาการ อาเจียนเป็นเลือด หรือ อุจจาระเป็นสีดำ หรือบางรายอาจมีอาการ | ||
| ช๊อค...ซึม ตัวเย็น จนถึงอาการหนักมาก ไม่รู้สึกตัวหมดสติ และถึงกับเสียชีวิตได้ | ||
| แล้วหนูเป็นไข้เลือดออกได้อย่างไร....? | ||
| นี่แหละ "ยุงลายตัวร้าย" พาหะนำเชื้อโรคไข้เลือดออก | ||
| เด็กปกติ เด็กที่ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก | ||
|
||
| ภาชนะที่มีน้ำขังในบริเวณบ้านและโรงเรียน คือ แหล่งน้ำเพาะพันธุ์ของยุงลาย | ||
|
||
| จะทำอย่างไรถ้ารู้ว่าเป็นโรคไข้เลือดออก | ||
| |
||
| |
||
| เลือดออกง่ายขึ้น | ||
| |
||
| |
||
| วิธีป้องกัน......ไข้เลือดออก | ||
|
|
ต้องระวัง อย่าให้ยุงกัด ในตอนกลางวัน ซึ่งป้องกันได้ด้วยการนอนในมุ้ง | |
| - ช่วยกัน กำจัดลูกน้ำ และลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย | ||
| - ใส่ปลากินลูกน้ำ เช่น ปลาหางนกยูง ในภาชนะเก็บน้ำที่ปิดฝาไม่ได้ | ||
| - หมั่นตรวจดูแจกันไม่ให้มีลูกน้ำ | ||
| - ต้องปิดฝาตุ่มน้ำให้มิดชิด | ||
| สำหรับตุ่มที่ไม่ต้องเปิดบ่อย ควรปิด 2 ชั้น ด้วยตาข่ายผ้าหรือไนล่อน | ||
| - เก็บทำลายภาชนะที่มีน้ำขัง หรือ ไม่ใช้ประโยชน์แล้ว เช่น ฝังหรือเผา | ||
| - น้อง ๆ ต้องพยายาม อย่าอยู่ในที่มืด หรือที่อับชื้นเพราะจะทำให้หนูถูกยุงกัดและ | ||
| เป็นโรคไข้เลือดออกได้ | ||
|
|
||
|
|
|
|