การจัดหาเงินทุนเป็นหน้าที่หนึ่งของผู้จัดการทางการเงิน ซึ่งต้องเลือกแหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับการใช้เงินทุนนั้น ๆ การจัดหาเงินทุนระยะสั้น หมายถึง เงินทุนที่ธุรกิจได้จัดหามาเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินกิจการที่มีระยะภายใน 1 ปี แหล่งที่มาของเงินทุนระยะสั้นที่สำคัญได้แก่
1. เครดิตการค้า ( Trade Credit ) | ||
เครดิตการค้า มี 3 รูปแบบคือ |
1. บัญชีเงินเชื่อ ( Open Account ) หมายถึง ผู้ขายสินค้าส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อพร้อมทั้งใบแจ้งหนี้ ซึ่งแสดงรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับราคาสินค้า จำนวนสินค้า ยอดเงินที่ต้องชำระโดยผู้ซื้อไม่ต้องเซ็นหลักฐานใดๆที่แสดงความเป็นหนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ขายจะมีการตรวจสอบฐานะทางการเงินของผู้ซื้อก่อน
2. ตั๋วเงินจ่าย ( Note Payable ) ในกรณีนี้ผู้ขายจะขอให้ผู้ซื้อลงนามในตั๋วสัญญาใช้เงิน เพื่อรับรองสภาพการเป็นหนี้ ตั๋วสัญญาใช้เงินนี้จะระบุวันที่ที่ผู้ซื้อจะต้องชำระเงินไว้อย่างชัดเจน
3. ตั๋วแลกเงิน ( Trade Acceptance ) เป็นวิธีการที่ผู้ซื้อต้องเซ็นรับรองการเป็นหนี้ไว้เป็นหลักฐาน ผู้ขายจะออกดราฟท์ให้ผู้ซื้อเซ็นรับรองว่าจะชำระหนี้ภายในกำหนด และเมื่อถึงกำหนดจะให้นำดราฟท์นั้นไปขึ้นเงินที่ธนาคารใด เมื่อผู้ซื้อเซ็นแล้วดราฟท์ก็จะกลายเป็นตั๋วแลกเงิน และตั๋วแลกเงินนี้สามารถนำไปขายลดในท้องตลาดเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที
เงื่อนไขการขาย ( Term of sale )
ก. COD ( Cash on Delivery ) : ผู้ซื้อต้องชำระเงินสดทันทีที่ได้รับสินค้าจากผู้ขาย เงื่นไขนี้ผู้ขายมีความเสี่ยงจากการที่ผู้ซื้อไม่ยอมรับสินค้าได้ เช่น Pizza , KFC
ข. CBD ( Cash Before Delivery ) : ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินค่าสินค้าก่อนที่จะได้รับสินค้า เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของผู้ขาย
ค. การกำหนดช่วงเวลาการชำระเงินโดยไม่ให้ส่วนลด เช่น เงื่อนไข Net 45 แสดงว่าผู้ซื้อไม่ต้องชำระเงินทันทีที่ซื้อสินค้าแต่ต้องชำระภายใน 45 วัน
ง. การกำหนดช่วงเวลาการชำระเงินโดยให้ส่วนลดเงินสด เช่น เงื่อนไข 2/15,N/45 แสดงว่าผู้ขายให้เครดิตแก่ผู้ซื้อโดยไม่ต้องชำระเงินทันที แต่จูงใจให้ผู้ซื้อรีบนำเงินมาชำระเร็วขึ้นโดยกำหนดส่วนลดเงินสดไว้
จ. Dating จะใช้กับธุรกิจที่ขายสินค้าตามฤดูกาล ซึ่งผู้ขายต้องการให้ลูกค้าสั่งสินค้าล่วงหน้าก่อนที่จะถึงฤดูกาลนั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขายสามารถทำการผลิตได้ต่อเนื่อง และไม่ต้องเก็บรักษาสินค้านั้นไว้รอจนกระทั่งถึงฤดูกาลที่ต้องการสินค้านั้น และผู้ซื้อก็ไม่ต้องจ่ายเงินค่าสินค้าจนกว่าจะขายสินค้าได้
ต้นทุนของเครดิตทางการค้า
ผู้ขายที่ให้เครดิตทางการค้าจะมีต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการที่เงินจมในบัญชีลูกหนี้การค้า ทำให้เสียโอกาสจากการได้รับผลตอบแทน และสำหรับผู้ซื้อที่ชำระเงินสดในวันที่ครบกำหนดชำระ จะมีค่าเสียโอกาสเกิดขึ้น เรียกว่า ต้นทุนไม่เอาส่วนลด คำนวณได้ดังนี้
ต้นทุนที่ไม่เอาส่วนลด =[ อัตราส่วนลด / ( 100 - อัตราส่วนลด )] x [360 / ( ระยะเวลาให้เครดิต - ระยะเวลาให้ส่วนลด )]
หากเงื่อนไขการขายเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการขยายระยะเวลาการให้เครดิตนานออกไป เช่น เดิมให้เครดิต 2/15,N/30 เปลี่ยนเเป็น 2/15, N/60 จะทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลง หรือต้นทุนไม่เอาส่วนลดต่ำลง นักศึกษาลองพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ได้โดยการแทนค่าในสูตร ต้นทุนไม่เอาส่วนลด
ข้อดีของเครดิตการค้า
1. เป็นแหล่งเงินทุนที่มีอยู่ทั่วไปและหาได้ง่าย
2.
ไม่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายใด ๆ
3. การขอเครดิตการค้าไม่ต้องทำเป็นทางการ
4.
เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเครดิตพอที่จะหาเงินจากแหล่งอื่น
5.
มีความยืดหยุ่นสูง เช่นอาจจะเลื่อนเวลาการชำระเงินได้
ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper)
ตราสารพาณิชย์คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีอายุสั้นประมาณ 3 วัน - 9เดือน ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ออกโดยบริษัทที่มีชื่อเสียง มีฐานะทางการเงินน่าเชื่อถือ และสัญญาว่าจะจ่ายเงินแก่ผู้ถือตั๋ว
ตลาดตราสารพาณิชย์ แบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ
1.
ตลาดตราสารพาณิชย์ที่ขายผ่านผู้ค้าหลักทรัพย์ ( Dealer Market )
ซึ่งผู้ค้าหลักทรัพย์จะคิดค่านายหน้าจากผู้ออกตราสาร
2.
ตลาดตราสารพาณิชย์ที่ขายโดยผู้ออกโดยตรง ( Direct Placement Market )
วิธีนี้ผู้ออกตราสารจะขายให้นักลงทุนโดยตรง
ผู้ซื้อตราสารอาจจะเป็นธนาคารพาณิชย์
สถาบันการเงิน หรือบริษัททั่วไป โดยซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร หารายได้
การคำนวณหาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของตราสาร
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (C) = จำนวนเงินส่วนลดที่ได้รับ ( D ) / จำนวนเงินที่จ่ายไปเพื่อซื้อตราสาร ( P )
ข้อดีและข้อเสียของตราสารพาณิชย์
ข้อดี
1.
อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น
2.
ไม่ถูกจำกัดโดยกฎหมายเหมือนการกู้ยืมเงินจากธนาคาร
3.
ไม่ต้องมีหลักประกัน
ข้อเสีย
1.
ผู้ซื้อตราสารมีเงินทุนจำกัดในบางช่วง ทำให้การขายตราสารไม่เป็นตามที่คาดไว้
2.
ผู้ออกตราสารพาณิชย์ที่มีปัญหาทางการเงิน
จะขาดความน่าเชื่อถือทำให้ขายตราสารได้ยาก
เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ ( Short Term Loans )
เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ แบ่งเป็น 2
ประเภทดังนี้
1. เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans )
2.
เงินกู้ชนิดมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Secured Loans )
เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans ) คือ เงินกู้ประเภทที่สามารถชำระหนี้คืนในตัวมันเอง ( Self - liquidating ) ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ที่จัดหามาโดยการใช้เงินกู้ยืมนี้ รายได้ที่ได้กลับมาเปลี่ยนเป็นเงินสดไหลเข้ามาพอเพียงที่จะชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวภายใน 1 ปี
1. วงเงินสินเชื่อ คือข้อตกลงระหว่างธนาคารกับลูกค้าถึงจำนวนเงินสูงสุดของการกู้ยืม
มีลักษณะที่สำคัญดังนี้
ก.
กำหนดวงเงินสูงสุดในการกู้ยืมพิจารณาจากผลการดำเนินงานและความต้องการเงินของลูกค้า
ข.
มีระยะปลอดหนี้ เมื่อใด และนานเท่าไร
ค.
ไม่มีกฎหมายบังคับว่าธนาคารต้องให้กู้ตามที่ผู้กู้ค้าต้องการ
ง.
สามารถต่ออายุได้ครั้งละ 1ปี
โดยผู้กู้ต้องจัดทำงบการเงินให้ธนาคารพิจารณา
2.ข้อตกลงเกี่ยวกับวงเงินสินเชื่อ เป็นข้อผูกพันทางกฎหมายของธนาคารในการให้กู้ยืมภานในวงเงินสูงสุดที่กำหนดไว้ เช่น วงเงินกู้ 1 แสนบาท และผู้กู้ได้เบิกงวดแรก 70,000 บาท ผู้กู้ย่อมมีสิทธิที่จะเบิกเงินกู้ได้อีกภายหลังตามวงเงินที่เหลือ โดยผู้กู้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ธนาคารสำหรับการที่ธนาคารต้องกันเงินไว้
3. การกู้เฉพาะกรณี สำหรับกิจการที่มีความต้องการใช้เงินในระยะสั้นเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ธนาคารจะวิเคราะห์สินเชื่อเป็นรายๆไป โดยพิจารณาจากกระแสเงินสดของกิจการเป็นสิ่งสำคัญ เช่น กิจการรับสร้างบ้าน
เงื่อนไขและข้อกำหนดของการกู้ยืมระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate ) จะขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างธนาคารกับผู้กู้ ธนาคารจะกำหนดตามชื่อเสียงทางการเงินของผู้กู้ ถ้าชื่อเสียงทางเครดิตดี อัตราดอกเบี้ยก็จะต่ำ โดยธนาคารพาณิชย์จะอ้างอิงระดับอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากลูกค้าชั้นดี ( Prime Rate ) เป็นเกณฑ์
การคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ มี 3 กรณี
ก. กรณีจ่ายดอกเบี้ยเมื่อชำระเงินต้น ( Collect Basis
)
ข. กรณีหักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า ( Discount Basis )
จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารคิด
ค.
กรณีผู้กู้ต้องดำรงเงินฝากขั้นต่ำไว้ ( Compensating Balances )
จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารคิด เช่นกัน
สูตรในการคำนวณ
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง | = [ ดอกเบี้ยจ่าย / จำนวนเงินที่ได้รับจากการกู้ยืม ] x 100 |
ดอกเบี้ยจ่าย | = เงินต้น x อัตราดอกเบี้ย x ระยะเวลา |
เงินฝากขั้นต่ำ | = เงินต้น x อัตราเงินฝากขั้นต่ำ |
จำนวนเงินที่ได้รับจากการกู้ยืม | = เงินต้น - เงินฝากขั้นต่ำ |
เงินกู้ชนิดมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (
Secured Loans ) กรณีที่ธนาคารเห็นว่าผู้กู้มีความสามารถในการจ่ายเงินคืนไม่เพียงพอ
จึงกำหนดให้มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อลดความเสี่ยงภัยทางการเงิน
ซึ่งพิจารณาจาก
1.
กระแสเงินสดที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการดำเนินงานของธุรกิจ
2.
เงินที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ที่ค้ำประกัน
สาระสำคัญของหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันประกอบด้วย
ก.
หลักทรัพย์นั้นอยู่ในความต้องการของตลาดมากน้อยเพียงใด ถ้าสามารถขายได้ง่าย
ธนาคารก็จะยอมให้กู้ในจำนวนเงินที่สูง
ข. อายุของหลักทรัพย์ และสภาพคล่อง
ค.
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์
หลักทรัพย์ค้ำประกันนอกจากใช้ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ ต่าง ๆและบุคคลแล้ว ยังสามารถใช้บัญชีลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ เป็นหลักประกันได้ดังนี้
1. บัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน ( Receivable Loans ) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
ก. การกู้ยืมโดยมีบัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน ( Assignment of Account Receivable ) ธนาคารจะพิจารณาเลือกบัญชีลูกหนี้ที่น่าเชื่อถือได้เกี่ยวกับฐานะการเงินและชื่อเสียงไว้เป็นหลักประกัน แต่ผู้กู้ยังคงต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการติดตามทวงหนี้และเก็บเงิน ถึงแม้ว่าจะถูกนำไปค้ำประกันแล้วก็ตาม
ข. การขายบัญชีลูกหนี้ ( Factoring ) หมายถึงการกู้เงินโดยการโอนกรรมสิทธิ์ในการรับเงินตามบัญชีลูกหนี้ให้กับผู้ซื้อบัญชีลูกหนี้หรือผู้ให้กู้เงิน ดังนั้นความเสี่ยงทางการเงินเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้จะตกเป็นของผู้ให้กู้ โดยปกติ การขายบัญชีลูกหนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการกู้โดยมีบัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน สถาบันการเงินที่รับซื้อบัญชีลูกหนี้ได้แก่ Factor
2. บัญชีสินค้าคงเหลือเป็นหลักประกัน ( Inventory Loans ) ผู้ให้กู้จะกำหนดจำนวนเงินที่ให้กู้เป็นเปอร์เซ็นของราคาตลาดของสินค้าคงเหลือนั้น แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
ก. Floating Lien | ผู้ขอกู้ใช้สินค้าคงเหลือค้ำประกันแบบทั่วไป ไม่กำหนดรายการเฉพาะเจาะจงของสินค้าคงเหลือนั้น |
ข. Chattel Mortgage | เป็นการเจาะจงรายการสินค้าคงเหลือที่ใช้ค้ำประกันเงินกู้ เพื่อสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงแก่ผู้ให้กู้ |
ค. Trust Receipt Loans | ผู้กู้ยังครอบครองสินค้าอยู่และสามารถขายสินค้านั้นออกไปได้ หากได้รับความเห็นชอบจากผู้ให้กู้ แต่รายได้จากการขายเป็นของผู้ให้กู้ วิธีนี้เรียกอีกอย่างว่า Floor Planning |
ง. Terminal Warehouse Receipt Loans | ผู้กู้จะเก็บสินค้าไว้ในคลังสินค้าสาธารณะ แล้วนำใบรับฝากสินค้าหรือใบประทวนสินค้า ไปค้ำประกันการกู้ |
จ. Field Warehouse Receipt Loans | การจ้างบริษัทคลังสินค้ามาสร้างคลังสินค้าในสถานที่ของผู้กู้ โดยมีเจ้าหน้าที่ของคลังสินค้าเป็นผู้ควบคุมดูแลแทนผู้ให้กู้ การขนย้ายและจำหน่ายต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ให้กู้ |
การจัดหาเงินทุนระยะปานกลาง ( Intepmediate Term Financing )
การจัดหาเงินทุนเพื่อใช้ในระยะปานกลางมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการคือ 1.
