สังคมและวัฒนธรรมในอุษาคเนย์
Ethnology
of Mainland Southeast Asia
รศ.ปรานี วงษ์เทศ
เมื่อเป็นนักเรียนชั้นปริญญาตรีวิชาเอกโบราณคดี มักจะเสนอหน้าไปลงเรียนวิชามานุษยวิทยาอยู่หลายครั้ง ครั้งหนึ่งอาจารย์ปรานีเป็นผู้สอน นั่นคือวิชา "ชาติพันธุ์วิทยาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บนผืนแผ่นดินใหญ่" แม้จะชื่อ "ปรานี" แต่อาจารย์ก็ไม่ค่อยปรานีกับพวกที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเท่าไหร่นัก ยังจำอาการหนาวๆ ร้อนๆ ของตัวเองได้ดีราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ก็เคยแต่ขุดดินดูหม้อไม่คุ้นเคยกับการอ่านหนังสือมากๆ กว่าจะเอาตัวรอดมาได้ ....เหนื่อย...
การบ้านของอาจารย์ปรานีที่ให้อ่านและคิดตาม งานเล่มหนาชิ้นเยี่ยมของ จี.ดับเบิลยู.สกินเนอร์ ในชื่อภาษาไทยว่า "สังคมจีนในประเทศไทย : ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์" และอีกหลายต่อหลายเล่ม เป็นการเปิดเข้าสู่โลกของวิธีคิดวิเคราะห์ วิธีศึกษาวิจัยที่ชัดเจน ได้เข้าใจถึงประวัติศาสตร์สังคมอยู่บ้าง แต่ถึงกับแต่งเติมสีสันให้โลกเหงาๆ ของนักเรียนวิชาโบราณคดีได้อย่างเจิดจ้า จนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่อาจปิดบังว่า การเรียนในวันนั้นสร้างแรงบันดาลใจในการหยิบจับหนังสือมากมายหลายประเภทขึ้นมาอ่านเองได้อย่างมีความสุข และสำคัญที่สุด ชักคิดเป็น
อาจารย์ปรานีอธิบายไว้ในคำนำอย่างชัดเจน เอกสารเล่มนี้แบ่งออกเป็นสี่ส่วน แต่ละส่วนเนื้อหาจบบริบูรณ์ในตัวเอง แต่เมื่อพิเคราะห์จะเห็นได้ว่าแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ
กลุ่มแรก ในส่วนที่ ๑ และ ๒ อันได้แก่เนื้อหาเรื่อง "แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางสังคมและวัฒธรรมในอุษาคเนย์" และ "พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนดั้งเดิมและชนเผ่าต่างๆ ในอุษาคเนย์"
ส่วนที่ ๑ ซึ่งแกนเนื้อหาหลักใช้การแปลเก็บความจากบางส่วนของหนังสือชั้นดีคือ The human direction : An evolution approach to social and cultural Anthropology ของ James L. Peacock และ A. Thomas Kirch โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีวิวัฒนาการทางศาสนาของ Robert Bellah มาอธิบายปรากฎการณ์และความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ
ข้อสังเกตจากเนื้อหาในส่วนที่ ๑ คือ อาจารย์ปรานีใช้ทฤษฎีพื้นฐานง่ายๆ เช่น "ทฤษฎีวิวัฒนาการ" ที่แม้จะเป็นทฤษฎีวิวัฒนาการทางศาสนา ซึ่งอาจถูกผู้ศึกษาทางมานุษยวิทยาปัจจุบันมองว่า "เชย" และดูจะไม่เข้ากับสังคมแบบหลังสมัยใหม่เท่าใดนัก มามองดูพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เชื่อมโยงกับปรากฎการณ์ต่างๆ ในโลก โดยเนื้อหาตอนสุดท้ายได้พยายามชี้ให้เห็นพัฒนาการของสังคมวัฒนธรรมสมัยใหม่ในพื้นที่และนิกายหรือความเชื่อต่างๆ แต่ก็น่าเสียดายไปนิดที่อาจารย์ปรานีไม่ได้โยงให้เห็นว่าสังคมวัฒนธรรมสมัยใหม่[Modern] มีอิทธิพลอย่างไรต่ออุษาคเนย์ นอกจากจะเปิดประเด็นนี้ไว้สำหรับการคิดต่อ หรือต้องมีการศึกษาวิเคราะห์กันอีก ซึ่งดูจะห้วนไปหน่อยสำหรับการมองอย่างเชื่อมโยงมาโดยตลอด
หรืออาจารย์ปรานีกำลังยั่วยุว่าแท้ที่จริงแล้ว อุษาคเนย์ยังไม่มีสังคมแบบสมัยใหม่อย่างจริงๆ จังๆ ??
