สัมมาทิฐิ ที่เยือกเย็น

           การปฏิบัตินี้มันตรงกันข้ามกับจิตของเรา    จิตของเราที่มีกิเลสตัณหาอยู่นั้นมันตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ฉะนั้นการปฏิบัติจึงเป็นเรื่องยุ่งยากอยู่สักนิด บางทีสิ่งที่เราเข้าใจว่าผิดแต่มันถูก ก็มี สิ่งที่เราเข้าใจว่าถูกมันอาจจะผิดก็มีเพราะอะไร  เพราะจิตของเรามันมืดไม่รู้แจ้งตามเป็นจริง ในสภาวะธรรมทั้งหลายนั้นจิตของเราเอาเป็นประมาณไม่ได้เพราะจิตเราไม่รู้ตามความเป็นจริง  จึงเอาเป็นประมาณไม่ได้  การฟังธรรมะอย่างวันนี้เหมือนกัน  บางคนไม่อยากจะรับฟังเลย บางคนก็อยากจะรับฟัง อย่างนี้ไม่ใช่วิสัยของนักปราชญ์   ถ้าเป็นนักปราชญ์แล้วฟังธรรมได้ทุกอย่าง  จึงว่าความคิดของเรานั้นเอาเป็นประมาณไม่ได้  เดี๋ยวชอบอย่างนี้เดี๋ยวไม่ชอบอย่างนั้น  บางทีอย่างที่เราชอบใจมันผิดความจริงก็มี  ไม่เป็นธรรมก็มี  หรือบางทีสิ่งที่เราไม่ชอบใจนั้นมันเป็นแท้จริงก็มี บางทีก็เหมือนกับคนไม่รู้เรื่อง ไม่รู้อะไรทุกสิ่งทุกอย่าง  พอถูกคนโกหกเข้าก็เชื่อหมด  เขาโกหกว่าอย่างนี้ถูกเราก็เชื่อ เพราะเรามันโง่ เขาชี้สิ่งที่ถูกว่าผิดเราก็เชื่อ เพราะอะไร เพราะเรายังไม่เป็นตัวของตัว ไม่รู้ตามความเป็นจริงนั่นเอง

           เหมือนจิตของเราทุกวันนี้แหละ   ถูกอารมณ์โกหกอยู่เรื่อย  บางทีก็ชอบอย่างนั้น  บางทีก็ไม่ชอบอย่างนี้  ถูกโกหกอยู่เรื่อย เพราะเราไม่รู้ตามความเป็นจริงของมัน มันก็โกหกอยู่เรื่อยๆ ถ้าหากว่าเราผู้ฟังธรรมก็ฟังธรรมไปเถิด  ธรรมนั้นจะชอบใจเราหรือไม่ชอบใจ  เราก็ควรฟัง คนที่ฟังธรรมอย่างนี้ได้ประโยชน์  เพราะว่าความจริงที่พระท่านเทศน์ให้ฟัง  หรือครูบาอาจารย์ท่านสอนให้ฟังนั้น เราจะเชื่อก็ไม่ได้ ไม่เชื่อก็ไม่ได้ เราต้องอยู่ที่ครึ่งๆ กลางๆ นี้ไม่ได้ประมาทว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ เราก็ฟังของเราไป แล้วเอาไปพิจารณาให้มันเกิดเหตุผลในทางที่ชอบขึ้นมา

           นักปราชญ์ทั้งหลายไม่ควรเชื่อง่ายๆ  ควรเอาไปพิจารณาตริตรองดูเหตุผลก่อนจึงค่อยเชื่อ  แม้จะพูดความจริงให้ฟังก็อย่าเพิ่งเชื่อ  เพราะอะไร  เพราะเรายังไม่รู้เท่าตามความเป็นจริงนั้นด้วยตัวเอง พวกเราทุกคนก็เหมือนกัน  รวมทั้งผมด้วย  ผมเคยปฏิบัติมาก่อนท่าน ก็เคยถูกโกหกมาแล้วว่า การปฏิบัตินี้มันลำบากมากหลายทำไมมันจึงลำบากก็เพราะเราคิดไม่ถูกนั่นเอง มันเป็นมิจฉาทิฐิ เราคิดไม่ถูก