เพื่อการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธภาพของการดำเนินงาน และ 2.
การลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น เพื่อขยายการดำเนินงานเป็นการถาวร
ส่วนการชำระคืนเงินกู้นี้จะได้มาจากการเปลี่ยนเป็นเงินสดจากการลงทุนนั้นในปีต่อ ๆ
มา ดังนั้น การชำระคืนเงินต้น จึงมีจำนวนเท่า ๆ กัน ในแต่ละปี ซึ่งมักจะมีระยะเวลา
1 - 10 ปี แหล่งเงินทุนระยะปานกลางที่สำคัญ ได้แก่
1. การกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ |
2. การกู้ยืมโดยใช้อุปกรณ์เครื่องจักรเป็นหลักประกัน |
3. การเช่าสินทรัพย์ระยะยาว |
การกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ แบ่งได้ 2 ประเภท
1. เงินกู้ระยะปานกลางแบบธรรมดา ( Ordinary Term Loans )
การกู้ยืมแบบนี้เป็นการกู้ยืมแบบธรรมดา โดยมีกำหนดเวลาชำระคืนมากกว่าหนึ่งปีและต้องชำระคืนตามกำหนด ซึ่งอาจจะให้ชำระคืนแบบผ่อนชำระเป็นงวดๆละเท่ากัน เช่น ราย 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี การกำหนดงวดเวลาการชำระคืนจะต้องสอดคล้องกับความสามารถของธุรกิจที่ขอกู้เงิน ในด้านที่เกี่ยวกับการก่อให้เกิดกระแสเงินสดเข้ามา
อัตราดอกเบี้ย มี 2 แบบ
ก. แบบคงที่ตลอดระยะเวลาการกู้ยืม
ข. แบบไม่คงที่ขึ้นลงตาม
Prime Rate
ข้อดีและข้อจำกัดของเงินกู้ระยะปานกลางแบบธรรมดา
ข้อดี มองในแง่ของผู้กู้
1. มีความยืดหยุ่นมาก
ผู้กู้สามารถติดต่อกับธนาคารโดยตรง
2.
การกู้เงินสามารถทำให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของผู้กู้ได้
3.
ธนาคารมักจะคุ้นเคยกับผู้กู้ดี สามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและข้อบังคับได้
4.
ผู้กู้เจรจาต่อรองกับธนาคารโดยตรง
ไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินต่อบุคคลภายนอก
ข้อจำกัด
1. มีระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี
2.
ธนาคารอาจให้วงเงินกู้ได้ไม่เท่ากับความต้องการ
3.
เงื่อนไขและข้อบังคับค่อนข้างเคร่งครัด
2. เงินกู้ระยะปานกลางระบบเครดิตชนิดหมุนเวียน ( Revolving Credit )
การกู้แบบ Revolving Credit เป็นการกู้ยืม เพื่อไว้ใช้สนองความต้องการเงินทุนที่ไม่แน่นอน ดังนั้น ผู้กู้จะต้องมีความยืดหยุ่นตัวสำหรับเงินทุนในระยะเวลาที่ไม่แน่นอน
ข้อบังคับทั่วไปในสัญญาเงินกู้ระยะปานกลาง ได้แก่
1.
กำหนดให้ธุรกิจผู้ขอกู้เงินต้องดำรงเงินทุนหมุนเวียนไว้ตามจำนวนที่ธนาคารได้กำหนด
เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินของธุรกิจ และสามารถที่จะชำระหนี้เงินกู้ได้
2.
ข้อห้ามไม่ให้ธุรกิจของผู้กู้จ่ายเงินปันผลหรือซื้อหุ้นกลับคืนมามากเกินไป
เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจนำเงินไปใช้จ่ายในเรื่องที่อยู่นอกเหนือจากการดำเนินการค้า
3.ข้อจำกัดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร
โดยกำหนดเป็นจำนวนตายตัวที่ธุรกิจจะสามารถลงทุนซื้อสินทรัพย์ถาวรได้
เพื่อเป็นการรักษาสภาพคล่องของธุรกิจ
4.
ข้อห้ามไม่ให้ผู้กู้ก่อหนี้สินระยะยาวเพิ่มขึ้น
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในเรื่องสิทธิการเรียกร้องในสินทรัพย์ผู้กู้
การกู้ยืมโดยใช้อุปกรณ์เครื่องจักรเป็นหลักประกัน
ผู้กู้ต้องพิจารณาความยากง่ายในการขายสินทรัพย์ ความต้องการของตลาด และยังขึ้นอยู่กับคุณภาพและราคาของสินทรัพย์นั้น ๆ พร้อมทั้งพิจารณาระยะเวลาการกู้ยืมควบคู่ไปกับตารางการคำนวณค่าเสื่อมราคาด้วย เช่น หากใช้เครื่องจักรเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ถ้าเครื่องจักรนั้นมีอายุการคำนวณค่าเสื่อมราคาเหลืออยู่ 3 ปี การให้กู้ยืมก็จะพิจารณาให้กู้ได้ไม่เกิน 3 ปี ส่วนจำนวนเงินที่ให้กู้ จะตีราคาให้ต่ำกว่าราคาตลาดของสินทรัพย์นั้น เพื่อลดความเสี่ยงให้แก่ผู้กู้
การเช่าสินทรัพย์ระยะยาว
การเช่าสินทรัพย์ระยะยาว คือ สัญญาระหว่างเจ้าของสินทรัพย์ฝ่ายหนึ่งที่เรียกว่าผู้ให้เช่า ( Lessor ) กับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ขอสิทธิในการใช้สินทรัพย์นั้นๆ เรียกว่าผู้เช่า ( Lessee ) ซึ่งตกลงกันที่จะชำระเงินกันเป็นงวดๆ ให้กับเจ้าของสินทรัพย์ สำหรับเป็นค่าสิทธิ์ประโยชน์ในการใช้สินทรัพย์นั้นๆ
การเช่าสินทรัพย์ระยะยาวต้องมีข้อตกลงร่วมกัน ได้แก่
1. ผู้เช่าและผู้ให้เช่าจะยกเลิกสัญญาไม่ได้
ตลอดอายุการเช่า
2. จะต้องจ่ายค่าเช่าครั้งละเท่าใด เมื่อไร
และทั้งหมดกี่ครั้งในระหว่างการเช่า
3.