ส่วนที่ ๒ เก็บความ จากบทที่ ๑ ของหนังสือ The Gloden Peninsula ของ Charles F. Keyes ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอุษาคเนย์ศึกษา หนังสือเล่มนี้ได้รับการอ้างอิงอย่างแพร่หลายมากที่สุดเล่มหนึ่ง
ในส่วนที่สองนี้ คือเนื้อหาหลังจากทำความเข้าใจทางทฤษฎีอย่างมีกรอบในการศึกษาแล้ว กล่าวอย่างสรุปถึงสังคมในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์เป็นต้นมา ที่น่าสนใจคือ ได้นำประเด็นที่มีการถกเถียงอย่างแพร่หลายและกว้างขวางเกี่ยวกับการศึกษาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ดังเช่น วัฒนธรรมในการทำเกษตรกรรมเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อไหร่, เรื่องของหลักฐานทางภาษาศาสตร์และประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเกี่ยวกับการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนกลุ่มต่างๆ นั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงไร และ การปลูกข้าวนาดำเป็นบ่อเกิดของอารยธรรมจริงหรือไม่ทั้งสามประเด็น เป็นเรื่องที่ทั้งนักโบราณคดีโดยเฉพาะต่างชาติให้ความสนใจและพยามยามหาคำตอบกันมาจนทุกวันนี้ เท่าที่เพิ่งอ่านพบก็เห็นนักโบราณคดีฝรั่งบางท่านพยายามตอบคำถามเหล่านี้ในหนังสือ "ก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย" ที่ตีพิมพ์เมื่อไม่นาน ก็ได้เห็นความพยายามที่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จในการตอบคำถามเหล่านี้
ต่อมาก็พูดถึงชาวเขาและชาวทุ่งราบในเรื่องของโครงสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน ซึ่งมีหลักฐานมากมายในประวัติศาสตร์ของอุษาคเนย์ ชาวเขาเมื่ออยู่ในยุคจักวรรดินิยม ซึ่งได้พิจารณาความเป็นอยู่และประเพณีพิธีกรรมอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงงานวิจัยที่ศึกษากลุ่มเซมัง ชิน และกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มชาติพันธุ์มากมายในอุษาคเนย์ แต่ก็เป็นตัวอย่างที่นำไปใช้อ้างอิงกันได้เสมอมา
กลุ่มที่สอง คือ การผสานข้อมูลสังเคราะห์และประสบการณ์ของนักมานุษยวิทยาคนไทย โดยเฉพาะประสบการณ์ของอาจารย์ปรานีเอง แบ่งเป็นส่วนที่ ๓ และส่วนที่ ๔ ได้แก่เนื้อหาเกี่ยวกับ "ระบบความเชื่อและพิธีกรรมในอุษาคเนย์" และ "สำนึกเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ของชาวอุษาคเนย์"
ในส่วนที่ ๓ อาจารย์ปรานีใช้กรอบแนวคิดวิวัฒนาการทางความเชื่อหรือศาสนา มาอธิบายความเชื่อและพิธีกรรมดั้งเดิม โดยยกตัวอย่างในกลุ่ม "ขมุ" แถบชายแดนจังหวัดน่านที่อาจารย์ได้ศึกษาและเก็บข้อมูลมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง
ก่อนที่จะถึงกรณีตัวอย่างเรื่องของชนชาวขมุ ก็ได้อ้างถึงความคิดของ Quaritch Wales ในเรื่องความเชื่อดั้งเดิมว่า มีอยู่สองระดับคือ การบูชาดินและ Totem ที่เกี่ยวกับดิน และความเชื่อเกี่ยวกับฟ้าหรือเทพบนฟ้า โดยให้เหตุผลในเรื่องของพัฒนาการของกลุ่มคน จากกลุ่มทำการเกษตร เป็นกลุ่มเร่ร่อนที่เข้ามาพร้อมกับการผลิตสำริด
ข้อสังเกตดังกล่าว แม้จะมีความแหลมคมในการจำแนกความเชื่อออกมาได้สองรูปแบบก็ตามที แต่การให้เหตุผลโดยการอ้างถึง การปฎิวัติเป็นยุคสังคมเกษตรกรรมในสมัยหินใหม่และการตั้งหินหรือหินตั้ง [Megalith] เป็นการนับถือดิน การเข้ามาของคนกลุ่มใหม่ ที่เป็นกลุ่มเร่ร่อน [Normad] นำเข้าเทคโนโลยีสำริด มักจะนับถือฟ้าและเทพเจ้าแบบชนเร่ร่อนทั่วไป ก็ยังคงคล้อยตามได้ยาก เพราะหลักฐานทางโบราณคดีในปัจจุบัน ก็พิสูจน์แล้วว่าพวกที่เริ่มใช้สำริดก็ไม่ได้เร่ร่อนอพยพมาจากที่ไหน การใช้สำริดในอุษาคเนย์ก็ไม่ได้เก่าจีนหรือเวียดนาม แต่มีการใช้เครื่องมือสำริดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และพบเห็นทั่วไปในหลายภูมิภาคที่เหมาะสมสำหรับการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยอย่างถาวร อย่างไรก็ตาม อาจารย์ปรานียังได้ยกพิธีกรรมขอฝนและพิธีกรรมการฝังศพ ว่าเป็นตัวสะท้อนความเชื่อและพิธีกรรมของผู้คนในเขตนี้ ก่อนการรับเอาความเชื่อทางศาสนาจากภายนอก โดยการวิเคราะห์หลักฐานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์โยงถึงพิธีกรรมของกลุ่มชนต่างๆในเขตที่สูงและภูเขาจนกระทั่งปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ในตอนท้ายคือการนำเสนอเรื่องความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษของชาวขมุ ซึ่งเป็นการนำเสนอจากประสบการณ์และวิเคราะห์ในแต่ละกรณี ก็เกิดขึ้นจากการเก็บข้อมูลภาคสนาม อาจหาดู "พิธีฆ่าควายเลี้ยงผีเรือน" ได้จากวิดีโอที่ทางศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรผลิตขึ้น หรือที่ปรากฏอยู่บนหน้าปกหนังสือเล่มนี้
ส่วนที่ ๔ คือ "สำนึกเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ของชาวอุษาคเนย์" คือความพยายามของอาจารย์ปรานีในการทำความเข้าใจความนึกคิดของกลุ่มชนต่างๆ ที่มีต่อเผ่าพันธุ์ของตนเองโดยผ่านนิทานและเรื่องปรัมปราคติ [Myth]
ข้อสังเกตที่น่าสนใจของแอนโทนี ดิลเลอร์ ที่นำมาใช้กับการวิเคราะห์ทางโบราณคดี เช่น ประเด็นที่เคยถกเถียงกันเรื่องคนในสังคมทวารวดีคือคนมอญ ? ก็คือ "เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ไม่เกี่ยวข้องแต่อย่างใดเลยกับภาษา" เพราะคนเราอาจพูดได้หลายภาษาและมีสถานภาพหลายอย่างในขณะเดียวกัน อาจารย์ปรานีสรุปว่า ตำนาน นิทานปรัมปราทั้งหมดของกลุ่มคนในประเทศไทย มีอยู่ ๓ กลุ่ม โดยมีข้อสังเกตไว้ว่า