
ติมอร์ตะวันออก
ดินแดนแห่งการต่อสู้
ติมอร์ ตอ. ตั้งอยู่บนเกาะติมอร์ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะนูสาเตงการา
( NUSA TENGGARA ) โดยอยู่ห่างจากประเทศไทยไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ
3,700 กม. เกาะ
สภาพภูมิประเทศทั่วไปของเกาะติมอร์นั้นซึ่งเป็นเกาะที่เกิดจากภูเขาไฟ
จึงเต็มไปด้วยภูเขาและผืนดินขรุขระ แห้งแล้งและกันดาร
สำหรับสภาพภูมิอากาศนั้นเนื่องจากติมอร์ ตอ. ตั้งอยู่ในบริเวณแถบเส้นศูนย์สูตร
ได้รับอิทธิพลจาก
หลักจากที่โปรตุเกสได้เข้ามาแสวงหาประโยชน์จากไม้จันทน์หอม
และต่อมาได้ยึดเกาะติมอร์เป็นอาณานิคมเมื่อปี พ.ศ.2158
การปกครองของโปรตุเกสนั้นเพียงเพื่อที่จะมุ่งสร้างแต่ผลประโยชน์ให้แก่ประเทศของตนเองเป็นหลัก
จึงไม่ได้สนใจที่จะพัฒนาความเจริญให้กับติมอร์ ตอ. โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน
อย่างไรก็ตามโปรตุเกสเป็นชาติที่ไม่เหยียดผิว ซึ่งผิดกับประเทศมหาอำนาจใน
ขณะนั้นเช่น ฮอลันดา อังกฤษ
ซึ่งเหยียดผิว และไม่กดขี่ชาวพื้นเมืองแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้พัฒนาดินแดนที่นี่เลย
ทำให้ติมอร์ ตอ.
ด้อยพัฒนามาก โดยเฉพาะในห้วง 50 ปีสุดท้าย
โปรตุเกส
ครองด้วยระบบเผด็จการ
ก็ยิ่งทำให้ประเทศของตัวเองและประเทศอาณานิคมนั้นย่ำแย่ไปด้วย จนกระทั่งวันที่ 26 มี.ค.2517 ได้มีการปฏิวัติขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหารของโปรตุเกส
ในระหว่างนั้นอาณานิคมบางประเทศก็ได้มีการต่อสู้กับทหารโปรตุเกสเป็นผลทำให้ทหารโปรตุเกสล้มตายไปมาก
รัฐบาลใหม่จึงมีนโยบายให้เอกราชคืนแก่อาณานิคมเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงติมอร์ ตอ.ด้วย รัฐบาลโปรตุเกสจึงให้เอกราชแก่ติมอร์ ตอ. และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
โดยพรรค FRETILIN (Revolution Front for an Independent East Timor) ที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นแกนกลางในการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว
เพื่อรอการส่งมอบเอกราชจากโปรตุเกสอย่างเป็นทางการ
แต่ปรากฎว่ารัฐบาลอินโดนีเซียที่หวังจะยึดติมอร์ ตอ. ได้เริ่มแทรกแซงในขณะที่ติมอร์ตะวันออก
ยังอ่อนแอโดยการยุยงให้พรรค UDT (Democratic Union of Timor) ที่สนับสนุนอินโดนีเซีย ก่อจลาจลจนเกิดสงครามการเมือง
เหตุการณ์ดำเนินไปประมาณ 3 อาทิตย์ มีประชาชนเสียชีวิตประมาณ
2,000 คน ก่อนที่พรรค FRETILIN จะสามารถเอาชนะได้
ในเดือนสิงหาคม 2518 โปรตุเกสได้ถอนทหาร
และพลเรือนออกไปจากติมอร์ ตอ.อย่างเงียบๆ
โดยไม่มีการส่งมอบเอกราชอย่างเป็นทางการ ขณะที่รัฐบาลใหม่ของติมอร์ ตอ. ก็ยังไม่เรียบร้อย
จึงเป็นโอกาสของอินโดนีเซียที่จะเข้ามาก่อกวนโดยการเผาไร่นาและบ้านเรือนตามชายแดนติมอร์
ตอ. กับติมอร์ ตต. จนวันที่ 28 พ.ย.18 พรรค FRETILIN ได้ประกาศเอกราชและตั้งชื่อประเทศว่า The Republic Democratic of Timor Lorosae ( RDTL ) และเรียกร้องให้ประชาคมทั่วโลกช่วยกันหยุดยั้งการรุกรานของอินโดนีเซีย
แต่แล้วในที่สุดเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.18
ทหารอินโดนีเซียกำลัง 10,000 นายได้เข้ายึดติมอร์
ตอ. ได้สำเร็จ และผนวกเอาติมอร์ ตอ.เป็นจังหวัดที่
27 ของอินโดนีเซียในเวลาต่อมา
อินโดนีเซียผนวกติมอร์ ตอ.เข้าเป็นจังหวัดที่ 27
เมื่อ 7 ธ.ค.18 สำหรับเหตุผลในการยึดครองติมอร์ ตอ.นั้นมีอยู่หลายเหตุผลด้วยกัน
อินโดนีเซียอ้างว่าเมื่อโปรตุเกสได้ถอนกำลังออกจาก ติมอร์ ตอ.แล้วได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นระหว่างผู้สนับสนุนพรรคการเมืองในติมอร์ ตอ.
