z1zt.gif (6485 bytes)z1zh.gif (6353 bytes)z1za.gif (6451 bytes)z1zi.gif (6430 bytes)     z1za.gif (6451 bytes)z1zr.gif (6321 bytes)z1zt.gif (6485 bytes)z1zs.gif (6305 bytes)

ศิลปะอย่างไทย

งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชะโว้ธานี   ศรีปุระ นครอลังการ ดินแดนแห่งอมตะนคร เป็นการแสดงจินตนาการประกอบแสง-เสียงในงานแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพื่อลำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่มีต่อลพบุรีและประเทศชาตินอกจากพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณของพระองค์การแสดงการ
ละเล่นและขบวนแห่การแต่งกายสมัยกรุงศรีอยุธยา   รวมถึงการประดับประทีปโคมไฟใน พระราชวังพระนารายณ์ราชนิเวศน์การแสดงแสง-เสียงดังกล่าวยังเท้าความถึงประวัติความ
เป็นมาของจังหวัดลพบุรี ท่ามกลางฉากอันวิจิตรตระการตา ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี

         ที่น่าประทับใจคือในงานฉลองแผ่นดินพระนารายณ์มหาราชชาวจังหวัดลพบุรีพร้อมใจกัน
แต่งกายด้วยชุดไทยและชุดประยุกต์กันทั้งจังหวัดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพิ่มสีสันให้กับงานเป็นอย่างมา

narai2.bmp (2374750 bytes)

 

                        

 

จิตรกรรมฝาผนังเมืองเพชรบุรีจิตรกรรม คือ การระบายด้วยสีหรือภาพเขียนสีซึ่งเกิดขึ้นจากการเขียนหรือการวาด   โดยใช้สี เป็นส่วนสำคัญในการทำให้เกิดภาพ

                   าพจิตรกรรมของฝาผนังพระอุโบสถวัดใหญ่สุวรรณารามอำเภอเมืองเพชรบุร
ีจังหวัดเพชรบุรี นับเป็นภาพเขียนที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดเพชรบุรี มีความงามเป็นที่เล่าลือ เป็นศิลปะศรีอยุธยาที่ยิ่งใหญ่ด้วยคติ

การเขียนและความเป็นเลิศในฝีมือช่าง     อายุของภาพคาดคะเนว่าน่าจะเขียนขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2150-2200 ในรัชสมัยแผ่นดินพระเจ้าประสาททองลงมา

 

 

 

 

          

เรือเพลง  เรือเพลง เป็นเรือที่ใช้เล่นสำหรับเล่นเพลงเรือซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่มาแต่โบราณนิยมเล่นกันมากในจังหวัด
สุพรรณบุรีอ่างทอง สิงห์บุรี และอยุธยา ส่วนใหญ่ จะเริ่มเล่นตั้งแต่ขึ้ น   7ค่ำ เดือน 12 ชึ่งเป็นช่วงหน้าน้ำ ข้าวในทุ่งนาเหลืองอร่ามเต็มที่   ชาวบ้านมีเวลาว่างก่อนฤดูเก็บเกี่ยว จึงพายเรือออกมาร้องเพลงเรือ เพือความเพลิดเพลิน
เรือที่ใช้ในการเล่นเพลงเรือ จะต้องเป็นเรือที่นั่งได้ลำละ 9-10 คน ซึ่งได้แก่ เรรือมาด 4 แจว หรือเรือพายม้า เพลงเรือมีลักษณะเป็นร้อยกรองหรือบทกลอน ที่ลงด้วยสระเดียวกันไปเรื่อยๆ และต้องร้องรับ "ฮ้าไฮ้" มีฉิ่งและกรับ เป็นเครื่องประกอบจังหวะเพื่อความครึกครื้นเรือเพลงจะแบ่งเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายชายและฝ่ายหญิง   ต่างผลัดกันร้องโต้ตอบ เนนนนื้อหาของเพลงเกี่ยวกับการเกี้ยวพาราสี หรือต่อว่าต่อขาน เน้นความสนุกสนานเป็นหลัก
เรือเพลงส่วนใหญ่จะเล่นเวลาพลบค่ำ ดังนั้นท้องน้ำจึงสว่างไสวไปด้วยตะเกียงเจ้าพายุ หรือตะเกียงลานที่จุดไว้กลางลำเรือ

