
|
จดหมายจากเมืองไทย พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๑๓ สำนักพิมพ์แพร่พิทยา
โบตั๋น |
จดหมายจากเมืองไทย เป็นนวนิยายที่สะท้อนความเป็นจริง ทั้ง ด้านชีวิตความเป็นอยู่และความคิดจิตใจของคนที่อพยพมาจากจีนผืนแผ่นดินใหญ่ ใน ช่วงเวลาที่ประเทศจีน กำลังเผชิญกับสงครามภายในหมู่ขุนศึกและสงครามรุกราน จากญี่ปุ่น ก่อนที่จะจบลงด้วยสงครามปฏิวัติที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์ การดำเนินเรื่อง ผู้แต่งใช้กลวิธีให้ตัวเอก คือ ตันส่วงอู๋ เขียนจดหมายเล่า สารทุกข์สุกดิบถึงแม่ผู้ที่เขาหนีจากมา โดยตันส่วงอู๋ เริ่มเขียนจดหมายฉบับแรกตั้งแต่ อยู่ในเรือเดินทางทะเล "ไหอ๊วง" ซึ่งแปลว่า "เจ้าทะเล" สภาพของคนจีนอพยพในเรือ และเรื่องโชคดีที่เขาได้บรรยาย กราบ "ล้อหย่งจั๊ว" กลาสีเรือท่านหนึ่งเป็นพ่ออุปถัมภ์ หรือพ่อบุญธรรม อันเป็นเหตุชักนำให้ ตันส่วงอู๋ได้ไปทำงานเป็นเสมียนที่ ร้านค้าริม คลองโอ่งอ่าง ย่านสำเพ็งของ "ล้อง่วนทง" ญาติแซ่เดียวกันกับพ่ออุปถัมภ์ และในที่ สุดตันส่วงอู๋ได้ผูกสมัครรักใคร่กับ "หมุยเอ็ง" ลูกสาวคนโตของ "ล้อง่วนทง" กลาย เป็นเขยใหญ่ ช่วยรับผิดชอบบัญชีการค้าขาย จนเปิดร้านชำขายปลีกของตนเอง รับ ช่วงกิจการซื้อขายส่งของพ่อตา และเปิดโรงงานทำขนมเปี๊ยะในภายหลัง สร้างเนื้อ สร้างตัวกลายเป็น "เถ้าแก่" ที่ร่ำรวยใช่ย่อยคนหนึ่งในหมู่คนจีนอพยพ การกตัญญูต่อผู้ให้กำเนิด ตันส่วงอู๋ก็ไม่เคยบกพร่องเขียนจดหมายส่งเงิน ไปเลี้ยงดูแม่ตลอดหลายสิบปี โดยไม่ได้รับจดหมายตอบจากแม่เลย ไม่รู้ล้มหมายตาย จากไปหรือยัง แต่ก็ส่งเสียประจำไม่เคยขาดโดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญของจีน นอก จากกตัญญูแล้ว ตันส่วงอู๋ก็รักเพื่อนช่วยเหลือเพื่อนที่โดยสารเรือมาด้วยกัน จนในที่สุด ก็สนับสนุนให้เพื่อนตั้งเนื้อตั้งตัวมีกิจการของตนเอง และให้ลูกชายคนเดียวของตน แต่งงานกับลูกสาวเพื่อนเป็นทองแผ่นเดียวกัน เมื่อแต่งงานมีลูก ตันส่วงอู๋ต้องการ "ลูกชาย" มาก และเสียอกเสียใจที่ลูก คนต่อๆ มาเป็น "ผู้หญิง" เพราะถือคติว่าเลี้ยงลูกสาวเปลืองข้าวสุก โตแล้วก็ต้องแต่ง ออกไปเป็นของคนอื่น แต่ตันส่วงอู๋กลับมีลูกชายคนโตได้เพียงคนเดียวลูกลำดับต่อมา เป็นผู้หญิงหมดทั้งสองคน ลูกสาวคนสุดท้องนั้น ตันส่วงอู๋ถึงขั้นเกลียดชัง ไม่ยอมอุ้ม หรือแม้มองหน้าเลย เพราะถือว่าลูกสาวคนนี้เป็นตัวอัปโชค ทำให้แม่หกล้ม ต้องคลอด ก่อนกำหนด และเป็นเหตุให้แม่ไม่สามารถมีลูกต่อไปได้อีก ต่อคนภายนอก ตันส่วงอู๋ เกลียดและดูหมิ่นเหยียดหยาม "คนไทย" คนท้อง ถิ่นเจ้าของประเทศว่าเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาวเอาแต่เมาเหล้า เล่นการพนัน ไม่รับผิด ชอบครอบครัว ไม่ตั้งหลักฐานทำมาหากิน ชอบเป็นคนรับใช้หรือเที่ยวขอทานกระทั่งขาย ตัวในบาร์เหล้า ฯลฯ แต่ในที่สุด ตันส่วงอู๋ก็มีประสบการณ์เจ็บปวดทำให้เขาเข้าใจชีวิต เข้าใจความ เป็นจริงทางสังคมด้านต่างๆ มากขึ้น เช่น ระหว่างลูกสาวกับลูกชาย ลูกชายทำเรื่องเหลว แหลกประชดและต่อต้านการเลี้ยงดูครอบงำแบบเผด็จการของพ่อ จนหนีไปใช้ชีวิตกับ หญิงพาร์ตเนอร์ เป็นโสเภณีขายตัว แต่ลูกสาวคนเล็กกลับขยันขันแข็ง เล่าเรียนสูงจน ช่วยทำบัญชีให้พ่อได้ ถึงลูกสาวคนเล็กจะแต่งงานกับ "ผู้ชายไทย" ที่พ่อเกลียด ทว่า "เขย ใหม่" คนนี้กลับเป็นคนมีอุดมคติ มีอาชีพเป็นครูโรงเรียนสาธิต เรียนจบปริญญาโท เป็น คนรักศักดิ์ศรีและหยิ่งในเกียรติ ไม่ยอมรับเงินช่วยเหลือจากพ่อตาเลยสักบาท สุดท้าย ยามตันส่วงอู๋ตัดสินใจเลิกกิจการค้า แบ่งมรดกให้ลูกชายและลูกสาวเกือบหมดนั้น ก็ไม่มี ลูกคนไหนเหลียวแลเลี้ยงดู จนลูกสาวคนเล็กและลูกเขยคนไทยต้องเอาตัวไปอยู่ด้วยใน ชุมชนเล็กๆ ของกลุ่มคนไทย ตันส่วงอู๋จึงได้เรียนรู้เข้าใจวิถีชีวิตของคนไทยลึกซึ้งยิ่งขึ้น |