เมื่อครบสัญญาผู้เช่ามีสิทธิจะต่อสัญญาหรือซื้อสินทรัพย์นั้นหรือไม่
4.
ใครเป็นผู้จ่ายค่าซ่อมแซม ค่าบำรุงรักษา ค่าเบี้ยประกันภัย
ในระหว่างการเช่า
ลักษณะการเช่าสินทรัพย์ระยะยาว แบ่งได้ 3 ลักษณะ
1. Operating Lease เช่น การเช่ารถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่งสำหรับแสดงสินค้า
ซึ่งมีลักษณะที่สำคัญ ได้แก่
1.1
เป็นสัญญาเช่าที่มีระยะเวลาสั้นกว่าอายุการใช้ของสินทรัพย์
1.2
สามารถแจ้งยกเลิกได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
1.3
ผู้ให้เช่าจะเป็นผู้รับผิดชอบในค่าบำรุงรักษาสินทรัพย์ที่ให้เช่าเอง
1.4
เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่าแล้ว
ผู้ให้เช่าสามารถนำสินทรัพย์ดังกล่าวแจ้งให้ผู้อื่นเช่าอีกได้
2. Service Lease ลักษณะที่สำคัญของการเช่า ได้แก่
2.1
สินทรัพย์ที่ให้เช่าเน้นบริการหลังการให้เช่า เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์
เครื่องถ่ายเอกสาร
2.2 ผู้ให้เช่า นอกจากได้รับค่าเช่า
แล้วยังได้รับรายได้จากการขายบริการส่วนประกอบหรืออะไหล่
2.3
การเช่าสามารถแจ้งยกเลิกได้ ทำให้เกิดความยืดหยุ่น
แต่การแจ้งยกเลิกก่อนครบกำหนดในสัญญาผู้ให้เช่าอาจจะขอค่าปรับ
เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น
3. Financial Lease
ลักษณะที่สำคัญของการเช่า ได้แก่
3.1 สัญญาเช่าจะเพิกถอนสัญญาก่อนกำหนดไม่ได้
เว้นแต่ได้ตกลงไว้ล่วงหน้า
3.2 ผู้เช่าตกลงที่จะชำระเงินเป็นงวดๆ
ให้กับผู้ให้เช่า
เพื่อแลกเปลี่ยนกับสิทธิในการใช้สินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง
3.3
ผู้เช่ามีสิทธิในสินทรัพย์นั้นๆ ตลอดอายุสัญญาเช่า
3.4
อายุสัญญาเช่าจะสัมพันธ์กับอายุการใช้งานของสินทรัพย์นั้นๆ
3.5
จำนวนค่าเช่าที่ต้องชำระทั้งหมดตามสัญญาเช่าเมื่อรวมกันแล้ว
จะมากกว่าราคาทุนของสินทรัพย์นั้นๆ
การเช่าสินทรัพย์ระยะยาวมี 3 รูปแบบคือ
1. ประเภทขายและเช่ากลับ ( Sale and Leaseback ) คือ การที่กิจการขายสินทรัพย์ที่ตนเป็นเจ้าของให้บุคคลอื่นๆ แล้วไปเช่ากลับคืนมาจากผู้ที่ซื้อสินทรัพย์นั้นไป ในแง่ผู้ขายแล้ว การเช่ากลับจะได้รับเงินสดจากการขาย และได้ใช้สินทรัพย์นั้น โดยจ่ายค่าเช่าเป็นงวดๆ ประโยชน์ที่ธุรกิจได้รับคือ สามารถนำเงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์นั้นไปใช้งานด้านอื่นของกิจการได้
2. ประเภทเช่าโดยตรง ( Direct Leasing ) ผู้ให้เช่าจะซื้อสินทรัพย์มาจากผู้ผลิตแล้วให้ผู้เช่าได้เช่าไปใช้ ผู้เช่าจึงไม่ได้เคยเป็นเจ้าของสินทรัพย์นี้ ส่วนมากจะเป็นการเช่าสินค้าประเภททุน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร รถบรรทุก เป็นต้น
3. ประเภทเช่าโดยผู้ให้เช่าหาเงินมาซื้อสินทรัพย์โดยกู้ยืมมา ( Leverageg Lease ) เป็นการเช่าในรูปแบบพิเศษ ซึ่งใช้สำหรับสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงๆ เป็นสัญญาเช่าที่มีบุคคล 3 ฝ่ายด้วยกัน คือผู้เช่า ผู้ให้เช่า และเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการให้เงินทุนเพื่อจัดหาสินทรัพย์นั้น และบทบาทของผู้ให้เช่าจะต่างจากรูปแบบอื่นคือ ผู้ให้เช่าจะซื้อสินทรัพย์เพื่อให้เช่าในระยะยาวตามข้อตกลงของสัญญาเช่า แต่การซื้อสินทรัพย์นั้นใช้เงินทุนจาก 2 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนหนึ่งมาจากผู้ให้เช่าเอง สมมติประมาณ 30 % ของราคาสินทรัพย์ ส่วนที่เหลืออีก 70 % ใช้เงินทุนจากการกู้เงินระยะยาว
ข้อดีและข้อเสียของการเช่าสินทรัพย์ระยะยาว
ข้อดี
1. เป็นการจัดหาเงินทุนเต็มจำนวน
ธุรกิจที่ทำการเช่าสินทรัพย์เพื่อใช้ในการดำเนินงานสามารถเช่าสินทรัพย์ได้โดยไม่ต้องชำระเงินดาวน์
2.
ไม่มีความเสี่ยงในการล้าสมัย ถ้าสินทรัพย์ที่เช่าเกิดการล้าสมัย
ผู้เช่าก็เลิกเช่าได้เมื่อครบสัญญาเช่า
3.
ไม่มีเงื่อนไขมากเหมือนสัญญาเงินกู้
4. หากกิจการล้มละลาย
การเช่าจะมีภาระผูกพันน้อยกว่าการกู้ยืม
เพราะผู้ให้เช่ามีสิทธิเรียกร้องได้แต่เฉพาะเงินค่าเช่าที่ยังค้างอยู่เท่านั้น
5.