ว้าหารูปให้ไม่ได้ I AM SORRY

 

 

 

ผ้าปักสยาม

หากได้อ่านวรรณคดีหลายๆ เล่ม จะปรากฏในบทกลอนสำหรับร้องเป็นเพลงประกอบการรำว่า เมื่อมีการเบิกตัวละครออกจากฉากแทบทุกฉาก กวีมักจะพรรณนาถึงการแต่งกายไว้อย่างพิถีพิถัน แสดงถึงนิสัยรักการแต่งตัวของคนไทย

ปกติคนไทยแต่เก่าก่อนมักจะทอผ้าใช้เอง โดยย้อมทำเป็นสีสันและลวดลายต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีการสร้างลวดลายบนผ้าอีกประเภทหนึ่ง คือการปักผ้า

ด้วยเหตุที่การปักผ้าเป็นงานช่างที่ประณีตใช้เวลาแต่ทว่าให้ความงามได้มาก ฉะนั้นเมื่อใดที่มีการปักผ้าขึ้น ผ้าชิ้นนั้นย่อมใช้ในกาลพิเศษ หรือบุคคลพิเศษ กรณีพิเศษ เช่น การปักผ้าเป็นเรื่องราวต่าง ๆ สำหรับประดับบ้าน ดังปรากฏในเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน ว่า นางวันทองก็ปักผ้าด้วยไหมเป็นเรื่องราววรรณคดี ประดับไว้ในบ้าน

หรือการปักผ้าห่อคัมภีร์ การปักตาลปัตตานึกสำหรับถวายพระ ก็ทำด้วยกาลที่มีการทำบุญพิเศษ เช่น การทำบุญครบรอบอายุ

ส่วนการปักผ้าสำหรับบุคคลพิเศษ เห็นจะได้แก่ผ้าปักของเจ้านายที่ใช้ทรง เพราะเป็นของที่ทำยาก ใช้ฝีมือล้วน ๆ โดยเฉพาะหากเป็นผ้าสไบที่ปักด้วยดิ้นเงินดิ้นทองแล้ว ยังถือเป็นของพระราชทานสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น มิใช่ใส่เอาสวยงาม แต่เป็นเครื่องบอกบรรดาศักดิ์อย่างหนึ่ง

พวกละครไทยซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับจักร ๆ วงศ์ๆ แลเห็นความสวยงามของเสื้อผ้าและเครื่องประดับสำหรับเจ้านายนี้ ก็นิยมเอามาทำเลียนแบบโดยผู้ประพันธ์พรรณนาไว้เป็นบทกลอนไพเราะ เกือบทุกครั้งที่ตัวละครเอกออกจากฉากใหญ่ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ตัวละครก็จะรำทำท่าไปตามเพลงหรือบทกลอนเหล่านั้น เช่นเพลงชมตลาด เพลงสรงโทน เป็นต้น

ในสมัยก่อนนั้น การปักผ้าเป็นเรื่องของสตรีโดยแท้ โดยเฉพาะในวังแล้ว ก็นิยมสั่งสอนให้มีความรู้เรื่องการทำอาหาร จัดดอกไม้ และปักผ้า ซึ่งคงเป็นเช่นเดียวกับค่านิยมในปัจจุบันที่นิยมส่งลูกเรียนบัลเล่ต์หรือเล่นเปียโน โดยการปักผ้านั้นมักจะมีช่างเขียนออกแบบไว้ให้แล้ว ยกเว้นนอกเสียจากช่างสตรีบางคนที่มีความสามารถในการเขียนหรือออกลายเองได้

