ความจริงที่ต้องตระหนัก

จำเดิมแต่ประเทศไทยได้จัดตั้งกระทรวงขึ้นทำหน้าที่จัดการศึกษาเป็นต้นมา การศึกษาของฆราวาสก็เหินห่างจากหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนามาตามลำดับ แม้ว่าในระยะแรก จะเรียกชื่อกระทรวงที่ดูแลการจัดการศึกษาว่า "กระทรวงธรรมการ" แต่ในทางปฏิบัติกระทรวงนี้ ก็เกือบจะไม่ใส่ใจในการนำเอา "พุทธธรรม" อันประเสริฐมาเป็นหลักในการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชน หากหันไปเอาแบบอย่างการจัดการศึกษามาจากตะวันตก โดยมองว่าแนวทางการจัดการศึกษาแบบไทย ๆ ซึ่งแนบแน่นมากับพระพุทธศาสนานั้น เป็นสิ่งโบราณล้าสมัย ไม่ทันและไม่สอดคล้องกับการเร่งรัดพัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวหน้าทันนานาอารยประเทศ แม้แต่อาจารย์ใหญ่คนแรกของโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ ซึ่งสถาปนาขึ้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็จ้างตรงมาจากประเทศอังกฤษ อันนับถือกันว่าเป็นประเทศที่ศิวิไลยิ่งนักอยู่ในเวลานั้น
นิสัยการเอาอย่างการจัดการศึกษามาจากตะวันตกได้รับการสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ยังผลให้ประเทศไทยเกือบจะสูญสิ้นแนวทางในการจัดการศึกษาของตน การศึกษาและอ้างอิงความคิดและแบบอย่างตะวันตก กลายเป็นเกณฑ์กำหนดความรู้ความคิดของนักการศึกษาไทยไปโดยอัตโนมัติ การจัดการศึกษาของประเทศไทยในช่วงหนึ่งร้อยปีมานี้ ล้วนกำกับดูแลโดยคนที่เรียนจบมาจากประเทศทางตะวันตก และนิยมนับถือแนวคิดและแนวทางของตะวันตก โดยลืมไปว่าเราเองก็มี "ปรีชาญาณทางการศึกษา" อยู่อย่างอุดมสมบูรณ์
ขุมทรัพย์แห่งปรีชาญาณทางการศึกษาของประเทศไทยก็คือพุทธธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาแต่โบราณกาลนั่นเอง แต่แล้วผู้นำทางการศึกษาของไทยก็พากันมองข้ามขุมทรัพย์นี้ แม้ว่าสมเด็จมหาสมเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จะทรงท้วงติงให้หันมาสนใจนำเอาคำสอนในพระพุทธศาสนามาเป็นหลักในการจัดการศึกษาสำหรับคนไทย แต่แล้วผู้นำทางการศึกษาไทยก็ไม่ใส่ใจข้อเสนอของพระองค์ท่าน โดยเห็นว่าคำสอนในพระพุทธศาสนาเหมาะแต่จะนำไปใช้ในการจัดการศึกษาสำหรับพระสงฆ์เท่านั้น แม้แต่ชื่อกระทรวงที่จัดการศึกษาก็ถูกเปลี่ยนจาก "กระทรวงธรรมการ" มาเป็น "กระทรวงศึกษาธิการ" การศึกษากับพระพุทธศาสนาก็ขาดสะบั้นจากกันแต่นั้นมา
ตราบจนเมื่อท่านพุทธทาสภิกขุแห่งสวนโมกขพลารามได้เพียรพูดและเขียน เพื่อชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของการนำเอาหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการจัดการศึกษา นักการศึกษาไทยจึงเริ่มหันมาให้ความสนใจ แต่ก็ยังอยู่ในวงแคบ ส่วนใหญ่ยังมุ่งมองไปยังตะวันตกอยู่เหมือนที่เป็นกันมาแต่ในอดีต ต่อเมื่อ ปรากฏงานคิดและงานเขียนอันลุ่มลึกของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ออกสู่สาธารชน นักการศึกษาไทยจึงเริ่มตื่นตัวหันมาสนใจพระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นขุมทรัพย์แห่งปรีชาญาณทางการศึกษาของไทย จนเกิดเป็นกระแสทางเลือกใหม่ในการจัดการศึกษาขึ้นในปัจจุบันนี้