กลุ่มตำนานเรื่องเผ่าพันธุ์ต่างๆ กำเนิดมาจากน้ำเต้าปุง แพร่หลายอยู่ในเขตล้านช้างและลุ่มน้ำโขง ตำนานท้าวฮุ่งขุนเจืองซึ่งเป็นวีรบุรุษของผู้คนในเขตล้านนา หลวงพระบาง และเวียดนาม และในภาคกลางและภาคใต้มีนิทานตำนานที่ต่างจากกลุ่มคนทางเหนือ จะเป็นนิทานเกี่ยวกับการค้าสำเภา การเคลื่อนย้ายของผู้คนโดยเฉพาะจากจีนเข้ามาสู่เมืองท่าและชุมชนภายใน เป็นข้อสรุปท้ายสุดที่น่านำไปคิดต่อเพื่อการศึกษาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งอาจารย์ปรานีเป็นผู้กรุยทางให้แล้ว
อาจารย์ปรานีไม่ได้ปฏิเสธว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ในงานชิ้นนี้ถูกสังเคราะห์ขึ้นจากตำราและบทความของนักปราชญ์เรื่องอุษาคเนย์หลายท่านทั้งต่างชาติและคนไทย โดยในกลุ่มแรกจะเน้นการนำเนื้อหาจากหนังสือที่ถูกยอมรับกันแพร่หลายสำหรับผู้สนใจทั่วโลก ส่วนกลุ่มที่สอง จะเน้นข้อมูลจากนักวิชาการคนไทยจำนวนมากและประสบการณ์ภาคสนามของอาจารย์เอง ซึ่งทั้งสี่ส่วนแม้ไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องกันแต่อย่างไร แต่ก็อยู่ในรูปแบบของตำราทางมานุษยวิทยาที่ขึ้นต้นด้วยกรอบแนวคิดทฤษฎีที่ใช้ทฤษฎีพื้นฐานไม่หวือหวา ต่อด้วยเนื้อหาและการวิเคราะห์ โดยการคัดสรรข้อมูลทางมานุษยวิทยาอันมีมากมายรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกระตุ้นให้สามารถตั้งคำถาม และคิดตาม ตลอดจนสร้างปัญหาเพื่อการศึกษาของตนเองได้อีกหลายประเด็น
การสื่อสารความรู้ทางมานุษยวิทยาและโบราณคดีไปสู่วงกว้าง เป็นเรื่องสำคัญที่จะไม่จำกัดความรู้กันอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยหรือเฉพาะในภาควิชา อาจารย์ปรานีอาจถูกมองว่าเชยในการใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีพื้นฐานง่ายๆ แต่การสามารถอธิบายพัฒนาการของสังคมวัฒนธรรมอุษาคเนย์ได้อย่างสนุกสนานและมีมิติ และที่สำคัญ คนทั่วไป "รู้เรื่อง" จึงพิสูจน์ได้ว่า งานวิชาการไม่จำเป็นต้องคิดให้มากความหรือลึกซึ้ง ใช้แนวคิดแบบ Intellectual ที่ทันสมัยจนคนทั่วไปยากที่จะทำความเข้าใจ ซึ่งในที่สุดก็เป็นเพียงอาหารที่เสริฟเฉพาะบนหอคอย การลงทุนจัดพิมพ์ครั้งนี้ คงสมเจตนาที่อยากให้ตำราเรื่องอุษาคเนย์ ถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้างมากที่สุด
แม้ไม่ควรนำเหตุผลใดๆ มาใช้เปรียบเทียบตำราที่น่าอ่านของอาจารย์ปรานีกับงาน Master Piece ของสกินเนอร์ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่ก็เชื่อว่า สังคมและวัฒนธรรมในอุษาคเนย์ จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนทั้งในและนอกห้องสามารถอ่านหนังสือหนาๆ ได้หลากหลายประเภทอย่างมีความสุข และกลายเป็นนักเรียนที่ชักจะคิดเป็นขึ้นมาแล้วอีกสักหลายคน