สำหรับวัสดุที่ใช้ในการปักผ้านั้น ต้องใช้วัสดุหลายประเภท ที่เป็นหลักก็ได้แก่ ไหม ดิ้นเงิน ดิ้นทอง เลื่อม แล่ง ลูกปัด ฯลฯ ที่สมัยก่อนต้องสั่งมาจากต่างประเทศ เช่น เปอร์เซีย อินเดีย แต่ด้วยวิสัยช่าง ก็อาจจะผสมวัสดุที่หาได้รอบๆ ตัวใช้ร่วมไปด้วย เช่น ปีกแมลงทับ พลอยสีต่าง ๆ เป็นต้น

ส่วนขั้นตอนการทำผ้าปักเหล่านี้ก็ทำโดยเขียนลายบนกระดาน แล้วปรุลายเหล่านั้นเป็นเส้นไข่ปลา แล้วตบฝุ่นสีลงบนพื้นผ้า เมื่อเกิดเป็นรอยฝุ่นแล้วจึงลอกเอากระดาษต้นแบบออก แล้วลงมือปักตามลายปรุ โดยใช้กลึงเป็นลายก็ได้ หรือปักเป็นลายดอกจอก ลายประจำยามได้ ตามแต่จะจินตนาการไปให้วัสดุเหมาะกับลวดลาย

ผ้าที่ปักด้วยมือเหล่านี้ เจ้าของใช้อย่างถนอมและใช้ในโอกาสพิเศษ ไม่นิยมซักล้าง โดยเฉพาะหากเป็นดิ้นเลื่อม ที่ทำด้วยโลหะ เพราะจะทำให้หมองหรือเป็นสนิม

สำหรับผู้ที่รักผ้าแล้ว ยามใดที่ได้คลี่ผ้าปักเก่าเก็บออกมาจากกรุ ก็จะรู้สึกได้ว่าผ้าเหล่านั้นเป็นเสมือนต้นไม้ที่ได้ฝน กล่าวคือ เมื่อเราคลี่ผ้าออกมารับลม ผืนผ้างามนั้นก็จะส่งกระแสความตั้งใจ ความรัก ที่เจ้าของผ้าบรรจุอย่างประหลาด เหมือนกับที่ผู้เขียนคเยพบผ้าปักปลอกหมอนในเรือนเจ้าแม่หลานที่วางซุกในมุมมืด แต่ด้วยกระแสอะไรบางอย่างก็ให้หยิบผ้านั้นมาคลี่ดู ปรากฏเป็นผ้าปักกลึงเส้นทองซึ่งมีลวดลายที่สวยงามมากจึงได้รักษาไว้และนำลายมาประยุกต์ใช้ ปักเป็นหน้าหมอนผืนใหม่งามจับตา

papak.bmp (156234 bytes)

papak1.bmp (124042 bytes)

                                                             

 

 

 

หมอน้ำพื้นบ้าน

คนยุคก่อนมีวิธีคิดที่จะใช้วัสดุพื้นบ้านมาประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้ไม้สอยที่มีประโยชน์
ต่อชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว และยังรู้จักนำความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดต่อ ๆ กันมานั้นมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หม้อน้ำ เป็นภาชนะดินเผาสีดินแดงหรือสีอิฐ มีขนาดไม่ใหญ่นัก คือ
มีความสูงและเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ ฟุต ใช้สำหรับใส่น้ำไว้ดื่มประจำบ้าน เพราะน้ำที่ใส่ในภาชนะดินเผาจะเย็นชื่นใจ และยังนิยมนำไปตั้งไว้ริมรั้วหน้าบ้านคู่กับกระบวยตักน้ำที่ทำจากกะลาให้ผู้เดินทางได้ดื่มเพื่อ
ดับกระหายคลายร้อน สะท้อนถึงความมีน้ำใจโอบอ้อมอารี และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับผู้ที่สัญจรไปมาผ่านหน้าบ้านโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