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้อุทิศตนในการศึกษาและประมวลเอาเนื้อหาสาระแห่งคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ออกมาจากพระไตรปิฎกโดยตรง แล้วเรียบเรียงเนื้อหาขึ้นใหม่อย่างเป็นระบบในหนังสือชื่อ "พุทธธรรม" หนังสืออันทรงคุณค่าประดุจเพชรน้ำเอกแห่งวงการศึกษาพระพุทธศาสนาเล่มนี้ พระคุณท่านได้ใช้เวลาศึกษาและเรียบเรียงนานกว่าสิบปี เมื่อได้รับการตีพิมพ์ออกสู่สายตาโลก ก็ได้รับการกล่าวขานสดุดีจากบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตน้อยใหญ่ว่า เป็นหนังสือทางพระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเล่มหนึ่งของโลกทีเดียว ถึงกับมีผู้กล่าวว่า วิสุทธิมรรค ซึ่งแต่งโดยพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นงานนิพนธ์อันเลิศแห่งลังกาทวีปในครั้งกระโน้นฉันใด พุทธธรรมก็มีคุณค่าปาน ๆ กันสำหรับบุคคลในสมัยปัจจุบันฉันนั้น
อนึ่ง ควรจะได้ตั้งข้อสังเกตไว้ตรงนี้ว่า นักการศึกษาไทยจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจว่าเรื่องของศาสนาเป็นเรื่องของการส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมเท่านั้น หารู้ไม่ว่าเนื้อแท้ของพุทธศาสนาเป็นเรื่องของการส่งเสริมและพัฒนาปัญญาโดยแท้ ผู้ที่ศึกษาและฝึกฝนอบรมตนตามคำสอนของพุทธศาสนาจักเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจชีวิตและโลกอย่างลึกซึ้งและกว้างขวางดังที่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวไว้ว่า
"ความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนา นอกจากทำให้รู้เข้าใจตัวเองและพื้นฐานของสังคมไทยแล้ว ยังเชื่อมโยงออกไปให้เข้าใจสังคมและชีวิตจิตใจของชนชาติต่าง ๆ ในภาคตะวันออกได้ง่ายขึ้นด้วย ตลอดจนเป็นฐานเทียบเคียงให้เข้าใจสังคม และชีวิตจิตใจของตะวันตกที่ต่างออกไป พร้อมทั้งมองเห็นสายสัมพันธ์ทั้งด้านบวกและด้านลบที่เป็นเหตุปัจจัยกันอยู่ในอารยธรรมของมนุษย์ชาติ"
ปัจจุบันนี้ นักการศึกษาชั้นนำของประเทศไทยล้วนยอมรับโดยทั่วกันว่าพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นปราชญ์ทางพุทธศาสนาที่สามารถเสนอแนวทางปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาไทยจากทัศนะของพระพุทธศาสนาได้อย่างเป็นระบบ เห็นชัดทั้งในเรื่องความหมายของการศึกษา จุดมุ่งหมายของการศึกษา ตลอดจนเนื้อหาสาระ และกระบวนการจัดกิจกรรม การเรียนการสอน พระคุณเจ้ารูปนี้สามารถตรวจสอบและอันเชิญพุทธพจน์จากพระบาลีออกมายืนยันทัศนะอันสุขุมลุ่มลึกของพระคุณท่านได้อย่างชัดเจน จนเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการศึกษาโดยแท้ คงมิเป็นการเกินจริงหากจะกล่าวว่าพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาแต่เพียงรูปเดียวที่มีอยู่ในขณะนี้ ที่สามารถทำให้เป็นที่ปรากฎแก่สายตาโลกว่า ปรีชาญาณทางการศึกษาที่จะยังประโยชน์สุขให้บังเกิดขึ้นแก่มวลมนุษย์ชาตินั้นมีอยู่อย่างพร้อมมูลในคำสอนของพระพุทธศาสนา
แท้ที่จริง พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้สนใจการศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างพุทธธรรมกับการศึกษามาตั้งแต่ พ.ศ. 2541 เมื่อยังดำรงสมศักดิ์ที่พระศรีวิสุทธิโมลี พระคุณเจ้าเริ่มแสดงทัศนะทางการศึกษาอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก ในอีกสามปีต่อมากล่าวคือ ในวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2517 พระคุณท่านได้รับอาราธนาไปบรรยายเรื่อง "แนวคิดเรื่องปรัชญา การศึกษาไทย" ในการประชุมทางวิชาการ ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระคุณท่านได้รับอาราธนาไปบรรยายว่าด้วยแง่มุมต่าง ๆ ทางการศึกษามากขึ้นโดยใช้ชื่อหนังสือว่า "ปรัชญาการศึกษาไทย" ขณะนั้นพระคุณท่านดำรงสมศักดิ์ที่พระราชวรมุนี ในคำนำของหนังสือเล่มนี้เองที่พระคุณท่านได้ประกาศเจตนารมณ์ในอันที่จะอุทิศตน เพื่อการศึกษาและประยุกต์ใช้พุทธธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษย์ ดังข้อความต่อไปนี้