ช่วยประหยัดภาษี เพราะค่าเช่าถือเป็นค่าใช้จ่าย
ข้อเสีย
1.
ประโยชน์จากการขายมูลค่าซากของสินทรัพย์เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า จะเป็นของผู้ให้เช่า
2.
ต้นทุนในการเช่าจะสูงกว่าต้นทุนจากดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมเงินมาซื้อสินทรัพย์
วิธีการคำนวณค่าเช่า
สูตร ค่าเช่าแต่ละปี = จำนวนเงินที่ต้องชำระ / PVIF ที่ i , n ปี
ตัวอย่าง บริษัท เก่งกาจ จำกัด เช่าเครื่องจักที่มีราคา 100,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 10 % ต่อปีต้องจ่ายค่าเช่าปีละเท่าไร
วิธีทำ ค่าเช่าแต่ละปี | = 100,000 / ( PVIF 10%, 5 ) |
= 100,000 / 3.791 | |
= 26,378 บาท |
การตัดสินใจระหว่างการเช่ากับการกู้ยืมมาซื้อสินทรัพย์
ข้อดีของการกู้ยืมมาซื้อสินทรัพย์
1. ธุรกิจมีกรรมสิทธิในสินทรัพย์
2.
สามารถขายสินทรัพย์ได้ เมื่อหมดอายุการใช้งาน
3. ดอกเบี้ยจ่ายและค่าเสื่อมราคา
ช่วยประหยัดภาษี
ข้อเสียของการกู้ยืมมาซื้อสินทรัพย์
1.
การกู้ยืมมาซื้อสินทรัพย์ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของธุรกิจสูงขึ้น
ทำให้ธุรกิจมีความสามารถในการกู้ยืมลดลง
2.
สินทรัพย์ที่ซื้อมาเสี่ยงต่อการล้าสมัย
3.
การกู้ยืมเงินมาซื้อสินทรัพย์มีเงื่อนไขยุ่งยากที่ต้องปฏิบัติและต้องเปิดเผยข้อมูลทางธุรกิจให้ผู้กู้ทราบ
4.
เสี่ยงต่อการลงทุนไม่คุ้มค่า
5. ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา
6.
จำนวนเงินที่กู้ยืมมาซื้อสินทรัพย์เป็นจำนวนสูงทำให้มีภาระด้านดอกเบี้ยและการชำระคืนเงินต้น
การจัดหาเงินทุนระยะยาว ( Long Term Financing )
เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
การจัดหาเงินทุนระยะยาวแบ่งออกเป็น 2 แหล่ง ได้แก่
1. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายในกิจการ
2.
การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายนอกกิจการ
การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายในกิจการ ( Internal Long - Term Financing ) ได้แก่
1. ค่าเสื่อมราคา ( Depreciation ) เป็นค่าใช้จ่ายที่ตัดจากบัญชีสินทรัพย์ถาวร ตามอายุการใช้งาน แต่ไม่ได้จ่ายเป็นตัวเงินออกไปจริง เมื่อจัดทำงบกำไรขาดทุน ต้องนำค่าเสื่อมราคาไปหักออกจากกำไรเพราะถือเสมือนเป็นค่าใช้จ่ายภายในงวดบัญชีนั้น ทำให้กำไรทางบัญชีต่ำกว่ากำไรที่เป็นตัวเงิน หากต้องการทราบว่ากำไรที่เป็นตัวเงินจริงเป็นเท่าไร ให้นำค่าเสื่อมราคาในแต่ละงวดมาบวกกับกำไรทางบัญชี
2. กำไรสะสม ( Retained Earning ) เมื่อกิจการดำเนินงานและมีกำไรสุทธิเกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี ส่วนหนึ่งของกำไรสุทธินั้นต้องจัดสรรแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นในรูปของเงินปันผล ที่เหลือนอกนั้นจะอยู่ในบัญชีกำไรสะสมของกิจการเพื่อกิจการได้ใช้ในการลงทุนต่อหรือขยายงาน
การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ ( External Long - Term Financing ) ได้แก่
1. สถาบันการเงิน | 1.1 สถาบันการเงิน | เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน |
1.2 สถาบันการเงินเฉพาะประเภท | เช่น บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย | |
1.3 บริษัทประกันชีวิตและประกันภัย | ||
2. ออกหุ้นหลักทรัพย์ | จำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป | เช่น หุ้นกู้ พันธบัตร หุ้นบุริมสิทธฺ์ หุ้นสามัญ |
องค์ประกอบของเงินกู้ระยะยาว
1. อัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ หรือเรียกว่า Cuopon Rate จะเป็นได้ทั้งอัตราดอกเบี้ยคงที่ ( Fixed interest rate ) โดยที่ดอกเบี้ยจะถูกกำหนดไว้ในอัตราเดียวตลอดอายุสัญญา หรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัว ( Floating interest rate ) ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามภาวะการณ์ของตลาดเงิน การเลือกใช้แบบใดนั้น บริษัทหรือผู้กู้สามารถเลือกได้
2. อายุของการกู้ยืม ระยะเวลาของการกู้ยืมจะขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทในการชำระหนี้คืนซึ่งสามารถดู้ได้จากกระแสเงินสดของบริษัท เงินกู้ระยะยาวจะถูกบันทึกเป็นหนี้สินระยะยาว
3. เงื่อนไขการชำระคืน ผู้ให้กู้มักจะกำหนดให้ผู้กู้ชำระดอกเบี้ย ( รวมถึงชำระเงินต้น ) เป็นงวดๆ ไป อาจจะเป็นรายเดือน รายไตรมาส รายปี แล้วแต่ตกลงกัน ซึ่งเจ้าหนี้หรือผู้ให้กู้จะมีการวางเงื่อนไขที่รัดกุม เนื่องจากหากเกิดกรณีหนี้สูญ เจ้าหนี้จะเสียหายมาก
4. หลักประกัน ผู้ให้กู้จะเรียกร้องให้นำหลักประกันประเภทสินทรัพย์ระยะยาวมาค้ำประกันการกู้ เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ใบหุ้น การค้ำประกันหนี้จากบุคคลที่สาม กรมธรรม์ประกันภัย และเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงเจ้าหนี้ให้น้อยลง โดยสามารถนำหลักทรัพย์ไปขายทอดตลาดได้
5. ลำดับชั้นของเจ้าหนี้ ในกรณีที่บริษัทประสบภาวะล้มละลาย เจ้าหนี้ที่มีหลักประกันจะมีความได้เปรียบเหนือเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน เพราะสามารถนำสินทรัพย์ขายทอดตลาดได ขณะที่เจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันต้องรอเฉลี่ยหนี้จากสินทรัพย์ที่เหลืออยู่เท่านั้น
6. สกุลเงินที่กู้ โดยสกุลเงินต่างประเทศจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าสกุลเงินบาท จึงเป็นแรงจูงใจให้มีการกู้ยืมจากต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อาจจะทำให้ต้นทุนสูงกว่าการกู้ในประเทศก็ได้ โดยเฉพาะที่ประเทศไทยได้กำหนดค่าเงินลอยตัวนั้น ทำให้ความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนมีมากขึ้น
7.ข้อจำกัดผู้กู้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงของเจ้าหนี้ เช่น ห้ามจ่ายเงินปันผล เพื่อป้องกันการถ่ายเทเงินสดจากบริษัท ไปยังผู้ถือหุ้น ห้ามก่อหนี้ใหม่ ห้ามนำหลักทรัพย์ที่มีอยู่ไปเป็นหลักประกันหนี้ใหม่ เป็นต้น
รูปแบบของการกู้ยืมระยะยาว
1. การกู้ยืมในรูปแบบของสัญญา ( Term Loan )
จะเป็นการทำสัญญาระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้
โดยแต่ละฝ่ายจะยึดถือสัญญาไว้เป็นหลักฐาน หากฝ่ายใดผิดสัญญา
อีกฝ่ายสามารถใช้สัญญาดำเนินการตามกฎหมายได้
สินเชื่อระยะยาวส่วนใหญ่ของประเทศไทยในปัจจุบัน
จะเป็นเงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์มีบทบาทสำคัญมาก
ข้อได้เปรียบของเงินกู้ก็คือ ความเร็ว ความคล่องตัว และค่าใช้จ่ายต่ำ