รูปทรงของหม้อน้ำจะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น โดยมักจะมีส่วนกลางที่ป่องกว้างออก มีก้นและปากสอบเข้า และมีฝาปิดคล้ายหม้อดิน แม้จะเน้นที่ประโยชน์ใช้สอย แต่มักจะพบลวดลายบนหม้อน้ำและด้ามจับของกระบวยตักน้ำอยู่เสมอ

 

mornam.bmp (417750 bytes)

 

 

 

 

ผ้าขาวม้า

ผ้าขาวม้า เป็นผ้าสารพัดประโยชน์ที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนไทย ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ความหมายตามพจนานุกรมจะหมายถึงผ้าห่ม ผ้าใช้ผลัดอาบน้ำ หรือเคียนพุงแต่จริง ๆ แล้ว ผ้าขาวม้ายังมีประโยชน์อย่างอื่นอีกมากมาย

สมัยก่อน ผ้าขาวม้าใช้ทำเป็นเบาะรองเด็กแรกเกิด หรือจะใช้เป็นผ้าอ้อม เป็นแปลเด็กโดยผูกเชือกแขวนกับขื่อบ้านหรือต้นไม้ก็ได้ตามสะดวก หรือจะใช้เป็นผ้าผูกรองลูกไว้ข้างหลังแม่กับลูกตกก็ได้อีกกระทั่งเด็กโตพอรู้ความผ้าขาวม้าก็กลาย
เป็นตุ๊กตาของเล่น ใช้ม้วนเป็นก้อนกลมสำหรับเล่นมอญซ่อนผ้า หรือใช้ปิดตาเมื่อเล่นซ่อนหา หรือเล่นปิดตาตีปี๊บ

ชายไทยสามารถใช้ผ้าขาวม้าคาดเอวแทนเข็มขัด เป็นผ้านุ่ง คล้องคอหรือพาดบ่าเมื่อจะออกไปนอกบ้าน ใช้โพกศรีษะกันความร้อนจากแสงแดด ใช้ใส่สัมภาระ หรือใช้ต่างผ้าเช็ดตัว หญิงไทยก็เช่นกัน ใช้ผ้าขาวม้าเป็นผ้าแถบรัดอกแทนยกทรงหรือใช้กระโจมอกอาบน้ำ ซึ่งเป็นภาพที่ยังพบเห็นกันอยู่ในชนบท

นอกจากนี้ ผ้าขาวม้ายังเป็นของขวัญ ของฝากสำหรับญาติผู้ใหญ่ในทุกเทศกาล เป็นของที่ระลึกแบบไทย ๆ ที่ใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่าและราคาไม่แพง

 

 

 

 

น้ำอบไทย

นำอบไทยมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา   คนในภาคกลางนิยมปรุงขึ้นใช้กันเองในครัวเรือน   หรือทำเป็นของชำร่วยสำหรับแจกญาติสนิทมิตรสหาย   ส่วนที่ทำขายใส่อยู่ในขวดโหลแก้วก็มีอยู่บ้างพอสมควร   น้ำอบจะมีลักษณะเป็ฯน้ำสีเหลืองอ่อนใส   มีกลิ่นหอมแบบไทย ๆ   วิธีการปรุงนั้นใช้การอบด้วยกลิ่นควันของเครื่องหอมจำพวก   กำยาน  พิมเสน  แก่น   จันทน์เทศ   และดอกไม่ฃ้ที่มีกลิ่นหอม   เช่น  ลำดวน  จันทน์กะพ้อ   กระดังงา   โดยเฉพาะดอกชมนาดซึ่งเป็นที่มาของกลิ่นหอมเฉพาะของน้ำอบไทย