3 พรรค ได้แก่ พรรค FRETILIN APODETI และ UDT อินโดนีเซียจึงส่งทหารเข้ามาควบคุมสถานการณ์
ซึ่งแท้จริงแล้วอินโดนีเซียได้สนับสนุนให้แก่
พรรค APODETI และ UDT
ในการก่อความวุ่นวาย เหตุผลต่อไปคือ อินโดนีเซียอ้างว่าเป็นการป้อง
กันภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์
ซึ่งในเวลานั้นภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามที่ทุกประเทศกลัวกันมากที่สุด
เนื่องจากทราบว่ามีบางพรรคการเมืองหรือบางกลุ่ม ซึ่งหมายถึงพรรค FRETILIN ฝักใฝ่ในลัทธิมาร์คซิสต์
โดยมีข่าวว่าติมอร์ ตอ.จะถูกคอมมิวนิสต์คุกคามแล้วจะลุกลามมายังบางส่วนของอินโดนีเซีย
เหล่านี้เป็นเหตุผลที่อินโดนีเซียอ้างขึ้นมาเท่านั้น
แต่สำหรับเหตุผลที่แท้จริงนั้นแล้วคือ การแสวงหาผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก
โดยเฉพาะผลประโยชน์ในทะเลที่มีมูลค่ามหาศาลอันได้แก่
น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในทะเล หลังจากครอบครองติมอร์ ตอ.แล้ว อินโดนีเซียก็ได้ทำสัญญากับออสเตรเลียในการ
สำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในทะเลบริเวณช่องแคบติมอร์
หรือเรียกว่า TIMOR GAP ซึ่งอยู่ระหว่างอินโดนีเซียกับออสเตรเลีย โดยลงนาม
เมื่อปี พ.ศ.2532
ดังนั้นจะเห็นว่าอินโดนีเซียได้กล่าวอ้างความชอบธรรมในการที่จะยึดครองติมอร์
ตอ. ในขณะเดียวกันสหประชาชาติก็ได้เรียกร้องให้อินโดนีเซียถอนทหาร
แต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นมหาอำนาจฝ่ายโลกเสรีต้องพึ่งพาอาศัยอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ไว้เป็นพันธมิตร
ในการดำรงไว้ซึ่งอิทธิพลฝ่ายโลกเสรีไว้ ในยุคสงครามเย็น
ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่คอมมิวนิสต์กำลังแผ่ขยายอิทธิพลทั่วโลก
นอกจากนั้นสหรัฐฯยังมีผลประโยชน์ในเรื่องการขายอาวุธให้แก่อินโดนีเซียอีกด้วย
ทำให้สหรัฐฯไม่สนใจต่อการยึดครองของติมอร์ ตอ.ในห้วงเวลานั้น
ทำให้อินโดนีเซียครอบครองติมอร์ ตอ.โดยสมบูรณ์ตลอดมาเป็นห้วงระยะเวลาที่ยาวนาน
ในห้วงที่อยู่ในการปกครองของอินโดนีเซียนั้น
ก็ได้เกิดการต่อสู้เรียกร้องเอกราชมาโดยตลอดเป็นผลทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวติมอร์
ตอ. เป็นจำนวนมาก เหตุการณ์การสังหารหมู่ชาวติมอร์ ตอ.ของทหารอินโดนีเซียที่โบสถ์ SANTA CRUZ ในกรุง DILI
เมื่อปี 2534 ได้มีการเผยแพร่ออกไปทั่วโลก ทำให้ติมอร์
ตอ.เป็นที่สนใจของชาวโลกมากขึ้น องค์กรต่างๆ
จึงพยายามที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ติมอร์ ตอ. จนในที่สุดเมื่ออินโดนีเซียเกิดปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ
และปัญหาทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้
จึงทำให้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียขณะนั้น
กำลังหลักที่ต่อสู้เพื่อชาวติมอร์
ตอ. มาตลอดคือกองกำลังติดอาวุธ FALINTIL ที่มีนาย
*************************************