เนื่องจากการที่มีคู่สัญญาจำนวนน้อย ทำให้ขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงการอนุมัติ
ใช้ระยะเวลาน้อยกว่าการออกหุ้นกู้
เงื่อนไขสามารถเจรจาต่อรองได้
จำนวนของผู้ให้กู้นั้น สามารถรวมกันได้มากกว่า 1
ราย ซึ่งจะอยู่ในรูปของเงินให้กู้ร่วมหรือที่เรียกว่า Syndication Loan
ซึ่งจะเป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ให้กู้ในการให้เงินทุนแก่ บริษัท
หรือรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการเงินทุนสูง
2. การกู้ในรูปแบบของการออกหุ้นกู้ ( Debenture ) คือผู้กู้จะออกตราสารประเภทหนึ่งที่เรียกว่าหุ้นกู้ ให้กับผู้ให้กู้ โดยที่ผู้กู้สัญญาว่าจะจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ ณ วันที่กำหนดไว้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกหุ้นกู้ ประกอบด้วย ผ(ู้ให้กู้ ผู้กู้ และผู้ดูแลผลประโยชน์จะเป็นบุคคลที่สาม ทหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ให้กู้ ในการติดต่อกับผู้กู้ เช่น ดูแลให้ผู้กู้ยืมปฏิบัติตามเงื่อนไข ตามที่ตกลงไว้ เรียกเก็บดอกเบี้ย และส่งต่อให้ผู้ให้กู้ เป็นตัวแทนในการเรียกร้องสิทธิ ตลอดจนการฟ้องร้อง เป็นต้น
ประเภทของหุ้นกู้
1. หุ้นกู้แบบมีหลักประกัน เป็นหุ้นกู้ที่มีหลักทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งค้ำประกัน โดยที่ผู้ให้กู้จะมีความเสี่ยงลดลง แบ่งออกเป็น 4 แบบตามลักษณะของสินทรัพย์ที่มาเป็นหลักประกัน
1.1 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์ถาวร หรือเรียกว่าหุ้นกู้จำนอง ( Mortgage Bond ) ผู้กู้จะนำสินทรัพย์ของบริษัทมาจำนองเพื่อเป็นหลักประกันการออกหุ้น การมีสินทรัพย์เป็นหลักประกันจะช่วยให้ผลการจัดลำดับเครดิตของบริษัทดีขึ้น และส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทลดลง
1.2 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์ประเภทตราสาร ( Collateral Trust Certificate ) ซึ่งมีลักษณะคล้ายหุ้นกู้จำนอง แตกต่างในเรื่องของหลักประกันคือ หุ้นกู้ประเภทนี้จะค้ำประกันด้วยสินทรัพย์ประเภท หุ้น พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น มีข้อดีคือ สินทรัพย์สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย แต่ก็มีข้อเสียคือ มูลค่าจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ในบางช่วงอาจจะไม่คุ้มกับหนี้
1.3 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์ดำเนินงาน ( Equipment Trust Certificate ) เช่น เครื่องบิน รถบรรทุก เรือ ข้อดี คือ สามารถนำสินทรัพย์ดำเนินงานที่มีมูลค่าสูงมาใช้ในการจัดหาเงินทุนระยะยาว ส่วนข้อเสียคือ มูลค่าของสินทรัพย์ดำเนินงานจะลดลงตลอดเวลาตามสภาพการใช้งาน
1.4 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยบุคคลที่สาม โดยผู้ค้ำประกันจะออกหนังสือสัญญาค้ำประกัน ( Letter of Guarantee ) เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ ในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้ให้กู้สามารถเรียกร้องให้ผู้ค้ำชำระหนี้แทนได้
2. หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน เป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ใดๆค้ำประกันการกู้ยืม แบ่งออกได้ 3 แบบ
2.1 หุ้นกู้ไม่มีประกัน ( Debenture ) ผู้ให้กู้จะมีความเสี่ยงสูง ผู้ออกหุ้นกู้ประเภทนี้ต้องมีฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานดี แสดงให้เห็นว่าสามารถชำระหนี้ได้ในอนาคต
2.2 หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ ( Subordinate debenture ) จะมีความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากสิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้นั้นจะอยู่ท้ายสุดในหมู่กลุ่มเจ้าหนี้ ในกรณีที่บริษัทต้องประสบปัญหาล้มละลาย สิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้จะอยู่ก่อนหน้าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์
2.3 Income Bond หุ้นกู้ประเภทนี้จะจ่ายดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อบริษัทมีกำไร จากการดำเนินงาน หากปีใด บริษัทไม่มีกำไรก็จะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ให้กู้
ตราสารอนุพันธ์ ( Derivative instruments )
ตราสารอนุพันธ์ ( Derivative instruments ) หรือที่เรียกว่า ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน เป็นการผสมข้อดีของตราสารทุนและตราสารหนี้เข้าด้วยกัน แบ่งออกได้ดังนี้
1. หุ้นกู้แปลงสภาพ ( Convertible debenture )
2. หุ้นกู้พร้อมใบสำคัญแสดงสิทธิ ( Debenture and warrant )
นโยบายเงินปันผล ( Dividend Policy )
หุ้นสามัญเป็นหลักทรัพย์แสดงความเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ถือหุ้นสามัญจะมีฐานะเป็นเจ้าของกิจการ จึงมีสิทธิได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล ( Dividend ) เมื่อมีการประกาศจ่าย และได้รับส่วนเกินจากราคาซื้อขาย ( Capital Gain ) เมื่อขายหุ้นออกไป
ผู้ลงทุนในหุ้นสามัญส่วนใหญ่ลงทุนเพราะมุ่งหวังจะได้รับผลกำไรของกิจการ ซึ่งจะได้รับจากการจ่ายเงินปันผล เมื่อมีการประกาศจ่ายเงินปันผลไปแล้ว กิจการจะต้องจ่ายเงินปันผล ตามที่ประกาศไว้ในรูปของเงินสดปันผล หรือหุ้นปันผลก็ได้
นโยบายการจ่ายเงินปันผล แบ่งได้ 3 ประเภท
1. จำนวนเงินปันผลต่อหุ้นคงที่ ( Stable Amount Pershare ) : กิจการจะจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นเป็นจำนวนเงินแน่นอน เช่น จ่ายปันผลหุ้นละ 2 บาท หรือ 3 บาท เป็นต้น กิจการที่จ่ายปันผลเช่นนี้ได้จะต้องมีผลกำไรที่คอ่นข้างแน่นอน และมีฐานะการเงินมั่นคง
2. อัตราการจ่ายเงินปันผลคงที่ ( Constant Layout Ratio ) :
กิจการจะกำหนดจำนวนเงินปันผลเป็นอัตราส่วนกับกำไรที่กิจการได้รับในปีนั้นๆ เช่น
กำหนดจ่ายปันผล 50% ของกำไรสุทธิ ถ้าบริษัทมีหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายทั้งหมด 200,000
หุ้น
ปี 2544 บริษัทมีกำไรสุทธิ 200,000 บาท กำไรสุทธิต่อหุ้น เท่ากับ 1 บาท
ต้องจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.50 บาท
ปี 2545 บริษัทมีกำไรสุทธิ 400,000 บาท
กำไรสุทธิต่อหุ้น เท่ากับ 2 บาท ต้องจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 1.00 บาท
ดังนั้น
วิธีนี้จำนวนเงินปันผลจึงไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงไปตามกำไรสุทธิของกิจการ
ถ้ากิจการมีกำไรมากก็จ่ายปันผลมาก ถ้ากิจการมีกำไรน้อยก็จ่ายปันผลน้อย
3.