น้ำอบไทยส่วนหนึ่งในการดำเนินวิถีชีวิตของคนไทยในยุคก่อน   นิยมนำมาใช้ประชโลมเนื้อตัวเพื่อผ่อนคลายความร้อนและให้มีกลิ่นหอมกรุ่นติดกายไปตลอดวัน   มีการนำมาผสมกับแป้งร่ำใช้ปะหน้าให้ดูสวยงามหรือลูบทาตามเนื้อตัวเพื่อระงับอาการระคายเคืองโดยเฉพาะกับเด็ก ๆ   และหากนำมาผสมกับข้าวสารป่นก็จะมีสรรพคุณช่วยลดอาการคันแสบร้อน   หรือเป็นผืนเม็ดจากอาการแพ้ต่าง ๆ  ได้

นอกจากนี้น้ำอบไทยยังใช้เป็นเครื่องบูชาในพิธีกรรมต่าง ๆ   เช่นพิธีทำขวัญข้าวหรือทำขวัญพระแม่โพสพ   ใช้สำหรับสรงน้ำพระพุทธรูป   พระภิกษุ   หรือรดน้ำผู้ใหญ่ในโอกาสต่าง ๆ   และยังใช้เป็นส่วนผสมกับแป้งกระแจะที่ใช้สำหรับเจิมคน   สัตว์  หรือสิ่งของ   ในพิธีการตามขนบธรรมเนียมนิยมอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

   รำแก้บนท่ามกลางม่านควันสีขาวลอยคละคลุ้งขึ้นมาจากกระถางธูปใบโต    เสียงกังวานของระนาด   ตะโพน  และฉิ่งฉาบกรูกราว   ประสานกับเสียงร้องทำนองชาตรีดังเจื้อยแจ้วจากลำคอของเหล่านางรำที่กำลังจีบมือ   และตวัดเท้าอยู่เบื้องหน้าองค์สวายัมภูผู้ศักดิ์สิทธิ์   ทำหน้าที่เสมือนเป็นสื่อกลางระหว่างมวลมนุษย์กับเทพยดานำเครื่องบนบานของเหล่าผู้ทุกข์ยากจากโลกอันสับสน   ไปถวายแด่องค์ปชาบดีซึ่งโปรดปรานละครรำยิ่งนัก   แม้เรื่องที่นำมาแสดงไม่ปะติดปะต่อกันสักเท่าใด   ผู้แก้บนส่วนใหญ่มักไม่สนใจ   ขอเพียงเสียเงินจ้างให้นางละครออกมาร้องมารำถวายเป็นพอ
    แต่ละเช้าตรู่ของวัน   พวกเธอเหล่านางรำต้องก้าวเข้าเครื่องละคร   จะได้พักผ่อนก็ต่อเมื่อเลิกราผู้คนในยามดึกดื่น   การฝึกหัดร้องรำเรียนรู้จากครูนั้นไม่จำเป็น   อาศัยถ่ายทอดจดจำสืบกันมา   ดำรงชีวิตสานอาชีพที่ช่วยให้คนอมทุกข์พบพานกับเมตตาจาสรวงสวรรค์กันต่อไป

ramkaabon.bmp (282182 bytes)

 

 

 

 

 

มณีนพรัตน์

มณีนพรัตน์  หมายถึง   อัญมณีมงคล 9 ประการตามความเชื่อของคนไทยในสมัย
ก่อนซึ่งประกอบด้วย   เพชร  ทับทิม มรกต  บุษราคัม   โกเมน นิล  มุกดา  เพทาย   และไพฑูรย์ 
อัญมณีดังกล่าว นอกจากจะใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งเพื่อความสวยงามและแสดงถึงฐานะทางสังคมแล้ว   ยังแฝงไปด้วยความเชื่อที่ว่า   อัญมณีแต่ละชนิดนั้นมีอานุภาพในการช่วยส่งเสริมให้เกิดสิริมงคลแก่ผู้ที่ครอบครองด้วย   คุณสมบัติต่าง ๆ กัน  เช่น   ความสมบรูณ์ไปด้วยลาภยศเงินทอง   การแคล้วคลาดจากอันตราย  
และมีอายุยืนยาว  เป็นต้คนไทยยังนิยมสวมใส่อัญมณีมงคลที่สมพงษ์กับวันเดือนปีเกิดเพื่อเสริมดวงชะตาให้ประสบ
แต่ความสุขสมหวัง   และให้ความคุ้มครองทั้งต่อเจ้าของและบุคคลใกล้ชิด   นอกจากนั้นยังมีการนำอัญมณีทั้ง 9   มารวมไว้ในเครื่องประดับชิ้นเดียวกันเพื่อรวมสิริมงคลทั้งหมดให้แก่ผู้สวมใส่ด้วย