"การศึกษาพระพุทธศาสนาเท่าที่มีอยู่ไม่ได้เตรียมบุคคลไว้ให้พร้อมที่จะทำหน้าที่ กล่าวคือ ไม่สามารถผลิตบุคคลที่รู้เข้าใจธรรมแจ่มแจ้งทราบซึ้งในคุณค่า และสามารถนำธรรมมาแสดงให้คนปัจจุบันยอมรับได้ทั่วไป ผู้ที่ใฝ่ใจจึงมีภาระในการแสวงหาและศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเองมากกว่าที่ควร ครั้นเมื่อความสนใจในการศึกษาธรรมเกิดขึ้นแล้วจะรอให้ตัวผู้ศึกษาเองเข้าถึงความหมายและคุณค่าอย่างพอเพียงเสียก่อน จึงจะเริ่มงานแสดงธรรมแก่ผู้อื่น ก็ดูเหมือนว่าสภาวะของโลกปัจจุบันบีบให้รออยู่ไม่ได้ กลายเป็นว่าทั้งที่ศึกษาอยู่ก็ต้องเป็นผู้แสดงไปด้วย
สิ่งที่ผู้เขียนถือว่าสำคัญที่สุดก็คือ ความเพียรพยายามในการกระทำนี้เกิดจากความมั่นใจที่เป็นแรงอยู่ภายในว่า เท่าที่สติปัญญาของตนพอจะหยั่งไปถึงและส่องนำให้เห็นได้ คำตอบขั้นสุดท้ายที่ครอบคลุมสำหรับปัญหามนุษย์ ด้วยเหตุนี้หลักธรรมจึงมีค่าควรแก่การศึกษาและควรแก่การที่จะพยายามนำมาแสดงให้เห็นทางใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาของมนุษย์"
ล่วงมาจึงถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลากว่าสองทศวรรษแล้วที่พระคุณท่านได้เพียรศึกษาและเพียรแสดงให้เห็นว่า "พุทธธรรม" สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ในการแก้ปัญหาการจัดการศึกษา พระคุณท่านได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้โดยละเอียดในการแสดงปาฐกถาเรื่อง "การศึกษา : เครื่องมือพัฒนาที่ยังต้องพัฒนา" และปาฐกถาเรื่อง "การศึกษา : พัฒนาการหรือบูรณาการ" เรื่องแรกรวมพิมพ์อยู่ในหนังสือชื่อ "การศึกษาที่สากล บนพื้นฐานแห่งภูมิปัญญาไทย" ส่วนเรื่องที่สองรวมพิมพ์อยู่ในหนังสือชื่อ "เพื่ออนาคตของการศึกษาไทย" หนังสือสำคัญทั้งสองเล่มนี้พิมพ์เผยแพร่โดยคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ควรที่นักการศึกษาไทยยุคใหม่จะได้อ่านหนังสือสองเล่มนี้โดยทั่วกันเพราะเป็นปาฐกถาที่ประมวลทัศนะทางการศึกษาอันตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งพุทธธรรมไว้อย่างสมบูรณ์และเป็นระบบอย่างชัดเจน
บัดนี้ เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาโลกแล้วว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่าต่อวงการศึกษาของโลก ทัศนะทางการศึกษาของพระคุณท่านมิได้มีคุณค่าแต่เฉพาะวงการศึกษาไทยของคนไทย หากแผ่ไกลออกไปเพื่อคนทั้งโลก สมควรอย่างยิ่งแล้วที่ UNESCO จะน้อมถวายรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพแด่พระคุณท่านเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2537 ในโอกาสที่เดินทางไปรับการถวายรางวัล ณ กรุงปารีส พระคุณท่านได้กล่าวย้ำต่อชาวโลกถึงแนวทางถูกต้องในการจัดการศึกษา ดังต่อไปนี้:
"มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ และจำเป็นจะต้องได้รับการฝึกฝนพัฒนาด้วยการศึกษา ศักยภาพในการเป็นสัตว์ที่ฝึกได้และสามารถกระทำการที่สร้างสรรค์นี้แหละที่เป็นพรพิเศษของความเป็นมนุษย์.... การศึกษาที่เป็นกุศลและมีดุลยภาพจะฝึกฝนมนุษย์ให้พัฒนาความสามารถ มิใช่เพียงในการที่จะแสวงหาวัตถุมาเสพเท่านั้น แต่ให้เขาพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุขด้วย เมื่อเราเป็นคนที่มีความสุขง่ายขึ้น ความต้องการวัตถุมาเสพก็ลดน้อยลงไป ทำให้ทัศนะคติในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวพลอยลดน้อยลงไปตาม คนที่มีความสุขอยู่ข้างในแล้วก็จิตใจโน้มน้อมไปในทางที่จะช่วยให้คนอื่นมีความสุขในเมื่อวัตถุบำเรอบำรุงต่าง ๆ มิใช่เป็นช่องทางเดียวที่จะทำให้เขามีความสุข เขาก็สามารถแบ่งปันวัตถุเหล่านั้นให้ผู้อื่นได้ความสุขที่แต่ก่อนนี้เป็นแบบแก่งแย่งช่วงชิง ก็เปลี่ยนเป็นความสุขแบบเผื่อแผ่และประสานกลมกลืน
ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ต้องเริ่มที่ใจ ใจที่จะทำการเปลี่ยนแปลงนี้ได้สำเร็จก็คือจิตใจที่เข้าถึงความสงบ อิสรภาพ และความสุขภายใน หากเราหวังจะสถาปนาสันติภาพในโลกนี้ให้สำเร็จ เราจะต้องฝึกฝนพัฒนาตนเองให้สามารถประสบสันติสุขภายในและความสุขที่เป็นอิสระด้วยความหลุดพ้นจากความใฝ่ทะยานหาสิ่งเสพบำเรอสุข ความใฝ่แสวงอำนาจ และบรรดาทิฏฐิที่ก่อให้เกิดความแก่งแย่งและแบ่งแยกทั้งหลาย ภาระนี้จะสำเร็จได้ก็ต้องมีการฝึกฝนพัฒนาบุคคลซึ่งก็คือภารกิจของการศึกษา"
คำปราศรัยของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ต่อชาวโลกดังได้ยกมาให้พิจารณาข้างต้น คือคำสรุปสาระสำคัญของการจัดการศึกษาในทัศนะของพระพุทธศาสนาที่สมบูรณ์ทั้งในด้านอรรคและพยัญชนะหนักแน่นและชัดเจนยิ่งนัก ในรอบหนึ่งร้อยปีมานี้ยากนักที่จะหานักศึกษาของไทยคนใดแสดงความลุ่มลึกทางการศึกษาได้ถึงเพียงนี้
เป็นความจริงตรงตามที่ศาสตราจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ ได้เคยตั้งข้อสังเกตุไว้ว่า
"ดิฉันคิดว่าในยุครัตนโกสินทร์นี้ หลังจากสมเด็จพระมหาสมเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสแล้ว ก็จะมีพระธรรมโกศาจารย์ คือท่านพุทธทาสภิกขุที่ได้นำพระธรรมคำสั่งสอนมาจัดให้เป็นระเบียบและเสนอแนวคิดอันเฉียบคม และหลังจากพระธรรมโกศาจารย์แล้ว ดิฉันคิดว่าพระธรรมปิฎก…. ได้มีคุณูปการต่อการรื้อปรับระบบการศึกษาไทย ให้นักศึกษาไทยที่กำลังงมงายอยู่กับทฤษฎีของตะวันตกนั้น ได้ตื่นขึ้นรื้อปรับการศึกษาใหม่ แล้วจัดการศึกษาบนฐานของพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย"
แท้ที่จริง พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เองก็ได้เรียกร้องให้คนไทยหันมาศึกษาพุทธธรรมอันเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาของเรา แล้วเลือกสรรสิ่งที่ดีงามซึ่งมีอยู่อย่างมากมายออกมาเสนอต่อชาวโลก โดยพระคุณท่านได้ทำเป็นแบบอย่างให้เห็นจากการศึกษาพุทธธรรมอย่างแตกฉานลุ่มลึกรวมเข้ากับความสนใจใฝ่รู้อันกว้างขวาง ทำให้พระคุณท่านมั่นใจว่าในพุทธธรรมมีคำตอบอยู่มากมาย ที่สามารถนำมาช่วยแก้ปัญหาของมนุษย์ในโลกโดยส่วนรวมได้ พระคุณท่านได้เสนอข้อคิดไว้ว่า :