จำนวนเงินปันผลปกติขั้นต่ำบวกเงินปันผลพิเศษ ( Low Regular and
Extra Dividend ) : กิจการจะจ่ายเงินปันผลจำนวนหนึ่งที่แน่นอน
และหากปีใดกิจการมีกำไรเกินกว่าปกติ
กิจการก็จะจ่ายเงินปันผลเพิ่มพิเศษให้อีกจำนวนหนึ่ง เช่น
กำหนดว่าทุกปีจ่ายเงินปันผลอย่างน้อยหุ้นละ 10 บาท
แต่หากปีใดมีกำไรมากก็จะจ่ายเพิ่มพิเศษให้
ปี 2540 บริษัทมีกำไรสุทธิ 300,000
บาท จ่ายปันผลหุ้นละ 10 บาท
ปี 2541 บริษัทมีกำไรสุทธิ 400,000 บาท
จ่ายปันผลหุ้นละ 15 บาท ( 10 + 5 )
ปี 2542 บริษัทมีกำไรสุทธิ 500,000 บาท
จ่ายปันผลหุ้นละ 18 บาท ( 10 + 8 )
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายเงินปันผล
1. ข้อกำหนดตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดไว้ว่า บริษัทจะจ่ายเงินปันผลจากกำไรในปีปัจจุบันหรือในอดีตก็ได้ ( กำไรสะสม ) โดยการจ่ายปันผลทุกครั้งจะต้องมีการจัดสรรกำไรส่วนหนึ่ง ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ร้อยละ 5 ของกำไร ไว้เป็นทุนสำรองตามกฎหมายด้วย
2.สภาพคล่อง เป็นปัจจัยที่สำคัญในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจ่ายปันผล ถ้าหากฐานะเงินสดของธุรกิจและสภาพคล่องของธุรกิจดีก็สามารถจ่ายเงินปันผลได้ หากธุรกิจกำลังขยายกิจการ อาจจะไม่มีสภาพคล่อง เนื่องจากต้องนำเงินสดไปลงทุนในสินทรัพย์ถาวรต่างๆ จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจจ่ายปันผล
3. ความสามารถในการกู้ยืม ถ้าธุรกิจมีความสามารถในการกู้ยืมสูง ทำให้ธุรกิจไม่จำเป็นจะต้องเก็บรักษาเงินสดไว้มาก ดังนั้นธุรกิจมีสามารถในการจ่ายปันผลได้สูง
4. เสถียรภาพของกำไร ถ้าหากกำไรที่ธุรกิจทำได้สม่ำเสมอ ก็สามารถที่จะพยากรณ์ได้ล่วงหน้าถึงกำไรที่จะได้ พร้อมทั้งสามารถที่จะจ่ายปันผลในอัตราส่วนที่มากและสูงกว่าธุรกิจที่มีกำไรไม่แน่นอน
5. ความจำเป็นในการชำระหนี้ ถ้าธุรกิจเลือกนำเงินไปชำระหนี้ก็ต้องมีการกันเงินจากกำไรไว้ เพื่อนำไปชำระหนี้ ดังนั้นจึงทำให้ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ หรือจ่ายได้ก็เป็นจำนวนน้อย
6. ข้อจำกัดในสัญญาเงินกู้ ซึ่งมักจะมีข้อความดังนี้
-
การจ่ายปันผลจะทำได้เฉพาะจากกำไรที่เกิดขึ้นหลังวันลงนามในสัญญาจะไปเอากำไรสะสมปีก่อนมาจ่ายปันผลไม่ได้
-
บริษัทจะไม่จ่ายปันผล ถ้าหากเงินทุนหมุนเวียนสุทธิต่ำกว่าระดับที่กำหนดไว้
-
การออกหุ้นกู้หรือการกู้เงินมา
อาจมีข้อตกลงในการจำกัดจำนวนการจ่ายเงินปันผลการจำกัดจำนวนเงินปันผลจ่ายนี้ก็เพื่อจะเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้คืน
7. การควบคุม ในบางครั้งธุรกิจจะกำหนดนโยบายเพื่อที่จะขยายกิจการเท่ากับจำนวนเงิน กำไรที่กันไว้ในรูปกำไรสะสมเท่านั้น เพราะการเพิ่มทุนโดยการออกหุ้นสามัญจะทำให้อำนาจการควบคุมและส่วนได้เสียในบริษัทของผู้ถือหุ้นเดิมเปลี่ยนแปลงไป หรือการก่อหนี้อาจทำให้มีความเสี่ยงทางการเงินสูงขึ้น
8. ฐานะทางภาษีของผู้ถือหุ้น เงินปันผลที่ได้รับถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี ถ้าผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทจะต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราที่สูงก็ย่อมพอใจที่จะให้คงกำไรไว้ในรูปกำไรสะสม ซึ่งมีผลทำให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญนั้นสูงขึ้น ผู้ถือหุ้นจะได้รับกำไรจากการขายหุ้น ( Capital Gain ) ซึ่งทำให้พอใจมากกว่ารับรายได้ในรูปของเงินปันผล เพราะอัตราภาษีที่เก็บจากเงินปันผลจะสูงกว่าอัตราภาษีที่เก็บจากกำไรจากการขายหุ้น
9. ภาวะเงินเฟ้อ โดยทั่วไปผู้ถือหุ้นต้องการรับเงินปันผลในปัจจุบันมากกว่าที่จะรอรับในอนาคตเพราะเมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้น จะทำให้ค่าของเงินลดลงตามกาลเวลา
10. อัตราการขยายตัวของสินทรัพย์ หากกิจการมีการขยายตัวสูง ต้องใช้เงินทุนมากกิจการจะต้องกันเงินกำไรไว้ในรูปของกำไรสะสมจำนวนมาก ทำให้จ่ายเงินปันผลได้น้อยลง
ประเภทของการจ่ายปันผล