manee.bmp (171670 bytes)

 

 

 

กระต่ายขูดมะพร้าว

กระต่ายขูดมะพร้าว เป็นเครื่องมือสำหรับขูดมะพร้าวที่ยังไม่ได้กะเทาะเปลือกออก บางพื้นบ้าน
เรียกว่า กระต่ายขูด หรือ เหล็กขูด ที่เรียกว่ากระต่ายขูดมะพร้าว อาจเป็นเพราะฟันที่ใช้ขูดเนื้อมะพร้าวมีลักษณะเป็นซี่ยาวเหมือนฟันกระต่าย อีกทั้งการทำโครงไม้ซึ่งใช้เสียบฟันขูดและนั่งเวลาขูดมะพร้าว มักทำเป็นตัวกระต่าย
มากกว่าสัตว์ประเภทอื่น ๆเดิมที การขูดเนื้อมะพร้าวคั้นกะทิ จะใช้ช้อนทำจากกะลามะพร้าวขูดให้เป็นฝอย
จากนั้นทำฟันซี่โดยรอบ บางแห่งใช้ไม้ไผ่บากรอยเป็นซี่สำหรับขูดมะพร้าว จนกระทั่งเมื่อเหล็กเข้ามามีบทบาทในครัวเรือน จึงได้ตีเหล็กแผ่นบาง ๆ ตัดรูปโค้งมน ใช้ตะไบถู ทำซี่ละเอียดปลายเหล็กคม เรียกว่า "ฟันกระต่าย" แล้วนำเหล็กฟันขูดกระต่ายนี้ไปประกบหรือเข้าเดือยกับตัวรูปสัตว์ที่เตรียมไว้

วิธีขูดมะพร้าวของชาวบ้านจะขูดเบา ๆ ไม่กดแรงเกินไป เพราะจะทำให้คั้นกะทิยากหากขุดเบา ๆ แล้วเนื้อมะพร้าวจะเป็นฝอยละเอียด คั้นน้ำกะทิง่ายและได้ปริมาณมากกว่าปกติการขูดมะพร้าวใช้ปรุงอาหารในครอบครัวไม่นิยมขูดเนื้อมะพร้าว
ล่วงหน้านาน ๆ เพราะจะทำให้เนื้อมะพร้าวเหม็นบูดปัจจุบัน การขูดมะพร้าวโดยใช้กระต่ายขูดนับวันจะน้อยลงง เนื่องจากมีเครื่องมือที่ใช้แรงเครื่องยนต์เข้ามาแทนที่ ส่วนชาวบ้านก็ไม่ค่อยมีเวลาทำโครงไม้เป็นรูปสัตว์อีก ใช้แต่เหล็กแผ่น ๆ ทำเป็นเหล็กขูด และมีขาตั้งพื้นเชื่อมติดเป็นแผ่นเดียวกันเท่านั้น

rabbit.JPG (49029 bytes)

 

 

 

 

