สมมุติ และ วิมุติ
สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมติ ที่เราสมมุติขึ้นมาเองทั้งสิ้น สมมุติแล้วก็หลงสมมุติของตัวเองเลยไม่มีใครวาง มันเป็นทิฐิ มันเป็นมานะ ความยึดมั่น ถือมั่น อันความยึดมั่นถือมั่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะจบได้ มันจบลงไม่ได้สักที เป็นเรื่องวัฏฏสงสารที่ไหลไปไม่ขาด ไม่มีทางสิ้นสุด ที่นี้ถ้าเรารู้จักสมมุติ ก็จะเป็นผู้รู้จักธรรมะอันหมดสิ้นได้
ก็เหมือนเราทุกคนนี้แหละ แต่เดิมชื่อของเราก็ไม่มี คือตอนที่เกิดมาก็ไม่มีชื่อ ที่มีชื่อขึ้นมาก็โดยสมมุติกันขึ้นมาเองอาตมาพิจารณาดูว่า เอ! สมมุตินี้ ถ้าไม่รู้จักมันจริงๆ แล้วมันก็เป็นโทษมาก ความจริงมันเป็นของเอามาใช้ ให้เรารู้จักเรื่องราวมันเฉยๆ เท่านั้นก็พอ ให้รู้ว่า ถ้าไม่มีเรื่องสมมุตินี้ก็ไม่มีเรื่องที่จะพูดกัน ไม่มีเรื่องที่จะบอกกัน ไม่มีภาษาที่จะใช้กัน
เมื่อครั้งที่อาตมาไปต่างประเทศ อาตมาได้ไปเห็นพวกฝรั่งไปนั่งกรรมฐานกันอยู่เป็นแถว แล้วเวลาจะลุกขึ้นไปออกไปไม่วาผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม เห็นจับหัว ผู้นั้นผู้นี้ไปเรื่อยๆ ก็เลยมาเห็นได้ว่า โอ! สมมุตินี้ถ้าไปตั้งลงที่ไหน ไปยึดมั่นหมายมั่นมัน ก็จะเกิดกิเลสอยู่ที่นั่น ถ้าเราวางสมมุติได้ ยอมมันแล้วก็สบาย
อย่างพวกนายพลนายพันทหารมาที่นี่ ก็เป็นผู้มียศฐากูรบรรดาศักดิ์ ครั้นมาถึงอาตมาแล้วก็พูดว่า "หลวงพ่อ กรุณาจับหัวผมให้หน่อยครับ" นี่แสดงว่า ถ้ายอมแล้วมันก็ไม่มีพิษอยู่ที่นั่น พอลูบหัวให้ เขาดีใจด้วยซ้ำ แต่ไปลูบหัวเขาที่กลางถนนดูซิไม่เกิดเรื่องก็ลองดู นี่คือความยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ ฉะนั้นอาตมาว่าการวางนี้มันสบายจริงๆ เมื่อตั้งใจว่าเอาหัวมาให้อาตมาลูบ ก็สมมุติลงว่าไม่เป็นอะไร แล้วก็ไม่เป็นอะไรจริงๆ ลูบอยู่เหมือนหัวเผือกหัวมัน แต่ถ้าเราไปลูบอยู่กลางทาง ไม่ได้แน่นอน
นี่แหละเป็นเรื่องของการยอม การละ การวาง การปลง ทำได้แล้วมันเบาอย่างนี้ ครั้นไปยึดที่ไหน มันก็เป็นภพที่นั่น เป็นชาติที่นั่น มีพิษมีภัยขึ้นที่นั่น พระพุทธองค์ของเราท่านทรงสอนสมมุติ แล้วก็ทรงสอนให้รู้จักแก้สมมุติโดยถูกเรื่องของมัน ให้เห็นเป็นวิมุติ อย่าไปยึดมั่นหรือถือมั่นมัน สิ่งที่มันเกิดมาในโลกนี้ ก็เรื่องสมมุติทั้งนั้น มันจึงเป็นขึ้นมา ครั้นเป็นขึ้นมาแล้วและสมมุติแล้ว ก็อย่างไปหลงสมมุตินั้น ท่านว่ามันเป็นทุกข์ เรื่องสมมุติเรื่องบัญญัติเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้าคนไหนปล่อย คนไหนวางได้ มันก็หมดทุกข์