1. เงินสดปันผล ( Cash Dividend ) : เงินสดปันผลจะจ่ายจากกำไรสะสม การที่จะจ่ายได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณเงินสดที่กิจการถืออยู่ว่ามีเพียงพอหรือไม่ การจ่ายเงินสดปันผลจะทำให้ในงบดุลมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสินทรัพย์( เงินสดลดลงตามจำนวนปันผลที่จ่าย)และด้านหนี้สินและทุนก็ลดลงเช่นกัน ( กำไรสะสมลดลงตามจำนวนปันผลที่จ่าย )
2. หุ้นปันผล ( Stock Dividend ) : เป็นการจ่ายปันผลในรูปของหุ้นสามัญออกใหม่ ซึ่งเรียกว่า หุ้นปันผล ซึ่งจะกำหนดจำนวนหุ้นที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนของหุ้นที่ถืออยู่ เช่น การจ่ายหุ้นปันผลร้อยละ 10 หมายความว่า ผู้ถือหุ้นอยู่ 100 หุ้น จะได้รับหุ้นปันผล 10 หุ้น นั่นคือ กิจการจะต้องจดทะเบียนเพิ่มทุน โดยมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 การจ่ายหุ้นปันผลไม่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าส่วนเจ้าของในงบดุล แต่จำนวนกำไรสะสมจะลดลง ในขณะที่มูลค่าหุ้นสามัญจะเพิ่มขึ้นในจำนวนที่เท่ากัน
ข้อดีของการจ่ายหุ้นปันผล
-
ช่วยประหยัดเงินสดให้ธุรกิจ เพื่อใช้ในโครงการลงทุนอื่นในอนาคต
โดยไม่ต้องจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมจากแหล่งภายนอก
-
ทำให้ผู้ถือหุ้นที่มีรายได้สูงเกิดความพอใจ
เพราะถ้าผู้ถือหุ้นมีรายได้สูงจะเสียภาษีสูงด้วย
-
ช่วยบริษัทที่ประสบปัญหาทางการเงิน
-
ทำให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญไม่สูงเกินไป
ข้อเสียของการจ่ายหุ้นปันผล
-
ค่าใช้จ่ายในการจ่ายหุ้นปันผลค่อนข้างสูง
- ทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง
-
ราคาตลาดของหุ้นลดลง
3. การแยกหุ้น ( Stock Splits
) : การจ่ายปันผลวิธีนี้
จะทำให้จำนวนหุ้นสามัญที่ผู้ลงทุนถือหุ้นอยู่มีจำนวนมากขึ้น เช่น แยกหุ้นจาก 1 เป็น
10 หมายความว่า ผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับหุ้นเพิ่มขึ้น 9 หุ้น ต่อหุ้นที่ถืออยู่ 1
หุ้น โดยมูลค่าที่ตราไว้จะลดลงเหลือ 1/10 ด้วย คือหากมูลค่าเดิมที่ตราไว้ 100
บาทต่อหุ้น เมื่อแยกหุ้นแล้วจะเท่ากับ 10 บาทต่อหุ้น
การแยกหุ้นไม่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าส่วนของเจ้าของในงบดุล
จำนวนกำไรสะสมและมูลค่าหุ้นสามัญรวมยังคงเดิม
เพียงแต่จำนวนหุ้นจะมากขึ้นและมีราคามูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้นลดลง
วิธีการแยกหุ้นนี้
จะสร้างความพอใจแก่ผู้ถือหุ้น เพราะเมื่อบริษัทมีกำไรมาก การจ่ายปันผลสูง
และมีความเจริญเติบโตในอัตราที่ดีแล้ว
ทำให้ราคาตลาดของหุ้นอยู่ในระดับที่สูงมาก
4. การซื้อหุ้นกลับคืน ( Stock
Pepurchase ) :
การที่ธุรกิจนำเงินกำไรส่วนที่เก็บไว้ในรูปกำไรสะสมหรือเงินที่ได้จากการก่อหนี้ไปซื้อหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายแล้ว
ทำให้หุ้นสามัญมีจำนวนน้อยลง
ถ้าปัจจัยอื่นคงที่และสมมติว่าการซื้อหุ้นคืนไม่กระทบต่อความสามารถทำกำไรของธุรกิจ
จะทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น เมื่อกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น
จะส่งผลให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญสูงขึ้น
ถ้าธุรกิจนำเงินที่เก็บไว้ในรูปกำไรสะสมไปซื้อหุ้นกลับคืน
ทำให้การจ่ายเงินปันผลลดน้อยลง
แต่ถ้านักลงทุนขายหุ้นจะได้รับกำไรจากการขายหุ้นเนื่องจากราคาตลาดสูงขึ้น
กำไรจาการขายหุ้นชดเชยได้พอดีกับเงินปันผลจ่ายที่น้อยลง
การซื้อหุ้นกลับคืนจะกระทำเมื่อกิจการมีเงินทุนเหลือใช้เป็นการถาวร
หรือต้องการลดจำนวนหุ้นสามัญที่หมุนเวียนในตลาดลง
เพื่อทำให้ราคาตลาดหุ้นสามัญสูงอีก หรือเพิ่มอำนาจการควบคุมกิจการ
เพื่อป้องกันมิให้ผู้ถือหุ้นขายหุ้นให้กับบริษัทอื่น
กิจการสามารถซื้อหุ้นกลับคืนมาได้ หุ้นที่ซื้อคืนนี้ เรียกว่า Treasury Stock
5. การรวมหุ้น ( Reverse Split ) : บริษัทสามารถทำการลดจำนวนหุ้นสามัญลงและเพิ่มมูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้นได้ การลดจำนวนหุ้นลงนี้ทำได้โดยการรวมหุ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่ราคาตลาดของหุ้นต่ำมาก ธุรกิจก็จะทำการรวมหุ้นเพื่อให้จำนวนหุ้นในมือของผู้ถือหุ้นลดจำนวนลง ราคาตามมูลค่าของหุ้นจะเพิ่มขึ้น อันมีผลทำให้ราคาตลาดของหุ้นสูงขึ้น