เครื่องจักรสานไทย กระจาด

ภาชนะชนิดหนึ่ง   ทำด้วยเส้นดอกไม้ไผ่และหวายสาน   ลักษณะอย่างรูปกรวยกลมทรงเดตี้ยหงายขึ้น   ส่วนปากกลม  ส่วนก้นสอบมาก พื้อนก้นกระจาดเป็นรูปสี่เหลี่ยม   สมัยก่อนนิยมทำทรงเตี้ย   ปัจจุบันมักทำทรงสูง   ใช้ใส่ของแห้งหรือภาชนะต่าง ๆ   พาไปกับตัวด้วยวิธีกระเดียดเข้ากับเอวหรอใส่สาแหรกสอดไม้คานหาบไปเป็นคู่

 

keng.JPG (21697 bytes)

 

 

 

นางสงกรานต วันสงกรานต์   หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทย   ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายนของทุกปี   ซึ่งมีธรรมเนียมปฏิบัติสืบทอดเป็นวัฒนธรรมอันดีงามต่อ ๆ กันมา
เช่น   การทำบุญตักบาตรในตอนเช้า   การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่   และการละเล่นรื่นเริงต่าง ๆ นอกจากนั้น   ยังมีความเชื่อถือเกี่ยวกับตำนานของนางสงกรานต์   ซึ่งเป็นธิดาของท้าวกบิลพรหมหรือท้าวมหาสงกรานต์ว่า นางสงกรานต์     จะผลัดเปลี่ยนกันรับหน้าที่อัญเชิญเศียรของท้าวกบิลพรหมผู้เป็นบิดา ออกมา แห่เวียนประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุในวันสงกรานต์ของทุก ๆ ปี
นางสงกรานต์มีอยู่ด้วยกัน ๗   นางประจำแต่ละวันในหนึ่งสัปดาห์
  หากวันสงกรานต์ตรงกับวันใดก็จะเป็นหน้าที่ของนางสงกรานต์ประจำวันนั้น ๆ โดยแต่ละนางจะมีชื่อและลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป   ในปีนี้   วันสงกรานต์ตรงกับวันพฤหัสบดีจึงเป็นหน้าที่ของนางกิริณีเทวี ซึ่งทัดดอกมณฑณ และใช้มรกตเป็นเครื่องประดับ   เสวยถั่วงาเป็นภักษาหาร   หัตถ์ขวงถือขอ   หัตถ์ซ้ายถือปืน   ปละมีช้างเป็นพาหนะทรง

songkran.BMP (235110 bytes)

 

 

 

 

เสมา

ตามวัดวาอาราม หรือแหล่งโบราณสถานในพุทธศาสนา เรามักพบเครื่องหมายกำหนดเขตชุมนุมของพระภิกษุในการ
ทำสังฆกรรมร่วมกันที่เรียกว่า เสมา  ปักอยู่รอบพระอุโบสถ   หรือโบสถ์   เสมาทำจากหินซึ่งมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันไปตามความนิยมในแต่ละยุคสมัยมีทั้งแบบที่เป็น
แผ่นและแบบที่เป็นแท่งรูปทรงต่าง ๆ  อาทิ  แผ่นหินรูประหังคว่ำ   แผ่นหินรูปสี่เหลี่ยม   และแท่งหินรูปแปดเหลี่ยม เป็นต้น

ส่วนลวดลายที่ช่างฝีมือแกะสลักลงบนเสมา   หากไม่เป็นลายไทยก็จะเป็นภาพพระพุทธรูป   พระพุทธประวัติ  และทศชาดก   บางอันมีลักษณะเป็นเพีงแผ่นหรือแท่งหินเรียบ ๆ  เท่านั้น   เนื่องจากไม่ปรกฏการแกะสลักลวดลายใด ๆ   สำหรับรูปแบบของเสมาในปัจจุบันนิยมใช้แผ่นหินที่สกัดส่วนบนให้กว้างและโค้งมน   ปาดยอดให้แหลมขึ้น   ตรงกลางมีลักษณะคอดเข้า   ส่วนปลายผายออก   และสลักหลายพระธรรมจักรบริเวณครึ่งบนของเสมา

 

sama.bmp (202810 bytes)

 

 

 z4z1.gif (1922 bytes)