แต่เป็นกิริยาของโลกเรา เช่นว่า พ่อบุญมา นี้เป็นนายอำเภอ เถ้าแก่แสงชัยไม่ได้เป็นนายอำเภอ แต่ก็เป็นเพื่อนกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เมื่อพ่อบุญมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายอำเภอก็เป็นสมมุติขึ้นมาแล้ว แต่ก็ให้รู้จักใช้สมมุติให้เหมะสมสักหน่อย เพราะเรายังอยู่ในโลก ถ้าเถ้าแก่แสงชัยขึ้นไปหานายอำเภอที่ที่ทำงาน และเถ้าแก่แสงชัยไปจับหัวนายอำเภอ มันก็ไม่ดี จะไปคิดว่าแต่ก่อนเคยอยู่ด้วยกันหามจักรเย็บผ้าด้วยกันจวนจะตายครั้งนั้น จะไปเล่นหัวให้คนเห็นมันก็ไม่ถูก ไม่ดี ต้องให้เกียรติกันสักหน่อย อย่างนี้ก็ควรปกิบัติให้เหมาะสมตามสมมุติในหมู่มนุษย์ทั้งหลายจึงจะอยู่กันได้ด้วยดี ถึงจะเป็นเพื่อนกันมาแต่ครั้งไหนก็ตาม เขาเป็นนายอำเภอแล้ว ต้องยกย่องเขา เมื่อออกจากที่ทำงานมาถึงบ้านถึงเรือนแล้ว จึงจะจับหัวกันได้ไม่เป็นอะไร ก็จับหัวนายอำเภอนั่นแหละ แต่ไปจับอยู่ที่ศาลากลางคนเยอะๆ ก็อาจผิดแน่ นี่ก็เรียกว่าให้เกียรติกันอย่างนี้ ถ้ารู้จักใช้อย่างนี้มันก็เกิดประโยชน์ ถึงแม้จะสนิทกันนานแค่ไหนก็ตาม พ่อบุญมาก็คงจะต้องโกรธ หากว่าไปทำในหมู่คนมากๆ เพราะเป็นนายอำเภอแล้วนี่แหละ มันก็เรื่องปฏิบัติเท่านี้แหละโลกเรา ให้รู้จักกาล รู้จักเวลา รู้จักบุคคล
ท่านจึงให้เป็นผู้ฉลาด สมมุติก็ให้รู้จัก วิมุติก็ให้รู้จัก ให้รู้จักในคราวที่เราจะใช้ ถ้าใช้ให้ถูกต้อง มันก็ไม่เป็นอะไร ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง มันก็ผิด ผิดอะไร มันผิดกิเลส ของคนนี่แหละ มันไม่ผิดอันอื่นหรอกเพราะคนเหล่านี้อยู่กับกิเลส มันก็เป็นกิเลสอยู่แล้ว นี่เรื่องปฏิบัติของสมมุติ ปฏิบัติเฉพาะในที่ประชุมชน ในบุคคล ในกาล ในเวลา ก็ใช้สมมุติบัญญัติอันนี้ได้ตามเหมาะสม ก็เรียกว่าคนฉลาด ให้เรารู้จักต้น รู้จักปลาย ทั้งที่เราอยู่ในสมมุตินี้แหละ มันทุกข์เพราะความไปยึดมั่นหมายมั่นมัน แต่ถ้ารู้จักสมมุติให้มันเป็น มันก็เป็นขึ้นมา เป็นขึ้นมาได้โดยฐานที่เราสมมุติ แต่มันค้นไปจริงๆ แล้วไปจนถึงวิมุติ มันก็ไม่มีอะไรเลย