           แต่ก่อนผมเคยอยู่กับพวกพระมาก  ผมก็ไม่สบาย  รวนเร  หนีไปตามป่าตามเขา หนีจากพวกจากเพื่อน  เห็นไปว่าภิกษุสามเณรก็ไม่เหมือนใจเรา  ปฏิบัติไม่เก่งเหมือนเรา  มีความประมาท คนโน้นเป็นอย่างนี้คนนี้เป็นอย่างนั้น  ก็เป็นเหตุอย่างหนึ่งให้เราวุ่นวาย เป็นเหตุให้หนีไปเรื่อยๆ ไปอยู่องค์เดียวก็มี สององค์ก็มี ก็ไม่มีความสบาย ไปอยู่องค์เดียวก็ไม่สบาย ไปอยู่หลายองค์ก็ไม่สบาย ไปอยู่ที่เอกลาภมากเยอะแยะก็ไม่สบาย  ไปอยู่ที่เอกลาภไม่มากไม่น้อยก็ไม่สบาย  ความไม่สบายนี้เราก็นึกว่ามันเป็นเพราะเพื่อน  เป็นเพราะอารมณ์  เป็นเพราะที่อยู่ เป็นเพราะอาหาร เป็นเพราะอากาศ เป็นเพราะอย่างนั้นเป็นเพราะอย่างนี้ เราคิดว่ามันเป็นเช่นนั้นเราก็แสวงหา ไปตามเรื่องของเราเรื่อยๆ

          แต่ก่อนเป็นพระธุดงค์  ธุดงค์ไปแล้วก็ไม่สบาย ภาวนาไป พิจารณาไป ทำอย่างไรจึงจะสบายหนอ พิจารณาอยู่อย่างนี้ อยู่มากคนก็ไม่สบาย อยู่อากาศเย็นก็ไม่สบาย อากาศร้อนก็ไม่สบาย เพราะอะไรหนอ ไม่เห็นเสียแล้ว ทำไมมันจึงไม่สบาย ก็เพราะมันเป็นมิจฉาทิฐิมีความเห็นผิด เพราะตัวเรานี้ยังยึดธรรมอันมีพิษอยู่นั่นเอง  ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่สบาย ว่าตรงนั้นไม่ดีตรงนี้ไม่ดีอยู่เรื่อยไป มันไปให้โทษคนอื่นเขา มันไปให้โทษอากาศ  มันไปให้โทษความเย็น  มันไปให้โทษทุกสารพัดอย่าง เหมือนกับหมาบ้า หมาบ้ามันทันอะไรมันก็กัด เพราะมันเป็นบ้า เป็นเช่นนี้แหละ

           ฉะนั้นเมื่อพวกเราทั้งหลายปฏิบัติ  จึงมีจิตกระสับกระส่ายอยู่เรื่อยไป  วันนี้สบาย  พรุ่งนี้ไม่สบาย มันก็เป็นของมันอยู่เช่นนี้เรื่อยไป  ไม่ได้ความสบายไม่ได้ความสงบ  มานึกถึงพระพุทธเจ้าท่านประทับอยู่ที่แห่งหนึ่ง  ประชุมพระภิกษุสงฆ์ตอนบ่าย ตอนเย็นท่านเห็นหมาป่าตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากป่า มายืนอยู่แล้วก็วิ่งเข้าไปในพุ่มไม้  แล้วก็วิ่งออกมา  แล้ววิ่งเข้าไปในโพรงไม้ เข้าไปอยู่ในโพรงไม้สักประเดี๋ยว ก็วิ่งออกมา  แล้วก็เข้าไปอยู่ในถ้ำ  ประเดี๋ยวก็วิ่งออกมา  เดี๋ยวก็ยืนอยู่เดี๋ยวก็วิ่งไป เดี๋ยวก็นอนเดี๋ยวก็ลุก เพราะหมาป่าตัวนั้นเป็นขี้เรื้อน   มันเป็นโรคเรื้อน   ยืนอยู่ก็ถูกตัวเรื้อนมันไชกินเนื้อกินหนัง  มันยืนอยู่ประเดี๋ยวก็ไม่สบาย  วิ่งไปไม่สบายก็หยุดอยู่  หยุดอยู่ไม่สบายก็นอน  นอนไม่สบายก็ลุกขึ้น ลุกขึ้นแล้วก็เข้าไปในพุ่มไม้   ไปนอนอยู่ประเดี๋ยวเดียวแล้วก็วิ่งหนี   ว่าพุ่มไม้นั้นไม่ดี  แล้วก็เข้าไปในโพรงไม้สักพักหนึ่ง ตัวขี้เรื้อนมันก็ไชกินเนื้อกินหนังมันอยู่เรื่อย แล้วก็ลุกไปอีก วิ่งเข้าไปในถ้ำ

           พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า  "ภิกษุทั้งหลาย  ท่านเห็นไหม ว่าเมื่อตอนเย็นวันนี้หมาป่าตัวหนึ่งมันเดินอยู่ที่นี่  เห็นไหม?  มันจะยืนอยู่มันก็เป็นทุกข์ มันจะวิ่งหนีไปมันก็เป็นทุกข์ มันจะนั่งอยู่มันก็เป็นทุกข์ มันจะนอนอยู่มันก็เป็นทุกข์  มันจะเข้าไปอยู่ในพุ่มไม้ก็เป็นทุกข์ เข้าไปในโพรงไม้มันก็เป็นทุกข์ จะเข้าไปอยู่ในถ้ำก็ไม่สบาย  มันก็เป็นทุกข์  เพราะมันเห็นว่าการยืนอยู่นี้ไม่ดี  การนั่งไม่ดี  การนอนไม่ดี พุ่มไม้นี้ไม่ดี โพรงไม้นี้ไม่ดี  ถ้านี้ไม่ดี  มันก็วิ่งอยู่ตลอดเวลานั้น  ความเป็นจริงหมาป่าตัวนั้นมันเป็นขี้เรื้อน มันไม่ใช่เป็นเพราะพุ่มไม้หรือโพรงไม้หรือถ้ำ  หรือการยืน การเดิน การนั่ง การนอน มันไม่สบายเพราะมันเป็นขี้เรื้อน"

           พระภิกษุทั้งหลายนี้ก็เหมือนกัน  ความไม่สบายนั้น  คือความเห็นผิดที่มีอยู่ ไปยึดธรรมที่มีพิษไว้มันก็เดือดร้อนไม่สำรวมสังวรอินทรีย์ทั้งหลายแล้วก็ไปโทษแต่สิ่งอื่น ไม่รู้เรื่องของเจ้าของเอง ไปอยู่วัดหนองป่าพงก็ไม่สบาย  ไปอยู่อเมริกาก็ไม่สบาย  ไปอยู่กรุงลอนดอนก็ไม่สบาย  ไปอยู่วัดป่าบุ่งหวายก็ไม่สบาย ไปอยู่ทุก  ๆ สาขาก็ไม่สบาย ที่ไหนก็ไม่สบายนี่ก็คือความเห็นผิดนั้นยังมีอยู่ในตัวเรานั้นเอง มีความเห็นผิดยังไปยึดมั่นถือมั่นในธรรมอันมีพิษไว้ในใจของเราอยู่     อยู่ที่ไหนก็ไม่สบายทั้งนั้น     นั่นคือเหมือนกันกับสุนัขนั้น  ถ้าหากโรคเรื้อนมันหายแล้วมันจะอยู่ที่ไหนมันก็สบาย  อยู่ในกลางแจ้งมันก็สบาย อยู่ในป่ามันก็สบายอย่างนี้ผมนึกอยู่บ่อย  ๆ แล้วผมก็นำมาสอนพวกท่านทั้งหลายอยู่เรื่อย เพราะธรรมตรงนี้มันเป็นประโยชน์มาก