"เราจะต้องคิดกันให้ชัด ถ้าพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมไทยจะมีอะไรให้แก่โลก พระพุทธศาสนาก็ต้องมีเนื้อหาสาระที่เสริมเติมแก่อารยธรรมของโลกได้ เราจะต้องรู้เข้าใจหลักการของพระพุทธศาสนาให้เพียงพอที่จะตัดสิน เรามีความมั่นใจ หรือไม่ในพระพุทธศาสนา คือความมั่นใจในธรรมของพระพุทธเจ้า เรามีญาณทัศนะในสัจธรรม มีความจริงอะไรที่จะเอามาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาของโลกบ้าง… ธรรมของพระพุทธศาสนาที่เป็นเนื้อหาสาระคือความจริงของธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าค้นพบนั้นสามารถเอามาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาสังคมปัจจุบันที่เขากำลังประสบอยู่ได้ผล ช่วยให้อารยธรรมของมนุษย์ก้าวรุดหน้าได้ต่อไป…
เวลานี้จะต้องปลุกจิตสำนึกของคนไทยให้มีสภาพจิตแบบที่จะเป็นผู้นำบ้างไม่ใช่เป็นแต่ผู้ตามเรื่อยไป…ต่อไปนี้สังคมไทยจะต้องสร้างจิตสำนึกใหม่ คือสร้างจิตสำนึกแห่งความเป็นผู้นำ และเป็นผู้ให้ไม่ใช่แค่คอยตามและรอรับเอาเรื่องนี้จะต้องพูดกันให้ชัด และคิดกันให้จริงจัง เป็นเรื่องสำคัญขั้นสุดยอด"
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวโลกแล้วว่าคนไทยสามารถเป็นผู้นำทางความคิดทางการศึกษาของโลก สามารถเป็นผู้เสนอแนวทางในการจัดการศึกษาที่มีคุณค่าต้องการสร้างสรรค์สันติภาพ สันติสุขและอิสรภาพ เพื่อมนุษย์ชาติ ชาวโลกยอมรับว่าสิ่งที่พระคุณท่านนำออกเสนอต่อวงการศึกษาของโลกเป็นแนวทางใหม่ เป็นความหวังใหม่อย่างแท้จริง ดังที่ประธานคณะกรรมการพิจารณาตัดสินรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพของ UNESCO ได้กล่าวไว้ในโอกาสพิธีถวายรางวัลแด่พระคุณท่านว่า:
"คณะกรรมการพิจารณาตัดสินรางวัลรู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่งที่ท่านเป็นผู้เพียบพร้อมทั้งด้านภูมิปัญญา ปรัชญา และคุณธรรม และสามารถใช้ทั้งภูมิปัญญาและคุณธรรมในการให้การศึกษาและการสอนเรื่องสันติภาพ… พวกเราทุกคนเปี่ยมด้วยความชื่นชม สรรเสริญอย่างสูงสุดต่อแนวความคิดของท่าน .. ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ อารยางกูร ปยุตฺโต เสนอแนวปรัชญาใหม่ในการแก้ปัญหาสันติภาพสากล ซึ่งเป็นนวัตกรรมอันแท้จริง.."
ข้อเสนอใหม่เพื่อการจัดการศึกษาที่ชาวโลกยอมรับด้วยความชื่นชมว่าเป็น "นวัตกรรมอันแท้จริง" นั้น พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้ศึกษา ค้นพบและนำออกมาจากพุทธธรรมอันเป็นขุมทรัพย์แห่งปรีชาญาณทางการศึกษาที่อยู่ควบคู่กับสังคมไทยมาช้านานกว่า 700 ปีแล้วนั้นเอง
แม้ว่าพระคุณท่านจะมิได้มีหน้าที่โดยตรงในการจัดการศึกษาของประเทศ แต่แล้วกลับมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อวงการศึกษาไทย ด้วยภูมิธรรม ภูมิปัญญาอันแตกฉานลุ่มลึกทั้งในคดีธรรมและคดีโลก ทำให้ข้อเขียนและคำบรรยายว่าด้วยการศึกษาของพระคุณท่านกลายเป็นประทีปส่องทางให้แก่นักการศึกษาไทย ช่วยให้นักการศึกษาไทยมองเห็นแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งปรีชาญาณของไทยเอง ทิศทางใหม่นี้มิเพียงจะช่วยให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาเท่านั้น หากยังจะก่อให้เกิดกระแสการปฏิรูปที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นอีก คือการปฏิรูปจิตสำนึกของคนไทย จากการที่คอยแต่จะลอกเลียนตะวันตกมาสู่การเป็นผู้นำทางความคิดทางการศึกษาของโลก พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้เพียรบุกเบิกแนวทางนี้ไว้ให้แล้ว ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ว่านักการศึกษาไทยจะสามารถเดินตามแนวทางนี้ได้มากน้อยเพียงใดเท่านั้น