อาตมาเคยเล่าให้ฟังว่า พวกเราทั้งหลายที่มาบวชเป็นพระนี้ แต่ก่อนก็เป็นฆราวาส ก็สมมุติ เป็นฆราวาส มาสวดสมมุติให้เป็นพระ ก็เลยเป็นพระ แต่เป็นพระเณรเพียงสมมุติ พระแท้ๆ ยังไม่เป็น เป็นเพียงสมมุติ ยังไม่เป็นวิมุตติ นี่ถ้าหากว่า เรามาปฏิบัติให้จิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเหล่านี้เป็นขั้นๆ ไป ตั้งแต่ขั้นโสดา สกิทาคามี อนาคามีไปจนถึงพระอรหันต์นั้น เป็นเรื่องละกิเลสแล้ว แต่แม้เป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังเป็นเรื่องสมมุติอยู่นั่นเอง คือสมมุติว่าเป็นพระอรหันต์ อันนั้นเป็นพระแท้ ครั้งแรก็สมมุติอย่างนี้ คือสมมุติว่าเป็นพระ แล้วก็จะละกิเลสเลยได้ไหม ก็ไม่ได้ เหมือนกันกับเกลือนี่แหละ สมมุติว่าเรากำดินทรายมาสักกำหนึ่ง เอามาสมมุติว่าเป็นเกลือ มันเป็นเกลือไหมล่ะ ก็เป็นอยู่ แต่เป็นเกลือโดยสมมุติ ไม่ใช่เกลือแท้ๆ จะเอาไปใส่แกงมันก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าจะว่าเป็นเกลือแท้ๆ มันก็เปล่าทั้งนั้นแหละ นี่เรียกว่าสมมุติ
ทำไมจึงสมมุติ เพราะว่าเกลือไม่มีอยู่ที่นั่น มันมีแต่ดินทราย ถ้าเอาดินทรายมาสมุติว่าเป็นเกลือมันก็เป็นเกลือให้อยู่ เป็นเกลือโดยฐานที่สมมุติ ไม่เป็นเกลือจริงคือ มันไม่เค็ม ใช้สำเร็จประโยชน์ไม่ได้ มันสำเร็จประโยชน์ได้เป็นบางอย่างคือในขั้นสมมุติ ไม่ใช่ขั้นวิมุติ
ชื่อว่าวิมุตินั้น ก็สมมุตินี้แหละเรียกขึ้นมา แต่ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมันหลุดพ้นจากสมมุติแล้ว หลุดไปแล้วมันเป็นวิมุติแล้วแต่ก็ยังเอามาสมมุติให้เป็นวิมุติอยู่อย่างนี้แหละ มันก็เป็นเรื่องเท่านี้ จะขาดสมมุตินี้ได้ไหม ก็ไม่ได้ ถ้าขาดสมมุตินี้แล้ว ก็ไม่รู้จักการพูดกัน ไม่รู้จักต้นไม่รู้จักปลายเลยไม่มีภาษาที่จะพูดกัน
ฉะนั้นสมมุตินี้ก็มีประโยชน์ คือประโยชน์ที่สมมุติขึ้นมาให้เราใช้กัน เช่นว่าคนทุกคนก็มีชื่อต่างกัน แต่ว่าเป็นคนเหมือนกัน ถ้าหากไม่มีการตั้งชื่อเรียกกัน ก็จะไม่รู้ว่าพูดกันให้ถูกคนได้อย่างไร เช่น เราอยากจะเรียกใครสักคนหนึ่ง เราก็เรียกว่า "คน คน" ก็ไม่มีใครมา มันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ เพราะต่างคนก็เป็นคนด้วยกันทุกคน แต่ถ้าเราเรียก "จันทร์มานี่หน่อย" จันทร์ก็ต้องมา คนอื่นก็ไม่ต้องมา มันสำเร็จประโยชน์อย่างนี้ ได้เรื่องได้ราว ฉะนั้น ได้ข้อประพฤติปฏิบัติอันเกิดจากสมมุติ อันนี้ก็ยังมีอยู่