          พระภิกษุทั้งหลายนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ถ้าหากเรามารู้จักอารมณ์ตามความเป็นจริงเสียแล้ว มันก็สบาย จะมีความหนาวบ้างมันก็สบาย  อยู่ที่คนมากก็สบาย  อยู่ที่คนน้อยก็สบาย ความสบายหรือไม่สบายไม่ได้อยู่ที่คนมากหรือน้อย มันอยู่ที่ความเห็นถูกเท่านั้น ถ้ามีความเห็นถูกขึ้นอยู่ในใจของเราแล้ว อยู่ที่ไหนก็สบาย นี่เพราะเรายังมีความเห็นผิดอยู่   ยึดธรรมอันมีพิษอยู่   แล้วมันก็ไม่สบาย  ที่เรายึดอยู่  อย่างนี้  ก็เหมือนกับตัวหนอนนั้นแหละ   ที่อยู่ของมันก็สกปรกอาหารของมันก็สกปรก   ที่อยู่และอาหารของมันไม่ดีทั้งนั้น  มันไม่สมควร  แต่ว่ามันสมควรกับหนอน  ลองเอาไม้ไปเขี่ยมันออกจากมูตรออกจากคูถดูสิ ตัวหนอนนั้นมันจะดิ้นกระเสือกกระสนไปทีเดียว มันจะดิ้นมาหากองคูถอย่างเก่า มันจึงจะสบาย อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น

            พระภิกษุสามเณรเราทั้งหลายนั้นยังมีความเห็นผิดอยู่   ครูบาอาจารย์มาแนะนำให้เห็นถูก   มันก็ไม่สบาย  ใจมันวิ่งไปหากองคูถอยู่เรื่อยๆ  มันไม่สบายเพราะตรงนั้นเป็นที่อยู่ของมัน เมื่อหนอนนั้นมันยังมองไม่เห็นความสกปรกอยู่ที่นั้น  เมื่อนั้นมันก็ออกไม่ได้ พวกเราทั้งหลายก็เหมือนกันฉันนั้น ถ้าไม่เห็นโทษทั้งหลายในสิ่งเหล่านั้น มันก็ออกไม่ได้ปฏิบัติมันก็ยากลำบาก

          ฉะนั้นจงฟัง  ไม่มีอันใดอื่น  การปฏิบัตินั้นถ้าเรามีความเห็นถูกต้องดีแล้ว  ผมว่าอยู่ที่ไหนก็สบาย อันนี้ผมก็เคยปฏิบัติมาแล้ว  เคยพบมาแล้ว ถ้าหากมันยังไม่รู้จักอย่างทุกวันนี้ มีพระภิกษุสามเณรมีญาติโยมมีอะไรหลายๆ อย่างอย่างทุกวันนี้ ผมก็ตายแล้ว ถ้ามันมีความเห็นผิดอยู่มันก็ตายแล้ว ผมเห็นว่าที่อยู่ของพระเรานั้น  อยู่มันเยือกเย็นก็คือความเห็นถูกต้องนั้นเอง  เป็นสัมมาทิฐิ ถ้ามีความเห็นถูกเห็นชอบแล้วมันก็สบาย มีความสงบ พวกเราทั้งหลายอย่าไปค้นอย่างอื่นเลย

           ฉะนั้นถึงแม้ว่ามันจะทุกข์ก็ช่างมันเถอะ  ทุกข์นั้นมันก็ไม่แน่หรอก ใครว่าเห็นทุกข์ มันเป็นตัวไหม มันมีทุกข์เกิดขึ้นมา  ตัวทุกข์คืออะไร มีไหม ใครเห็นทุกข์ไหม เห็นตัวทุกข์ไหม มันจริงจังไหม ผมไม่เห็นว่ามันจริงจังอะไร ทุกข์มันก็คือ ความรู้สึกวูบเดียว แล้วมันก็หายไป แล้วสุขก็เหมือนกันฉันนั้น ตัวสุข สุขจริงๆ  มันมีให้เห็นไหม  ของจริงมีไหม  มันก็สักแต่ว่าความรู้สึกวูบหนึ่ง แล้วมันก็หายไป เกิดแล้วมันก็ดับไป อย่างความรักของเราเกิดขึ้นมาวูบหนึ่ง  แล้วมันก็หายไปอีก ตัวรัก ตัวเกลียด ตัวชัง จริงๆ ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหน ความเป็นจริงก็คือมันไม่มีตัวไม่มีตน มันสักแต่ว่า อารมณ์เกิดขึ้นมาวูบหนึ่งแล้วก็หายไป มันหลอกลวงเราอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ ไป เอาแน่ตรงไหนไม่ได้ไม่มี

          ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ  สักแต่ว่าความรู้สึกเกิดขึ้นมาสมกับคำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีอะไรนอกนั้น มีทุกข์เกิดขึ้นมาแล้วทุกข์นั้นก็ตั้งอยู่  เมื่อทุกข์ตั้งอยู่แล้ว ทุกข์ก็ดับไป ทุกข์ดับไปแล้ว สุขก็เกิดขึ้นมา แล้วสุขก็ตั้งอยู่  เมื่อสุขตั้งอยู่แล้วสุขก็ดับไป  เมื่อสุขดับไปแล้วทุกข์ก็เกิดขึ้นมา เกิดขึ้นมาแล้วทุกข์ก็ตั้งอยู่ ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป  ผลที่สุดก็มารวมเป็นอันเดียวว่า  นอกจากทุกข์นี้เกิด นอกจากทุกข์นี้ตั้งอยู่ นอกจากทุกข์นี้ดับไปแล้ว ไม่มีอะไร มีแต่เท่านี้ ไม่มีอะไรอื่นนอกจากนี้ มันมีเท่านี้ๆ

            แต่เราก็เป็นคนหลง  วิ่งตะครุบไปเรื่อยๆ  ไปก็ไม่พบความจริง ว่าอันนี้มันเป็นความจริงไหม มันก็ไม่จริงอีกแล้ว   อันนั้นมันจริงไหม   ก็ไม่จริงอีกนั้นแหละ  มันเปลี่ยน...เปลี่ยน...เปลี่ยนของมันอยู่อย่างนั้น  ถ้ามาพิจารณาแล้วก็ไม่ควรวิ่งไปกับมัน ฉะนั้นเมื่อเรารู้สึกสิ่งทั้งหลายเหล่านี้แล้ว ก็ไม่ใช่เป็นคนคิดมาก  แต่เป็นคนมีปัญญามาก  ถ้าเราไม่รู้จักมัน มันก็คิดมากกว่าปัญญา บางทีปัญญาก็ไม่มีเลย มีแต่ความคิดมากแต่ปัญญาไม่มี  ก็ยิ่งทุกข์มาก  มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนี้ อะไรทุกสิ่งทุกอย่างถ้าเราเห็นโทษจริงๆ  แล้วเราจึงถอนตัวออกมาได้  ถ้าเราไม่เห็นโทษจริงๆ แล้ว เราก็ถอนตัวออกไม่ได้ ทุกอย่างนั่นแหละ อาการอันใดที่เราไม่เห็นประโยชน์จริงๆ แล้ว มันก็ทำไม่ได้ ถ้าเราเห็นประโยชน์มันจริงจังแล้ว  เราก็ทำได้ เป็นของไม่ยากฉันนั้น อันนี้พูดเรื่องเฉพาะในหลักบริหารจิต เราทุกคนก็ให้ทำใจให้ดี ทำใจให้อดทน

            เปรียบเสมือนหนึ่งว่า   เราตัดไม้สักท่อนหนึ่ง   เอาทิ้งลงในคลอง   แล้วมันก็ไหลไปตามน้ำในคลองนั้น ถ้าท่อนไม้ท่อนนั้นมันไม่ผุ ไม่เน่าไม่พัง มันไม่ติดอยู่ฝั่งโน้นฝั่งนี้ มันก็ไหลไปตามคลองอยู่เรื่อยไป ผมเชื่อแน่ว่าจะถึงทะเลใหญ่เป็นที่สุด   อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น  พวกท่านทั้งหลายประพฤิตปฏิบัติตามแนวทางของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราแล้ว เดินไปตามมรรคที่พระองค์ทรงสอน เดินไปตามกระแสให้มันถูกต้อง  ให้มันพ้นจากสิ่งทั้งสอง สิ่งทั้งสองอย่างนั้นคืออะไร คือสองข้างที่พระพุทธเจ้าของเราตรัส อันไม่ใช่ทางของสมณะที่จะคิดไปที่จะเอาจริงเอาจังกับสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นคือ      กามสุขัลลิกานุโยโคประการหนึ่ง  กับ  อัตตกิลมถานุโยโคอีกประการหนึ่ง อันนี้แหละเรียกว่าฝั่ง ฝั่งทั้งสองข้างฝั่งของคลอง ของแม่น้ำ ท่อนไม้ที่ปล่อยไปตามคลอง ตามกระแสน้ำก็คือจิตของเรา