ดังนั้นถ้าเข้าใจในเรื่องสมมุติ เรื่องวิมุติให้ถูกต้องมันก็ไปได้ สมมุตินี้ก็เกิดประโยชน์ได้เหมือนกัน แต่ความจริงแท้แล้วมันไม่มีอะไรอยู่ที่นั่น แม้ตลอดว่าคนก็ไม่มีอยู่ที่นั่น เป็นสภาวธรรมอันหนึ่งเท่านั้น เกิดมาด้วยเหตุด้วยปัจจัยของมัน เจริญเติบโตด้วยเหตุด้วยปัจจัยของมัน ให้ตั้งอยู่ได้พอสมควรเท่านั้น อีกหน่อยมันก็บุบสลายไปเป็นธรรมดาใครจะห้ามก็ไม่ได้ จะปรับปรุงอะไรก็ไม่ได้ มันเป็นเพียงเท่านั้น อันนี้ก็เรียกว่าสมมุติ ถ้าไม่มีสมมุติ ไม่มีเรื่องมีราว ไม่มีเรื่องที่จะปฏิบัติ ไม่มีเรื่องที่จะมีการมีงาน ไม่มีชื่อเสียงเลยไม่รู้จักภาษากัน ฉะนั้นสมมุติบัญญัตินี้ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นภาษาให้ใช้กันสะดวก
เหมือนกับเงินนี่แหละสมัยก่อนธนบัตรมันไม่มีหรอก มันก็เป็นกระดาษอยู่ธรรมดา ไม่มีราคาอะไรในสมัยต่อมาท่านว่าเงินอัฐเงินตรา มันเป็นก้อนวัตถุ เก็บรักษายาก ก็เลย เปลี่ยนเสีย เอาธนบัตรเอากระดาษนี้มาเปลี่ยนเป็นเงิน ก็เป็นเงินให้เราอยู่ ต่อไปนี้ ถ้ามีพระราชาองค์ใหม่เกิดขึ้นมาสมมุติไม่ชอบธนบัตรกระดาษ เอาขี้ครั่งก็ได้มาทำให้มันเหลว แล้วมาพิมพ์เป็นก้อนๆ สมมุติว่าเป็นเงิน เราก็จะใช้ขี้ครั่งกันทั้งหมดทั่วประเทศ เป็นหนี้เป็นสินกันก็เพราะก้อนขี้ครั่งนี้แหละ อย่าว่าแต่เพียงก้อนขี้ครั่งเลย เอาก้อนขี้ไก่มาแปรให้มันเป็นเงิน มันก็เป็นได้ ทีนี้ขี้ไก่ก็จะเป็นเงินไปหมดจะฆ่ากันแย่งกันก็เพราะก้อนขี้ไก่ เรื่องของมันเป็นเรื่องแค่นี้
แม้เขาจะเปลี่ยนเป็นรูปใหม่มา ถ้าพร้อมกันสมมุติขึ้นแล้วมันก็เป็นขึ้นมาได้ มันเป็นสมมุติอย่างนั้น อันนี้สิ่งที่ว่าเป็นเงินนั้นมันเป็นอะไรก็ไม่รู้จัก เรื่องแร่ต่างๆ ที่ว่าเป็นเงินจริงๆ แล้วจะเป็นเงินจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เห็นแร่อันนั้นเป็นอย่างนั้นก็เอามา สมมุติมันขึ้นมา มันก็เป็น ถ้าพูดเรื่องโลกแล้วมันมีแค่นี้ สมมุติอะไรขึ้นมาแล้วมันก็เป็น เพราะมันอยู่กับสมมุติเหล่านี้ แต่ว่าจะให้เปลี่ยนให้เป็นวิมุติ ให้คนรู้จักวิมุติอย่างจริงจังนั้นมันยาก
เรือนเรา บ้านเรา ข้าวของเงินทอง ลูกหลานของเราเหล่านี้ ก็สมมุติว่าลูกเรา เมียเรา พี่เรา น้องเรา อย่างนี้ เป็นฐานที่สมมุติกันขึ้นมาทั้งนั้น แต่ความเป็นจริงแล้ว ถ้าพูดตามธรรมะ ท่านว่าไม่ใช่ของเรา ก็ฟังไม่ค่อยสบายหูสบายใจเท่าใด เรื่องของมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ถ้าไม่สมมุติขึ้นมาก็ไม่มีราคา สมมุติว่าไม่มีราคาก็ไม่มีราคา สมมุติให้มีราคาก็มีราคาขึ้นมา มันก็เป็นเช่นนั้น ฉะนั้นสมมุตินี้ ก็ดีอยู่ถ้าเรารู้จักใช้มัน ให้รู้จักใช้มัน
อย่างสกนธ์ร่างกายของเรานี้ก็เหมือนกันไม่ใช่เราหรอกมันเป็นของสมมุติ จริงๆ แล้วจะหาตัวตนเราเขาแท้มันไม่มีหรอกมีแต่ธาตุอันหนึ่งเท่านี้แหละ มันเกิดแล้วก็ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ทุกอย่างนี้มันก็เป็นอย่างนี้ ไม่มีเรื่องอไรเป็นจริงเป็นจังของมัน แต่ว่าสมควรที่เราจะต้องใช้มัน
อย่างว่า เรามีชีวิตอยู่ได้นี้เพราะอะไร เพราะอาหารการกินของเราที่เป็นอยู่ ถ้าหากว่าชีวิตเราอยู่กับอาหารการกินเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง เป็นปัจจัยจำเป็นเราก็ต้องใช้ ใช้สิ่งเหล่านี้ให้มันสำเร็จประโยชน์ในความเป็นอยู่ของเรา เหมือนกับพระพุทธเจ้าท่านทรงสอนพระ เริ่มต้นจริงท่านก็สอนเรื่องปัจจัยสี่ เรื่องจีวร เรื่องบิณฑบาต เรื่องเสนาสนะ เรื่องเภสัชยาบำบัดโรค ท่านให้พิจารณาถ้าเราไม่ได้พิจารณาตอนเช้า ยามเย็นมันล่วงกาลมาแล้ว ก็ให้พิจารณาเรื่องอันนี้
ทำไมท่านจึงให้พิจารณาบ่อยๆ พิจารณาให้รู้จักว่ามันเป็นปัจจัยสี่ เครื่องหล่อเลี้ยงร่างกายของเรา นักบวชก็ต้องมีผ้านุ่งห่ม อาหารขบฉัน ยารักษาโรค มีที่อยู่อาศัย เมื่อเรามีชีวิตอยู่เราจะหนีจากสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้ ถ้าอาศัยสิ่งเหล่านี้เป็นอยู่ ท่านทั้งหลายจะได้ใช้ของเหล่านี้จนตลอดชีวิตของท่าน แล้วท่านอย่าหลงนะ อย่างหลงสิ่งเหล่านี้ มันเป็นเพียงเท่านี้ มีผลเพียงเท่านี้
เราต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ไปจึงอยู่ได้ ถ้าไม่อาศัยสิ่งเหล่านี้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะบำเพ็ญภาวนา จะสวดมนต์ทำวัตร จะนั่งพิจารณากรรมฐาน ก็จะสำเร็จประโยชน์ให้ท่านไม่ได้ในเวลานี้จะต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้อยู่ ฉะนั้นท่านทั้งหลายอย่าไปติดสิ่งเหล่านี้ อย่าไปหลงสิ่งเหล่านี้อยู่ ฉะนั้นท่านทั้งหลายอย่าไป ติดสิ่งเหล่านี้ อย่าไปหลงสมมุติอันนี้ อย่าไปติดปัจจัยสี่อันนี้ มันเป็นปัจจัยให้ท่านอยู่ไป อยู่ไป พอถึงคราวมันก็เลิกจากกันไป ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องสมมุติ ก็ต้องรักษาให้มันอยู่ ถ้าไม่รักษามันก็เป็นโทษ เช่นถ้วยใบหนึ่ง ในอนาคต ถ้วยมันจะต้องแตก แตกก็ช่างมัน แต่ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ขอให้ท่านรักษาถ้วยใบนี้ไว้ให้ดี เพราะเป็นเครื่องใช้ของท่าน ถ้าถ้วยใบนี้แตกท่านก็ลำบาก แต่ถึงแม้วาจะแตกก็ขอให้เป็นเรื่องสุดวิสัยที่มันแตกไป
ปัจจัยสี่ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้พิจารณานี้ก็เหมือนกันเป็นปัจจัยส่งเสริม เป็นเครื่องอาศัยของบรรพชิต ให้ท่านทั้งหลายรู้จักมัน อย่าไปยึดมั่นหมายมั่นมัน จนเป็นก้อนกิเลสตัณหาเกิดขึ้นในดวงจิตดวงใจของท่านจนเป็นทุกข์ เอาแค่ใช้ชีวิตให้มันเป็นประโยชน์เท่านี้ก็พอแล้ว
เรื่องสมมุติกับวิมุติมันก็เกี่ยวข้องกันอย่างนี้เรื่อยไป ฉะนั้นถ้าหากว่าใช้สมมุติอันนี้อยู่ อย่าไปวางอกวางใจว่ามันเป็นของจริง จริงโดยสมมุติเท่านั้น ถ้าเราไปยึดมั่นหมายมั่นมันก็เกิดทุกข์ขึ้นมา เพราะเราไม่รู้เรื่องอันนี้ตามเป็นจริง เรื่องมันจะถูกจะผิดก็เหมือนกัน บางคนก็เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด เรื่องผิดเรื่องถูกไม่รู้ว่าเป็นของใคร ต่างคนต่างก็สมมุติขึ้นมาว่าถูกว่าผิดอย่างนี้แหละ เรื่องทุกเรื่องก็ควรให้รู้
พระพุทธเจ้าท่านทรงกลัวว่า มันจะเป็นทุกข์ ถ้าหากว่าถกเถียงกัน เรื่องทั้งหลายเหล่านี้มันจบไม่เป็น คนหนึ่งว่าถูกคนหนึ่งว่าผิด คนหนึ่งว่าผิด คนหนึ่งว่าถูก อย่างนี้ แต่ความจริงแล้ว เรื่องถูกเรื่องผิดนั้นเราไม่รู้จักเลย เอาแต่ว่าให้เรารู้จักใช้ให้มันสบาย ทำการงานให้ถูกต้อง อย่าให้มันเบียดเบียนตนเอง และเบียดเบียนผู้อื่น ให้มันเป็นกลางๆ ไปอย่างนี้ มันก็สำเร็จประโยชน์ของเรา
รวมแล้วส่วนสมมุติก็ดี ส่วนวิมุติก็ดี ล้วนแต่เป็นธรรมะ แต่ว่ามันเป็นของยิ่งหย่อนกว่ากัน แต่มันก็เป็นไวพจน์ซึ่งกันและกัน เราจะรับรองแน่นอนวา อันนี้ให้เป็นอันนี้ จริงๆ อย่างนั้นไม่ได้ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงให้วางไว้ว่า "มันไม่แน่" ถึงจะชอบมากแค่ไหนก็ให้รู้ว่ามันไม่แน่นอน ถึงจะไม่ชอบมากแค่ไหนก็ให้เข้าใจว่าอันนี้ไม่แน่นอนมันก็ไม่แน่นอนอย่างนั้นจริงๆ แล้วปฏิบัติจนเป็นธรรมะ