             ที่กล่าวมาเมื่อกี้นี้ว่า ที่ว่าท่อนไม้เมื่อไม่ติดอยู่ฝั่งโน้นไม่ติดอยู่ฝั่งนี้ แล้วท่อนไม้ท่อนนั้น มันไม่ผุไม่พัง ที่สุดของท่อนไม้นั้น มันก็ไหลลงทะเล ถ้ามันไปติดอยู่ฝั่งโน้นหรือฝั่งนี้ หรือฝั่งนี้ หรือมันไปผุไปพังเสียแล้ว มันก็ไปไม่ถึงทะเลใหญ่

              จิตใจของพวกท่านทั้งหลายนี้  พวกเราทั้งหลาย  ผู้ประพฤติปฏิบัตินี้ก็ดี  ฝั่งคลองก็คือความชังหรือความรัก  หรือฝั่งหนึ่งก็คือสุข  อีกฝั่งหนึ่งก็คือทุกข์ ท่อนไม้ก็คือจิตของเรานี้เอง มันจะไหลไปตามกระแสแห่งน้ำ มันจะมีความสุขเกิดขึ้นมากระทบ มันจะมีความทุกข์เกิดขึ้นมากระทบอยู่บ่อยครั้ง ถ้าจิตใจของเราถึงกระแสแห่งพระนิพพานคือความสงบระงับให้เราเห็นว่าเมื่อทุกข์เกิดขึ้นมาแล้ว  ทุกข์นั้น  ก็ดับไป  สุขเกิดขึ้นมา สุขนั้นก็ดับไป นอกเหนือจากนี้ไม่มีแล้ว มันก็เป็นอย่างนี้

           ถ้าเราไม่ไปติดในความรัก ไม่ติดในความชัง ไม่ติดในความสุข ไม่ติดในความทุกข์เท่านั้น ก็เรียกว่าเราเดินตามกระแสธรรมของสมณะ  ที่เราปฏิบัติสิ่งทั้งหลายเหล่านี้  อันเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าเจริญมาแล้ว  ถูกมาแล้ว  พบมาแล้ว ท่านจึงได้สอนเราให้เห็นความรัก ให้เห็นความชัง ให้เห็นความสุข ให้เห็นความทุกข์   ว่ามันเป็นธรรมทิฐิ  ธรรมนิยาม  มันตั้งของมันอยู่อย่างนั้น  มันก็เป็นของมันของมันอยู่อย่างนั้น เป็นอยู่ตลอดกาล มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น

            แต่ว่าจิตของผู้ฉลาดแล้ว  ไม่ตามไปส่งเสริมมันไม่ตามไปเยินยอมัน ไม่ตามไปยึดมั่นมัน ไม่ตามไปถือมั่นมัน มันก็มีจิตอันปล่อยวาง ทำไปเท่านั้นแหละ ให้สม่ำเสมอมันก็เป็นสัมมาปฏิปทา เป็นสัมมาปฏิบัติถูกทาง เหมือนท่อนไม้ที่ปล่อยไปตามกระแสน้ำ  มันไม่ติดอยู่ฝั่งโน้น  และไม่ติดอยู่ฝังนี้ มันไม่ผุไม่พัง มันไม่เน่า มันก็ถึงทะเลจนได้  เราทำเราประพฤติปฏิบัติ  ถ้าเว้นจากทางทั้งสองอย่างแล้ว คือกามสุขัลลิกานุโยโค และ อัตตกิลมถานุโยโคแล้ว มันก็ถึงความสงบแน่นอน ไม่ต้องสงสัย อันนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนั้น.