อดีตก็ตาม อนาคตก็ตาม ปัจจุบันก็ตาม เรียกว่าปฏิบัติธรรมะ แล้วที่มันจบก็คือที่มันไม่มีอะไรที่มันละมันวาง มันวางภาระที่มันจบ จะเปรียบเทียบให้ฟัง อย่างคนหนึ่งว่า ธงมันเป็นอะไรมันจึงปลิวพริ้วไป คงเป็นเพราะมีลม อีกคนหนึ่งว่าเป็นเพราะมีธงต่างหาก อย่างนี้ก็จบไม่ได้สักที เหมือนกันกับไก่เกิดจากไข่ ไข่เกิดจากไก่อย่างนี้แหละ มันไม่มีหนทางจบ คือมันหมุนไปหมุนไปตามวัฏฏะของมัน
ทุกสิ่งทุกอย่างสารพัดนี้ก็เรียกสมมุติขึ้นมา มันเกิดจากสมมุติขึ้นมา ก็ให้รู้จักสมมติให้รู้จักบัญญัติ ถ้ารู้จักสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ก็รู้จักเรื่องอนิจจัง เรื่องทุกขัง เรื่องอนัตตา มันเป็นอารมณ์ตรงต่อพระนิพพานเลยอันนี้ เช่นการแนะนำพร่ำสอนให้ความเข้าใจกับคนแต่ละคนนี้มันยากอยู่ บางคนมีความคิดอย่างหนึ่งพูดให้ฟังก็ว่าไม่ใช่พูดความจริงให้ฟังเท่าไหร่ก็ว่าไม่ใช่ ฉันเอาถูกของฉัน คุณเอาถูกของคุณ มันก็ไม่มีทางจบ แล้วมันเป็นทุกข์ก็ยังไม่วาง ก็ยังไม่ปล่อยมัน
อาตมาเคยเล่าให้ฟังครั้งหนึ่งว่า คนสี่คนเดินเข้าไปในป่า ได้ยินเสียงไก่ขัน "เอ๊ก อี๊เอ้กเอ้ก" ต่อกันไป คนหนึ่งก็เกิดปัญหาขึ้นมาว่า เสียงขันนี้ใครว่าไก่ตัวผู้หรือไก่ตัวเมีย สามคนรวมหัวกันว่าไก่ตัวเมีย ส่วนคนเดียวนั้นก็ว่าไก่ตัวผู้ขัน เถียงกันไปเถียงกันมาอยู่อย่างนี้แหละไม่หยุด สามคนว่าไก่ตัวเมียขัน คนเดียวว่าไก่ตัวผู้ขัน "ไก่ตัวเมียจะขันได้อย่างไร? " "ก็มันมีปากนี่" สามคนตอบ คนคนเดียวนั้นเถียงจนร้องไห้ ความจริงแล้วไก่ตัวผู้นั่นแหละขันจริงๆ ตามสมมุติเขา แต่สามคนนั้นว่าไม่ใช่ ว่าเป็นไก่ตัวเมีย เถียงกันไปจนร้องไห้ เสียอกเสียใจมาก ผลที่สุดแล้วมันก็ผิดหมดทุกคนนั่นแหละที่ว่าไก่ตัวผู้ไก่ตัวเมีย ก็เป็นสมมุติเหมือนกัน
ถ้าไปถามไก่ว่า "เป็นตัวผู้หรือ ? " มันไม่ตอบ "เป็นตัวเมียหรือ?" มันก็ไม่ให้เหตุผลว่าอย่างไร แต่เราเคยสมมุติบัญญัติว่า รูปลักษณะอย่างนี้เป็นไก่ตัวผู้ รูปลักษณะอย่างนั้นเป็นไก่ตัวเมีย รูปลักษณะอย่างนี้เป็นไก่ตัวผู้ มันต้องขันอย่างนี้ ตัวเมียต้องขันอย่างนั้น อันนี้มันเป็นสมมุติติดอยู่ในโลกเรานี้ ความเป็นจริงของมัน มันไม่มีไก่ตัวผู้ไก่ตัวเมียหรอก ถ้าพูดตามความสมมุติในโลกก็ถูกตามคนเดียวนั้น แต่เพื่อนสามคนไม่เห็นด้วย เขาว่าไม่ใช่ เถียงกันไปจนร้องไห้ มันไม่เกิดประโยชน์อะไร มันก็เรื่องเพียงเท่านี้
ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงว่า อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมัน ไม่ยึดมั่นถือมั่นทำไมจะปฏิบัติได้ ปฏิบัติไปเพราะความไม่ยึดมั่นถือมั่น นี่จะเอาปัญญาแทนเข้าไปในที่นี้ยากลำบาก นี่แหละที่ไม่ให้ยึด มันจึงเป็นของยาก มันต้องอาศัยปัญญาแหลมคมเข้าไปพิจารณา มันจึงไปกันได้ อนึ่งถ้าคิดไปแล้ว เพื่อบรรเทาทุกข์ลงไป ไม่ว่าผู้มีน้อยหรือมากหรอก เป็นกับปัญญาของคนก่อนที่มันจะทุกข์ มันจะสุข มันจะสบาย มันจะไม่สบาย มันจะล่วงทุกข์ทั้งหลายได้เพราะปัญญาให้มันเห็นตามเป็นจริงของมัน
ฉะนั้นพระพุทะเจ้าท่านให้อบรม ให้พิจารณา ให้ภาวนา ภาวนาก็คือ ให้พยายามแก้ปัญหาทั้งหลายเหล่านี้ให้ถูกต้องตามเรื่องของมัน เรื่องของมันเป็นอยู่อย่างนี้ คือ เรื่องเกิด เรื่องแก่ เรื่องเจ็บ เรื่องตาย มันเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมดาแท้ๆ มันเป็นอยู่อย่างนี้ของมัน ท่านจึงให้พิจารณาเรื่อยๆ ให้ภาวนาความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย บางคนไม่เข้าใจ ไม่รู้จะพิจารณาไปทำไม เกิดก็รู้จักว่าเกิดอยู่ ตายก็รู้จักว่าตายอยู่ นั่นแหละมันเป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกิน มันเป็นเรื่องของความจริงเหลือเกิน
ถ้าหากว่าผู้ใดพิจารณาแล้ว พิจารณาอยู่อย่างนี้มันก็เห็น เมื่อมันเห็น มันก็ค่อยแก้ไขไป ถึงหากว่ามันจะมีความยึดมั่นหมายมั่นอยู่ก็ดี ถ้าเรามีปัญญาเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา มันก็บรรเทาทุกข์ไปได้ ฉะนั้นจงศึกษาธรรมเพื่อแก้ทุกข์
ในหลักพุทธสาสนานี้ก็ไม่มีอะไร มีแต่เรื่องทุกข์เกิดกับทุกข์ดับ เรื่องทุกข์จะเกิดเรื่องทุกข์จะดับเท่านั้น ท่านจึงจัดเป็นสัจธรรม ถ้าไม่รู้ มันก็เป็นทุกข์ เรื่องจะเอาทิฐิมานะมาเถียงกันนี้ก็ไม่มีวันจบหรอก มันไม่จบมันไม่สิ้น เรื่องที่จะให้จิตใจเราบรรเทาทุกข์สบายๆ นั้น เราก็ต้องพิจารณาดูเรื่องที่เราผ่านมา เรื่องปัจจุบันและอนาคตที่มันเป็นไป เช่นว่า พูดถึงความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทำอย่างไรมันจึงจะไม่ให้เป็นห่วงเป็นใยกัน ก็เป็นห่วงเป็นใยอยู่เหมือนกัน แต่ว่าถ้าหากบุคคลพิจารณารู้เท่าตามความเป็นจริง ทุกข์ทั้งหลายก็จะบรรเทาลงไป เพราะไม่ได้กอดทุกข์ไว้
